เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 35 ลู่จือเวยหลอมสร้างอาวุธ ขยายสวนยา

บทที่ 35 ลู่จือเวยหลอมสร้างอาวุธ ขยายสวนยา

บทที่ 35 ลู่จือเวยหลอมสร้างอาวุธ ขยายสวนยา


ลู่จือเวยปิดตัวฝึกตนเพื่อหลอมสร้างอาวุธ

ในวันต่อมา ห้องหลอมสร้างอาวุธมีเสียงดังขึ้นเป็นระยะ ทำให้ลู่หยวนซานยืนฟังอย่างใส่ใจ

เสียงไม่ดังมาก นับเป็นปรากฏการณ์ปกติ เพราะการหลอมสร้างอาวุธก็เป็นแบบนี้

สิ่งที่ควรกล่าวถึงคือ ในกระบวนการหลอมสร้างอาวุธ ไม่ได้มีเพียงลู่จือเวยที่อยู่ในห้องหลอมสร้างอาวุธเท่านั้น

ในฐานะร่างจิตวิญญาณ ลู่ผิงเข้าไปในห้องหลอมสร้างอาวุธหลายครั้ง เพื่อสังเกตการณ์กระบวนการหลอมสร้างอาวุธของลู่จือเวย

การหลอมสร้างอาวุธแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนหลักๆ คือ การคัดเลือก การหลอมละลาย การขึ้นรูป และการจารึกแผนภูมิ

การคัดเลือกคือการแยกประเภท เลือกวัสดุหลอมสร้างอาวุธที่มีคุณภาพดี เตรียมการก่อนหลอมสร้าง หากขั้นตอนนี้ทำเสร็จก็สามารถเริ่มหลอมละลายได้

การหลอมละลายคือการหลอมรวมวัสดุหลอมสร้างอาวุธประเภทต่างๆ เช่น การหลอมโลหะให้กลายเป็นของเหลว หรือการหลอมวัสดุเหลวเข้าไปในวัสดุของแข็ง ขั้นตอนนี้สำคัญมาก จะละเลยไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

การขึ้นรูปคือการปั้นรูปทรงให้กับของเหลวเป็นรูปแบบอาวุธต่างๆ เช่น ดาบ โล่ หอก เป็นต้น

ขั้นตอนสุดท้ายคือการจารึกแผนภูมิ ขั้นตอนนี้จะผสมผสานฝีมือของนักวางแผนไว้บ้าง ต้องจารึกแผนภูมิลงบนอาวุธวิญญาณที่ขึ้นรูปเสร็จแล้ว เพื่อให้สามารถแปลงพลัง เก็บพลัง ปะทุพลังอำนาจ จารึกจิตใจรับรู้เจ้าของได้

หัวหน้าช่างหลอมสร้างจะต้องศึกษาความรู้ของนักวางแผนไว้บ้าง เพราะการจารึกแผนภูมิเป็นขั้นตอนสำคัญที่ขาดไม่ได้เวลาหลอมสร้างอาวุธ

เมื่อจารึกแผนภูมิเสร็จ ก็จะถือว่าอาวุธวิญญาณหลอมสร้างสำเร็จ

อาวุธวิญญาณมีอีกชื่อหนึ่งคือ อาวุธวิเศษ แต่มีความหมายเหมือนกัน

ในสายตาของคนภายนอก การหลอมสร้างอาวุธเป็นงานที่น่าเบื่อมาก กินเวลานานสุดๆ

อาวุธวิเศษยิ่งมีขั้นสูง ก็ยิ่งหลอมสร้างยาก ต้องใช้วัสดุมากขึ้น เงื่อนไขการหลอมสร้างก็ยิ่งเข้มงวดพิถีพิถัน

ในตำนานเล่าว่าเวลาเซียนหลอมสร้างอาวุธวิเศษ ต้องค้นหาทองคำเซียนและศิลาเต๋าจำนวนมากมายหลายหมื่นปี

สำหรับการหลอมสร้างอาวุธ ลู่ผิงรู้แค่เล็กน้อย มีระดับทักษะพอๆกับลู่จือเวย ในระดับชั้นหนึ่งเยี่ยม ไม่สามารถสอนการหลอมสร้างได้

มองเห็นว่ากระบวนการหลอมสร้างอาวุธของลู่จือเวยราบรื่นดี ลู่ผิงก็ไม่ได้กังวลอะไรมากนัก

วิธีการหลอมสร้างของนางก็พอใช้ได้ ไม่ได้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ

สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องหลอมสร้างค่อนข้างครบครัน

เช่นมีไม้เนื้อดำสนิท ชุ่มชื้นไปด้วยปราณจำนวนมากเก็บไว้ที่นี่

ไม้เหล่านี้ไม่ใช่ไม้ธรรมดาแต่เป็นไม้หยางเพลิงของนิกายฉาวเทียนแคว้นฉู่ สามารถนำมาเผา ใช้หลอมสร้างอาวุธวิญญาณขั้นที่ 1 ได้

