- หน้าแรก
- ผู้กำกับฮอลลีวูดในปี 1992
- ตอนที่ 247 สรุปผลสงครามบ็อกซ์ออฟฟิศ
ตอนที่ 247 สรุปผลสงครามบ็อกซ์ออฟฟิศ
ตอนที่ 247 สรุปผลสงครามบ็อกซ์ออฟฟิศ
หลังร่วมงานปาร์ตี้ฉลองความสำเร็จที่บริษัทจัดขึ้น ลิงก์ก็พักงานชั่วคราว แล้วพาโมนิกา เจนนิเฟอร์ และพี่เสี่ยวลี่ไปพักร้อนที่ฮาวาย ให้สมกับที่กรำศึกมายาวนาน ทั้งแดดจ้า หาดทราย และสาวงาม ทุกอย่างดูเหมือนจะสงบสุขชั่วคราว
พอเข้าสู่เดือนกันยายน ฤดูกาลฉายภาพยนตร์ช่วงซัมเมอร์ก็จบลงอย่างเป็นทางการ
นิตยสาร Total Film ได้เผยแพร่รายงานสรุปผลประกอบการของสตูดิโอต่าง ๆ ในช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงปลายเดือนสิงหาคม
ปีนี้มีภาพยนตร์เข้าฉายทั้งหมด 69 เรื่อง โดยมีถึง 6 เรื่องที่กวาดรายได้เกิน 100 ล้านดอลลาร์ในอเมริกาเหนือ และมีถึง 13 เรื่องที่ทำรายได้เกิน 50 ล้าน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 3 เรื่อง
สตูดิโอที่ทำผลงานโดดเด่นที่สุดในปีนี้คือ Guess Who Production, พาราเมาท์ พิคเจอร์ส และดิสนีย์
Guess Who ปล่อยหนัง 3 เรื่องในช่วงซัมเมอร์ ได้แก่ Speed ที่ทำรายได้ในอเมริกาเหนือ 122 ล้านดอลลาร์, Seven ที่ทะลุ 205 ล้าน และ Eat Drink Man Woman ของผู้กำกับหลี่อัน ซึ่งเข้าฉายเมื่อต้นเดือนสิงหาคม กวาดรายได้ไป 6.37 ล้าน จากทุนสร้างเพียง 2.2 ล้าน แม้จะไม่ถือว่ารายได้มหาศาล แต่ก็ยังถือว่าได้กำไรสวยงาม
ทางฝั่งพาราเมาท์มีหนังเข้าฉาย 6 เรื่อง โดย Forrest Gump นำโด่งที่ 218 ล้าน และ Clear and Present Danger ก็มีแนวโน้มจะทะลุ 100 ล้านเช่นกัน
ดิสนีย์จัดหนักสุด ปล่อยหนังถึง 8 เรื่อง โดย The Lion King นำทัพด้วยรายได้กว่า 250 ล้าน ตามด้วย When a Man Loves a Woman และ Angels in the Outfield ที่เก็บไปเกิน 50 ล้านทั้งคู่
ส่วนสตูดิโออื่น ๆ ผลงานค่อนข้างกระท่อนกระแท่น
หนังที่เจ๊งเละที่สุดในปีนี้ตกเป็นของวอร์เนอร์ฯ กับ Wyatt Earp ที่นำแสดงโดยเควิน คอสต์เนอร์ ใช้ทุนสร้างสูงถึง 63 ล้าน แต่รายได้เพียง 15.41 ล้าน คาดว่าเจ๊งไปกว่า 50 ล้านดอลลาร์
รองลงมาคือ Color of Night ของดิสนีย์ที่คาดว่าขาดทุนเกิน 30 ล้าน
อันดับสามคือ Beverly Hills Cop III ของพาราเมาท์ ที่แม้จะกวาดไป 36.48 ล้าน แต่ทุนสร้างสูงถึง 50 ล้าน บวกกับต้นทุนโฆษณาที่ทุ่มลงไปเพื่อหวังตัดกำลัง Speed ยิ่งทำให้ตัวเลขขาดทุนพุ่งเกิน 50 ล้าน
และ The Cowboy Way จากโคลัมเบีย พิคเจอร์ส ซึ่งเข้าฉายเดือนกรกฎาคม ใช้ทุนไป 40 ล้าน แต่รายได้แค่ 6 ล้าน คาดว่าขาดทุนไม่น้อยกว่า 30 ล้าน
ค่ายอื่น ๆ ในกลุ่ม Big Seven ก็มีหลายเรื่องที่ขาดทุนหนักเช่นกัน โดยเฉพาะ MGM ที่ขาดทุนรวมทะลุ 200 ล้าน
จากภาพรวมทั้งหมด Guess Who Production จึงถูกยกให้เป็นผู้ชนะตัวจริงของซัมเมอร์นี้
หลังผลประกอบการเผยแพร่ออกมา Guess Who กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทั้งวงการจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบริษัทนี้ยังต้องรับมือกับการถูกบีบจากบริษัทยักษ์ใหญ่อื่น ๆ แต่กลับพา Speed และ Seven ทะลวงขึ้นแถวหน้า กวาดรายได้รวมกว่า 300 ล้านดอลลาร์ในอเมริกาเหนือเพียงลำพัง มากกว่าค่ายไหน ๆ
