เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 2 - ตาสีแดงก่ำ (2)

ตอนที่ 2 - ตาสีแดงก่ำ (2)

ตอนที่ 2 - ตาสีแดงก่ำ (2)


*ก่อนจะอ่านนิยาย โปรดตรวจสอบว่าท่านได้อยู่ในสถานที่ที่มีแสงเพียงพอ หรือถ้าท่านอ่านในความมืดก็อย่าลืมเปิด Night Mode หรือจอส้ม เพื่อป้องกันการปวดหัวและสายตาสั้นด้วยนะครับ*

--------------------------------------------------------------------------------------------

หลังจากเดินผ่านมา5-6 ซอยแล้ว แขนของเธอก็เริ่มสั่นเบาๆเพราะถือหนังสือหนักมาได้พักนึงแล้ว. เธอกัดปากแล้วถอนหายใจยาวๆจากนั้นก็เอาหนังสือพาดไว้ที่บ่า.

 

พอหนังสือพาดอยู่ที่บ่าของเธอ แขนเสื้อของเธอก็ค่อยๆหลุดลงจนผิวขาวๆกระทบกับแสงแดดจ้า.

 

“ท่านหญิงครับ?” มีคนเรียกเธอจากด้านหลัง.

 

เอมิเลียถอนหายใจออกมาแล้วเอาหนังสือมาถือไว้ในมืออีกครั้ง. เธอหันหลังมาเห็นอัศวินคนหนึ่งที่กำลังมองเธออยู่ “ท่านคือ?” เธอถาม.

 

“ท่านหญิงครับ กระผมคือหนึ่งในอัศวินจากทีมลาดตระเวน. ที่นี่ไม่ปลอดภัยโปรดให้กระผมไปส่งท่านเถอะครับ” เขากล่าวน้ำเสียงดูหนุ่มแน่นมาก.

 

“ไม่เป็นไร ชั้นไปคนเดียวได้” เอมิเลียยิ้มแล้วปฏิเสธเขาอย่างสุภาพ.

 

ไม่มีทางที่เธอจะให้คนไปส่งเธอแน่ ไม่ใช่ตอนที่มีดาร์คเอล์ฟอยู่ในมือเธอแบบนี้. เธอจะวางหนังสือลงได้ยังไงถ้ามีคนเดินตามหลังติดๆแบบนี้?

 

“กระผมขอยืนกรานครับท่านหญิง. นี่เป็นคำสั่งจากท่านหัวหน้าอัศวินครับ” อัศวินพูดอย่างแน่วแน่ ไม่ให้เธอต่อปากเลย.

 

หัวหน้าอัศวินเป็นห่วงว่าจะทิ้งเอมิเลียไว้คนเดียวที่ถนน โดยเฉพาะเมื่อมีเวทย์มนต์ดำเพิ่งถูกร่ายขึ้น. ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับเธอระหว่างที่กลุ่มลาดตระเวนออกตรวจตราอยู่ล่ะก็ หัวหน้าอัศวินคงจบไม่สวยแน่ เขาอาจจะโดนประหารเพราะล้มเหลวในการปกป้องเซ้นต์ได้เลย.

 

ไม่ว่าชาวเมืองกี่พันคนจะตาย ขอแค่เซ้นต์ปลอดภัยก็พอแล้ว.

 

หัวใจเธอเต้นรัวขึ้นเพราะคำพูดดื้อดึงของอัศวิน. เธอถือหนังสือไว้อีกมือนึง ส่วนอีกมือนั้นก็สะบัดให้อัศวินแล้วบอกว่า “ไม่ต้องห่วงน่า ไม่เป็นไรหรอก”

 

แต่ทว่าอัศวินคนนั้นก็ยืนกรานในคำพูดของตัวเองไม่ฟังคำปฏิเสธของเอมิเลียเลย. เขาเกาะติดเธอแล้วเดินตามมาจนถึงทางเข้าโบสถ์เลย.

