เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 525 เรื่องราวในอดีตกาล (ฟรี)

บทที่ 525 เรื่องราวในอดีตกาล (ฟรี)

บทที่ 525 เรื่องราวในอดีตกาล (ฟรี)


บทที่ 525 เรื่องราวในอดีตกาล

จางอวี้เหอถึงกับงุนงงไปชั่วขณะ

เทพเทียม?

เทพแท้จริง?

ทั้งหมดนี้มันอะไรกันแน่

หรือว่าเป็นขอบเขตที่อยู่เหนือกว่าบรรพบุรุษเต๋าอีกหรือ?

เมื่อคิดได้ดังนั้น จางอวี้เหอจึงเอ่ยถามสาวน้อยในชุดม่วงด้วยความระมัดระวัง

“ท่านผู้อาวุโส ขอบเขตเหนือบรรพบุรุษเต๋า คือเทพเทียมอย่างนั้นหรือ?”

สาวน้อยชุดม่วงได้ยินดังนั้น สีหน้าก็แฝงความขุ่นเคือง ก่อนจะพูดขึ้น

“อย่าเรียกข้าว่าผู้อาวุโสเลยน่า”

“ข้ามีชื่อของข้าเอง เรียกข้าว่าอู๋อีอี หรือจะเรียกสั้นๆ ว่าอีอี ก็ได้ทั้งนั้น”

“ไม่เข้าใจจริงๆ พวกผู้ฝึกตนอย่างพวกเจ้า จะต้องพูดจาเคร่งขรึมอะไรนักหนา”

เอ่อ...

จางอวี้เหอถึงกับงงหนักกว่าเดิม

ก็เห็นอีกฝ่ายดูมีพลังลึกล้ำ เลยไม่กล้าทำตัวสนิทสนมเกินไป กลัวจะโดนตบเข้าให้ เลยต้องพูดจาให้สุภาพ

ใครจะคิดล่ะ ว่าอีกฝ่ายจะไม่ถือสาเรื่องพวกนี้เลย

แต่พอคิดดูแล้วก็สมเหตุสมผล

เพราะอู๋อีอี...แท้จริงแล้วก็คือต้นไม้

ถึงแม้ต้นผลปัญญาจะวิเศษแค่ไหน แต่โดยเนื้อแท้แล้วเธอก็ยังเป็นต้นไม้

วิธีคิดย่อมแตกต่างจากผู้ฝึกตนทั่วไปอยู่มาก

คิดได้ดังนั้น จางอวี้เหอจึงรีบเปลี่ยนสรรพนาม

“อีอี ขอบเขตเหนือบรรพบุรุษเต๋า คือเทพเทียมใช่ไหม?”

อู๋อีอีตอบกลับอย่างไม่ใยดี

“ฮึ! บรรพบุรุษเต๋าอย่างนั้นเหรอ?”

“ในห้วงพลังแห่งความว่างเปล่า มีใครกล้าอวดตนว่าเป็นบรรพบุรุษแห่งเส้นทางเต๋ากัน? ต่อให้เป็นจอมราชันผู้สูงส่ง ก็ยังไม่กล้าเอ่ยคำนั้นเสียด้วยซ้ำ”

“ต่อให้เรียกเป็นผู้เดินตามทางเต๋า ยังไม่คู่ควรเลยด้วยซ้ำ”

“ที่พวกเจ้ามีคำว่า ‘บรรพบุรุษเต๋า’ ก็เพราะลู่จิ่วโจวตั้งใจทำให้มันดูลึกลับ ทั้งที่ไม่ได้ทิ้งมรดกที่แท้จริงเอาไว้ให้เลย”

“พูดให้ถูกก็คือ เหนือด่านต้าลั่วขึ้นไป ก็คือขอบเขตเทพเทียม”

“หลังจากที่เข้าใจในกฎแห่งฟ้าดินจนสมบูรณ์แล้ว ก็จะเริ่มสัมผัสกับต้นกำเนิดของกฎ แต่ยังไม่อุบัติพลังเทพขึ้นมา”

“จึงเรียกได้แค่ว่าเทพเทียมเท่านั้น”

เมื่อฟังคำอธิบายของอู๋อีอี จางอวี้เหอก็เริ่มเข้าใจ

เหนือด่านต้าลั่วขึ้นไป คือขอบเขตเทพเทียม

หลังจากนั้นจึงจะเป็นเทพแท้จริง

ถ้าอย่างนั้น ต้นกำเนิดของเหล่าสัตว์โกลาหลแห่งโลกเซียน ก็คือเทพเจ้าสูงสุด ซึ่งน่าจะอยู่ในขอบเขตเทพแท้จริงกระมัง?

จางอวี้เหอลองคำนวณดู

ยังดี...

