- หน้าแรก
- ข้าขอเล่นเกมสบายๆ แล้วกลายเป็นเซียนละกัน
- บทที่ 4 หินวิญญาณ กับ เนื้อย่าง
บทที่ 4 หินวิญญาณ กับ เนื้อย่าง
บทที่ 4 หินวิญญาณ กับ เนื้อย่าง
บทที่ 4 หินวิญญาณ กับ เนื้อย่าง
จางอวี้เหอถือดาบยาวในมือ เดินลัดเลาะอย่างระมัดระวังไปในป่าเขา
แม้ว่าเขาจะไม่มีประสบการณ์การเอาตัวรอดในป่า ไม่รู้ว่าจะล่าสัตว์ยังไง หรือจะหาสัตว์ป่าได้จากที่ไหน
แต่คนเป็น ๆ จะให้อั้นฉี่ตายมันก็ไม่ใช่เรื่อง
อีกอย่าง ตอนนี้เขายังไงก็ถือว่าเป็นผู้ฝึกตนคนหนึ่งแล้ว
พวกสัตว์อสูรเก่ง ๆ สู้ไม่ไหวก็จริง แต่จะให้ฟันมอนสเตอร์เล็ก ๆ ตัวหนึ่งให้กินอิ่มท้อง ก็น่าจะไม่ยากเกินไป
ขณะที่คิดไปก็เดินไปในป่าเขา
ทันใดนั้น เขาได้ยินเสียงดังแซ่ก ๆ ไม่ไกล
จางอวี้เหอรีบระวังตัว หลบไปอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ แล้วยื่นหัวออกไปแอบดูข้างหน้าอย่างแผ่วเบา
ไม่นานก็เห็นหมูป่าตัวใหญ่ยักษ์ตัวหนึ่งโผล่เข้ามาในสายตา
“เห้ย หมูป่าของอวี้ฝานเทียนมันตัวใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ?”
พอเห็นหมูป่า จางอวี้เหอก็ถึงกับอึ้งกิมกี่
หมูป่าตัวใหญ่กว่าวัวอีก แบบนี้มันกลายเป็นอสูรไปแล้วล่ะมั้ง
ตอนนี้เขาเริ่มลังเล ว่าจะเอาหมูป่าตัวนี้เป็นมื้อเย็นดีไหม
สังเกตดูแล้ว หมูป่าตัวนี้ถึงจะตัวใหญ่ แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมากลับดูอ่อนกว่าเขา
ถ้าแอบลอบเข้าไปโจมตี ก็น่าจะมีโอกาสฟันตายได้
“ไม่เอาดีกว่า หมูป่ามันไม่อร่อย หาเป้าหมายใหม่ดีกว่า”
หลังจากลังเลอยู่ในใจ จางอวี้เหอก็รีบหาเหตุผลให้ตัวเอง แล้วละทิ้งความคิดที่จะบุกใส่หมูป่า
หลัก ๆ เลยคือ ตอนนี้เขามีแต่พลังฝึกตนระดับสี่ของขั้นหลอมลมปราณ แต่ยังไม่เคยเรียนเวทมนตร์หรือวิชาอะไรสักอย่าง
เวทมนตร์สวย ๆ ของผู้ฝึกตน หรือทักษะสุดยอดแบบย้ายภูเขาทะลายทะเล ก็ยังอยู่แต่ในจินตนาการ
ตอนนี้จางอวี้เหอมีแต่พละกำลังดิบ ๆ จะฟันมอนสเตอร์ก็ต้องใช้ดาบยาวในมือ หรือไม่ก็ใช้หมัดตรง ๆ
พูดตามตรง เขาไม่ได้มั่นใจในดาบยาวที่ซื้อมาในราคา 50,000 เหรียญบลูสตาร์สักเท่าไหร่
ดาบธรรมดาที่สร้างจากบลูสตาร์ จะฟันสัตว์อสูรของอวี้ฝานเทียนตายได้จริงเหรอ?
จางอวี้เหอแสดงความสงสัย
ถือดาบยาวก็แค่เอาไว้ข่มขวัญตัวเองเท่านั้น
แค่นั้นจริง ๆ
อ้อมผ่านหมูป่าตัวใหญ่ไปแล้ว จางอวี้เหอก็เจอสัตว์อสูรอีกสองสามตัว
แต่เขาก็ยังไม่เลือกลงมือ เพราะกลิ่นอายของสัตว์อสูรพวกนั้น บางตัวสูสีกับเขา บางตัวก็เหนือกว่าเขาอีก
เล่นเอาเขาหวาดเสียวไม่น้อย
“ไว้ก่อน ไว้ค่อยมาเชือดกินหลังจากฝึกพลังเพิ่มอีกหน่อย”
หลังจากปลอบใจตัวเอง จางอวี้เหอก็เดินต่อไปเพื่อหาอาหารเย็น
“อื้ม อันนี้ดูดี เนื้อแกะเหลืองน่าจะอร่อยนะ?”
สัตว์อสูรในป่าเขานี่มีเยอะจริง ๆ จางอวี้เหอก็หาเป้าหมายเจออย่างรวดเร็ว
มันเป็นสัตว์อสูรที่หน้าตาคล้ายแกะเหลือง
เอาเป็นว่าให้มันเป็นแกะเหลืองก็แล้วกัน
แกะเหลืองตัวนี้ไม่ใหญ่มาก ขนาดประมาณเดียวกับที่บลูสตาร์ ที่สำคัญคือกลิ่นอายของมันอ่อนมาก
ประมาณว่าเท่าตอนเขาเพิ่งฝึกถึงขั้นหลอมลมปราณชั้นหนึ่ง
“เอาตัวนี้แหละ”
ครั้งแรกที่ออกล่ามอนสเตอร์ในอวี้ฝานเทียน จางอวี้เหอคิดว่าควรเลือกเป้าหมายที่ชัวร์ที่สุด
ก็เลยเลือกตัวที่อ่อนที่สุด
เขาแอบคลานเข้าไปใกล้แกะเหลืองทีละน้อย
ขณะนั้น แกะเหลืองยังไม่รู้เลยว่าโชคชะตาของมันกำลังจะมาถึงจุดจบ ยังคงกินใบไม้อย่างสบายใจ
เคร้ง......
จางอวี้เหอกระโดดพรวดขึ้นมา ชักดาบยาวออกจากฝัก พลังวิญญาณจากจุดตันเถียนไหลเข้าสู่ดาบอย่างรวดเร็ว
แสงคมดาบวาบวับ ฟันลงไปที่คอของแกะเหลืองอย่างรุนแรง
เพราะต่างชั้นกันมาก แถมยังเป็นการลอบโจมตี แกะเหลืองจึงไม่มีโอกาสได้ตอบโต้เลย
แสงดาบวูบผ่าน หัวแกะขาดกระเด็น เหลือทิ้งไว้แค่ซากแกะเหลืองกับกล่องไม้สองใบที่เปล่งแสงอยู่บนพื้น
“ฮ่า ๆ ดรอปของแล้ว จะเป็นของดีอะไรหนอ หรือจะเป็นไอเทมเทพให้เราสักชิ้น”
ครั้งแรกที่ฆ่ามอนสเตอร์ในอวี้ฝานเทียนก็ได้ไอเทมสองชิ้น จางอวี้เหอตื่นเต้นสุด ๆ
เขารีบเปิดกล่องแรก พบก้อนหินหนึ่งก้อนที่อัดแน่นไปด้วยพลังวิญญาณ
หินนี้ไม่ใหญ่มาก ขนาดประมาณไพ่นกกระจอก
“ของแบบนี้น่าจะเป็นหินวิญญาณล่ะมั้ง”
จางอวี้เหอรีบเก็บหินวิญญาณขึ้นมา
“โอเค ดรอปหินวิญญาณมาก้อนหนึ่งถือว่าคุ้มแล้ว”
หินวิญญาณในโลกผู้ฝึกตนมีประโยชน์รอบด้าน ไม่ว่าจะช่วยฝึกตนหรือใช้วางค่ายกล
แน่นอนที่สุด ประโยชน์หลักของหินวิญญาณคือเป็นเงินตรากลางของโลกผู้ฝึกตน
ในอวี้ฝานเทียน ถ้าไม่มีหินวิญญาณติดตัว ก็เหมือนอยู่ที่บลูสตาร์ไม่มีเงิน ใช้ชีวิตลำบากสุด ๆ
เก็บหินวิญญาณเรียบร้อย จางอวี้เหอก็เปิดกล่องที่สอง กลิ่นหอมของเนื้อย่างก็ลอยมาเตะจมูก
“เอ่อ... เป็นจานเนื้อย่างเหรอ?”