 

เหล่าอัศวินที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าประตูทุกคนต่างพากันถอนหายใจด้วยความโล่งอกพอเห็นเอมิเลียกลับมาอย่างปลอดภัย “ท่านหญิงครับ ท่านกลับมาแล้ว. มีคนบอกว่าท่านควรจะอยู่ในโบสถ์ซักสองสามวันจนกว่าฆาตกรจะถูกจับได้น่ะครับ”

 

เอมิเลียแกล้งยิ้มแล้วพยักหน้า “ขอบใจนะ ชั้นทราบซึ้งมากๆ”

 

เธอจับหนังสือให้แน่นขึ้น เล็บของเธอจิกหน้าปกอย่างแรง. ฝ่ามือของเธอก็เริ่มเหงื่อแตกพลั่ก และใจของเธอก็เริ่มเต้นด้วยความลนลานมากกว่าเดิม.

 

เธอต้องพาเจ้าดาร์คเอล์ฟเข้าไปด้านในโบสถ์จริงๆ. นี่อาจจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของศาสนาแห่งแสงเลย. พระเป็นเจ้า นางกำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ล่ะ!

 

เอมิเลียหยุดเดินเพื่อเปลี่ยนท่าถือและอัศวินคนนั้นก็หยุดเดินตามทันที. เขามองไปรอบๆด้วยความระมัดระวังราวกับว่าจะมีคนโผล่มาโจมตี “ท่านหญิงครับ โปรดเดินเข้าไปเถอะครับ ด้านนอกนี้อันตราย”

 

เธอไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยอมฟังเพราะเธอถูกล้อมไว้ทุกทางเลย. พอถอนหายใจเสร็จเธอก็รีบเดินเข้าไปในโบสถ์ หนังสือที่เธอถืออยู่นั้นก็ยิ่งหนักขึ้น. มันให้ความรู้สึกว่าเธอกำลังเอาระเบิดเข้าไปในโบสถ์เลย.

 

ศาสนาแห่งแสงนั้นร่ำรวยมากๆจนพวกเขาสามารถสร้างวังส่วนตัวให้เซ้นต์แต่ละคนได้เลย พวกเธอจะได้มีความส่วนตัวและทุกๆเช้าจะมีคนเข้าไปทำความสะอาดวังให้ด้วย. ด้านในวังนั้นไม่มีใครเลยสิ่งเดียวที่ได้ยินจากด้านในก็คือเสียงลมโชยกระทบกับผ้าม่าน.

 

คนอื่นๆสามารถมองลอดเข้ามาในวังได้ง่ายๆเลย แต่ถ้าทำอย่างงั้นก็จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง.

 

เอมิเลียพยายามเอามือจับประตูจากนั้นเธอก็เอานิ้วไปจับห่วงเหล็ก. ห่วงเหล็กหน้าประตูนั้นมีฝุ่นเครอะไปหมดขณะที่เธอดึงประตูหนักๆเข้าหาตัว ฝุ่นเครอะนั่นลอยเข้าจมูกจนเธอแทบจะจามออกมา.

นี่คือห้องใต้ดินที่เซ้นต์คนก่อนทิ้งไว้ให้. เอมิเลียไม่เคยใช้มันเลย. ในห้องด้านใต้นี้มีเตียงไม้เล็กๆตั้งอยู่ตรงมุมพร้อมกับของประดับเล็กน้อย. ส่วนอีกฝั่งนึงก็มีอุปกรณ์เหล็กที่เอาไว้ทรมาณโดยเฉพาะ.

 

เอมิเลียร่ายเวทย์มนต์เปลี่ยนหนังสือกลับเป็นรถเข็นอีกครั้ง. เธอค่อยๆเอาเอล์ฟตัวน้อยออกมาจากรถแล้ววางลงบนเตียงอย่างระมัดระวัง.

 

ทันทีที่เอมิเลียวางเอล์ฟลงบนเตียง ก็มีเลือดซึมออกมาเยอะมากๆ. จากนั้นครู่เดียวเลือดนั่นก็เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลทันทีที่กระทบกับอากาศ.

