เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 24 นักปราบเซียนบนเขาสองเกลอ

บทที่ 24 นักปราบเซียนบนเขาสองเกลอ

บทที่ 24 นักปราบเซียนบนเขาสองเกลอ


ตามความคิดของลู่หยวนซานแล้ว ในการขยายไร่ปลูกพืชวิญญาณนั้น เงินทุนจำเป็นต้องพึ่งพารายได้จากการขายข้าววิญญาณนี้เป็นหลัก จึงต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง

หากระหว่างทางถูกโจรกรรม หากฝีมือของลู่ฉางเฟิงและคนอื่นๆไม่สามารถต่อกร ก็ยังสามารถพึ่งพาความเร็วในการวิ่งของสัตว์ขี่หมอกสำหรับหลบหนีได้ จุดประโยชน์นี้ใช้ได้จริงๆ

ค่าเช่าสัตว์ขี่หมอกห้าตัว ราคาสิบก้อนหินวิญญาณ กำหนดเช่าสามเดือน นิกายจ่ายหินวิญญาณจำนวนนี้ไหวอยู่ ก็ไม่สามารถประหยัดได้

ลู่หยวนซานยังคงระมัดระวังพอสมควร รอบคอบไตร่ตรองเกือบจะครอบคลุมทุกประเด็น รู้จักแยกแยะสิ่งสำคัญออก

"สัตว์วิญญาณนี้แม้จะใช้งานดีจริง แต่ราคาแพง ค่าเช่าสัตว์หนึ่งตัวต้องจ่ายถึงสองก้อนหินวิญญาณ นิกายจะมีสัตว์ขี่หมอกเป็นของตัวเองได้ตอนไหนกันนะ?"

ลู่ฉางเฟิงบ่นอุบอิบสองสามประโยค อดไม่ได้ที่จะลูบไล้สัตว์ขี่หมอก เขาชอบสัตว์วิญญาณชนิดนี้มาก

หลังจากจัดเตรียมห่อข้าววิญญาณเรียบร้อย แล้วก็นำเอาขนและหนังต่างๆของหมาจิ้งจอกถ้ำต้นไม้ที่ล้างสะอาดเสร็จแล้วมาพร้อมกัน ลู่ฉางเฟิงก็นำศิษย์แปดคนออกเดินทาง มุ่งสู่ตลาดชิงเหอ

ระหว่างออกจากนิกายไปครั้งนี้ นอกจากขายข้าววิญญาณและขนหนังหมาจิ้งจอกถ้ำต้นไม้แล้ว ยังจะซื้อแลกเปลี่ยนสินค้าบางอย่างด้วย

ทางด้านไร่ปลูกพืชวิญญาณ จะซื้อปุ๋ยจำนวนมาก เมล็ดพันธุ์ธัญญาหาร เครื่องมือจอบเสียมวิญญาณ เป็นต้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการขยายไร่

ทางด้านสวนสมุนไพร จะซื้อเมล็ดพันธุ์สมุนไพรวิญญาณ เช่น หญ้าสงบจิต เถาหยกหลัน เห็ดม่วงเมฆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการขยายปริมาณการปลูก

แน่นอนว่า เวลาเดินทางกลับ ก็ใช้สัตว์ขี่หมอกอารักขาเช่นกัน เพราะได้เช่าระยะเวลาถึงสามเดือน ต้องใช้เวลาให้คุ้ม ไม่อย่างนั้นมันจะขาดทุนเอาได้

ตลอดทาง ลู่ฉางเฟิงก็พยายามจะเร่งเดินทางให้มากที่สุด ถ้าสามารถจะเดินก็เด็ดขาดไม่นั่ง ถ้าสามารถจะบินก็เด็ดขาดไม่เดิน เร่งฝีเท้าบุกตลอดทางอย่างเร็ว

ผลปรากฏว่า การตัดสินใจของลู่หยวนซานในการเช่าสัตว์ขี่หมอกครั้งนี้นั้นถูกต้อง

ในระหว่างการเดินทางราว 300 หลี่เศษ พอผ่านมาถึงเขาสองเกลอ ลู่หยวนซานและคณะก็ต้องเจอสายตาจับจ้องจากนักปราบเซียนจรจัดหกราย

