- หน้าแรก
- ผ่าระบบตัวเอกปรปักษ์
- ตอนที่ 210 ไปหาที่เงียบๆ คุยกันดีกว่า
ตอนที่ 210 ไปหาที่เงียบๆ คุยกันดีกว่า
ตอนที่ 210 ไปหาที่เงียบๆ คุยกันดีกว่า
ตอนที่ 210 ไปหาที่เงียบๆ คุยกันดีกว่า
“เข้ามา” เสียงผู้ชายที่ชัดเจนดังมาจากข้างใน
ประตูเปิดออก
เฟิงหร่านเดินเข้าไปด้วยย่างก้าวเล็กๆ
“บ่าวเฟิงหร่านคารวะใต้เท้า” เขาคำนับแล้วเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นคนตรงหน้าชัดเจน คิ้วของเขาจึงเลิกขึ้นและทันใดนั้นก็มีแววตาประหลาดใจตามมา
ภาพแรกที่เขาเห็นคือเยี่ยหลีเอ๋อร์ที่นั่งอยู่บนตักของซูอัน
รูปร่างหน้าตาที่บริสุทธิ์และน่ารื่นรมย์ของนางเปรียบเสมือนแสงแดดแรกหลังฝนตก นางแต่งตัวดีและมีความเย่อหยิ่งระหว่างคิ้ว รูปร่างหน้าตาและอารมณ์นั้นสูงส่งจนสตรีในหอทิงเฟิงเทียบชั้นไม่ติด มันทำให้ใจของผู้คนสั่นไหวและหวังว่าจะปีนขึ้นไปจุมพิตนางได้
จากนั้นเขาก็สังเกตเห็นว่าซูอันแตกต่างจากพวกขุนนางใหญ่ในจินตนาการ
ผู้ชายคนนี้หน้าตาดีจริงๆ ดีกว่าเขาเสียอีกและ อืม ดูแข็งแรงกว่าด้วย
แม้ว่าเขาไม่อยากยอมรับ แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าชายคนนี้หน้าตาดีจริงๆ
นี่คือขุนนางผู้สูงศักดิ์ที่แม่เล้าเอ่ยถึงหรือ?
ปฏิกิริยาแรกของเฟิงหร่านคือความอิจฉา
เขาต้องพยายามอย่างหนักเพื่อความอยู่รอด ต้องถูกแม่เล้าคุกคามและมีความเสี่ยงที่จะถูกเปิดเผยได้ตลอดเวลา
ในขณะที่ผู้ชายคนนี้ดูเหมือนอายุพอๆ กับเขาก็สามารถทำให้แม้แต่หอทิงเฟิงคุกเข่าลงได้ นอกจากหน้าตาหล่อเหลาแล้วยังมีสาวงามอยู่ข้างกายด้วย
ล้วนเป็นมนุษย์เหมือนกัน เหตุใดจึงมีความแตกต่างใหญ่หลวงเช่นนี้!
“เจ้าคือเฟิงต้าเจียที่ทุกคนกล่าวถึงสินะ ได้ยินมาว่าเจ้าเป็นนักเต้นรำชั้นยอดใช่หรือไม่?” ซูอันเพลิดเพลินกับผลไม้ที่เยี่ยหลีเอ๋อร์ป้อนให้และมองพิจารณาเฟิงหร่าน
พลังวิญญาณไม่เสถียรและให้ความรู้สึกไม่สอดคล้องกับร่างกาย หมายความว่าพลังวิญญาณนี้ไม่ใช่สิ่งที่ฝึกมาเอง ดูเหมือนว่าจะได้รับการถ่ายทอดผ่านระบบมากกว่า
“ไม่อาจเรียกได้ว่าทุกคนชื่นชม แต่มีเพียงบางคนเท่านั้น หากท่านโหวต้องการ บ่าวก็สามารถเต้นรำเพื่อท่านโหวคนเดียวได้เจ้าค่ะ” เฟิงหร่านฝืนแสดงรอยยิ้มที่สงวนท่าที ดวงตาของเขาแดงเรื่อราวกับว่าเขาถูกบังคับให้พูดคำเหล่านี้จนเป็นทุกข์
แม้ภายนอกมีลักษณะเช่นนี้ แต่ในใจของเขาเย่อหยิ่งมาก
ตอนที่เขายังเป็นเทรนนีรุ่นเยาว์ เขาต้องมีทักษะการแสดงขนาดนั้นแล้วเพื่อให้ได้รับรางวัลใหญ่
ตอนนี้ใต้เท้าผู้สูงศักดิ์ควรจะลำบากใจและไม่อยากล่วงเกินเขา
น่าเสียดายที่ซูอันรู้สึกเย็นยะเยือกในใจเท่านั้นและมือที่จับเยี่ยหลีเอ๋อร์แน่นขึ้นอีกครั้ง
เอ่อ ผู้ชายคนหนึ่งกำลังแสดงสีหน้าแบบนั้นใส่ข้า
ถ้าฝืนใจนักก็ตายไปเลยสิ!
เมื่อเห็นว่าซูอันยังคงไม่ไหวติง เฟิงหร่านจึงตกใจมาก
ใต้เท้าผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ใจแข็งจนไม่สะเทือนใจหรือรู้สึกแย่กับท่าทางของเขาเลยหรือ?
เขากัดฟัน
ดูเหมือนว่าเขาต้องสละตัวเองมากกว่านี้
เฟิงหร่านก้าวไปข้างหน้าสองก้าว “ใต้เท้า บ่าว...ไอหยา!” น่าจะเพราะประหม่าเกินไปจึงทำให้เท้าซ้ายของเขาเหยียบโดนชายกระโปรงและเสียหลักพุ่งเข้าหาซูอันโดยตรง
ไหล่สีขาวราวหิมะของเขาเปิดเผยลงมาอีกจนเห็นแสงแห่งฤดูใบไม้ผลิสองลูก เขาหมายจะซบอยู่ที่แขนของซูอันด้วยความอ่อนแรงนุ่มนวลเพราะเยี่ยหลีเอ๋อร์ยังคงนั่งอยู่ในอ้อมแขนของซูอัน
ทันทีที่ล้มไปข้างหน้า เฟิงหร่านก็รู้สึกมีความสุขนิดๆ เพราะเขาไม่เชื่อว่าชายคนนี้จะยังทนไหว
เป็นขุนนางใหญ่แล้วอย่างไร ขนาดว่าข้าไม่ใช่ผู้หญิงจริงๆ เจ้ายังมองไม่ออกด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าเขาไม่เห็นความรังเกียจในดวงตาของซูอัน
ผลัก!
เมื่อร่างของเฟิงหร่านอยู่ห่างจากเยี่ยหลีเอ๋อร์ประมาณครึ่งเมตร เฟิงหร่านก็ถูกเตะลอยออกไปเหมือนลูกกระสุนปืนใหญ่และกระแทกผนังโดยแรง
ร่างของถูเซิ่งหนานปรากฏขึ้นที่ข้างกายซูอันและนางดึงเท้ากลับที่เดิมด้วยความใจเย็น
คนอื่นมักบอกว่านางโง่ แต่นางไม่ได้โง่เลย ตรงกันข้ามคือนางฉลาดมาก
เช่นเดียวกับตอนนี้ นางเห็นได้ชัดว่าคุณชายไม่สนใจบุคคลนี้เลย โดยธรรมชาติแล้วนางจึงไม่อาจปล่อยให้บุคคลนี้เข้าใกล้คุณชาย เพราะถ้าอีกฝ่ายอยากสังหารคุณชายแล้วจะทำอย่างไร?
