- หน้าแรก
- ข้าขอเล่นเกมสบายๆ แล้วกลายเป็นเซียนละกัน
- บทที่ 285 มุ่งหน้าสู่อวี้ฟานเทียน (ฟรี)
บทที่ 285 มุ่งหน้าสู่อวี้ฟานเทียน (ฟรี)
บทที่ 285 มุ่งหน้าสู่อวี้ฟานเทียน (ฟรี)
บทที่ 285 มุ่งหน้าสู่อวี้ฟานเทียน
จางอวี้เหอหยิบกระจกส่งข่าวเซียนขึ้นมา ส่งสารสำคัญออกไปเพียงครู่เดียว จากนั้นร่างของเขาก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าสู่จุดหมายอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก เขาก็มาถึงเหนือเกาะแห่งหนึ่งซึ่งมีขนาดไม่น้อยเลย มองลงมาจากบนฟ้า จะเห็นว่าเกาะแห่งนี้มีแท่นค่ายกลขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ทั้งสองฝั่ง
ที่นี่คือ ‘เกาะเหินฟ้า’ ของนิกายเต๋าศักดิ์สิทธิ์ อันเลื่องชื่อ
แท่นค่ายกลทางฝั่งซ้ายของเกาะ คือแท่นเหินสวรรค์ที่สร้างขึ้นมานานหลายปี ส่วนแท่นค่ายกลทางขวา เพิ่งถูกสร้างขึ้นใหม่ในช่วงหลัง เรียกว่าค่ายกลทำลายขอบเขต
หากจางอวี้เหอต้องการเดินทางไปยังอวี้ฟานเทียน ก็จำเป็นต้องอาศัยค่ายกลทำลายขอบเขตนี้เป็นสะพานเชื่อม
แต่เดิมเมื่อห้าหมื่นปีก่อน เขาได้สั่งการให้เหลียนเจิ้งอวี่จัดคนสร้างค่ายกลขนาดใหญ่นี้ขึ้น เพื่อให้สามารถระบุตำแหน่งอวี้ฟานเทียนได้อย่างแม่นยำ หลังจากถกเถียงกันอย่างรอบคอบ ในที่สุดก็ตัดสินใจสร้างค่ายกลทำลายขอบเขตไว้ใกล้กับแท่นเหินสวรรค์
เพราะผู้ฝึกตนจากอวี้ฟานเทียนสามารถใช้แท่นเหินสวรรค์เหินขึ้นสู่โลกเซียนได้ ดังนั้นการระบุตำแหน่งอวี้ฟานเทียนจากที่นี่จึงง่ายกว่าเดิม
จางอวี้เหอร่อนลงบนเกาะ
ขณะนั้นหวังกั๋วเฟิงพร้อมเหล่าศิษย์ก็กำลังรออยู่ใกล้ค่ายกลทำลายขอบเขต เมื่อเห็นจางอวี้เหอมาถึง ทุกคนต่างรีบเข้ามา คุกเข่าคารวะพร้อมเอ่ยเสียงดัง
“ขอคารวะประมุขสำนัก!”
จางอวี้เหอยกมือขึ้นเป็นเชิงให้ทุกคนลุกขึ้น แล้วหันไปถามหวังกั๋วเฟิงว่า
“ค่ายกลทำลายขอบเขตพร้อมสมบูรณ์ดีหรือไม่?”
“ทุกอย่างเรียบร้อยดีขอรับประมุขสำนัก ท่านวางใจได้ เราทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า รับรองว่าสามารถส่งท่านไปยังอวี้ฟานเทียนได้อย่างปลอดภัยแน่นอน”
ดวงตาของหวังกั๋วเฟิงเปี่ยมด้วยความเคารพขณะมองจางอวี้เหอ สำหรับหวังกั๋วเฟิงแล้ว เขาถือเป็นหนึ่งในกลุ่มศิษย์ที่โชคดีที่สุดของนิกายเต๋าศักดิ์สิทธิ์
เพราะการก้าวขึ้นมาของจางอวี้เหอ ได้นำพาทรัพยากรจำนวนมหาศาลมาสู่นิกายเต๋าศักดิ์สิทธิ์ นับแต่หวังกั๋วเฟิงเหินขึ้นสู่โลกเซียนมา เขาไม่เคยต้องกังวลเรื่องทรัพยากรสำหรับฝึกตนเลย ทุกสิ่งที่จำเป็นนิกายเต๋าศักดิ์สิทธิ์ต่างจัดหาให้โดยไม่ขาดตกบกพร่อง
แม้จะเหินขึ้นมาได้ไม่ถึงแสนปี แต่หวังกั๋วเฟิงก็สามารถทะลวงถึงขอบเขตเซียนทองได้แล้ว หากเป็นยุคก่อน การบรรลุถึงขั้นนี้ในเวลาอันสั้น นับว่าเป็นอัจฉริยะล้ำยุคแห่งทะเลจีอันเลยทีเดียว
แต่ด้วยทรัพยากรล้นหลามจากนิกายเต๋าศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่ศิษย์ที่มีเพียงรากวิญญาณเก้าชนิดอย่างหวังกั๋วเฟิง ก็ยังสามารถฝึกปรือได้อย่างก้าวกระโดด มีทั้งยาเซียนเร่งรัดการฝึกตน และยาเซียนช่วยข้ามผ่านจุดคอขวด แม้แต่ตอนเผชิญทัณฑ์สวรรค์เพื่อทะลวงสู่เซียนทอง ก็ไม่ต้องหวาดหวั่น เพราะจางอวี้เหอได้สร้างแท่นข้ามเคราะห์ไว้ให้พร้อม
ด้วยเหตุนี้ ภายในเวลาไม่ถึงแสนปี หวังกั๋วเฟิงจึงสามารถบรรลุเซียนทองได้สำเร็จ ความเร็วในการฝึกตนของเขา แทบไม่ต่างกับจางอวี้เหอในอดีตเลย
ต้องไม่ลืมว่า เมื่อครั้งจางอวี้เหอเพิ่งเหินขึ้นสู่โลกเซียน นิกายเต๋าศักดิ์สิทธิ์แทบไม่อาจช่วยเหลือเขาได้มากนัก ไม่มียาเซียนเร่งรัด ทุกอย่างต้องอาศัยพรสวรรค์ล้วนๆ กว่าจะบรรลุถึงจุดนี้
และหวังกั๋วเฟิงก็ไม่ใช่คนเดียวที่ได้รับโอกาสเช่นนี้ นิกายเต๋าศักดิ์สิทธิ์ยังมีศิษย์อีกมากที่สามารถอาศัยทรัพยากรของสำนัก ทะลวงถึงขอบเขตเซียนทองได้อย่างง่ายดาย ปัจจุบันผู้อาวุโสเซียนทองของนิกายเต๋าศักดิ์สิทธิ์มีมากกว่าสองร้อยคนแล้ว
แม้จะยังไม่มีเซียนไท่อี้ประจำการ แต่ด้วยพลังเช่นนี้ ก็ถือเป็นขุมกำลังสำคัญของโลกเซียนได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ทว่าหากเปรียบเทียบกับผู้อาวุโสเซียนทองรุ่นเก่าแล้ว เหล่าผู้อาวุโสเซียนทองรุ่นใหม่เหล่านี้ แม้พลังฝีมือจะสูงขึ้น แต่กลับขาดความเข้าใจใน ‘กฎแห่งเต๋า’ อย่างลึกซึ้ง ส่วนใหญ่เพิ่งจะเริ่มต้นสัมผัสกฎธรรมดาๆ เท่านั้น
ในด้านการหยั่งรู้กฎแห่งเต๋า พวกเขายังด้อยกว่าเซียนแท้ศิษย์รุ่นเก่าด้วยซ้ำ
เรื่องนี้ก็ช่วยไม่ได้ สำนักสามารถมอบทรัพยากรให้เร่งฝึกตนได้ แต่ในเรื่องการหยั่งรู้กฎแห่งเต๋า กลับไม่อาจช่วยเหลือได้เลย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ของแต่ละคน
หากขาดพรสวรรค์ ต่อให้บรรพบุรุษเต๋ายื่นมือช่วย ก็ไม่อาจทำให้ใครเข้าใจหนึ่งในกฎหลักได้อย่างรวดเร็ว
ในโลกเซียน สิ่งที่ช่วยเพิ่มพรสวรรค์มีอยู่น้อยมาก ว่ากันว่ามีต้นผลปัญญาซึ่งออกผลเป็นผลปัญญา หากได้กินเพียงหนึ่งลูก ก็จะช่วยเพิ่มพรสวรรค์ในการหยั่งรู้กฎแห่งเต๋าไปตลอดชีวิต
เพียงแต่ต้นผลปัญญานั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณ เคลื่อนไหวไม่แน่นอน หลายสิบล้านปีจึงจะปรากฏตัวให้ผู้ฝึกตนเห็นสักครั้ง
โลกเซียนกว้างใหญ่ไพศาล การจะพบต้นผลปัญญาต้องอาศัยโชควาสนาล้วนๆ ส่วนจะเด็ดผลปัญญาได้หรือไม่นั้น ยิ่งขึ้นกับบุญวาสนาโดยแท้
สำหรับตำนานต้นผลปัญญาเหล่านี้ จางอวี้เหอก็ได้แต่ฟังผ่านๆ เพราะรู้ดีว่าเป็นสิ่งที่บังคับกันไม่ได้ และที่สำคัญ ตัวเขาเองก็ไม่ต้องการนัก ด้วยพรสวรรค์ที่สูงล้ำ ไม่มีปัญหาในด้านนี้
สำหรับศิษย์คนอื่นๆ ในนิกายเต๋าศักดิ์สิทธิ์ เขาทำได้เพียงมอบทรัพยากรฝึกตน ส่วนเรื่องการหยั่งรู้กฎแห่งเต๋า เขาเองก็จนปัญญา เว้นเสียแต่จะสามารถขุดต้นผลปัญญามาไว้กับตัว—ซึ่งย่อมเป็นไปไม่ได้
...
ภายใต้การนำของหวังกั๋วเฟิง จางอวี้เหอก้าวขึ้นไปยืนบนค่ายกลทำลายขอบเขต เมื่อมาถึงกลางแท่นค่ายกล หวังกั๋วเฟิงก็หยิบแผ่นค่ายกลออกมายื่นให้
“ประมุขสำนัก นี่คือแผ่นควบคุมค่ายกลขอรับ”
จางอวี้เหอรับแผ่นค่ายกลมาพลิกดูอยู่ครู่หนึ่ง สำหรับเขาแล้วค่ายกลทำลายขอบเขตแม้จะเป็นค่ายกลเซียนชั้นหนึ่ง ขนาดใหญ่โต แต่ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรนัก
เพียงแค่กวาดตามองแผ่นค่ายกล ก็เข้าใจหลักการทำงานของค่ายกลนี้ได้อย่างรวดเร็ว
ทุกอย่างถูกเตรียมไว้พร้อมสรรพ เพียงเติมหินทำลายขอบเขตลงในช่องของแผ่นค่ายกล ก็สามารถเปิดใช้งานค่ายกลได้ทันที
จางอวี้เหอพลิกมือขวา หยิบหินทำลายขอบเขตผลึกใสระยิบระยับออกมา
แม้แต่ในโลกเซียนเอง หินทำลายขอบเขตก็หาได้ยาก แม้จะออกเสาะหาโดยจงใจก็ยังยากจะพบ โชคดีที่หินทำลายขอบเขตมีหน้าที่เดียว คือใช้เปิดช่องทางชั่วคราวสู่โลกเบื้องล่าง นอกเหนือจากนี้ก็ไร้ประโยชน์
ผู้ฝึกตนในโลกเซียนส่วนใหญ่ไม่สนใจเรื่องราวของโลกเบื้องล่าง จึงแทบไม่มีใครเก็บสะสมหินทำลายขอบเขตไว้มากนัก ของสิ่งนี้จึงนับว่าหายาก แต่ไม่ได้ล้ำค่าจนถึงขั้นเป็นสมบัติล้ำยุค เพราะมันไม่ช่วยเพิ่มพลังฝึกตน หรือใช้สร้างอุปกรณ์เซียนใดๆ ได้เลย
จางอวี้เหอนำหินทำลายขอบเขตใส่ลงในช่องของแผ่นค่ายกล จากนั้นร่ายเคล็ดเวทตามขั้นตอน
ทันใดนั้น อากาศรอบๆ ก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ไม่นานนัก ช่องทางสีดำสนิทก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าทุกคน
จางอวี้เหอเพียงนึกในใจ ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าทุกสายตา รูปลักษณ์เหมือนจางอวี้เหอทุกประการ เพียงแต่กลิ่นอายพลังอยู่แค่ขั้นบรรลุธรรมอันยิ่งใหญ่ขั้นสูงสุด ยังไม่อาจเทียบถึงเซียนแท้ด้วยซ้ำ
นี่คือร่างแยกของจางอวี้เหอ ด้วยพลังเซียนทองขั้นสูงสุดของเขาในตอนนี้ ร่างแยกที่สร้างได้จะอ่อนกว่าตัวจริงอยู่สองขอบเขต
ทว่ากลับเหมาะสมยิ่งนัก เพราะกฎสูงสุดของโลกเซียนกำหนดไว้ว่า ผู้ฝึกตนที่ต้องการลงสู่โลกเบื้องล่าง พลังสูงสุดต้องไม่เกินเซียนแท้ แม้แต่บรรพบุรุษเต๋าผู้ยิ่งใหญ่ก็ไม่อาจนำร่างจริงลงไปได้
ร่างแยกของจางอวี้เหอหันมามองทุกคน ก่อนจะก้าวเข้าสู่ช่องทางมืดเบื้องหน้า แล้วร่างนั้นก็หายวับไปต่อหน้าสายตาทุกคน
...