เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11: การประลองใหญ่ของนิกาย

บทที่ 11: การประลองใหญ่ของนิกาย

บทที่ 11: การประลองใหญ่ของนิกาย


บทที่ 11: การประลองใหญ่ของนิกาย

"เฮ้อ? ข้า...ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น..."

แม้หลิงอู๋หย่าจะกำลังโมโหอยู่ แต่ก็รู้ดีว่าตนเองเป็นฝ่ายผิด จึงได้แต่ยอมรับผิดแต่โดยดี รีบง้องอนหลินเหยา "เหยาเอ๋อร์ เจ้าอย่าโกรธไปเลยน่า เจ้ายังไม่รู้ใจข้าอีกรึ!"

เดิมทีวันนี้เขาตั้งใจจะแนะนำหลินเหยาให้ทุกคนรู้จักอย่างยิ่งใหญ่ ถือโอกาสมอบสถานะให้นาง ทำให้นางมีความสุข

แน่นอน หากสามารถฉวยโอกาสนี้ทำให้ตาเฒ่าซูเสวียนโกรธจนตายได้ก็ย่อมจะดีกว่า!

ใครจะไปคาดคิดว่า ซูเสวียนจะย้อนศรเล่นงานเขากลับหนึ่งกระบวน นี่ทำให้เขารับมือไม่ทันในบัดดล

"เช่นนั้นท่านบอกมาสิว่าต่อไปพวกเราควรจะทำอย่างไร?"

หลินเหยาที่สามารถมาถึงจุดนี้ได้ ย่อมไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักแยกแยะหนักเบา นางรีบถามถึงแผนการต่อไปของหลิงอู๋หยาทันที

"ฮึ่ม ที่ข้าเชิญซูเสวียนมาในวันนี้ ไม่ใช่แค่เพียงเพราะอยากจะ...แค่กๆ ที่สำคัญกว่านั้นคือ ความรู้สึกที่ข้ามีต่อเขายังคงไม่ผิดพลาด ร่างกายชราภาพ ใกล้จะสิ้นใจเต็มที เกรงว่าจะทนอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน

แน่นอน เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน เย่ชิงเสว่ผู้นี้จะเก็บไว้ไม่ได้เด็ดขาด!"

น้ำเสียงของหลิงอู๋หย่าเย็นเยียบ

ตอนนี้เย่ชิงเสว่ก็เป็นคู่เต๋าของซูเสวียนเช่นกัน ย่อมมีสิทธิ์ที่จะได้รับส่วนแบ่งมรดก!

"วางใจเถิด แค่ระดับหลอมรวมแก่นพลังขั้นต้นเท่านั้น ตอนนี้ข้ายังไม่เห็นอยู่ในสายตา"

หลินเหยาเปี่ยมด้วยความมั่นใจ

"ไม่ ยังไม่พอ!"

สีหน้าของหลิงอู๋หย่าเหี้ยมเกรียม ก่อนจะยื่นกระบอกไม้ไผ่สีดำเล็กๆ อันหนึ่งให้แก่หลินเหยา

"นี่คือ?"

หลินเหยาเอ่ยถามอย่างสงสัย

"ข้างในนี้คือเข็มตะขาบสวรรค์กัดกินใจ บนตัวเข็มพันไว้ด้วยวิญญาณประจำตัวของตะขาบสวรรค์ เมื่อโดนโลหิตก็จะเจาะทะลวงหัวใจกัดกินกระดูกทันที!"

หลินเหยาเมื่อเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้ว "ท่านคิดว่าข้า..."

"ความสามารถของเจ้าข้าย่อมวางใจอยู่แล้ว หากไม่ต้องใช้ย่อมดีที่สุด ถือว่าเป็นของขวัญที่ข้ามอบให้เจ้า เก็บไว้ใช้ยามคับขันเพื่อรักษาชีวิต"

หลิงอู๋หย่ารีบอธิบาย

แม้หลินเหยาจะมีสีหน้าไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก นางรับมันมาเก็บไว้

...

