- หน้าแรก
- ระบบปลดล็อคความสำเร็จ
- บทที่ 32 - มหากุนซือแห่งกองทัพต่อต้าน
บทที่ 32 - มหากุนซือแห่งกองทัพต่อต้าน
บทที่ 32 - มหากุนซือแห่งกองทัพต่อต้าน
บทที่ 32 - มหากุนซือแห่งกองทัพต่อต้าน
🅢🅐🅛🅣🅨
อันที่จริง เย่ซวงลั่วยังไม่ทันได้คิดว่าจะตามหากองทัพต่อต้านได้อย่างไร ก็พบกระดาษแผ่นหนึ่งซ่อนอยู่ในสำรับอาหารที่เสี่ยวเอ้อนำมาส่งให้
"ยามสาม สมาคมการค้าฉวินซิง คลังสินค้า ขอเชิญจอมยุทธ์น้อยมาสนทนา - กองทัพต่อต้าน"
หลังจากอ่านกระดาษแผ่นนั้นจบ เย่ซวงลั่วก็รู้สึกเหลือเชื่ออย่างยิ่ง... นี่มันอยากจะนอนก็ได้หมอนมาหนุนเลยหรืออย่างไร? หรือว่าค่าสถานะโชคของเขาจะเริ่มทำงานแล้วในที่สุด?
แต่กองทัพต่อต้านนี่ช่างเปิดเผยตัวตนเสียจริง กลางวันแสกๆ ก็กล้ามาส่งกระดาษ ไม่กลัวว่าเขาจะไปแจ้งทางการหรืออย่างไร?
เย่ซวงลั่วคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกว่าไปดูสักหน่อยก็ไม่เสียหาย อย่างไรเสียเขาก็เพิ่งเรียนรู้ทักษะใหม่มา กำลังกลุ้มใจว่าไม่มีใครให้ทดสอบฝีมืออยู่พอดี
...
ยามดึก
เย่ซวงลั่วมาถึงหน้าคลังสินค้าแห่งที่หกของสมาคมการค้าฉวินซิง เขาเริ่มจะหมดความอดทนแล้ว บนกระดาษบอกเพียงแค่ให้เขาไปที่คลังสินค้าของสมาคมการค้าฉวินซิง แต่ไม่มีใครบอกเขาว่าควรจะไปที่คลังสินค้าแห่งไหน
สมาคมการค้าฉวินซิงแห่งนี้ยังเป็นสมาคมการค้าใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งเมืองหลวง ในเมืองหลวงที่ที่ดินแพงดั่งทองคำเช่นนี้ กลับมีคลังสินค้าถึง 13 แห่ง เขาหามาแล้วห้าแห่ง ก็ยังไม่พบคนของกองทัพต่อต้าน... เขาขอสาบานว่าหากที่นี่ก็ยังไม่เจออีก เขาจะกลับโรงเตี๊ยมไปนอนทันที
โชคดีที่เมื่อเขามาถึงบริเวณคลังสินค้าแห่งนี้ ก็มีหญิงสาวสองสามนางที่แต่งกายวาบหวิว ยั่วยวนและเซ็กซี่อย่างยิ่งกรูเข้ามาล้อมรอบเขา
"ท่านนี้คงจะเป็นจอมยุทธ์น้อยเย่สินะเจ้าคะ คิกๆ ช่างทั้งหนุ่มทั้งหล่อเหลาเสียจริง"
"คิกๆ เจ้าคนทะลึ่ง อย่าทำให้จอมยุทธ์น้อยเย่ตกใจกลัวสิ"
"จอมยุทธ์น้อยเย่~ บ่าวและพวกพี่น้องรอท่านมานานแล้วนะเจ้าคะ เหตุใดท่านเพิ่งจะมาเล่า? ช่างน่าชังนัก~"
เย่ซวงลั่วทำหน้าบึ้งตึงมองหญิงสาวหลายนางที่ล้อมรอบตัวเขาอยู่ กลิ่นกายของพวกนางทำให้เขาอยากจะอาเจียน แต่ดูเหมือนหญิงสาวเหล่านั้นจะไม่ทันได้สังเกตเห็นความโกรธของเขาเลยแม้แต่น้อย ยังคงส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวอยู่รอบกายเขา ถึงกับมีบางคนที่ใจกล้าคิดจะยื่นมือมาลูบไล้เขาด้วยซ้ำ
ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาเปลี่ยนพลังวิญญาณครึ่งหนึ่งในร่างกายให้กลายเป็นธาตุลม แล้วแผ่กระจายออกไปโดยมีร่างกายของตนเองเป็นศูนย์กลาง
ฟู่!