สื่อบางเจ้าก็เล่นมุกใส่กลุ่ม Big Seven กันอย่างสนุกมือ
อย่างรองบ.ก. จาก The Hollywood Reporter อย่างแอรอน คุก ก็แซวว่า
“จริง ๆ แล้ว Big Seven ไม่ได้บีบ Guess Who หรอก พวกเขาช่วยโปรโมตให้ต่างหาก”
เขายกตัวอย่างว่าตอนที่ Speed เข้าฉาย บรรดาสตูดิโอยักษ์ต่างก็ปล่อยหนังห่วย ๆ มาชน ทำให้ Speed ชนะได้ง่าย ๆ และพอถึงคิว Seven ทางนั้นก็กลัวคนจะไม่สนใจ จึงทุ่มเงินหลายล้านให้สื่อเล่นข่าวโจมตีหนัง จนคนหันมาสนใจ และแฟน ๆ ก็พากันออกมาโต้ตอบ กลายเป็นกระแสชั้นดีให้กับ Seven
“ฉะนั้น Guess Who ควรจะขอบคุณพวกเขา” เขาสรุป
ทาง Los Angeles Times ก็รายงานแบบกลาง ๆ ว่าความสำเร็จของ Guess Who มาจากทั้งคุณภาพของหนังและโชคช่วย Speed เป็นหนังบู๊ที่ครบเครื่อง ทั้งรถซิ่ง ยิงปืน พระเอกหล่อ นางเอกสวย บวกกับจังหวะเรื่องที่กระชับเร้าใจ ถือว่ามีศักยภาพทำเงินชัดเจน ส่วน Seven ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ลิงก์นำเสนอเนื้อหาที่ลึกและหนักแน่น ผสมผสานศิลปะกับความบันเทิงได้ลงตัวมาก แถมยังมีกระแสรางวัลหนุนหลังอยู่ด้วย
ขณะเดียวกันทั้งสองเรื่องก็บังเอิญได้จังหวะดี Speed เปิดตัวตอนที่หนังอื่น ๆ ดูอ่อนแรง ส่วน Seven ก็ได้อานิสงส์จากคดีวิลล่าของซิมป์สัน ที่ดันมีความเชื่อมโยงกับหนังเข้าอย่างจัง
สื่อบางเจ้าก็ยังไม่วายจะเหน็บแนม อย่าง Chicago Tribune ที่วิจารณ์ว่าลิงก์เคยให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่ใช้ข่าวสังคมมาเป็นเครื่องมือโปรโมตหนังอีก แต่ท้ายที่สุดก็ยังอาศัยคดีซิมป์สันมาปลุกกระแส Seven
แน่นอนว่าสื่อเจ้าอื่นก็ออกโรงแก้ต่างให้แทบจะทันที
San Francisco Observer โต้กลับว่าข้อกล่าวหานั้นไร้เหตุผล เพราะคดีซิมป์สันไปโยงกับ Seven เอง ไม่ใช่เพราะทาง Guess Who สร้างเรื่องขึ้นมาโปรโมต แถมตอนเกิดคดี สื่อยังรุมใส่ร้ายลิงก์ว่าเป็นฆาตกรเสียอีก ถ้าปล่อยให้ข่าวลือกินพื้นที่โดยไม่โต้กลับ ก็คงมีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่ยอม
อีกทั้ง Seven เป็นหนังคุณภาพจริง สมควรถูกพูดถึง จะโปรโมตยังไงก็ไม่แปลกด้วยซ้ำ
และยังแนะนำด้วยอารมณ์ขันว่า “ถ้าคราวหน้าลิงก์สร้างหนังดีได้แบบ Seven อีก ก็เปิดแคมเปญโปรโมตเต็มพิกัดไปเลย แฟน ๆ พร้อมซัพ แต่ถ้าหนังมันออกมาเป็นแนว The Blair Witch Project ก็ไม่ต้องก็ได้นะ”
นอกจากนี้ยังมีสื่อที่เริ่มมองภาพรวมของ Guess Who ตลอดสามไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งก็คือจนถึงเดือนกันยายน Guess Who ปล่อยหนังออกมาทั้งหมด 5 เรื่อง และมีถึง 3 เรื่องที่ทำรายได้เกิน 100 ล้านในอเมริกาเหนือ ได้แก่ Dumb and Dumber, Speed และ Seven โดยเฉพาะ Seven ที่ตอนนี้ทะลุ 200 ล้านไปเรียบร้อย
เท่ากับว่า Guess Who คือบริษัทเดียวในฮอลลีวูดที่มีถึง 3 เรื่องในปีเดียวที่ทำรายได้ทะลุ 100 ล้านในตลาดอเมริกา
ถ้าดูตามตัวเลข Guess Who มีโอกาสแซงขึ้นมาเป็นหนึ่งในสามสตูดิโอแถวหน้าของวงการ
และผลประกอบการสุดหรูในซัมเมอร์นี้ ก็ทำเอาคนทั้งวงการอดไม่ได้ที่จะทั้งอิจฉา ทั้งยอมรับ