ไม้หยางเพลิงราคาถูกมาก แค่หินวิญญาณหนึ่งก้อนก็ซื้อได้ถึงหนึ่งมัดแล้ว ประมาณร้อยท่อนเลยทีเดียว

นิกายฉาวเทียนมีป่าไม้หยางเพลิงผืนใหญ่ ปลูกไม้หยางเพลิงไว้มากมาย และจะขายออกไปทุกปี เหมาะอย่างยิ่งสำหรับตระกูลหรือนิกายเล็กๆที่ไม่มีตาไฟหลอมสร้างในตัว ไม่มีแหล่งกำเนิดไฟหลอมสร้างจากภูเขาเส้นเลือดมังกร

ไม้หยางเพลิงเมื่อเผาแล้วจะให้อุณหภูมิสูงมาก เทียบเท่าไฟหลอมสร้างอาวุธที่หัวหน้าช่างหลอมสร้างขั้นที่ 1 ก่อกำเนิดขึ้นภายในร่างกายได้เลย

ถ้าต้องการหลอมสร้างอาวุธวิญญาณขั้นที่ 2 ไม้หยางเพลิงให้อุณหภูมิไม่ถึงมาตรฐานที่ต้องการ ไม่สามารถใช้เป็นแหล่งไฟหลอมสร้างได้ จำเป็นต้องซื้อไม้หลอมสร้างอาวุธระดับสูงกว่านี้

ไม้หยางเพลิงเหล่านี้เดิมทีเป็นไม้ที่นิกายชิงซานใช้ในการฝึกศิษย์หลอมสร้างอาวุธ

ศิษย์หลอมสร้างอาวุธเพราะทักษะในการหลอมสร้างอยู่ในระดับต่ำ ไม่สามารถก่อกำเนิดไฟหลอมสร้างอาวุธในร่างกายได้ ต้องพึ่งสิ่งของภายนอกอย่างไม้หยางเพลิงในการสร้างแหล่งไฟหลอมสร้าง เพื่อใช้เรียนรู้การหลอมสร้างอาวุธ

ลู่จือเวยไม่จำเป็นต้องใช้ไม้หยางเพลิงอย่างชัดเจน

เก็บไม้เหล่านี้ไว้ เพื่อใช้ในการฝึกศิษย์หลอมสร้างอาวุธในอนาคต ทรัพยากรของนิกายสามารถเก็บเศษเงินได้ทีละเล็กทีละน้อย

ในช่วงหลายวันต่อมา บรรยากาศภายในนิกายเงียบสงบ

หลังจากมีเหตุด้วงทำลายในไร่ปลูกพืชวิญญาณ นิกายก็ให้ความสำคัญกับไร่ปลูกพืชวิญญาณมากขึ้น

ขณะที่หลี่จื่อชี่กับจั๋วหลัวรักษาตัวอยู่ ลู่หยวนซานก็ส่งศิษย์อีกสามคนไปช่วยเฝ้าไร่ปลูกพืชวิญญาณเพิ่มเติม

และในระหว่างที่ไร่ปลูกพืชวิญญาณทำความสะอาดเรียบร้อยในช่วงไม่กี่วันนี้ ก็ได้ทำการค้นหาทั่วบริเวณ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีศัตรูพืชตัวใหม่มาคุกคามอีก

โดยรวมแล้ว ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี

เพราะพบเจอตั้งแต่ในช่วงแรก การปรากฏตัวของด้วงจึงไม่ได้สร้างความเสียหายมากนักให้แก่ไร่ปลูกพืชวิญญาณ

ภายนอกไร่ปลูกพืชวิญญาณที่โรงเลี้ยงเป็ด เป็ดขนเหลืองก็กลับมามีชีวิตชีวาเหมือนทุกวัน รวมฝูงกลับเข้ามาในไร่ปลูกพืชวิญญาณ ทำหน้าที่ของพวกมันต่อไป

ส่วนลู่หยวนซานเองก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ เขาหยิบเมล็ดยาวิเศษที่ลู่ฉางเฟิงไปซื้อมาจากตลาดชิงเหอ อย่างหญ้าชำระใจ เห็ดเมฆม่วง ไปปลูกที่สวนยา

หลังไร่ปลูกพืชวิญญาณกลับมาสงบแล้ว สิ่งที่นิกายต้องทำต่อไปคือการขยายสวนยา ปลูกยาวิเศษให้มากขึ้น

ตอนที่ลู่หยวนซานมาถึงสวนยา เช่อชิงชิงกำลังกอดหนังสือ 'บันทึกสายน้ำสีน้ำเงิน' นั่งอ่านอย่างเงียบๆอยู่ใต้ศาลาหญ้า

