- หน้าแรก
- ผ่าระบบตัวเอกปรปักษ์
- ตอนที่ 48 อยากเป็นจักรพรรดิหรือไม่?
ตอนที่ 48 อยากเป็นจักรพรรดิหรือไม่?
ตอนที่ 48 อยากเป็นจักรพรรดิหรือไม่?
ตอนที่ 48 อยากเป็นจักรพรรดิหรือไม่?
“จักรพรรดิชั่วขุนนางตาม คำนี้ดี รู้สึกว่าเจ้าแข็งแกร่งขึ้นมากนะ หลังจากเหตุการณ์นี้ทุกคนได้เรียนรู้ที่จะเคารพผู้แข็งแกร่งถูกคนแล้วสิ”
“แหะ แหะ ฝ่าบาททรงมีพระปรีชาสามารถในทุกสิ่งจริงๆ” ซูอันยอมรับโดยง่าย
จากนั้นร่างของเขาเลื่อนไปข้างเตียงด้วยท่าทางเคยชิน เขาจับเท้าหยกของจักรพรรดินีมาวางไว้บนขาของตนแล้วเริ่มบีบนวดด้วยความขยันขันแข็ง
นัยน์ตาสุกใสทั้งสองจ้องมองจักรพรรดินีด้วยความกระตือรือร้น
“ไม่ใช่ว่าเฉินเฟิงประพันธ์บทกวีต่อต้านก่อนหรือพ่ะย่ะค่ะ นอกจากนี้เฉินลี่ยังเป็นผู้สนับสนุนขององค์ชายใหญ่ ทำตัวเป็นศัตรูกับฝ่าบาทหลายครั้ง เขายังเคยพูดคำหยิ่งยโสและดูหมิ่นฝ่าบาทในที่สาธารณะด้วย กระหม่อมไม่ชอบเขานานแล้ว”
“เมื่อคิดให้ดี เฉินเฟิงคนนี้สามารถประพันธ์บทกวีต่อต้านได้ ถ้าเช่นนั้นเฉินลี่จะไม่แข็งข้ออีกได้อย่างไร?”
“แต่หาหลักฐานมาสักพักแล้วยังไม่ได้เรื่องได้ราว กระหม่อมปรารถนาที่จะแบ่งเบาความกังวลของฝ่าบาท ดังนั้นกระหม่อมจึงไม่มีทางเลือก นอกจากต้องเริ่มสร้างหลักฐานขึ้นมาเองพ่ะย่ะค่ะ”
ขณะที่พูด มือของซูอันออกแรงบีบนวดหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่ทำให้จักรพรรดินีรู้สึกสบายและผ่อนคลายลงมาก
ต้องชื่นชมว่าฝีมือของเสี่ยวอันจื่อพัฒนาขึ้นมากจึงนวดได้ค่อนข้างสบายเชียว
บางทีในอนาคตนางอาจจะรับสมัครเขาเข้าวังเพื่อทำหน้าที่นวดเท้าประจำ
“เจ้าช่างมีความจริงใจเหลือเกินนะ”
“กระหม่อมมีความจริงใจสุดๆ เลยพ่ะย่ะค่ะ!”
“...”
“จริงสิ ฝ่าบาท กบฏเฉินเฟิงทิ้งจี้หยกนี้ไว้...”
“เจ้าเก็บไว้เถอะ” จักรพรรดินีโบกมือด้วยความไม่ใส่ใจ
ในตำหนักเกิดความเงียบสักพัก
“เสี่ยวอันจื่อ เจ้าอยากเป็นจักรพรรดิหรือไม่?” อยู่ๆ นางก็ถามขึ้นมา
หากถามคำถามนี้กับขุนนางและตระกูลอื่นๆ บุคคลนั้นคงตกใจกลัวแล้วเตรียมพร้อมที่จะถูกตัดศีรษะ หรือรีบแขวนคอตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงการทำร้ายสมาชิกในตระกูล
แต่ซูอันไม่สะทกสะท้าน
เขามองไปที่จักรพรรดินีซึ่งมีรูปลักษณ์หาใครเปรียบไม่ได้
เป็นจักรพรรดิหรือ?
อืม~ฟังดูน่าตื่นเต้นไม่น้อย!
ถึงกระนั้นเขายังต่อต้านการล่อลวงครั้งใหญ่นี้โดยส่ายหัวด้วยความมั่นคง
“ฝ่าบาท! กระหม่อมมีจิตใจที่บริสุทธิ์ จงรักภักดีใจกล้าหาญ ไม่มีความคิดอื่นใดอยู่ในใจ กระหม่อมเพียงต้องการเป็นเสาหลักในการสนับสนุนพระองค์และทำหน้าที่ช่วยเหลือพระองค์ในการปกครองต้าซางพ่ะย่ะค่ะ”
น้ำเสียงเคร่งเครียดและคมชัด มีความรับผิดชอบและละเอียดรอบคอบ
“เฮอะ คอยช่วยเหลือข้าหรือ ถ้าเช่นนั้นเสี่ยวอันจื่อ เจ้าต้องฝึกตนให้หนักหน่อยนะ” จักรพรรดินียิ้ม เพราะแค่ระดับจื่อฝู่นั้นยังไม่เพียงพอ!