เห็นของในกล่อง จางอวี้เหอก็พูดไม่ออก
เขาคิดไว้มากมาย เช่น คัมภีร์วิชาลับ หรืออาวุธเวทมนตร์อะไรสักอย่าง
แถมยังแอบหวังลึก ๆ ว่าเผื่อจะได้ไอเทมเทพสักอัน
แต่ในกล่องกลับเป็นจานเนื้อย่างหอมฉุย ที่เขาไม่เคยนึกถึงมาก่อน
“จินตนาการเรายังน้อยไปจริง ๆ”
แต่ก็ดี ได้ข้าวเย็นแบบพร้อมกินเลยก็เข้าทางเขาพอดี
จางอวี้เหอหยิบเนื้อย่างออกจากกล่อง
ต้องบอกเลยว่า ระบบเกมนี่ก็ใส่ใจดีจริง ๆ
เนื้อย่างยังมาในจานให้เสร็จ ไม่ต้องหยิบกินด้วยมือเปล่า
“กลับไปกินข้าวแล้วก็ฝึกตนดีกว่า”
จางอวี้เหอถือดาบยาวในมือซ้าย ถือจานเนื้อย่างในมือขวา รีบเดินกลับไปทางศาลเจ้าร้าง
ส่วนซากแกะเหลืองบนพื้น เขาไม่ได้กลับไปดูอีกเลย
เพราะจางอวี้เหอเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เขาไม่ได้เอาเครื่องปรุงกับเชื้อไฟมาด้วย
มีแต่ซากแกะเหลืองก็เปล่าประโยชน์ กินไม่ได้อยู่ดี จะให้กินดิบก็ไม่ไหว
เขาไม่ใช่เบ่ย์เย่(แบร์กิล) จะให้กินดิบ ๆ ก็ทำไม่ลงจริง ๆ
ไม่นานจางอวี้เหอก็กลับถึงศาลเจ้าร้าง เขาใช้ดาบยาวหั่นเนื้อย่างเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วค่อย ๆ กินอย่างเอร็ดอร่อย
เนื้อย่างลงท้องไปหนึ่งคำ รู้สึกสบายตัวขึ้นมาทันที
“หอมจริง ๆ ดูซิว่าคนอื่นทำอะไรกันบ้าง”
จางอวี้เหอกินเนื้อย่างไป เปิดช่องแชทไปด้วย
ตอนนี้คนที่ออกมาคุยในช่องแชทก็ไม่เยอะเท่าตอนแรก
แต่ก็ยังมีข้อความไหลอยู่เรื่อย ๆ แค่ช้ากว่าเดิมนิดหน่อย
“หิวจังเลย ใครมีอะไรให้กินบ้าง ขอเป็นเพื่อนแล้วส่งให้หน่อยได้ไหม”
“ฮ่า ๆ ก่อนเข้ามาฉันหิ้วถ้วยบะหมี่มาเป็นลัง กินได้อีกหลายวัน”
“ข้างนอกมีแต่สัตว์ประหลาด จะอดอยากได้ไง ออกไปล่ามอนกินเนื้อสิ”
“จะบ้ารึเปล่า นายสู้มันได้เหรอ ถ้ารู้แบบนี้เอา AK (ปืน AK) มาดีกว่า”
“AK (ปืน AK) จะมีประโยชน์อะไร ที่นี่มันยิงไม่ออกหรอก”
“จริงเหรอ ยังงี้ก็มีด้วย?”
“จริง ฉันเอาสไนเปอร์ใหญ่มา สุดท้ายก็ยิงไม่ได้เลย เอาไม้ฟืนยังดีกว่าอีก”
“ใช่เลย ไม่ใช่แค่ปืน แม้แต่ไฟแช็กยังใช้ไม่ได้เลย”
“งี้ก็จบกันสิ พวกเราจะอดตายกันหมดเหรอ?”
“กลัวอะไร อย่างมากก็ออกไปสู้กับมอนสเตอร์ ตายก็ไม่เป็นไร ตายแล้วกลับไปนอน พรุ่งนี้เข้ามาใหม่ก็เป็นฮีโร่อีกแล้ว”
“อย่าคิดมาก วันนี้แค่วันแรก สำรวจสภาพก่อน พรุ่งนี้ค่อยเตรียมตัวให้พร้อมแล้วเข้ามาใหม่ก็พอ”
“ก็จริง ไม่เสียเวลาหรอก ฝึกตนใช้เวลาหลายร้อยพันปี จะเสียแค่ร้อยวันก็ไม่เป็นไร”
“พี่ข้างบนพูดถูก ฉันขอออกไปก่อน บ๊ายบาย”
“เฮ้อ ฉันขอทนอีกหน่อย”
“ฟ้ามืดแล้ว กลัวจัง ที่นี่เป็นหมู่บ้านร้างด้วย กลางคืนจะมีผีไหม”
“มีผีก็ดีสิ คิดถึงหนิงไฉ่เฉินเลย ฟินสุด ๆ”
“โห พี่ชาย ฉันขอคารวะนายเลย”
……
*หนิงไฉ่เฉิน - ตัวละครในโปเยโปโลเย