หญิงสาวที่ล้อมรอบเขาอยู่พลันถูกลมพัดจนล้มลงไปในทันที ลมกระโชกแรงนั้นพัดจนพวกนางลืมตาไม่ขึ้น พวกนางไม่เข้าใจอย่างยิ่งว่าเหตุใดจู่ๆ ถึงได้มีลมประหลาดพัดกระหน่ำขึ้นมา
แต่เย่ซวงลั่วไม่มีอารมณ์จะช่วยไขข้อข้องใจให้พวกนาง เขาเอ่ยปากถาม:
"มีคนให้พวกเจ้ารอข้าอยู่ที่นี่?"
หญิงสาวที่มีรูปโฉมงดงามที่สุดในกลุ่มพยายามอย่างยิ่งที่จะลืมตาขึ้นมาเป็นรอยขีด แล้วกล่าวไปยังทิศทางของเย่ซวงลั่ว:
"เจ้าค่ะ ท่านรองหัวหน้าสมาคมซุนได้เหมาหอเซี่ยนหยวนทั้งหอของเรา ให้พวกเรารอท่านผู้ใหญ่ที่นี่เจ้าค่ะ"
แม้หญิงสาวจะลืมตาไม่ขึ้น แต่นางก็สัมผัสได้ว่าผู้คุ้มกันหนุ่มที่น่าจะเป็นมือใหม่หัดรักผู้นั้นน่ากลัวอย่างยิ่ง บนร่างกายของเขามีกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวอยู่สายหนึ่ง
หลังจากได้คำตอบที่ต้องการแล้ว เย่ซวงลั่วก็ก้าวยาวๆ เข้าไปในคลังสินค้าที่อยู่ไม่ไกล รอจนกระทั่งเขาเดินจากไปไกลแล้ว ลมประหลาดที่พัดจนหญิงสาวทั้งหลายลืมตาไม่ขึ้นจึงได้สลายไปในที่สุด หญิงสาวทั้งหลายล้วนเป็นผู้เจนจัดในวงการสถานเริงรมย์ บัดนี้จะดูไม่ออกได้อย่างไรว่าลมประหลาดเมื่อครู่ย่อมต้องเกี่ยวข้องกับเด็กหนุ่มผู้นั้นอย่างแน่นอน ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว พวกนางจะกล้าอยู่ที่นี่ต่อไปได้อย่างไร ต่างก็พากันวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง มีเพียงหญิงสาวที่มีรูปโฉมงดงามที่สุดเท่านั้นที่ไม่ได้เลือกที่จะหนีไป รอยยิ้มประจบสอพลอบนใบหน้าของนางได้หายไปนานแล้ว นางมองประตูคลังสินค้าที่อยู่ไม่ไกลด้วยความครุ่นคิด
...