โลกนี้ทุกสรรพสิ่งขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่ง
“กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา!”
ซูอันตอบรับ ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะเป็นอดีตไปแล้ว
“ข้าดูแลจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดให้เจ้าแล้ว ครั้งต่อไประวังให้มากขึ้นหน่อย”
จักรพรรดินีเตือนอีกครั้ง นางกำลังพูดถึงว่ามือและเท้าของซูอันถูกมัดไว้ข้างหลังนาง ทำสิ่งใดต้องสะอาดให้มาก
“ขอบพระทัยฝ่าบาท ฝ่าบาทใจดีที่สุดเลย~”
ซูอันพยักหน้าเชื่อฟัง ทำตัวสมเป็นเด็กดีที่ตั้งใจฟังบทลงโทษของตัวเอง
“ไสหัวไปซะ”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
……
หลังออกจากวังแล้ว ซูอันก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเช่นกัน
พี่รั่วซียังโปรดปรานในตัวเขามาก
ถ้าเป็นจักรพรรดิพระองค์อื่นจะไว้ชีวิตขุนนางที่ประพันธ์บทกวีต่อต้านได้อย่างไร
เขายกให้พี่รั่วซีเป็นจักรพรรดิที่ดีที่สุดแห่งปี
ส่วนที่ว่ามือเท้าต้องสะอาดนั้น เขาไม่ได้สนใจเลย
หากจัดการด้วยความสะอาดเกินไปย่อมกระตุ้นให้เกิดความสงสัยได้ง่าย ดังนั้นการเป็นน้องชายที่ฉลาดแต่แกล้ง ‘โง่’ บ้างก็ไม่เป็นไร
……
ชิงโจว เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ตอนกลางของเจ็ดสิบสองเมืองแห่งต้าชาง
สิ่งมีชีวิตนับร้อยล้าน มีความเจริญรุ่งเรืองและความแข็งแกร่งโดยรวมไม่แตกต่างจากตงโจวมากนัก ทุกนิกายอยู่ในระดับใกล้เคียงกันและไม่มีผู้ฝึกตนในระดับหยวนเสิน
นิกายเทียนสุ่ยเป็นหนึ่งในนิกายชั้นนำของชิงโจว
มู่หนิงเจินเจ้านิกายเป็นอัจฉริยะแห่งรุ่น นางก้าวเข้าสู่ระดับหยางบริสุทธิ์เมื่ออายุ 100 ปีและฝึกฝนจนถึงระดับหยางบริสุทธิ์ขั้นปลายเมื่ออายุ 500 ปี สามารถเอาชนะผู้มีอำนาจทั้งหมดในชิงโจว กลายเป็นที่รู้กันว่ามีแนวโน้มมากที่สุดในการจะได้สัมผัสระดับหยวนเสินในหมู่ผู้ฝึกตนแห่งชิงโจว
และนิกายเทียนสุ่ยเจริญรุ่งเรืองในมือของนางเอง
ก่อนหน้าที่นางจะขึ้นเป็นผู้นำ นิกายเทียนสุ่ยได้ถูกลดขั้นไปเป็นนิกายขั้นรองแล้ว
มู่หนิงเจินไม่เพียงแต่มีพรสวรรค์มากเท่านั้น แต่ยังงดงามมากอีกด้วย เล่าลือกันว่าเมื่อนางมีชื่อเสียงใหม่ๆ ความงามของนางทำให้ผู้ฝึกตนจำนวนนับไม่ถ้วนตกตะลึงและคอยไล่ตาม
เพียงแต่มู่หนิงเจินอุทิศตนเพื่อฝึกตนเท่านั้น นางไม่ว่าง ไม่เสียสมาธิและไม่สนใจเรื่องคู่ครองเหล่านั้นโดยสมบูรณ์
หากมีคนที่ยังพยายามตามติดไม่สิ้นสุด นางจะตอบสนองตั้งแต่การปฏิเสธไปจนถึงดุด่า จนกระทั่งลงมือกับพวกเขาโดยตรง หากยังกล้าก่อกวนอีก นางจะไม่อดทนอีกต่อไป
ไม่คาดคิดว่าการฝึกตนของมู่หนิงเจินนั้นก้าวหน้าเร็วมากและนางทะลวงถึงระดับหยางบริสุทธิ์แล้ว จึงไม่มีใครกล้าบีบบังคับนาง
ครั้งหนึ่งมีนายน้อยจากนิกายหนึ่งที่ไม่กลัวความตาย เพราะในนิกายของเขามีหยางบริสุทธ์ถึงสามคน ทำให้เขากล้าพูดจาหยาบคายในที่สาธารณะ
เขาบอกว่าหากมู่หนิงเจินไม่ยอมจริงๆ เขาจะนำคนในนิกายไปทำลายนิกายเทียนสุ่ยและจับผู้ฝึกตนหญิงของนิกายเทียนสุ่ยทั้งหมดไปกักขังไว้เพื่อปรนเปรอความสุข
ในความเป็นจริงมันเป็นเพียงคำพูดสนุกปาก แต่ใครจะคิดว่ามู่หนิงเจินจริงจังมาก
มากจนนิกายนั้นสูญสลาย
มู่หนิงเจินคนเดียวพร้อมกระบี่หนึ่งเล่ม นางได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ทว่านางตัดศีรษะของหยางบริสุทธิ์ทั้งสามและไม่เหลือใครจากนิกายนั้นที่รอดชีวิต
สำหรับนายน้อยคนนั้น เขาถูกทำลายพลังวิญญาณและตัดแขนขาทั้ง ‘ห้า’ ทิ้ง ร่างของเขาถูกทิ้งให้นอนอยู่บนซากปรักหักพังของนิกายและเสียชีวิตจากพิษบาดแผล
เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้ฝึกตนจำนวนมากเห็นความเหี้ยมโหดของมู่หนิงเจินและตระหนักได้ว่านางไม่ใช่ผู้ฝึกตนหญิงที่จิตใจอ่อนโยนจนถูกหลอกได้ง่าย
ผู้ที่หมายปองเหล่านั้นจึงทำได้เพียงถอนตัวไปแบบแสนเสียดาย
บรรดาผู้ฝึกตนหญิงของนิกายเทียนสุ่ยจึงได้รับแรงบันดาลใจจากมู่หนิงเจินและเลียนแบบมู่หนิงเจินทีละคน พวกนางให้ความสนใจกับการฝึกตนและไม่สนใจเรื่องทางอารมณ์ ส่งผลให้จำนวนผู้ฝึกตนหญิงจากนิกายเทียนสุ่ยที่แต่งงานออกไปนั้นลดลงมาก
นี่เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งสำหรับผู้ฝึกตนในชิงโจว ต้องทราบก่อนว่านิกายเทียนสุ่ยเต็มไปด้วยหญิงงาม พวกนางจึงเป็นที่หมายปองมากๆ
ปัจจุบันนี้นิกายเทียนสุ่ยมีหยางบริสุทธิ์เพียงสองคน นอกเหนือจากมู่หนิงเจินเจ้านิกายแล้ว อีกคนคือเฟิ่งหลวนศิษย์คนโตของมู่หนิงเจิน
มีข่าวลือว่าเฟิ่งหลวนคนนี้ไม่ใช่เผ่ามนุษย์ กระนั้นไม่มีหลักฐานพิสูจน์และคนส่วนใหญ่มองว่ามันเป็นเรื่องตลก
……
“นี่คือระดับจื่อฝู่ขั้นปลายแล้ว”
เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ฉินอวิ๋นรู้สึกถึงพลังวิญญาณในร่างกายที่แข็งแกร่งมากขึ้นและเขารู้สึกมีความสุข
ท่านอาจารย์และบรรดาศิษย์พี่ทั้งหลายไม่รู้ระดับพลังวิญญาณที่แท้จริงของเขา
หากมองผิวเผินเหมือนว่าเขาเพิ่งเข้าสู่ขอบเขตก่อกำเนิด แต่ในความเป็นจริงเขากำลังจะทะลวงถึงระดับมิ่งตานแล้ว หากเขาไปถึงระดับนั้นย่อมหมายความว่าความเร็วในการฝึกตนของเขาสูงกว่าคนรุ่นเดียวกันมาก
“เสี่ยวอวิ๋น!” ศิษย์พี่ใหญ่ยืนอยู่นอกประตูพลางมองท่าทางง่วงงุนของฉินอวิ๋นและได้แต่ถอนหายใจ
แม้ว่าพวกนางจะเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฝึกตนกับศิษย์น้องเล็กหลายครั้ง แต่ฉินอวิ๋นแค่รับปากส่งๆ และฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาเท่านั้น
หากการฝึกตนไม่ดีพอ นางกลัวว่าอายุขัยของฉินอวิ๋นจะสั้นและถ้าเขาตระหนักถึงความสำคัญของการฝึกตนได้ทีหลัง มันจะไม่ทันการ
เพราะด้วยระดับขอบเขตก่อกำเนิดของฉินอวิ๋นจะทำให้เขามีอายุขัยแค่สองร้อยปี เกรงว่าเมื่อเขาตายด้วยวัยชรา คนอื่นจะยังอยู่ในวัยเยาว์
นางเริ่มคิดถึงอายุขัยของฉินอวิ๋นแล้ว
“ศิษย์พี่ใหญ่” ฉินอวิ๋นเกาหัวและยิ้มใสซื่อ เขาไม่รู้ว่าศิษย์พี่ใหญ่กำลังคิดอะไรอยู่
“ศิษย์พี่รอง ท่านก็มาด้วย!” เมื่อเห็นฉู่อินยืนอยู่ข้างหลังศิษย์พี่ใหญ่ ในตอนแรกเขารู้สึกประหลาดใจ จากนั้นรีบกล่าวทักทายเพื่อไม่ให้โดนบ่นต่อ “วันนี้ศิษย์พี่รอง...สวยมากเลย!”