อีกฝ่ายเหนือกว่าตนแค่สองขอบเขตใหญ่

หากตนบรรลุถึงขอบเขตบรรพบุรุษเต๋า หรือก็คือเทพเทียม

แล้วใช้วิชาฟ้าดินรวมเป็นหนึ่ง ก็น่าจะเอาชนะได้แน่

เพราะเทพเจ้าสูงสุดผู้นั้นยังไม่ได้ฟื้นฟูพลังอย่างสมบูรณ์

บางทีอาจจะเหลือแค่เศษเสี้ยววิญญาณด้วยซ้ำ

ที่ดูน่ากลัวก็คงแค่พลังอำนาจภายนอก แต่จริงๆ แล้วพลังแท้จริงคงไม่ถึงขนาดนั้น

คิดถึงตรงนี้ จางอวี้เหอก็อดถอนหายใจโล่งอกไม่ได้

แค่เอาชนะเทพเจ้าสูงสุดได้ก็พอ

แต่เดิมเขายังอดกังวลไม่ได้

กลัวว่าต่อให้ไปถึงขอบเขตสูงสุดของโลกเซียนแล้ว

ก็ยังสู้เทพเจ้าสูงสุดไม่ได้

แบบนั้นลำบากแน่

เพราะเทพเจ้าสูงสุดผู้นี้ ขวางเส้นทางออกจากโลกเซียนเอาไว้

จางอวี้เหอไม่อยากติดแหง็กอยู่ในโลกเซียนไปตลอดชีวิต

จะเป็นเจ้าสำนักหรือบรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในนี้ มันก็ไม่เห็นจะมีความหมายอะไร

นอกโลกเซียน ยังมีฟ้าดินกว้างใหญ่รออยู่

เขายังอยากออกไปดูให้เห็นกับตา

...เดี๋ยวก่อน

จางอวี้เหอเพิ่งนึกขึ้นได้

เมื่อครู่อู๋อีอีเหมือนจะเอ่ยถึงลู่จิ่วโจว

หรือว่าจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งเก้าทวีปคนนั้นจริงๆ?

คิดได้ดังนั้น เขาจึงถามขึ้นด้วยความตื่นเต้น

“อีอี ลู่จิ่วโจวที่เจ้าว่า คือผู้ยิ่งใหญ่ที่เผยแพร่อารยธรรมในโลกเซียนใช่ไหม?

เจ้ารู้จักเขาดีหรือ?”

จางอวี้เหอใคร่อยากรู้เรื่องราวของผู้ยิ่งใหญ่แห่งเก้าทวีปผู้นี้

เพราะอารยธรรมในโลกเซียน ล้วนกำเนิดจากเขาทั้งสิ้น

อีกทั้งผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ ก็คงได้รับมรดกที่สมบูรณ์แบบบางอย่าง

ทว่า มรดกในโลกเซียนกลับขาดหาย บางสิ่งที่สำคัญหายไป

จนทำให้ทุกคนมองไม่เห็นเส้นทางข้างหน้า

หากไม่ใช่เพราะอู๋อีอีเอ่ยถึงเมื่อครู่

จางอวี้เหอก็คงไม่รู้

แท้จริงแล้ว ขอบเขตบรรพบุรุษเต๋าของโลกเซียน ควรจะเรียกว่าเทพเทียม

และขอบเขตหลังจากนั้น ก็คือเทพแท้จริง

แต่พวกเขากลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีขอบเขตเหล่านี้อยู่

นับประสาอะไรกับมรดกที่แท้จริง

เมื่อได้ยินจางอวี้เหอถามถึงเรื่องของผู้ยิ่งใหญ่แห่งเก้าทวีป

สีหน้าของอู๋อีอีก็พลันเปลี่ยนเป็นขุ่นเคือง

เธอพูดอย่างไม่สบอารมณ์

“อย่าเอ่ยถึงเจ้าคนเลวไร้ยางอายคนนั้นต่อหน้าข้าอีก!”

“ถ้าไม่ใช่เพราะเขา ข้าก็คงไม่ต้องระเห็จมาอยู่ในที่แบบนี้หรอก!”

กล่าวจบ อู๋อีอีก็เงียบไปครู่หนึ่ง

ก่อนจะเดินไปนั่งบนชิงช้า

ชิงช้าไหวเอนเบาๆ เสียงใสของอู๋อีอีก็ลอยมากระทบโสตจางอวี้เหออย่างแผ่วเบา

“เมื่อครั้งข้าเพิ่งถือกำเนิดจากต้นกำเนิดแห่งความว่างเปล่า ก็ได้พบกับลู่จิ่วโจวแห่งตำหนักตงฮวาเข้าโดยบังเอิญ”

“เจ้าคนเลวนั่นถึงกับคิดจะลักพาตัวข้าไปไว้ในถ้ำเซียนของเขา”

“ยังกล้าพูดอีกว่าตำหนักตงฮวาเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ของมนุษย์ในทะเลโกลาหล เหมาะที่สุดสำหรับให้ข้าเติบโต”

“ข้าน่ะไม่ใช่คนโง่เสียหน่อย ย่อมไม่ยอมตกหลุมพรางเขาแน่”

“แต่น่าเสียดาย ตอนนั้นข้าเพิ่งถือกำเนิด ยังไม่ได้แปลงร่างเป็นมนุษย์ และยังไม่รู้จักแม้แต่จะต่อสู้”

“ทำได้แค่หนีเอาตัวรอดไปตลอดทางเท่านั้น”

“ไอ้คนเลวนั่นไล่ตามข้าอยู่หลายสิบปี”

“สุดท้ายข้าก็เห็นกระแสมิติวนประหลาดแห่งหนึ่ง จึงรีบพุ่งเข้าไป”

“ใครจะคิดว่าพอเข้าไปแล้ว จะหลุดมายังโลกปฐมภูมิแห่งนี้”

จางอวี้เหอฟังเรื่องราวความแค้นระหว่างอู๋อีอีกับลู่จิ่วโจวแล้วก็อดสงสัยไม่ได้

“แล้วหลังจากนั้นล่ะ?”

อู๋อีอีหัวเราะเบาๆ

“ฮ่าๆ ก็ต้องโทษเจ้าคนเลวที่ดวงซวยเอง”

“พอข้าหนีเข้ามาในโลกปฐมภูมิแห่งนี้ กลับพบว่ามีสัตว์โกลาหลขอบเขตเทพแท้จริงตนหนึ่งครอบครองอยู่”

“ข้าวิ่งหนีเก่ง สัตว์โกลาหลไล่ไม่ทันหรอก”

“แต่เจ้าคนเลวนั่นสิ โดนสัตว์โกลาหลไล่ตามจนอ่วม”

“ลู่จิ่วโจวมีขอบเขตเทพแท้จริงขั้นที่เจ็ด ส่วนสัตว์โกลาหลตนนั้นกลับอยู่ในขอบเขตเทพแท้จริงสมบูรณ์”

“ต่อให้เขาเป็นศิษย์แห่งตำหนักตงฮวา มีวิชามากมายเพียงใด”

“แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่ต่อสู้กับสัตว์โกลาหลตนนั้นจนเจียนตายทั้งคู่”

“พูดให้ถูก สัตว์โกลาหลตนนั้นยังไม่ตายขาด ยังเหลือเศษเสี้ยววิญญาณอยู่บ้าง น่าเสียดายจริงๆ”

“ถ้าตอนนั้นทั้งสองตายตกไปพร้อมกันก็คงจะดีไม่น้อย”

“อย่างน้อยข้าก็คงไม่ต้องติดอยู่ที่นี่แบบนี้”

เมื่อได้ฟัง อดีตของอู๋อีอีกับลู่จิ่วโจว จางอวี้เหอก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวในอดีตได้

ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเก้าทวีปผู้นั้น บังเอิญค้นพบต้นผลปัญญา จึงคิดจะยึดไว้เป็นของตน

สมบัติล้ำค่าฟ้าดินเช่นนี้ ใครเห็นก็ย่อมอยากได้เป็นของตัวเอง

น่าเสียดาย แม้อู๋อีอีในตอนนั้นจะเพิ่งถือกำเนิด ยังไม่อาจแปลงกายเป็นมนุษย์

แต่ความสามารถในการหนีตายของเธอก็ไม่ธรรมดา วิ่งหนีเข้าโลกเซียนไปได้สำเร็จ

ที่สำคัญคือ ในตอนนั้นโลกเซียนมีเจ้าของแล้ว

ถูกสัตว์โกลาหลขอบเขตเทพแท้จริงครอบครองอยู่

สัตว์โกลาหลตนนั้นเห็นผู้บุกรุกเข้ามาในถิ่นตน ย่อมไม่อาจทนได้

มันตามอู๋อีอีไม่ทัน จึงหันไปไล่ล่าลู่จิ่วโจวจนยับเยิน

สุดท้าย ผลลัพธ์ก็คือทั้งสองฝ่ายต่างบาดเจ็บสาหัส

โดยเฉพาะลู่จิ่วโจว อาการสาหัสยิ่งกว่า

หลังจากเผยแพร่อารยธรรมในโลกเซียนแล้ว เขาก็ล้มตายไปโดยสมบูรณ์

ส่วนสัตว์โกลาหลตนนั้น อาศัยเศษเสี้ยววิญญาณยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน

อู๋อีอี ลู่จิ่วโจว และสัตว์โกลาหล

ทั้งสามฝ่ายบังเอิญมาบรรจบกันในโลกเซียน

สุดท้ายจึงก่อเกิดอารยธรรมแห่งโลกเซียนขึ้นมา

เรื่องนี้ไม่มีใครผิดใครถูก

ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะโชคชะตาลิขิต

ว่าแต่...

เมื่อครู่อู๋อีอียังพูดถึงกระแสมิติวนด้วย

พวกเธอเดินทางผ่านกระแสมิติวนจึงเข้ามายังโลกเซียนได้

คิดได้ดังนั้น จางอวี้เหอรีบถามขึ้นทันที

“อีอี กระแสมิติวนที่ว่าอยู่ที่ไหน? พวกเราสามารถออกจากโลกเซียนได้หรือไม่?”

“แล้วภายนอกโลกเซียนคือที่ใด? ใช่ทะเลโกลาหลที่เจ้าว่าหรือเปล่า?”

“ที่นั่นเป็นเพียงทะเลกว้างเท่านั้นหรือ?”

...

จบบทที่ บทที่ 525 เรื่องราวในอดีตกาล (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว