- หน้าแรก
- ผ่าระบบตัวเอกปรปักษ์
- ตอนที่ 138 น่ารังเกียจสมเป็นตัวร้าย
ตอนที่ 138 น่ารังเกียจสมเป็นตัวร้าย
ตอนที่ 138 น่ารังเกียจสมเป็นตัวร้าย
ตอนที่ 138 น่ารังเกียจสมเป็นตัวร้าย
ในเวลานี้ตำหนักเซียนไท่ซวีถูกวางไว้ที่โลกภายในของซูอัน
เมื่อเทียบกับเมื่อก่อน โลกภายในมีพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก 100,000 ตารางกิโลเมตร ท้องฟ้าและแผ่นดินสมบูรณ์ มีดวงอาทิตย์อีกดวงอยู่บนท้องฟ้า เปล่งแสงและความร้อนออกมา อีกทั้งภายใต้การปราบปรามของตำหนักเซียนไท่ซวีทำให้โลกใบนี้มีเสถียรภาพมากขึ้น
แม้ว่ามู่ฉยงอีจะฟื้นคืนพลังวิญญาณ แต่นางไม่สามารถหลบหนีจากโลกภายในได้
“ถ้าจะฆ่าก็รีบลงมือซะ” มู่ฉยงอีกัดฟันพูด
แม้ยืนยันตัวตนของซูอันแล้ว นางไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย
“หยิ่งในศักดิ์ศรีนัก!” ซูอันถอนหายใจด้วยความนับถือแล้วโยนแส้ทิ้งไป “เจ้าแน่ใจหรือว่าไม่อยากบอกข้า? เพราะในฐานะศัตรูของมาร เจ้าควรรู้ว่ามารมีวิธีทรมานแบบใด และเนื่องจากเราเคยเป็นสหายกันมาก่อน ยิ่งเจ้าทำเช่นนี้ข้ายิ่งลำบากใจ!”
หน้ากากเทพแห่งการเสแสร้งที่สร้างโดยระบบนั้นยอดเยี่ยม แม้แต่หยวนเสินผู้ทรงพลังยังไม่สามารถมองผ่านมันได้ แต่มู่ฉยงอีทำได้
แม้ว่านี่อาจเป็นเพียงความบังเอิญ แต่ซูอันยังชอบสถานการณ์เช่นนี้
“ถุย!” ทันใดนั้นมู่ฉยงอีถุยน้ำลายใส่เขา
ถ้าตอนแรกนางไม่ตาบอด นางจะเป็นเพื่อนกับมารได้อย่างไร
ซูอันยกมือสัมผัสน้ำลายที่เปื้อนหน้าของเขาและเมื่อมองไปที่เทพธิดามู่ผู้ดื้อรั้น ดวงตาของซูอันค่อยๆ มืดลง
“ไม่ยอมดื่มสุราคารวะ ชอบสุราลงทัณฑ์! ข้าจะลงโทษเจ้าอย่างไรดีล่ะ”
เขาจับแก้มของมู่ฉยงอีด้วยมือเดียวแล้วมองใบหน้าที่ทำให้มึนเมานั้น แม้ว่าใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความรังเกียจ แต่ไม่อาจลดทอนความงามได้เลย
สมกับเป็นเทพธิดา
ร่างกายของมู่ฉยงอีถูกควบคุมไว้แน่นหนา นางถูกควบคุมให้อยู่ในท่าทางเย้ายวนและพลังในร่างกายถูกผนึกไว้เช่นกัน คาดว่าในเวลานี้ไม่น่าจะมีคนมาช่วยสาวงามได้
นี่ไม่ใช่เทพนิยาย ไม่ต้องพูดถึงพระเอกหนุ่มหรือผู้อาวุโสผู้ชอบธรรมที่กระโดดออกมาช่วยเหลือได้ทันที
กล่าวอีกนัยคือไม่มีใครสามารถช่วยนางได้
แต่ถึงอย่างนั้นมู่ฉยงอีไม่คิดยอมแพ้
“อย่าแม้แต่จะคิด!”