พวกนักปราบเซียนเหล่านี้มีอายุต่างกันไป ระเห็จเร่ร่อนอยู่ในรัศมีร้อยลี้รอบเขาสองเกลอมาหลายปี ฐานะทางบ้านล้วนแต่ไม่ค่อยดีนัก ประกอบกับทรัพยากรในการฝึกฝนก็ขาดแคลน จึงได้ย่างก้าวเข้าสู่เส้นทางโจรปล้นทรัพย์สินของผู้อื่น

นักปราบเซียนแบบนี้ มักพบเห็นได้ทั่วไปในโลกการฝึกตนของอาณาจักรฉู่ ในนั้นไม่ขาดแม้แต่คนระดับหัวกะทิขั้นฝึกปราณ บางคนเพื่อยาสร้างรากฐานแค่เม็ดเดียวก็กล้าดักปล้นฆ่าฝ่ายนิกายหรือตระกูลนักฝึกตน ไม่เกรงกลัวภยันตรายที่ตนอาจเจอ

คนประเภทนี้ถูกกิเลสตัณหาผลักดันให้ตาบอด ไม่มีจริยธรรมคุณธรรมใดๆเหลืออยู่เลย จะทำเรื่องต่ำช้าใดๆก็ทำได้ทั้งนั้น

นักปราบเซียนที่เขาสองเกลอพวกนี้ มีกำลังยุทธ์ราวๆขั้นฝึกปราณชั้นหกเกือบทั้งหมด จัดอยู่ในกลุ่มย่อย คนนำหน้าหน้ามีแผลเป็นบาดคมบนใบหน้า ถูกขนานนามว่าเอี้ยงรอยดาบ มีระดับการฝึกปรานถึงขั้นฝึกปราณชั้นเจ็ด นับเป็นกำลังสำคัญที่ไม่เล็กเลยทีเดียว

พวกเขาตลอดสองปีมานี้เอาชีวิตเข้าแลก ทำการดักปล้นมาแล้วหลายครั้ง ลิ้มรสความหวานของกำไรแล้ว ก็กลายเป็นคนไร้ยางอายไปเลย ครั้งนี้พวกเขาจับตาสังเกตการณ์ลู่ฉางเฟิงและคณะอย่างรวดเร็ว

แต่ครั้งนี้ ท่าทางของพวกเขาล้มเหลวเสียแล้ว

เมื่อพบว่านักปราบเซียนเขาสองเกลอพวกนี้มาไม่ดี ลู่ฉางเฟิงก็ระวังตัวแจทันที สั่งศิษย์เร่งความเร็วให้มากขึ้น กระตุ้นสัตว์ขี่หมอกวิ่งฝ่าด้วยความเร็วสูงสุด เร็วจนแทบหาที่เปรียบไม่ได้

จะสู้หรือไม่สู้นั้นไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัย วิ่งหนีก็ไม่ผิดแน่ๆ

ลู่ฉางเฟิงคิดแบบนี้จริงๆ

ด้วยเหตุนี้ การวิ่งหนีของพวกเขาทำให้พวกนักปราบเซียนเขาสองเกลอได้แต่กินแห้วไปเท่านั้น จ้องมองด้วยสายตาเห็นเหยื่อบินหนีไปต่อหน้าต่อตาตัวเอง

แต่ที่จริงแล้วนี่ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีทางเลือกอยู่แล้ว สัตว์ขี่หมอกแม้จะบรรทุกข้าววิญญาณอยู่แต่เมื่อวิ่งเต็มกำลัง มันก็ไม่ใช่ความเร็วที่นักฝึกตนขั้นฝึกปราณจะไล่ตามทันหรอก

การวิ่งหนีเพื่อเอาตัวรอดจากการต่อสู้ ลู่ฉางเฟิงแน่นอนว่าก็เต็มใจอยู่แล้ว พอดีนี่ก็เป็นเวลาที่จะแสดงคุณค่าของสัตว์ขี่หมอกพอดี

ผลก็คือ การที่ลู่ฉางเฟิงและพวกเขาวิ่งหนีไปครั้งนี้ ทำให้พวกนักปราบเซียนแห่งเขาสองเกลอพยายามไล่ตาม แต่ยิ่งไล่ยิ่งห่างไกล ไล่มาได้หลายสิบหลี่กลับแม้แต่เงาร่างของลู่ฉางเฟิงกับพวกก็มองไม่เห็นอีกเลย

"อย่าไล่แล้ว พวกนักฝึกตนนิกายนี้ลื่นไหลเหลือเกิน!"

ในที่สุดก็ได้แต่หมดหวังและละทิ้งแผนการ พลางหารือกันว่าคราวหน้าจะรอเหยื่อรายต่อไปก็แล้วกัน

หลังจากสลัดพวกนักปราบเซียนโจรปล้นที่พยายามไล่ตามได้ ลู่ฉางเฟิงตลอดเส้นทางก็ไม่ได้เร่งแต่จะวิ่งหนีอย่างเดียวแล้ว เขาแอบจดจำใบหน้าลักษณะเฉพาะของพวกนั้นเอาไว้ในใจ

หลังจากนั้น เส้นทางก็ค่อยๆราบรื่นมากขึ้นมากแล้ว

ใช้เวลาไปครึ่งเดือนเศษ ทุกคนก็มาถึงตลาดชิงเหอ

ตลาดชิงเหอตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำหลิงซีซึ่งเป็นแม่น้ำสายยาวอันดับหนึ่งของแคว้นหลิงซี ก่อตั้งโดยนิกายฉาวเทียน มีอายุเกินกว่า 300 ปี

นิกายฉาวเทียนเป็นนิกายใหญ่ของอาณาจักรฉู่ ภายในมีหลินจื่อ (เซียนอาวุโสขั้นแก่นทองคำ) ปกป้องคุ้มครอง มีการสืบทอดกันมานานนับพันปีแล้ว มั่งคั่งรำรวยและมีอำนาจมาก ไม่ว่าจะทั้งกำลังความสามารถหรือสถานะ ในอาณาจักรฉู่ถือว่ายอดเยี่ยมอย่างยิ่ง จนสามารถส่งผลกระทบต่อการผลัดเปลี่ยนของราชวงศ์ฉู่ได้เลยทีเดียว

จากชื่อเสียงของนิกายฉาวเทียน ทำให้ตลาดชิงเหอหลายปีที่ผ่านมาได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วมาก ดึงดูดตระกูลนักฝึกตน นักปราบเซียนอิสระ และนักฝึกตนจากนิกายต่างๆให้มารวมตัวกันเพื่อติดต่อซื้อขายเป็นจำนวนมาก

น่าสนใจตรงที่ ราว 100 กว่าปีก่อน ตลาดชิงเหอเคยเกิดเรื่องอื้อฉาวจากการประมูลขายยาสร้างรากฐาน ภายหลังก่อให้เกิดคดีฉาวโฉ่นักปราบเซียนอิสระหลายคนเพราะถูกความโลภครอบงำ พากันชิงยาสร้างรากฐานกันในเขตตลาด ก่อความเสียหายต่อชื่อเสียงของตลาดอย่างมาก ทำลายเสียงลือเลื่องไปเยอะ

ภายหลังเหตุการณ์นั้น นิกายฉาวเทียนเพื่อจะฟื้นฟูชื่อเสียงของตลาด จึงออกประกาศว่าห้ามมีการประมือด้วยกระบี่ดาบในรัศมี 50 หลี่รอบตลาดชิงเหอ ผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกนิกายฉาวเทียนประหารชีวิตหรือเนรเทศ โดยเด็ดขาดไม่มีข้อยกเว้น

จากกฎที่รัดกุมนี้ ชื่อเสียงของตลาดชิงเหอจึงได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ได้ ในช่วงหลายปีมานี้เติบโตขยายตัวเรื่อยมา ดึงดูดพ่อค้ามาลงทุนและนักฝึกตนมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น ตลาดชิงเหอจึงติดอันดับว่าเป็นตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับสามของเขตหลูซาน

เมื่อเข้ามาถึงพื้นที่ของตลาดชิงเหอ ลู่ฉางเฟิงและคณะก็คลายความระมัดระวังลงมาบ้าง

ในช่วง 40-50 ปีที่ผ่านมา ภายในตลาดชิงเหอค่อนข้างสงบสุขปลอดภัย ไม่มีผู้ใดกล้าก่อเรื่องหักหน้านิกายฉาวเทียน ความปลอดภัยจึงได้รับการยืนยันแล้ว

ภายในตลาดห้ามเหาะขึ้นสูง ทุกคนจึงต้องเดินด้วยเท้า ราวกับปุถุชนทั่วไป

ภายในตลาดมีทั้งหมด 6 เส้นทาง มีร้านรวงจำนวนมากตั้งอยู่สองฟากถนน

ตอนที่ลู่ฉางเฟิงมาถึงก็ใกล้พลบค่ำแล้ว แต่ภายในตลาดก็มิได้เงียบเหงา กลับยังคงมีผู้คนพลุกพล่านอยู่

ตลาดเปิดให้บริการ 12 ชั่วยามต่อวัน การค้าขายที่นี่สามารถทำได้ตลอดเวลา ไม่จำกัดกีดกัน

ช่วงดึกดื่นค่ำคืน ยังจะมีตลาดวิญญาณเปิดขึ้นอีกด้วย

ในตลาดวิญญาณ จะมีตำราวิชา อาวุธวิญญาณ ยาโอสถ และของลึกลับแปลกประหลาดจากที่ต่างๆโผล่ออกมาให้เห็นนิดๆหน่อยๆ ดึงดูดนักปราบเซียนอิสระจำนวนมากให้หาโชคกันเอง

ในตลาดวิญญาณ การทำธุรกรรมส่วนใหญ่จะเป็นการขายแบบลับๆ ไม่เปิดเผย แต่สิ่งที่ยังต้องปฏิบัติตามก็คือ ห้ามเด็ดขาดที่จะใช้กระบี่ดาบกันในบริเวณตลาด

ลู่ฉางเฟิงเองก็มิใช่มาตลาดเป็นครั้งแรก รู้จักทางเลี้ยวลัดในตลาดเป็นอย่างดี เลยสามารถนำทางคนอื่นๆไปยังร้านค้าของนิกายชิงซานได้อย่างคุ้นเคย

ในยุครุ่งเรืองของนิกายชิงซาน พวกเขาเคยควบคุมร้านค้ากว่าสิบแห่งในตลาด แต่น่าเสียดายที่ใน 30 ปีมานี้อำนาจอ่อนแอลง จำเป็นต้องขายร้านค้าออกไปหลายแห่ง เหลือเพียงร้านเดียวที่ยังดิ้นรนทำการค้าอยู่

ร้านนี้ชื่อว่า ชิงซานจู่(หมู่บ้านชิงซาน)

เมื่อลู่หยวนซานก้าวเข้ามาในร้านชิงซานจู่ คนที่ดูแลร้านชื่อว่าซู่เย่เฉิง เป็นศิษย์ขั้นฝึกปราณชั้นสามของนิกาย ได้รับมอบหมายให้ดูแลร้านค้าร่วมกับศิษย์อีกคนหนึ่งชื่อว่าเฉียนอิงไฉ ทั้งสองจัดการงานได้ดีพอใช้

คนทั้งสองมีระดับขั้นต่ำ ธาตุวิญญาณก็ธรรมดาทั่วไป แต่นิสัยใจคอเป็นที่ถูกอกถูกใจ ดังนั้นนิกายจึงใช้หลักการใช้งานให้เต็มประโยชน์ จัดให้พวกเขามาดูแลกิจการร้านค้าแทน

เมื่อเห็นลู่หยวนซานเข้ามาในร้าน ซู่เย่เฉิงก็รีบเดินมาต้อนรับทันทีว่า "อาจารย์ใหญ่ลู่ ท่านมาแล้วหรือ เชิญเข้ามาข้างในเลยขอรับ"

ลู่ฉางเฟิงพยักหน้า ชี้ไปที่สัตว์ขี่หมอก "ไม่ต้องหรอก ยกข้าววิญญาณลงมาก่อนเถอะ สินค้าปีนี้ต้องขายออกให้เร็วที่สุด เราจะได้นำเงินมาใช้ได้"

"ขอรับ"

ซู่เย่เฉิงตอบรับคำหนึ่ง รีบเรียกคนในร้านมาช่วยขนสินค้าลง

จบบทที่ บทที่ 24 นักปราบเซียนบนเขาสองเกลอ

คัดลอกลิงก์แล้ว