- หน้าแรก
- ฮูหยินข้าคือประมุขพรรคมาร
- บทที่ 51 ไอชั่วร้ายเริ่มปรากฏเมื่อสิ่งที่ถูกผนึกไว้เริ่มคลายออก
บทที่ 51 ไอชั่วร้ายเริ่มปรากฏเมื่อสิ่งที่ถูกผนึกไว้เริ่มคลายออก
บทที่ 51 ไอชั่วร้ายเริ่มปรากฏเมื่อสิ่งที่ถูกผนึกไว้เริ่มคลายออก
ณ วัดฝ่าซี
เดิมทีวัดฝ่าซีมีชื่อเดิมว่า‘วัดเทียนจู’ แต่หลังจากการล่มสลายของราชวงศ์โจว มณฑลเจียงหนานก็กลายเป็นเขตปกครองของแคว้นอู่ในขณะนั้น ประชาชนแคว้นอู่มีความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อพุทธศาสนาทำให้เกิดการระดมพลเพื่อทำลายล้างศาสนาอย่างเอิกเกริก ในเวลานั้นวัดเทียนจูจึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็นวัดฝ่าซี
เวลาต่อมามณฑลเจียงหนานได้กลายมาเป็นเขตปกครองของแคว้นหยาน ทั้งยังได้รับการปกป้องอันแข็งกร้าวของเจ้าสำนักเจิ้นยี่ก็ทำให้สามารถอนุรักษ์วัดโบราณแห่งนี้เอาไว้ได้
วัดฝ่าซีล้อมรอบด้วยภูเขาสูงทั้งสามทิศทำให้เกิดเป็นภาพทิวทัศน์อันสวยงาม ด้านในประกอบด้วยตัวอารามอันงดงามนับเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเยี่ยมที่หลงเหลือมาจากสมัยโบราณ
แผนผังอาคารของวัดฝ่าซีจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบและแน่นขนัด โดยใช้พื้นที่ภายในวัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประกอบด้วยอาคารหน้าหรืออาคารเทียนหวางเตี้ยนหรือวิหารเทพแห่งสวรรค์ ถัดมาเป็นอาคารต้าสยงเป่าเตี้ยนหรือพระอุโบสถซึ่งเป็นอาคารหลักของวัดสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปองค์สำคัญของวัดฝ่าซี อาคารหลังหรือโฮว่เตี้ยนถูกสร้างเป็นสองชั้นสำหรับจัดเป็นวิหารบูรพาจารย์และวิหารพระโพธิสัตว์ต่างๆ อาคารประกอบด้านซ้ายและขวาจะถูกจัดเป็นห้องพระคัมภีร์ ห้องเก็บโอสถล้ำค่าหรือห้องอื่นๆที่ทางวัดจัดสรร ตรงลานกว้างตรงกลางวัดยังมีแท่นบูชาและหินสามชีวิตตั้งประดับไว้อีกด้วย
บรรยากาศภายในพระอุโบสถเงียบสงบ ไม่มีแม้แต่เสียงลมลอดผ่าน
‘ฟาจื้อ’กำลังคุกเข่าต่อหน้าพระพุทธรูปองค์โต เขาปิดตาทำสมาธิและเคาะปลาไม้*ในมือเป็นจังหวะช้าสลับเร็วอย่างต่อเนื่อง
เวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว การเคลื่อนไหวของฟาจื้อก็หยุดลง เขาค่อยๆลืมตาขึ้นและมองปลาไม้ในมือ
บนปลาไม้ มีรอยแตกร้าวปรากฏขึ้นอย่างน่าตกใจ
“เมื่อพวกมารเข้าถึงหลักพระธรรม ความชั่วของพวกเขาจะยังไม่สุกงอม แต่เมื่อห่างไกลจากหลักพระธรรมจนความชั่วสุกงอมแล้ว พวกเขาจะต้องรับบทลงโทษอันแสนสาหัส”
ฟาจื้อสูดลมหายใจเข้าลึก รอยแตกที่ปรากฏบนปลาไม้ถือเป็นสัญญาณของลางร้ายอย่างเห็นได้ชัด
“ท่านพี่ขอรับ”
ทันใดนั้นเสียงเล็กๆก็ดังขึ้นจากประตูหน้าพระอุโบสถ เป็นเณรน้อยอายุประมาณ 8-9 ขวบกำลังหมุนลูกประคำในมือ เขายืนรออยู่ตรงประตูทางเข้า พร้อมกับฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวสะอาดเรียงอย่างสวยงาม ดวงตาสดใสรับกับใบหน้าอันจิ้มลิ้ม มันดูบริสุทธิ์และไร้เดียงสาจนใครเห็นก็ล้วนแต่เอ็นดู
“เข้ามาข้างในก่อน” ฟาจื้อเอ่ยเสียงอ่อนโยน “วันนี้เจ้าอ่านพระคัมภีร์หรือยัง”
“วันนี้ฟาหวู่อ่านแล้วขอรับ” เณรน้อยตอบรับพร้อมกับประสานมือทำความเคารพ
ฟาจื้อพยักหน้าและไม่ได้พูดอะไรต่อ ฟาหวู่ผู้มีศักดิ์เป็นน้องชายต่างมารดาของเขา เมื่ออยู่กันตามลำพังพวกเขาจะสนทนาด้วยสรรพนามเป็นกันเอง ไม่ได้แทนตัวให้มากพิธีเหมือนอยู่ต่อหน้าคนอื่นๆ
ฟาหวู่เอ่ยถามด้วยความสงสัย “ท่านพี่ ทำไมท่านถึงมาอ่านพระคัมภีร์ในพระอุโบสถแห่งนี้ตลอดเลยหรือขอรับ”
ฟาจื้อใช้เวลาในการอ่านพระคัมภีร์ที่พระอุโบสถหลักมาหลายวันแล้ว เขาไม่เข้าใจว่าอ่านในห้องโถงอื่นหรือห้องพระคัมภีร์ไม่ได้หรือ?
“ข้ากำลังแก้กรรมอยู่”
“มันแก้ได้หรือขอรับ?”
“เมื่อมีเหตุก็ย่อมมีผล ผลที่จะเกิดขึ้นย่อมหยุดลงเมื่อเราแก้เหตุได้”
“แล้วเหตุเกิดจากอะไร? เกิดจากพระพุทธองค์หรือขอรับ?”
“ไม่ใช่ มันเกิดจากสัตว์โลก”
ฟาหวู่กล่าวทันทีโดยไม่รอให้ฟาจื้อกล่าวจบ “ถ้าเหตุมันเกิดจากสัตว์โลก ก็ต้องให้สัตว์โลกแก้กรรมสิขอรับ”
ฟาจื้อหัวเราะน้อยๆอย่างเอ็นดู “แต่ทั้งเจ้าและข้าก็เป็นส่วนหนึ่งของสัตว์โลกเหล่านี้ไม่ใช่หรือ”
ฟาหวู่พยักหน้า ดูเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจในเวลาเดียวกัน ข้าคือส่วนหนึ่งของสัตว์โลกมากมายเหล่านี้ ถ้าพวกมันคือสาเหตุ ข้าเองก็ต้องเป็นคนรับผลกรรมที่ตามมาเช่นกัน
ด้านหลังพระพุทธรูปองค์โต ไอสีดำเริ่มปรากฏขึ้นราวกับเถาวัลย์สีดำที่กำลังพันรอบพระพุทธรูปเอาไว้ ในขณะเดียวกันแสงสีทองก็พุ่งออกจากตัวพระพุทธรูปเช่นกัน
ไอสีดำและแสงสีทองสะท้อนออกมาก่อนจะพันเกี่ยวกันทันที
หากอันจิงอยู่ที่นี่ด้วย เขาคงรู้ได้ทันทีว่าไอสีดำนี้คือพลังหยินชั่วร้ายที่คุณหนูเฉาเคยได้รับ
สถานที่ที่ควรเป็นแหล่งอันบริสุทธิ์ทางพระพุทธศาสนา กลับปรากฏพลังหยินชั่วร้ายขึ้นมา ทั้งยังเป็นพลังที่หนาแน่นจนสามารถบัดบังรัศมีสีทองของพระพุทธรูปองค์โต
เพล้ง! เพล้ง!
ผ่านไปไม่ถึงครึ่งจิบชา ราวกับไม่สามารถต้านพลังของไอสีดำนั้นได้ พระพุทธรูปองค์โตก็เกิดรอยร้าวขึ้นมาหลายจุดก่อนจะลามไปทั่วทั้งพระพุทธรูปทันที
พรึ่บ! พรึ่บ!
แสงสีทองที่อ่อนกำลังลงก็แตกสลายในทันที ไอสีดำอันเป็นพลังหยินชั่วร้ายก็ดูดกลืนมันและแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว
ฟาหวู่ร้องขึ้นมาด้วยความตกใจ “ท่านพี่ฟาจื้อนี่มัน...”
“ความชั่วร้ายสุกงอมแล้ว” ฟาจื้อถอนหายใจก่อนออกคำสั่ง “ไปเรียกพระภิกษุทั้งวัดมารวมตัวกันที่นี่เดี๋ยวนี้เลย”
“ขอรับ ฟาหวู่จะรีบไปเดี๋ยวนี้”
เมื่อฟาหวู่ได้ยินเสียงจริงจังของอีกฝ่ายก็ไม่กล้าชักช้าอีกต่อไป เขารีบปรี่ออกจากพระอุโบสถอย่างรวดเร็ว
.
.
.
ภายในโรงหมอจีซื่อ
จ้าวชิงเหมยนั่งอยู่หน้าโต๊ะ สีหน้าของนางทั้งเรียบเฉยและเย็นชา
“ท่านประมุข ท่านเขยออกไปตรวจคนไข้ข้างนอกแล้วเจ้าค่ะ” ทันหยุนเอ่ยรายงานเงียบๆและขยับมายืนข้างๆอย่างรอรับคำสั่ง
จ้าวชิงเหมยเอ่ยขึ้น “อาจารย์สาม ท่านทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ใช่มั้ย?”
“ใช่ สองคนที่ถูกพรรคเฉาตามล่าคือมู่เสี่ยวหยุนและเจียงซานเจีย” หลี่ฟู่โจวเงียบครู่หนึ่งก่อนจะพูดช้าๆ “ส่วนคนที่ถูกฆ่าคือเซว่เฉิน เจ้าของกระบวนดาบโลหิตล่องลอย พลังยุทธ์ของเขาอยู่ในระดับหนึ่งแล้วเป็นแน่”
เครือข่ายมนุษย์ของพรรคมารรับหน้าที่หน่วยข่าวกรอง ข่าวสารที่พวกเขาได้รับย่อมรวดเร็วและแม่นยำ อีกทั้งเมื่อคืนหลี่ฟู่โจวอยู่บนเรือสังคีตด้วยย่อมรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี
“มู่เสี่ยวหยุน?” จ้าวชิงเหมยอดหัวเราะไม่ได้เมื่อได้ยินชื่อนี้ มู่เสี่ยวหยุนเป็นฮูหยินของประมุขพรรคเฉาแต่ตอนนี้นางกลับถูกตามล่าเสียเอง
หลี่ฟู่โจวเริ่มอธิบายต่อ “ตามที่สายข่าวของเรารายงานมา ดูเหมือนมู่เสี่ยวหยุนจะรู้ความลับบางอย่างที่เป็นอันตรายต่อหลิงชิงซาน นางถูกคุมขังอยู่ได้ระยะหนึ่งก่อนจะหลบหนีออกมาได้ ส่วนเซว่เฉินเห็นว่าเป็นหนี้บุญคุณของมู่เสี่ยวหยุนเมื่อครั้งอดีต เขาจึงไม่ลังเลที่จะเสียสละชีวิตของตัวเองเพื่อทดแทนบุญคุณเมื่อครั้งอดีต”
ทันหยุนกล่าวเสียงแผ่ว “ข้าไม่คิดมาก่อนว่านักดาบไร้เทียมทานผู้นี้จะพลาดท่าได้ง่ายๆ ข้าคิดว่าพลังและทักษะของเขาลึกล้ำมากกว่านี้เสียอีก”
“การต่อสู้ครั้งนี้เท่ากับสี่รุมหนึ่งด้วยซ้ำ มีทั้งผู้เชี่ยวชาญระดับหนึ่งจำนวนหนึ่งคนและผู้เชี่ยวชาญระดับสองถึงสามคน สามารถยืนหยัดต่อสู้ได้ถึงเพียงนั้นก็น่าชื่นชมแล้ว” หลี่ฟู่โจวเหลือบมองทันหยุนเมื่อกล่าวต่อ “ว่าแต่เจ้าเถอะ เดี๋ยวนี้ฝึกฝนไปถึงไหนแล้ว ดูเหมือนระดับพลังของเจ้าจะหยุดนิ่งไปนานแล้วกระมัง ตั้งแต่ที่เจ้าออกจากสำนักใหญ่มาก็ละเลยหน้าที่ของตัวเอง สงสัยจะสบายมากไปถึงปล่อยตัวให้อ้วนขนาดนี้”
ทันหยุนรีบหดคอเพราะกลัวเสียงบ่นของหลี่ฟู่โจว นางหุบปากฉับไม่กล้าพูดอะไรต่อ
เมื่อหลี่ฟู่โจวละสายตาไปที่อื่น นางก็สัมผัสแก้มกลมๆและพุงนุ่มๆของตัวเองโดยไม่รู้ตัวพลางพึมพำในใจ ‘ต้องโทษท่านเขยตัวเหม็นผู้นั้น ทุกครั้งที่เขากลับมาจากตรวจคนไข้หรือไปธุระข้างนอก เขาชอบซื้อขนมติดมือกลับมาทุกครั้ง แม้ข้าจะบอกว่าเขาว่าอย่าซื้อๆ แต่เขาก็ยังยืนกรานซื้อขนมกลับมาทุกครั้ง และข้าก็ไม่สามารถปล่อยให้ขนมพวกนั้นเสียทิ้งไปเฉยๆได้..’
“เราต้องเจอตัวมู่เสี่ยวหยุนก่อนพรรคเฉา ข้าอยากรู้เกี่ยวกับความลับที่ว่า มันเรื่องอะไรกันแน่ถึงทำให้นางถูกตามล่าเช่นนี้”จ้าวชิงเหมยกล่าวต่อพร้อมรอยยิ้ม “รวมทั้งเจียงซานเจียด้วย เราต้องได้ตัวพวกเขาทั้งคู่”
“ท่านประมุข ท่านจะให้เจียงซานเจียใช้กลไกสวรรค์ของหุบเขาปีศาจเพื่อตามหาคนฆ่าประมุขพรรคคนก่อนใช่หรือไม่?”หลี่ฟู่โจวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ถูกต้อง” จ้าวชิงเหมยตอบเสียงเรียบ
หลี่ฟู่โจวเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น “ข้าสงสัยว่าเจียงซานเจียจะสามารถทำนายได้หรือไม่? ผู้ที่มีความสามารถในการสังหารท่านประมุขคนก่อนย่อมไม่ใช่ฝีมือธรรมดา คนผู้นี้ย่อมเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับสูงที่หาได้ยากในยุทธภพ อีกทั้งการทำนายของหุบเขาปีศาจยังยึดหลักการที่ว่าไม่สามารถเปิดเผยความลับสวรรค์ได้ทั้งหมด”
‘เจียงซ่าง’ คือประมุขพรรคมารคนก่อน เป็นระดับปรมาจารย์ที่ไม่มีใครเทียบได้แค่เอ่ยชื่อของเขาก็ล้วนแต่ทำให้ทุกคนในยุทธภพขวัญผวา เขาคือจอมเผด็จการที่ควบคุมพรรคมารได้อย่างเด็ดขาด คนที่สามารถสังหารคนผู้นี้ได้ในโลกนี้มีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น
จ้าวชิงเหมยเอ่ยด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก “ถึงอย่างไรก็ตามหาตัวพวกเขาให้เจอก่อน ข้าไม่อยากให้พรรคเฉาตัดหน้าพวกเราไปได้”
หลี่ฟู่โจวพยักหน้ารับคำสั่งก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “ท่านประมุข ข้าได้รับข่าวสำคัญมา”
“พูดมา”
“สิ่งที่ถูกผนึกไว้ในวัดฝ่าซีดูเหมือนจะถูกคลายออกแล้ว”
“หืม? ฟังดูเหมือนลางไม่ดีเลย” จ้าวชิงเหมยยกคิ้วและจมดิ่งอยู่ในความคิดของตัวเองก่อนจะเอ่ยขึ้น “ถ้าสิ่งที่บันทึกไว้ในตำราโบราณของพรรคเราเป็นเรื่องจริง...”
ความอาวุโสของพรรคมารย่อมอยู่เหนือกว่าพรรคและสำนักอื่นๆในแคว้นหยานและปัจจุบันมีเพียงสำนักเจิ้นยี่และสำนักพุทธเท่านั้นที่สามารถเทียบเคียงกับพรรคมารได้ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงความรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่องของพรรคมาร ความลับที่ถูกบันทึกไว้ในตำราโบราณของพรรคจึงนับเป็นสิ่งที่เชื่อถือได้มากที่สุด
“หากผู้มีเจตนาร้ายได้ครอบครองวัตถุโบราณชิ้นนี้ ทั่วยุทธภพต้องเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่อย่างแน่นอน” หลี่ฟู่โจวเอ่ยเสียงเครียด
“ดูเหมือนเทศกาลยวี๋หลานเผินเจี๋ยครั้งนี้ เราควรเข้าไปมีส่วนร่วมแล้วกระมัง” น้ำเสียงของจ้าวชิงเหมยก็เคร่งเครียดไม่แพ้กัน
หลี่ฟู่โจวพยักหน้ารับคำสั่งอีกครั้งพลางกล่าวว่า “ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเถิด”
“ว่าแต่อาการบาดเจ็บของท่านเป็นอย่างไรบ้าง ท่านอาจารย์สาม” จ้าวชิงเหมยเอ่ยถามเสียงเรียบ
“แม้ข้าจะได้โอสถชั้นดีที่ปรมาจารย์พิษของเราเราปรุงขึ้นมาแล้ว แต่มันก็ยังต้องใช้เวลาอีกสักพัก” หลี่ฟู่โจวยังรู้สึกเสียดายไม่หายเมื่อเอ่ยต่อ “ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าเซว่เฉินขโมยผลต้นโพธิ์ของข้าไป ตอนนี้อาการบาดเจ็บของข้าก็คงเกือบจะหายดีแล้ว...”
ขณะที่หลี่ฟู่โจวกำลังจะพูดต่อเขาก็รู้สึกแปลกๆขึ้นมา อันที่จริงจ้าวชิงเหมยก็รับรู้อาการบาดเจ็บของเขามาตลอดแต่ทำไมวันนี้ถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมา
“ท่านประมุข..”
“เมื่อเช้านี้ ข้าได้ยินมาว่า..ท่านจะพาสามีของข้าไปเที่ยวเรือสังคีตรึ?”
“อ่า..มันเป็นคำพูดที่ใช้ทดสอบท่านเขยเท่านั้น” หลี่ฟู่โจวหัวเราะแห้งก่อนจะหยิบถุงเงินที่อันจิงมอบให้เขาและมันยังไม่ทันหายร้อนด้วยซ้ำออกมาอย่างเจ็บปวดหัวใจ เขายื่นให้จ้าวชิงเหมยด้วยสองมือ “ท่านประมุข นี่คือถุงเงินที่สามีของท่านมอบให้แก่ข้า สิบตำเงิน ไม่ขาดไม่เกิน”
จ้าวชิงเหมยรับถุงเงินมาถือไว้ด้วยความพอใจ โดยคิดว่า เงินค่าแรงของสามีนางที่หามาด้วยความลำบาก คนที่มีสิทธิ์ใช้เงินส่วนนี้ก็คือนางคนเดียวเท่านั้น
.
.
.
**ปลาไม้ หรือ มู่-ยฺหวี (จีน: 木魚; พินอิน: mùyú) เป็นเครื่องกระทบไม้ชนิดหนึ่งที่มีต้นกำเนิดจากประเทศจีน ใช้ในฐานะเครื่องประกอบจังหวะโดยพระภิกษุหรือฆราวาสในศาสนาพุทธนิกายมหายาน ปลาไม้ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาพุทธในประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม และประเทศในทวีปเอเชียอื่น ๆ