 

ความสามารถในการฟื้นฟูของสิ่งมีชีวิตแห่งความมืดนั้นค่อนข้างเร็วแต่รอยแผลบนตัวเอล์ฟนั้นก็ยังมีอยู่ - เลือดยังคงไหลออกมาจากรอยแผลเรื่อยๆขณะที่กำลังฟื้นตัว.

บาดแผลลึกนั่นทำให้เจ้าเอล์ฟดูเหมือนก้อนเลือดเลย.

 

เอมิเลียตกใจกับปริมาณเลือดที่เธอเห็นมากๆ. นางสงสัยว่าใครกันที่ทำเรื่องโหดร้ายแบบนี้กับทารกตัวเล็กๆไร้ทางสู้ได้. ฆ่าเขาให้ตายทันทีซะยังจะดีกว่าปล่อยไว้แบบนี้. ไม่เห็นจะต้องทรมาณแบบนี้เลย.

 

ราวกับว่าเขาสามารถรับรู้ถึงสิ่งรอบๆตัวที่เปลี่ยนไปได้เลย ขนตาของเจ้าเอล์ฟค่อยๆสั่น เขาพยายามจะลืมตาขึ้นมา. เขาส่งเสียงร้องครวนคราง น่าสงสารออกมาเบาๆ.

 

เจ้าเอล์ฟนี้ดูราวกับว่ากำลังเจ็บปวดมากๆ. แม้เจ้าเอล์ฟจะเสียเลือดไปเยอะและจวนจะตายอยู่แล้วก็ตาม เขาก็ยังต่อสู้อย่างหนักเพื่อที่จะมีชีวิตรอดให้ได้ พยายามจะลืมตาขึ้นมาดูว่าตัวเองอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว.

 

เอมิเลียชื่นชมพลังใจที่แข็งแกร่งของเจ้าเอล์ฟมาก. ถ้าเจ้าดาร์คเอล์ฟนี่รอดไปได้ล่ะก็ เขาคงจะกลายเป็นสิ่งมีชิวิตที่แข็งแกร่งมากๆ.

 

ใจของเอมิเลียเริ่มตื้นตัน ความโกรธที่เธอรู้สึกก่อนหน้านี้ค่อยๆหายไป.

 

แม้เธอจะไม่รู้ว่าต้องทำยังไงกับสถานการณ์แบบนี้ดี แต่เธอก็รู้ว่าเธอจะไม่ปล่อยให้เจ้าเอล์ฟอยู่คนเดียวแน่.

 

เธอออกไปข้างนอกเดี๋ยวนึงเพื่อไปเอากะละมังใส่น้ำมา. เธอพับแขนเสื้อขึ้นแล้วเอาน้ำชุบผ้าขึ้นมาในมือข้างหนึ่ง จากนั้นก็เอนตัวเข้าไปใกล้ๆเจ้าเอล์ฟแล้วทำความสะอาดรอยแผลเบาๆเพื่อไม่ให้เขาเจ็บเพิ่ม. แต่เลือดที่แข็งตัวแล้วนั้นเช็ดออกยากมากๆ. พอไม่รู้จะทำยังไงเธอก็กำลังจะลุกขึ้นไปเอายามาทา แต่ทันใดนั้นเองก็มีบางอย่างมาจับข้อมือเธอไว้.

 

พอหันกลับมาดู เอมิเลียก็ต้องตกใจกับสิ่งที่เธอเห็นตรงหน้า. เจ้าดาร์คเอล์ฟลืมตาสีแดงก่ำออกมาอย่างช้าๆ ดวงตาของเขาจ้องมาที่เธออย่างว่างเปล่า ราวกับว่าเขากำลังมึนอยู่.

จบบทที่ ตอนที่ 2 - ตาสีแดงก่ำ (2)

คัดลอกลิงก์แล้ว