เมื่อเข้าไปในคลังสินค้า รอบกายเต็มไปด้วยสินค้าหลากหลายชนิด ตรงกลางมีคนกลุ่มใหญ่นั่งอยู่ที่โต๊ะ เขาก็รีบเดินเข้าไป
"จอมยุทธ์น้อยเย่มาแล้ว เชิญนั่งก่อนเลย"
ผู้ที่กล่าวประโยคนี้คือชายวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งสวมเสื้อคลุมยาวสีฟ้าคราม ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายของบัณฑิต ชายวัยกลางคนผู้นี้ยังเป็นคนเดียวที่ลุกขึ้นยืนต้อนรับเขา ส่วนคนอื่นๆ นั้น ทุกคนล้วนนั่งอยู่ที่เก้าอี้ของตนอย่างมั่นคง
เย่ซวงลั่วไม่เกรงใจ เขานั่งลงบนที่นั่งว่างเพียงที่เดียว ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นที่ที่เตรียมไว้ให้เขา ทันทีที่นั่งลง เขาก็สัมผัสได้ถึงเจตนาร้ายอย่างรุนแรงที่อยู่ตรงหน้าของตน
เย่ซวงลั่วเพ่งมองไปยังต้นตอของเจตนาร้ายนั้น... เป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งซึ่งมีผมสีน้ำตาล ดูเหมือนชายหนุ่มผู้นั้นจะสังเกตเห็นว่าเย่ซวงลั่วกำลังมองเขาอยู่เช่นกัน เขาจึงจ้องกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ สิ่งนี้ทำให้เย่ซวงลั่วไม่เข้าใจอย่างยิ่ง... นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับชายหนุ่มผมสีน้ำตาลผู้นี้ เหตุใดเขาถึงทำท่าทางราวกับว่าตนเองไปแย่งภรรยาของเขามาอย่างนั้น
"ขออภัยจอมยุทธ์น้อยเย่ เป็นความสะเพร่าของพวกเราเองที่ลืมระบุตำแหน่งที่แน่นอนลงไปในกระดาษ ท่านคงจะใช้เวลาหานานน่าดูเลยสินะ"
ยังคงเป็นชายวัยกลางคนในชุดเสื้อคลุมยาวสีฟ้าครามคนเดิมที่ลุกขึ้นต้อนรับเขาเป็นคนพูด
ท่าทีของคนอื่นๆ นั้นแปลกประหลาดอย่างยิ่ง ดูเหมือนบางคนจะดูแคลน บางคนจะสงสัย และบางคนก็ดูถูก สิ่งนี้ทำให้เย่ซวงลั่วรู้สึกแปลกประหลาดอย่างยิ่ง... เห็นได้ชัดว่าเป็นพวกเขาที่เชิญตนเองมา แต่พอตนเองมาถึงกลับมีท่าทีเช่นนี้
"ไม่เป็นไร หญิงสาวเหล่านั้นเมื่อครู่ก็เป็นพวกท่านที่จัดเตรียมไว้?"
เมื่อได้ยินคำพูดของเย่ซวงลั่ว ชายอ้วนร่างกลมผู้หนึ่งซึ่งสวมแหวนหยกอยู่ที่นิ้วโป้งและนั่งอยู่ข้างๆ เขาก็กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า:
"เป็นข้าที่จัดเตรียมไว้เอง จอมยุทธ์น้อยเย่พอใจหรือไม่"
เย่ซวงลั่วพยักหน้า แล้วเอียงศีรษะ กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า:
"คิดได้ว่าจะหาหญิงสาวมาต้อนรับข้า แต่กลับคิดไม่ได้ว่าจะเขียนตำแหน่งที่แน่นอนลงไปในกระดาษ... ที่แท้กองทัพต่อต้านอันเลื่องชื่อก็เป็นเพียงกลุ่มคนที่ใช้ร่างกายส่วนล่างคิดเท่านั้นเองรึ"
"บังอาจ!" ×3
ชายสามคนที่หน้าตาเหมือนกันราวกับแกะ น่าจะเป็นแฝดสาม ทุบโต๊ะจนแหลกเป็นเสี่ยงๆ แล้วทะยานเข้าใส่เย่ซวงลั่วพร้อมกันจากสามทิศทาง!
"คนที่บังอาจคือพวกเจ้าต่างหาก!"
เย่ซวงลั่วกำลังกลุ้มใจว่าความโกรธที่อัดแน่นอยู่ในอกจะไประบายกับใครดี ผลปรากฏว่ามีคนเสนอตัวมาให้ถึงที่ เขาย่อมไม่เกรงใจอยู่แล้ว
เขาเพียงแค่ยกมือขึ้น พลังลมอันไร้รูปก็คว้าจับร่างของทั้งสามคนกระชากเข้ามารวมกันกลางอากาศ ก่อนจะใช้เพียงกระบวนท่าเดียว... ฟาดส้นเท้าลงไป!
ปัง!
เสียงระเบิดอันน่าสะพรึงกลัวดังขึ้นทั่วทั้งคลังสินค้า และดังก้องสะท้อนไปมาไม่หยุด ทุกคนมองดูพี่น้องสามคนที่นอนกองรวมกันอยู่ด้วยความตะลึงงัน ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย
ผ่านไปครู่หนึ่ง ทุกคนก็เกิดความโกลาหลขึ้นมา มีคนเข้าไปตรวจสอบอาการของพี่น้องสามคน และมีคนจ้องมองเขาด้วยความโกรธแค้น เมื่อพวกเขาตรวจสอบอาการเสร็จ ก็โกรธแค้นจนถึงขีดสุด
"กระดูกทั่วร่างของพวกเขาสามคนถูกเจ้าเตะจนแหลกไปกว่าครึ่ง! เจ้ากล้าลงมือโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้!"
เมื่อเผชิญหน้ากับการกล่าวหา เย่ซวงลั่วกลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย เขากล่าวอย่างไม่รีบร้อนว่า:
"พวกท่านก็เห็นกันอยู่ว่าเป็นพวกเขาสามคนที่ลงมือกับข้าก่อน หรือว่าข้าควรจะยืนอยู่เฉยๆ ให้พวกเขาซ้อมข้าเล่นรึ?"
"ถึงแม้จะเป็นพวกเขาสามคนที่ลงมือก่อน เจ้าก็สามารถทำร้ายพวกเขาถึงเพียงนี้ได้รึ!"
เย่ซวงลั่วถึงกับหัวเราะออกมา เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงประโยคหนึ่งในโลกหลัก: "ถ้าไม่พูดถึงความจริงแล้ว เจ้าไม่มีความผิดเลยสักนิดรึ?"
คนอื่นๆ ในกองทัพต่อต้านเห็นเขาถึงกับหัวเราะออกมา พวกเขาก็ยิ่งโกรธแค้นมากขึ้นไปอีก แต่กลับไม่มีใครลงมือเลยแม้แต่คนเดียว เพราะอย่างไรเสียหากลงมือกับเย่ซวงลั่ว เจ้าเด็กนี่คงไม่ปรานีเป็นแน่... จะลงมือสังหารจริงๆ ด้วย เจ้าสามคนที่ลงมือเมื่อครู่ยังนอนอยู่บนพื้นอยู่เลย เกรงว่าชาตินี้คงจะพิการไปแล้ว
เย่ซวงลั่วเห็นท่าทีของทุกคนที่ทั้งโกรธทั้งไม่กล้าลงมือ ก็รู้สึกขบขันยิ่งขึ้นไปอีก เขาจึงพูดเปิดประเด็นไปตรงๆ
"คนจริงไม่พูดจาอ้อมค้อม พวกท่านทิ้งตำแหน่งไว้ในกระดาษ แต่กลับจงใจไม่บอกตำแหน่งที่แน่นอน... คิดจะข่มขวัญข้าหรือไร?"
ปึก!
ชายวัยกลางคนในชุดเสื้อคลุมยาวสีฟ้าคราม คุกเข่าลงกับพื้นโดยตรง แล้วกล่าวด้วยใบหน้าจริงใจว่า:
"ขออภัยจอมยุทธ์น้อยเย่ ทั้งหมดเป็นความผิดของพวกเราเอง ข้าขออภัยท่าน ขอจอมยุทธ์น้อยเย่โปรดให้อภัย"
พูดจบยังโขกศีรษะให้สามครั้ง... ในเมื่ออีกฝ่ายมีความจริงใจถึงเพียงนี้ และคนที่โจมตีเขาก็ถูกเขาทำร้ายจนพิการไปแล้ว เย่ซวงลั่วย่อมไม่คิดจะเอาความอะไรอีก
"ดี ข้าให้อภัยพวกท่าน"
พูดจบเขาก็นั่งกลับไปยังตำแหน่งเดิมของตน แล้วมองทุกคนด้วยรอยยิ้ม คนอื่นๆ ต่างมองหน้ากันไปมา เห็นได้ชัดว่าไม่คิดว่าเขาจะถูกปลอบให้สงบลงได้ง่ายถึงเพียงนี้ แต่พวกเขาก็นั่งกลับไปยังตำแหน่งเดิมของตนเช่นกัน ยกเว้นคนสองคนที่นั่งอยู่ทางซ้ายและขวาของเขา พวกเขายกเก้าอี้หนีไปอีกฝั่งโดยตรง
เย่ซวงลั่วรู้สึกจนปัญญา... ตนเองน่ากลัวถึงเพียงนี้เลยรึ? เขาเป็นคนดีออกจะตายไป?
"จอมยุทธ์น้อยเย่ เรียนตามตรง เป็นท่านซูที่ให้พวกเราเชิญท่านมา เพราะท่านผู้เฒ่าของเขารู้สึกว่าท่านอาจจะสนใจในสิ่งที่เรากำลังจะทำต่อไป"
เย่ซวงลั่วใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง แล้วเอ่ยถามด้วยความสนใจว่า:
"พวกท่านรวมตัวกันมากมายขนาดนี้ในเมืองหลวง ช่างน่าสนใจโดยแท้... หรือว่าพวกท่านคิดจะลอบสังหารราชันย์?"
"แค่กๆ!"
ชายอ้วนร่างกลมผู้นั้นไอออกมาสองสามครั้ง มองเย่ซวงลั่วด้วยความตกตะลึง ดูเหมือนจะประหลาดใจอย่างยิ่งว่าเขาจะกล้าพูดคำพูดเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร
"จอมยุทธ์น้อยเย่อย่าได้ล้อเล่นเลย ฮ่องเต้มีเซียนคอยคุ้มครองอยู่ พวกเราจะสังหารได้อย่างไรกัน"
"ใช่แล้ว ฮ่องเต้มีกายาเซียน พวกเราที่เป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดาจะสังหารได้อย่างไร"
"นั่นสิ ร่างกายเนื้อหนังมังสาอย่างพวกเราจะไปเทียบกับกายาเซียนของฮ่องเต้ได้อย่างไร"
เย่ซวงลั่วขมวดคิ้วเล็กน้อย... คนกลุ่มนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นกองทัพต่อต้าน แต่กลับไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับฮ่องเต้โดยตรง เช่นนั้นจะก่อกบฏไปทำไมกัน กลับบ้านไปทำนาเสียยังจะดีกว่า
เมื่อสังเกตเห็นว่าเย่ซวงลั่วดูเหมือนจะไม่พอใจอยู่บ้าง ชายอ้วนร่างกลมผู้นั้นก็รีบเปลี่ยนเรื่อง
"อันที่จริง ครั้งแรกที่เราได้ยินชื่อของท่าน ก็ได้ยินมาจากปากของอาสง"
เย่ซวงลั่วเพ่งมองตามสายตาของทุกคนไป ก็พบว่าอาสงก็คือชายหนุ่มผมสีน้ำตาลที่เต็มไปด้วยความเป็นศัตรูตั้งแต่เขาเข้ามานั่นเอง
"ว่าไปแล้ว อาสงกับจอมยุทธ์น้อยเย่ไม่เพียงแต่จะแซ่เดียวกัน ยังเป็นคนบ้านเดียวกันอีกด้วยนะ... พวกท่านทั้งสองคนล้วนมาจากอู่โจว"
ชายอ้วนพูดจบเพิ่งจะรู้ตัวว่าพูดผิดไป เพราะสีหน้าของเย่สงได้มืดครึ้มจนแทบจะหยดเป็นน้ำได้แล้ว
เย่ซวงลั่วแย้มยิ้ม แล้วเป็นฝ่ายเอ่ยปากถาม:
"พวกเราเคยรู้จักกันมาก่อนรึ?"
"ไม่เคย"
"เช่นนั้นเจ้าทำหน้าเหมือนคนตายให้ใครดู ข้าติดหนี้เจ้ารึ?"
เย่สงจ้องมองเขาเขม็ง ฟันกระทบกันไม่หยุด ดูเหมือนอยากจะกัดคนตรงหน้าให้แหลกเป็นชิ้นๆ
"เยาเยากับซู่ซู่เป็นอย่างไรบ้าง?"
เย่ซวงลั่วคิดอยู่รอบหนึ่ง ก็ยังนึกไม่ออกว่าสองชื่อนี้คือใคร หญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะเห็นเขานึกไม่ออกเสียที จึงเอ่ยเสริมว่า:
"เยาเยากับซู่ซู่เป็นเด็กผู้หญิงสองคนที่เกิดจากมนุษย์กับจิ้งจอก... พวกนางเป็นฝาแฝด"
เย่ซวงลั่วพลันเข้าใจขึ้นมาทันที แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า:
"โอ้~ เจ้าพูดถึงเจ้าสัตว์สองตัวนั้นโดยตรงก็สิ้นเรื่องแล้วนี่ จะไปตั้งชื่อให้พวกมันทำไมกัน"
เมื่อได้ยินเย่ซวงลั่วเรียกพวกนางทั้งสองอย่างดูถูกว่าเป็นสัตว์ เย่สงก็ระเบิดอารมณ์ออกมาทันที อะไรคือสถานการณ์โดยรวม อะไรคือความอดทน บัดนี้ทั้งหมดถูกเขาทิ้งไปไว้เบื้องหลังแล้ว เขาเพียงแค่อยากจะกัดคนตรงหน้าให้ตายทั้งเป็น
เย่สงลุกขึ้นยืนพรวด สองมือจับโต๊ะแล้วคว่ำมันลง
เมื่อตระหนักว่าผู้มาไม่หวังดี เย่ซวงลั่วก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย ยึดมั่นในหลักการที่ว่าชิงลงมือก่อนได้เปรียบ เขาเตะเข้าไปที่หน้าอกของเย่สงหนึ่งที แล้วใช้ความเร็วสูงจับแขนของอีกฝ่ายกระชากมาข้างหน้า
ปัง!
ร่างกำยำของเย่สงกระแทกลงกับพื้นอย่างแรง ทุกคนยังไม่ทันได้ทันได้ตั้งตัว เย่ซวงลั่วก็ได้ชูดาบยาวในมือขึ้นสูงแล้ว
ฉัวะ!
เมื่อพวกเขาได้สติกลับมา ก็เห็นเพียงแขนที่คุ้นเคยข้างหนึ่งลอยขึ้นไปในอากาศ
"อ๊าาา~"
เย่สงร้องโหยหวนไม่หยุดด้วยความเจ็บปวดจากการสูญเสียแขนไป
"อาสง!"
คนของกองทัพต่อต้านสองสามคนร้อนใจขึ้นมาทันที รีบหยิบอาวุธขึ้นมาคิดจะลงมือช่วยสหาย
"อย่าขยับ"
เย่ซวงลั่วเอาดาบจ่อคอของเย่สง แล้วจ้องมองทุกคนอย่างเย็นชา เมื่อเห็นภาพนี้ คนอื่นๆ ก็กลัวว่าจะพลอยทำให้เย่สงเดือดร้อนไปด้วย ถึงกับไม่มีใครกล้าขยับต่อจริงๆ
"ทิ้งอาวุธทั้งหมดลงพื้น มิเช่นนั้นข้าจะสังหารเขาทันที"
พูดจบ เพื่อพิสูจน์ว่าตนเองไม่ได้ขู่ เขาใช้คมดาบกดลงไปเล็กน้อย กรีดคอของเย่สงจนเป็นแผล
คนของกองทัพต่อต้านต่างมองหน้ากันไปมา ในที่สุดก็กัดฟัน ทิ้งอาวุธทั้งหมดลงพื้นจริงๆ
เย่ซวงลั่วสมปรารถนาแต่กลับไม่มีสีหน้ายินดีเลยแม้แต่น้อย อันที่จริง เขารู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง... คนพวกนี้ช่างโง่เขลาเสียจริง ในสถานการณ์เช่นนี้การวางอาวุธลง จะต่างอะไรกับการเอาศีรษะไปวางไว้ใต้คมดาบของคนอื่น หากกองทัพต่อต้านมีแต่พวกไร้ประโยชน์เช่นนี้ เช่นนั้นเขาก็ควรจะพิจารณา "สมาพันธ์โจร" หรือไม่ก็ลงมือคนเดียวจะดีกว่า
"หยุดมือกันให้หมด"
เสียงที่ไม่ดังนักแต่แฝงไปด้วยอำนาจอันเข้มข้นดังขึ้นในคลังสินค้า เดิมทีคนที่ยังทำอะไรไม่ถูกในกองทัพต่อต้าน ราวกับได้พบเสาหลักในทันที พวกเขายืนเรียงกันเป็นสองแถวอย่างรู้ความ แล้วก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อมเพื่อต้อนรับเจ้าของเสียงนั้น
สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ เจ้าของเสียงอันทรงอำนาจนั้นไม่ใช่ชายร่างสูงแปดฉื่อ ถือทวนฟางเทียนฮว่าจี่ ใบหน้าเขียนคำว่า "ไร้เทียมทาน" อย่างที่เย่ซวงลั่วจินตนาการไว้
ผู้ที่มาคือบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง เพียงแค่มองจากรูปลักษณ์ภายนอกดูเหมือนจะอายุมากกว่าเขาไม่กี่ปี อีกฝ่ายสวมชุดสีขาวเรียบง่ายชุดหนึ่ง แต่ถึงแม้จะเป็นชุดสีขาวที่เรียบง่ายธรรมดาเช่นนี้ ก็ยังไม่อาจบดบังรูปโฉมอันหล่อเหลาไร้ที่ติของเขาได้ คิ้วกระบี่ตาดารา ริมฝีปากแดงฟันขาว รูปร่างสูงสง่า... ดูเหมือนว่าคำพูดทั้งหมดที่สามารถใช้บรรยายความหล่อเหลาได้ หากนำมาใช้กับบุรุษหนุ่มผู้นี้ก็ไม่เกินเลยไปนัก
แม้เย่ซวงลั่วจะมองไม่เห็นค่าสถานะของเขา แต่ก็สามารถยืนยันได้ว่าค่าสถานะเสน่ห์ของบุรุษหนุ่มผู้นี้จะต้องสูงจนน่าเหลือเชื่ออย่างแน่นอน แต่ก็เป็นชายหนุ่มรูปงามเช่นนี้เอง ที่กลับแผ่รัศมีแห่งความยิ่งใหญ่เหนือฟ้าดินออกมาทั่วร่าง ด้านหลังยังสะพายดาบยาวสีแดงเล่มหนึ่งซึ่งไม่เข้ากับภาพลักษณ์ของเขาอย่างยิ่ง
ทันทีที่เห็นบุรุษหนุ่มผู้นี้ เย่ซวงลั่วก็มีลางสังหรณ์อย่างรุนแรงว่า นี่คือยอดฝีมือ... ยอดฝีมือที่แตกต่างจากพวกโง่เขลาที่ไม่เด็ดขาดและไม่มีสมองเหล่านี้โดยสิ้นเชิง
"ท่านนี้คงจะเป็นจอมยุทธ์น้อยเย่ ข้าน้อยซูจ่าน มหากุนซือแห่งกองทัพต่อต้าน"
กุนซือ?
เย่ซวงลั่วพินิจพิจารณาชายที่ชื่อซูจ่านผู้นี้ขึ้นๆ ลงๆ หากมองจากรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว อีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะเป็นกุนซือจริงๆ
"เช่นนั้นแล้ว ที่นี่เจ้าเป็นคนตัดสินใจสินะ?"
"ใช่ ในบรรดากองทัพต่อต้านที่อยู่ในเมืองหลวง ข้าน้อยมีตำแหน่งสูงสุด ขอจอมยุทธ์น้อยเย่โปรดไว้หน้าข้าสักครั้ง ปล่อยลูกน้องที่ไม่รู้ความของข้าไปเถอะ"
เย่ซวงลั่วมองซูจ่านที่มีใบหน้าเรียบเฉย อีกฝ่ายแผ่กลิ่นอายของผู้แข็งแกร่งออกมา
"ข้าปล่อยเขาไปก็ได้ เงื่อนไขคือเจ้าต้องประลองกับข้าสักสองกระบวนท่าเป็นอย่างไร?"
เมื่อได้ยินข้อเรียกร้องของเย่ซวงลั่ว ซูจ่านก็เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงพยักหน้า
"...ได้"
🅢🅐🅛🅣🅨
[จบแล้ว]