สองวันนี้ การดูแลสวนยาค่อนข้างสบาย

แต่เดิมการเฝ้าระวังและดูแลจัดการสวนยาไม่ใช่เรื่องเหนื่อยยากอะไร ขอแค่เช่อชิงชิงจัดเวลาให้ดี ทุกวันจะมีเวลาว่างครึ่งวันกว่าๆ

ในหนึ่งเดือน งานกำจัดแมลง รดน้ำ ตัดแต่ง และอื่นๆรวมกันแล้ว เวลาวุ่นวายจะไม่เกินสิบวัน

ก็นั่นแหละ ตอนยาวิเศษมีผลผลิตออกมามากๆ จะวุ่นหน่อย แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้เป็นเช่อชิงชิงคนเดียวที่ยุ่ง

ลู่หยวนซานจะส่งศิษย์ไปช่วยเหลือเช่อชิงชิง

อย่างไรนิกายก็ต้องพึ่งพาสวนยาแห่งนี้ในการทำกำไรให้กับนิกาย การเก็บเกี่ยวผลผลิตยาวิเศษจะยอมให้ล่าช้าไม่ได้ ยิ่งเร็วยิ่งดี

และแท้จริงแล้วยาวิเศษที่นิกายปลูกมีไม่มาก

สวนยาสามหมู่ ปลูกยาวิเศษไม่กี่ชนิด ส่วนมากจะเป็นหญ้าชำระใจ เถามู่หลาน และเห็ดเมฆม่วง ซึ่งเป็นยาวิเศษขั้นที่ 1 ที่ปลูกเก็บเกี่ยวได้รวดเร็ว ใช้เวลาแค่ปีเดียว

หากเป็นยาวิเศษที่มีขั้นสูงขึ้น หรือมีราคาค่อนข้างแพง จะใช้เวลาขึ้นต่ำสามถึงห้าปีจึงจะสุกงอม

นิกายตอนนี้ตกต่ำ ขัดสน ไม่มีเวลาสามถึงห้าปีรอให้สวนยานำผลกำไรมาให้ การเก็บเกี่ยวยาในสวนยาปีละครั้งเห็นทีจะเข้ากับการพัฒนานิกายกว่า

และพอมีหญ้ารากจันทร์และต้นท้อวิเศษแล้ว รายได้จากสวนยาในช่วงหลายปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นมาก

เพียงแค่ดูแลอย่างดีเท่านั้น ต้นท้อวิเศษต้นเดียวก็สามารถสร้างผลกำไรเป็นก้อนโตให้กับนิกายได้

การให้ผลผลิตของท้อวิเศษ ยังสามารถใช้เป็นทรัพยากรในการฝึกฝนบำเพ็ญเพียรให้ศิษย์ได้อีกด้วย

สามารถกล่าวได้ว่า ตอนนี้พืชวิญญาณที่มีค่าและสำคัญที่สุดในสวนยาคงเป็นต้นท้อวิเศษ

อย่าลืมด้วยว่า ดอกท้อของต้นท้อวิเศษสามารถนำไปทำเหล้าท้อวิเศษได้ นี่ก็เป็นรายได้อีกทางหนึ่ง

เมื่อลู่หยวนซานมาถึง เช่อชิงชิงแม้จะอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ แต่ก็ยังได้ยินเสียงฝีเท้า

วางตำราลง เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นลู่หยวนซาน

"ท่านอาจารย์ใหญ่"

นางรีบลุกขึ้นยืนคำนับ

"อืม"

ลู่หยวนซานหัวเราะพลางพยักหน้า สายตากวาดมองตำรา 'บันทึกสายน้ำสีน้ำเงิน' บนโต๊ะ

เขาเคยได้ยินมาว่านิกายกำลังจะฝึกหัวหน้าช่างปรุงยาคนใหม่ เรื่องนี้เขารู้มาจากลู่จือเวย

ตอนกลางคืนวันที่เริ่มฝึกเช่อชิงชิงให้เป็นหัวหน้าช่างปรุงยา ลู่จือเวยก็ไปพบลู่หยวนซาน เล่าเรื่องที่ท่านพ่อต้องการฝึกเช่อชิงชิงเป็นหัวหน้าช่างปรุงยาให้ลู่หยวนซานโดยไม่ปิดบัง

ในฐานะที่ลู่หยวนซานเป็นประมุขนิกาย การรู้เรื่องนี้นับเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้นลู่จือเวยจึงไปบอกเล่าเองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งคำสั่งของลู่ผิง

จบบทที่ บทที่ 35 ลู่จือเวยหลอมสร้างอาวุธ ขยายสวนยา

คัดลอกลิงก์แล้ว