เมื่อเสียงระฆังยามเช้าทลายม่านหมอกบางเบาในหุบเขา เวทีประลองหยกครามก็ได้ลอยขึ้นเรียงรายอยู่เบื้องหน้าผาถามกระบี่แล้ว

การประลองใหญ่ของนิกายมรรคาฟ้าที่จัดขึ้นทุกๆ ห้าปีได้เริ่มต้นขึ้นตามกำหนด แสงอรุณอาบย้อมขั้นบันไดหินลายเมฆจนกลายเป็นสีทอง ลายหงส์สัญลักษณ์ของนิกายบนอาภรณ์ของศิษย์แต่ละยอดเขาขยับปีกราวกับจะโบยบินตามกระแสพลังปราณที่ไหลเวียน

"ศิษย์ผู้เข้าร่วมประลองของแต่ละยอดเขาเข้าสู่ลานประลอง!"

พร้อมกับที่ผู้อาวุโสฝ่ายลงทัณฑ์ ฉีอวิ๋นจื่อ สะบัดเคล็ดกระบี่เบาๆ เวทีประลองทั้งแปดแห่งก็เปิดออกพร้อมกัน

"กฎกติกาจำได้หมดแล้วใช่หรือไม่?"

ซูเสวียนเอ่ยเตือน

"เจ้าค่ะ"

แววตาของเย่ชิงเสว่แน่วแน่

กฎของการประลองใหญ่ของนิกายนั้นเรียบง่ายมาก จับคู่ต่อสู้กันตามป้ายไม้ที่จับได้ ผู้ชนะจะได้เข้ารอบต่อไป

ก่อนที่จะตัดสินผู้เข้ารอบแปดคนสุดท้าย เวทีประลองทั้งแปดแห่งจะทำการแข่งขันพร้อมกัน

บังเอิญว่าหลิงอู๋หย่าพาหลินเหยาเข้าร่วมประลองแล้วเดินผ่านมาพอดี ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายถือว่าฉีกหน้ากากใส่กันอย่างสมบูรณ์แล้ว ไม่มีอะไรต้องเกรงใจกันอีก

แม้หลินเหยาจะท้าพนันกับเย่ชิงเสว่ไว้ แต่พูดตามตรงนางไม่ได้เห็นเย่ชิงเสว่อยู่ในสายตาเลย เพียงแค่เหลือบมองแวบหนึ่งแล้วก็ละสายตากลับไป

ก็แค่ทาสีอัปลักษณ์ระดับหลอมรวมแก่นพลังขั้นต้นคนหนึ่ง ยังไม่คู่ควรให้นางต้องใส่ใจมากนัก

ไม่นานนัก ทิศทางของยอดเขาจิงหงก็มีเสียงกระบี่กังวานใสดังขึ้น

ปรากฏเพียงสายรุ้งสีครามสายหนึ่งพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า บุรุษหนุ่มในอาภรณ์สีขาวยืนอยู่บนปราณกระบี่กลางอากาศ ลายเมฆเก้าชั้นที่ปักด้วยด้ายสีเงินบนแขนเสื้อบ่งบอกถึงสถานะศิษย์เอกในสำนัก

"ศิษย์พี่เจียงชิงออกจากด่านแล้ว!"

มีศิษย์คนหนึ่งร้องตะโกนอย่างตื่นเต้น "เมื่อห้าปีก่อนเขาก็คว้าอันดับหนึ่งในการประลองใหญ่ของนิกายมาแล้ว ตอนนี้พลังบำเพ็ญเกรงว่าจะน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม!"

บนยอดเขาเหล็กกาฬพลันมีเศษหินระเบิดออก บุรุษร่างกำยำผิวสีทองแดงกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ บนแขนทั้งสองข้างปรากฏลายเหล็กกาฬขึ้น เขากระโจนขึ้นไปสูงพันจั้ง แล้วร่วงลงบนลานประลอง ทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง บรรยากาศน่าเกรงขาม

หากไม่ใช่เพราะมีค่ายกลค้ำจุนอยู่ เกรงว่าคงจะทำให้พื้นเป็นหลุมยักษ์ไปแล้ว!

"คือศิษย์พี่ฉินเลี่ย!"

ศิษย์สายกายาบำเพ็ญหลายคนชูแขนร้องตะโกน "ได้ข่าวว่าเมื่อเดือนที่แล้วเขาฉีกพยัคฆ์เนตรครามระดับจิตทารกที่อยู่หลังเขาด้วยมือเปล่า!"

ที่ดึงดูดความสนใจมากที่สุดกลับเป็นทิศทางของยอดเขาค่ายกลยันต์ เด็กสาวในอาภรณ์เรียบง่าย ลู่หมิงเยว่ โบกแขนเสื้อกว้างเบาๆ ยันต์สามสิบหกแผ่นก่อตัวเป็นค่ายกลดวงดาวใหญ่ เคียงคู่มากับนาง

"ค่ายกลเก้าสถานรับปราณของหมิงเยว่ช่างล้ำเลิศขึ้นทุกวัน"

แม้แต่ผู้อาวุโสที่ชมการต่อสู้ก็ยังลูบเคราพลางชื่นชม

เย่ชิงเสว่กำป้ายไม้ในมือแน่นขึ้น ในแววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตต่อสู้

ครั้งนี้ นางจะต้องพิสูจน์เพื่อตนเอง เพื่อท่านพี่ ว่านางไม่ใช่ตัวถ่วงของท่านพี่!

"คู่ที่หนึ่ง ยอดเขาอู๋เหวย เย่ชิงเสว่ ปะทะ ยอดเขาอู๋เหวย หลี่ผิง!"

ไม่นึกว่าคู่แรกก็ถึงตาตนเองแล้ว เย่ชิงเสว่ก้าวขึ้นไปบนขอบเวทีหมายเลขเจ็ด ปิ่นหงส์แดงค้ำนภาบนมวยผมลุกไหม้กลายเป็นเปลวเพลิงเหลว สะท้อนเงาของนางให้กลายเป็นรูปหงส์อัคคี

รอจนคู่ต่อสู้ขึ้นมาบนเวที เย่ชิงเสว่ก็อดที่จะรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ เพราะผู้ที่มาหาใช่ใครอื่นไม่ แต่คือหนึ่งในศิษย์ยอดเขาอู๋เหวยที่ซูเสวียนเคยเรียกมาเป็นคู่ซ้อมให้ตนนั่นเอง

เมื่อเห็นว่าคู่ต่อสู้ของตนเองคือเย่ชิงเสว่ หลี่ผิงก็อดที่จะมีสีหน้าขมขื่นไม่ได้ ตอนนั้นพวกเขาทั้งเก้าคนยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเย่ชิงเสว่เลย นับประสาอะไรกับตอนนี้ที่ตนเองอยู่คนเดียว?

"ข้ายอมแพ้!"

หลี่ผิงยอมแพ้อย่างเด็ดขาด

"เจ้าแน่ใจรึ?"

ผู้อาวุโสผู้ตัดสินขมวดคิ้ว เรื่องของเย่ชิงเสว่เขาก็พอจะได้ยินมาบ้าง

"อืม"

หลี่ผิงพยักหน้า

"หลี่ผิงยอมแพ้ เย่ชิงเสว่ชนะ!"

ผู้อาวุโสผู้ตัดสินประกาศอย่างจนใจ

"ล้มมวย!"

"ล้มมวย!"

"ล้มมวย!"

...

แต่การกระทำเช่นนี้กลับกระตุ้นความไม่พอใจของศิษย์ที่มุงดูในทันที คิดว่านี่คือการที่ศิษย์ยอดเขาอู๋เหวยจงใจเปิดทางให้เย่ชิงเสว่ ที่จริงแล้วคือประมุขยอดเขาซูเสวียนเป็นผู้จัดฉาก!

"สงบ!"

ผู้อาวุโสผู้ตัดสินตวาดเสียงต่ำ กวาดสายตาคมกริบไปรอบหนึ่ง กดดันเสียงที่ไม่พอใจให้เงียบลงไปในทันที

"ฮึ่ม ข้าว่าเย่ชิงเสว่คนนี้ก็แค่มีดีแต่เปลือกนอก ไม่สิ มีดีแค่รูปร่าง! ก็แค่พวกสวยแต่รูปจูบไม่หอมเท่านั้นแหละ!"

มีศิษย์ยังคงพูดคุยกันอย่างไม่พอใจเสียงเบาอยู่ด้านล่าง

"ต้องเป็นการจัดฉากของท่านบรรพจารย์ซูแน่นอน ไม่อยากให้สตรีของตนเองแพ้อย่างน่าเกลียดเกินไป"

มีคนขานรับ

"คู่ต่อไป ยอดเขาไผ่มรกต หลินเหยา ปะทะ ยอดเขาธารดารา โจวเยี่ยน!"

เมื่อได้ยินดังนั้น ในใจของเย่ชิงเสว่ก็ตกใจเล็กน้อย ไม่นึกว่าตนเองกับหลินเหยาจะถูกจัดให้อยู่เวทีเดียวกัน

แต่ในเมื่ออย่างไรก็ต้องเจออยู่แล้ว เช่นนั้นเจอเร็วหน่อยก็ไม่เป็นไร

ในขณะที่ทั้งสองเดินสวนกัน หลินเหยาก็อดที่จะหัวเราะเยาะออกมาไม่ได้ "ลูกไม้ไม่เลว แต่น่าเสียดายที่มันไม่ได้ทำให้เจ้าชนะไปได้ตลอดรอกนะ"

เย่ชิงเสว่ไม่ได้แก้ต่าง เพราะนางจำคำพูดของท่านพี่ที่เคยบอกกับตนเองได้อย่างขึ้นใจว่า วิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้คนอื่นหุบปากก็คือการตบหน้ามันไปฉาดหนึ่ง!

เย่ชิงเสว่รู้สึกว่ามันถูกต้องอย่างยิ่ง เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา

บนเวทีหมายเลขเจ็ด ฝักกระบี่ของหลินเหยาได้เกาะตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งแล้ว ส่วนทวนยาวของศิษย์ยอดเขาธารดารา โจวเยี่ยน ที่อยู่ตรงข้ามก็คายเปลวเพลิงร้อนแรงออกมา แรงกดดันระดับหลอมรวมแก่นพลังขั้นปลายสั่นสะเทือนจนยันต์กันไฟที่ขอบเวทีลุกไหม้ขึ้นเองโดยไร้ลม แต่น่าเสียดายที่แม้แต่ชายเสื้อของหลินเหยาก็ยังไม่กระดิกแม้แต่น้อย

"ยอดเขาไผ่มรกต หลินเหยา ขอคำชี้แนะ"

เมื่อน้ำเสียงเย็นชาดังขึ้น พลังปราณทั่วร่างก็พลันปะทุขึ้น พลังบำเพ็ญระดับจิตทารกถูกเปิดเผยออกมาอย่างหมดจด

บนที่นั่งผู้ชมพลันเงียบกริบ ใครจะไปนึกว่าสตรีที่กำลังเป็นข่าวร้อนแรงในช่วงนี้จะมีพลังบำเพ็ญถึงระดับจิตทารก!

พลังบำเพ็ญระดับนี้มีศักยภาพที่จะคว้าแชมป์ได้เลยนะ!

ดวงตาพยัคฆ์ของโจวเยี่ยนแดงก่ำ ปลายทวนขีดพื้นเป็นร่องลึกสีดำเกรียม: "ต่อให้เจ้าจะเป็นระดับจิตทารก..."

ยังไม่ทันสิ้นเสียง มังกรเพลิงเก้าตัวก็พวยพุ่งออกมาจากด้ามทวน "เคล็ดทวนเพลิงชาด" กระบวนท่าที่เจ็ด "เก้ามังกรสาดตะวัน" ถูกผู้ฝึกตนระดับหลอมรวมแก่นพลังผู้นี้เค้นออกมาอย่างสุดกำลัง

ท่ามกลางคลื่นความร้อนที่ระอุขึ้น ทวารทั้งเจ็ดของโจวเยี่ยนมีเลือดไหลซึมออกมา เห็นได้ชัดว่าเป็นท่าทีที่พร้อมจะสู้ตาย!

จบบทที่ บทที่ 11: การประลองใหญ่ของนิกาย

คัดลอกลิงก์แล้ว