นางกัดนิ้วของซูอัน ดวงตาของนางมีแววแห่งความมุ่งมั่น
ในเมื่อนางรู้ล่วงหน้าว่าอาจถูกจับ แล้วจะไม่เตรียมตัวไว้ได้อย่างไร
ภายในตันเถียน สมบัติวิญญาณคล้ายไข่มุกสีเขียวมรกตแกว่งไปมาเล็กน้อย
ในสมบัติวิญญาณนี้นางยังรักษาร่องรอยสุดท้ายของความคิดศักดิ์สิทธิ์เอาไว้
ตราบใดที่ซูอันอยู่ใกล้ นางจะใช้สมบัติวิญญาณนี้ระเบิดพลังเวทออกมา แม้จะไม่สามารถฆ่าซูอันได้ แต่ก็เพียงพอที่จะทำร้ายให้เขาบาดเจ็บ
แค่นี้ก็เพียงพอ
นางหลับตาลงแล้วพุ่งจิตไปที่ความคิดศักดิ์สิทธิ์ของตน
คุณชายซูจงลงนรกพร้อมข้าเถอะ
หนึ่งวินาที สองวินาที
ไม่มีความเจ็บปวดและร่างกายยังลอยอยู่ในอากาศ
ซูอันใช้นิ้วเล่นกับปากของมู่ฉยงอีแล้วหัวเราะเบาๆ “เจ้าใช้ความคิดศักดิ์สิทธิ์มองหาสิ่งนี้อยู่หรือ?”
มู่ฉยงอีที่สูญเสียพลังเวทไปแล้วไม่สามารถกัดเขาได้ด้วยซ้ำ ตรงกันข้ามคือทำให้เขาขบขันมากขึ้น
เมื่อมู่ฉยงอีลืมตาขึ้นมา ภาพที่นางเห็นคือไข่มุกสีเขียวมรกตที่กำลังหมุนอยู่บนปลายนิ้วของซูอันราวกับเป็นของเล่นก็ไม่ปาน
นางเบิกตากว้าง
เป็นไปได้อย่างไร เมื่อครู่สมบัติวิญญาณยังอยู่ในตันเถียนของนางไม่ใช่หรือ?
เหตุใดมันไม่ระเบิด!
เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของมู่ฉยงอี สีหน้าขบขันของซูอันยิ่งหนักขึ้น
“ถ้าอยู่ข้างนอกเจ้ายังมีโอกาสระเบิดตัวเองได้ แต่นี่คือโลกของข้า และวิธีการที่เจ้าจะใช้นั้นมองออกง่ายเกินไป ข้าคิดว่าเจ้าวางยาพิษตรงนั้นยังดีกว่าอีก” ดวงตาของเขามองไปยังพื้นที่สามนิ้วใต้ท้องของมู่ฉยงอี “น่าเสียดายที่เจ้าไม่หวงแหนโอกาสที่ข้ามอบให้! เอ๋ ไม่ถูกสิ! บางทีเจ้าอาจวางยาพิษตรงนั้นจริงๆ ดังนั้นข้าต้องตรวจสอบให้รอบคอบ”
ซูอันยกนิ้วที่เปื้อนน้ำลายขึ้นมา
เมื่อเห็นว่าซูอันเหมือนจริงจังกับเรื่องนี้ ใบหน้าของมู่ฉยงอีซีดลงทันทีและสีหน้าของนางเปลี่ยนไปมาก “ซูอัน เจ้าจะทำอะไร หยุดนะ!”
นางไม่กลัวตาย แต่ไม่ได้หมายความว่านางไม่กลัวถูกมารร้ายทำให้ความบริสุทธิ์ของนางแปดเปื้อน
ความมั่นใจก่อนหน้านี้ของนางเป็นเพราะนางคิดว่าสามารถระเบิดตัวเองได้
“ข้าพูด ข้ายอมพูดแล้ว!” นางตะโกนด้วยความตื่นตระหนก
ซูอันได้ยินแล้วจึงหยุดมือ รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา “ถ้าเป็นแบบนี้แต่แรกก็คงดี”
“ข้ารู้ตัวตนของเจ้าเพราะใช้หัวใจเต๋า” มู่ฉยงอีรู้สึกหายใจไม่ออก เพราะในไม่กี่วินาทีนั้นนางรู้สึกราวกับว่าได้ตกจากเมฆสู่แดนมาร ทำให้นางรู้สึกกดดันกว่าตอนที่มั่นใจเรื่องตัวตนของซูอันแล้วเสียอีก “หัวใจเต๋าที่บริสุทธิ์ของข้าสามารถสัมผัสหัวใจของผู้อื่นได้ แต่เมื่อข้าพบเจ้าครั้งแรก ข้าไม่สามารถสัมผัสอะไรได้เลย คาดว่าเจ้ากำลังครองสมบัติวิญญาณบางชนิดอยู่และมีเพียงไฟสวรรค์เจิ้งชี่เท่านั้นที่สามารถตัดสินได้ แต่เจ้าคนที่ข้าพบในอาณาจักรลับนั้น ข้าสามารถสัมผัสได้ เมื่อก่อนนี้เซียวเย่าก็เหมือนกับเจ้าคือข้าไม่เคยสัมผัสหัวใจของเขาได้เลย ดังนั้นข้าจึงสงสัยว่าเซียวเย่าที่โผล่ออกมาตอนหลังเป็นเจ้าต่างหาก”
อันที่จริง นางมองทะลุการปลอมตัวของซูอันไม่ออก แต่เรื่องของจิตใจนั้นไม่สามารถหลอกลวงหัวใจเต๋าได้
“เอาล่ะ ข้าพูดหมดแล้ว ช่วยให้ข้าตายแบบสงบด้วยเถอะ” นางหลับตาและรอความตายด้วยความสงบ
แต่หลังจากรอคอยได้สักพักนางกลับรู้สึกหนาวไปทั้งกาย
“ข้าพูดไปหมดแล้ว เจ้ายังต้องการอะไรอีก!” นางลืมตาขึ้นด้วยความหวาดกลัว
“เจ้าเชื่อคำพูดของมารด้วยหรือ” ซูอันหัวเราะเบาๆ และเลิกเสแสร้ง
“ซูอัน เจ้ามันน่ารังเกียจ!”
……
จอมมารเชยชมเกสรดอกท้อ เทพธิดาครวญเพลงจมสู่แดนมนุษย์
……
ครึ่งวันต่อมา มู่ฉยงอีนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง สีหน้าของนางดูแย่กว่าเดิมมาก
มารร้ายทำให้นางแปดเปื้อน
ร่างกายของนางสกปรกมาก แปดเปื้อนไปด้วยลมหายใจของคนผู้นั้น
แม้แต่จิตที่รู้แจ้งยังถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นผง
นางอยากฆ่าตัวตาย แต่ดูเหมือนมีพลังลึกลับอยู่ที่นี่ ไม่ว่านางใช้วิธีใดฆ่าตัวตาย นางก็ฟื้นตัวได้และพลังนั้นทำนางเจ็บปวดขึ้นทุกรอบ
ความเจ็บปวดทั้งหมดกลายเป็นความเกลียดชังต่อใครบางคน
“ซู! อัน!”
……
เมื่อรู้ว่ามู่ฉยงอีรู้ตัวตนของเขาได้อย่างไร ซูอันจึงไม่สนใจอีก
หัวใจเต๋าที่ชัดแจ้งนั้นเป็นเพียงความสามารถพิเศษ
การใส่หน้ากากทำให้ปลอมตัวเป็นใครอีกคนได้ก็จริง แต่ไม่ได้กลายเป็นตัวจริงจึงเป็นเรื่องปกติที่จะมีข้อบกพร่อง
หลังจากนี้ไม่มีเหตุขัดข้องอีกต่อไป เรือเซียนจึงบินกลับเมืองหลวงโดยราบรื่น
ตอนที่เดินทางผ่านไปได้ครึ่งทาง บุปผามรณะตามมาสมทบ
ดังที่มู่ฉยงอีกล่าว หลังจากที่บุปผามรณะเฝ้าสังเกตจึงไม่พบผู้ใดจากสำนักปราบมารทราบเรื่องนี้อีก บุปผามรณะจึงกลับมาที่เรือเซียนโดยให้เหตุผลกับสำนักปราบมารว่านางต้องการเดินทางไปช่วยเหลือตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งปกติมู่ฉยงอีมักกระทำ
“เรือเซียนลำใหญ่มาก!”
เมื่อมองไปที่เรือเซียนซึ่งจอดอยู่นอกเมืองหลวงและถูกจัดเก็บด้วยวิธีพิเศษ ชายหนุ่มที่มีกลิ่นอายแบบชนบทจึงหลุดอุทานออกมา เขายังอุ้มกระต่ายไว้ในอ้อมแขนด้วย
ถัดจากเขาเป็นชายวัยกลางคนที่สวมเสื้อผ้าหยาบๆ ดูไม่เรียบร้อยเลย
“เสี่ยวชวน อย่าอิจฉาไปเลย หากเจ้าสามารถบรรลุหยางบริสุทธิ์หรือแม้แต่หยวนเสินได้ เจ้าจะรู้ว่าเรือเซียนเหล่านี้เป็นเพียงของไร้ประโยชน์เท่านั้น”
ชายวัยกลางคนมีรัศมีแห่งความผันผวนของลมหายใจและดูค่อนข้างรอบรู้
เพียงได้ยินคำพูดของเขาก็ทำให้ชายหนุ่มอดแสดงความดูถูกไม่ได้
ความเร็วของเรือเซียนส่วนใหญ่ไม่เร็วเท่าหยางบริสุทธิ์ก็จริง แต่เรือเซียนสามารถบรรทุกคนได้นับพันนับแสนคนในคราเดียว
และเมื่อพูดถึงเรื่องการเดินทาง เรือเซียนให้ความสะดวกสบายแบบเห็นได้ชัดจึงไม่ควรเปรียบเทียบระหว่างสองสิ่งนี้