“แค่ก แค่กแค่ก!” เฟิงหร่านคุกเข่าลงข้างผนังและยกมือกุมสีข้าง เขารู้สึกว่าถูกเตะจนไตเกือบแตกและแทบหลุดไอเสียงผู้ชายออกมา
เขาเงยหน้าขึ้นด้วยความไม่เชื่อและมองไปที่ผู้หญิงแข็งแกร่งเหมือนหอคอยที่ยืนอยู่ข้างซูอัน
นางสูงไม่ต่ำกว่า 2.5 เมตร ผู้ชายสามารถยืนบนหมัดและม้าสามารถวิ่งบนแขนของนางได้ นางยืนอยู่ที่นั่นเหมือนหอคอยเหล็กที่ส่งเสียงกึกก้อง
ไม่สิ คนที่สูงตระหง่านขนาดนี้จู่ๆ โผล่มาได้อย่างไร
“เฟิงต้าเจีย ขออภัยด้วย เซิ่งหนานไม่ได้ตั้งใจหรอก” ซูอันกินผลไม้ที่เยี่ยหลีเอ๋อร์ป้อนให้ด้วยความใจเย็นและมองไปทางเฟิงหร่านด้วยสายตาเยาะเย้ยเล็กน้อย “เซิ่งหนานเป็นองครักษ์ส่วนตัวของข้า นางไม่ยอมให้คนแปลกหน้าเข้าใกล้ข้าเด็ดขาด ตอนนี้นางค่อนข้างเกรี้ยวกราดด้วย หวังว่าเฟิงต้าเจียจะไม่ถือสา”
ยกเว้นการเดินทางไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทและไท่โฮ่ว ถูเซิ่งหนานจะอยู่กับซูอันเมื่อออกไปข้างนอกเสมอ
สำหรับในบางครั้งที่ซูอันหยอกเย้ากับผู้หญิงของเขา เซิ่งหนานจะทำตัวให้เหมือนอากาศธาตุมากที่สุดเพื่อไม่รบกวนบรรยากาศของซูอัน
ตัวเอกคนนี้อ่อนแอเกินไปจึงไม่สังเกตเห็นการเข้ามาของถูเซิ่งหนาน
ก
“มะ ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ บ่าวเดินไม่ระวังเอง” เฟิงหร่านยืนขึ้นโดยการยันผนังไว้ เขาพยายามระงับคำก่นด่าสาปแช่งและยิ้มให้ซูอัน แต่รอยยิ้มกลับบิดเบี้ยวมากๆ เนื่องจากความเจ็บปวดสาหัสที่เอว
ให้ตายเถอะ ไตของเขายังอยู่ดีใช่ไหม
“เจ้าไม่ว่าอะไรก็ดีแล้ว” ซูอันยิ้มด้วยสายตาที่ค่อนข้างอธิบายไม่ถูก “บรรยากาศในหอทิงเฟิงครื้นเครงเกินไปและมีเสียงดังมาก เช่นนั้นเจ้าไปหาสถานที่เงียบสงบเพื่อคุยเรื่องหอมหวานกับข้าดีกว่า”
“อ่า แต่ แต่คืนนี้บ่าวยังต้องเต้นรำอยู่ที่หอทิงเฟิงเจ้าค่ะ” เฟิงหร่านแสดงการต่อต้านด้วยความกลัวเล็กน้อยในดวงตา
เขากำชายกระโปรงแน่น แสดงท่าทางราวกับนกน้อยที่ตื่นตระหนก
ใบหน้าที่บอบบางของเขาไม่ได้ดูปลอมเลย
นี่เป็นการแสดงออกที่เกือบจะกระตุ้นความสงสารของผู้ชายได้มากที่สุด แต่ยังไม่สามารถทำให้ซูอันหวั่นไหวได้แม้แต่น้อย
“ใต้เท้าซ่งได้ทำข้อตกลงกับข้าแล้ว ในช่วงหลายวันต่อจากนี้เฟิงต้าเจียไม่ต้องรับใช้หอทิงเฟิง” น้ำเสียงของเขาสงบและบีบบังคับ ไม่มีที่ว่างสำหรับการปฏิเสธ
ถูเซิ่งหนานที่อยู่ข้างกายก็ลูบหมัดพร้อมสายตาที่ดุร้าย ราวกับว่านางจะทุบตีคนๆ นั้นให้ตายด้วยหมัดขนาดใหญ่ภายในพริบตาหากยังต่อต้าน
ติดตามซูอันมาเป็นเวลานาน เซิ่งหนานได้เรียนรู้ที่จะให้ความร่วมมือกับซูอันในการกลั่นแกล้งผู้ชายข่มเหงผู้หญิงแล้ว
“ถ้าเช่นนั้น...ก็ทำตามบัญชาของใต้เท้าเจ้าค่ะ” เฟิงหร่านยิ้มขมขื่น
หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม
เหอะ ตอนแรกยังเสแสร้งทำเป็นว่าใจแข็ง แต่ตอนนี้หลงรักความงามของเขา
เหอะ สันดานผู้ชาย
……
รถม้าสองคันแล่นออกจากหอทิงเฟิงทีละคัน
เรือนจำของหน่วยวิหคดำคือสถานที่เป้าหมายของซูอัน
ยังมีสถานที่ใดเงียบสงบไปกว่าคุกอีกหรือ
“ไปพานักโทษหลินต้าจู้มาพบข้าหน่อย”
ลัทธิเซวี่ยเหอพ่ายแพ้ย่อยยับเมื่อครั้งก่อน ผู้ปลูกฝังมารที่รอดชีวิตถูกนำตัวมาขังอยู่ในเรือนจำหน่วยวิหคดำและยังไม่ได้รับการตัดสินโทษ
หลินต้าจู้เป็นหนึ่งในนั้นและซูอันค่อนข้างประทับใจกับคนผู้นี้ที่ช่วยทิ้งความประทับใจลึกซึ้งไว้ให้เยี่ยเสวียน
เขานั่งอยู่ในห้องสอบสวนพลางอ่านข้อมูลที่บุปผามรณะเพิ่งส่งมาระหว่างรอหลินต้าจู้
เฟิงหร่านปรากฏตัวในเมืองหลวงเมื่อปีที่แล้ว ไม่ทราบข้อมูลก่อนหน้านี้และสงสัยว่าจะปรากฏตัวขึ้นโดยกะทันหัน เขาถูกพบโดยหอทิงเฟิงและกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะนับแต่นั้น
เบื้องหลังของหอทิงเฟิงคือเสนาบดีกรมวังซ่งจางซึ่งเป็นสมาชิกของตระกูลซ่งแห่งเมืองหลวง ตระกูลซ่งแทบจะถือได้ว่าเป็นตระกูลชั้นหนึ่งของเมืองหลวงโดยมีทรัพย์สินมากมาย
ในช่วงเวลาเหล่านี้เฟิงหร่านอาศัยหอทิงเฟิงเพื่อรวบรวมกลุ่มลูกค้าผ่านรูปลักษณ์ ทักษะการขับร้องและการเต้นรำที่เป็นเอกลักษณ์ หลังจากนั้นเขาได้ทำกิจกรรมต่างๆ โดยใช้คำพูดและเทคนิคเฉพาะตัวเพื่อทำให้แขกเหล่านั้นกลายเป็นผู้ชมที่ภักดีของเขา
นอกจากนี้เขายังปล่อยเพลงที่เป็นเอกลักษณ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ‘คุนไท่’ และ ‘จีเหม่ย’ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากแฟนคลับเหล่านี้จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของหอทิงเฟิง
หากไม่ได้รับแรงสนับสนุนจากแฟนคลับเหล่านี้ เขาคงไม่สามารถได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดสาวงามของเมืองหลวง