- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญสายล้มละลาย
- บทที่ 131 อสูรวิญญาณชั่วร้ายลี้ภัย (ฟรี)
บทที่ 131 อสูรวิญญาณชั่วร้ายลี้ภัย (ฟรี)
บทที่ 131 อสูรวิญญาณชั่วร้ายลี้ภัย (ฟรี)
“ครั้งก่อนที่ขัดจังหวะการต่อสู้ของฉันกับไป๋เสี่ยวอวี๋ ก็คือท่านี้น่ะเหรอ”
สายตาของเซียวเจ๋อลุกโชน จ้องเขม็งไปยังลูกบอลแสงสีทองอมฟ้าในกรงเล็บของฟาไฉ และสุวรรณสิงห์เพลิงอสูรก็มีท่าทีราวกับเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
ถึงแม้ว่าเป้าหมายของลูกบอลแสงสีทองอมฟ้านั่นจะไม่ใช่ตัวมัน แต่สุวรรณสิงห์เพลิงอสูรก็มั่นใจมากว่า หากการโจมตีนี้ตกลงมาบนร่างของมัน มันจะต้องตาย!
อีกด้านหนึ่ง ลูกบอลแสงสีทองอมฟ้าก็พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงอีกครั้ง ดูเหมือนจะไม่พอใจกับการกดขี่ของฟาไฉ อยากจะปลดปล่อยตัวเองออกมา
“ฟาไฉ อย่าบีบอัดได้แล้ว รีบโยนออกไปเร็ว!”
เจียงเฉินเห็นดังนั้นก็รีบเตือน ฟาไฉเข้าใจในทันที ควบคุมเกราะทองรวมตัวกันเป็นลำกล้องปืน จากนั้นจึงปล่อยการพันธนาการของลูกบอลแสงสีทองอมฟ้า
ในชั่วพริบตา ลูกบอลแสงสีทองอมฟ้าพุ่งออกไปราวกับลูกศรที่พุ่งออกจากคันธนู ตรงไปยังราชันย์แมงป่องเกราะแดง
“ห่าอะไรวะ?!”
หัวหน้าหน่วยเห็นดังนั้นก็ชะงักไปก่อน จากนั้นก็รีบควบคุมหมาป่าดาวตกให้ถอยห่างออกมาทันที
แกรก แกรก แกรก...
เมื่อเห็นหมาป่าดาวตกถอยห่างออกไป ราชันย์แมงป่องเกราะแดงก็กำลังจะไล่ตามทันที พลันเห็นลำแสงสีทองอมฟ้าสายหนึ่งพุ่งตรงมาหามัน ก็ยกก้ามทั้งสองข้างขึ้นมาป้องกันโดยสัญชาตญาณ
เพียงแต่พลังทะลุทะลวงของลำแสงสีทองอมฟ้านี้เหนือกว่าที่ราชันย์แมงป่องเกราะแดงคาดการณ์ไว้มาก ก้ามที่หนากว้างเพียงแค่ต้านไว้ได้ชั่วครู่ ก็ถูกพลังอันบ้าคลั่งที่แฝงอยู่ข้างในทะลุทะลวงเข้าไปในหัวของราชันย์แมงป่องเกราะแดง
“ขนาดกระดองของราชันย์แมงป่องเกราะแดงยังป้องกันไว้ไม่ได้เลยเหรอ”
เมื่อมองดูหลุมขนาดใหญ่ที่ปรากฏขึ้นบนร่างของราชันย์แมงป่องเกราะแดง หัวหน้าหน่วยก็มึนงงโดยสิ้นเชิง อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปดู เมื่อเห็นฟาไฉที่ทำหน้าบิดเบี้ยวและกำลังสะบัดกรงเล็บที่ถูกลวกจนแดงไปมาอย่างบ้าคลั่ง ก็เงียบไปโดยสมบูรณ์
สังหารอสูรวิญญาณชั่วร้ายระดับเงินได้ในครั้งเดียว เด็กหนุ่มสมัยนี้โหดกันขนาดนี้เลยเหรอ
แต่หัวหน้าหน่วยก็ถือว่าผ่านร้อยสมรภูมิมาแล้ว ในไม่ช้าก็ตื่นขึ้นมา มองดูแมงป่องเกราะแดงที่แตกฮือหนีไปคนละทิศคนละทาง แล้วรีบสั่งให้คนอื่นๆ สู้ต่อไปทันที
เพียงแต่ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือนักเรียน ความสนใจกลับเผลอลอยไปอยู่ที่ฟาไฉโดยไม่รู้ตัว
อ่ะจิ๊!
เมื่อเห็นว่าตัวเองใช้ปืนใหญ่แม่เหล็กไฟฟ้าได้สำเร็จ และยังสังหารอสูรวิญญาณชั่วร้ายระดับเงินได้หนึ่งตัวอย่างราบรื่น ฟาไฉก็คึกคักอย่างยิ่ง บินวนอยู่บนท้องฟ้าสองสามรอบอย่างได้ใจ แล้วก็บินกลับมาอยู่หน้าเจียงเฉิน รอคอยคำชม
“ดีมาก การฝึกฝนตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาในที่สุดก็ไม่สูญเปล่า!”
เจียงเฉินลูบหัวของฟาไฉ ก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
“ดูเหมือนว่าการฝึกซ้อมครั้งนี้ของประธานจะได้อะไรกลับมาเยอะจริงๆ นะ คุณชายผู้นี้ไม่เคยเห็นฟาไฉมีท่านี้มาก่อนเลย”
บนใบหน้าของเซียวเอี้ยนก็เต็มไปด้วยความตกตะลึงเช่นกัน เขาเดินเข้าไปบีบแก้มของฟาไฉแล้วกล่าวว่า “เมื่อกี้นี้เป็นทักษะใหม่ที่ฟาไฉเข้าใจได้เหรอ”
“ไม่เชิงว่าเป็นทักษะใหม่ แค่เป็นท่าไม้ตายเท่านั้นเอง แล้วก็ใช้งานค่อนข้างลำบากด้วย”
เจียงเฉินอธิบายไปประโยคหนึ่ง แต่กลับเห็นเซียวเจ๋อและคนอื่นๆ ที่อยู่ข้างๆ พากันถอนหายใจอย่างโล่งอก
“เป็นอะไรไปเหรอครับ”
เจียงเฉินไม่เข้าใจ ส่วนหัวหน้าหน่วยในตอนนี้กลับยิ้มแล้วอธิบายว่า “นั่นก็เพราะว่า ถ้าหากท่านี้ของเธอเป็นทักษะปกติล่ะก็ คนจำนวนมากในที่นี้ก็คงไม่มีหน้าเรียกตัวเองว่าเป็นผู้อัญเชิญอีกต่อไปแล้ว”
อานุภาพของปืนใหญ่แม่เหล็กไฟฟ้าน่ากลัวเกินไปจริงๆ หรือแม้กระทั่งข้ามผ่านความแตกต่างของระดับไปแล้ว
ทักษะเช่นนี้หากสามารถใช้ได้ตามใจชอบ นั่นก็คงจะโกงไปหน่อยจริงๆ
“แต่ว่า...”
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของทุกคน เจียงเฉินก็กล้ำกลืนคำพูดครึ่งหลังกลับเข้าไปอย่างเงียบๆ
ปืนใหญ่แม่เหล็กไฟฟ้าไม่ใช่ทักษะปกติจริงๆ ใช้งานก็ลำบากมาก หากไม่มีกระแสไฟฟ้าของแกะหินอัสนีมาช่วยเหมือนวันนี้ ฟาไฉต้องใช้เวลานานมากในการเร่งความเร็วให้เหรียญ
แต่ก็แค่ต้องใช้เวลาเท่านั้นเอง...
ขอเพียงแค่ให้หงจงคอยถ่วงเวลาศัตรูไว้ข้างหน้า ฟาไฉก็ยังคงสามารถใช้ปืนใหญ่แม่เหล็กไฟฟ้าได้ อานุภาพก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก
แต่ดูจากสภาพตอนนี้แล้ว เขายังไม่พูดอะไรมากจะดีกว่า
ถ้าหากไปกระตุ้นความสนใจของคนพวกนี้เข้า แล้วจับฟาไฉไปผ่าพิสูจน์ก็คงจะไม่ดี
เขาไม่มีทางลืมเด็ดขาดว่าตระกูลเซียวในด้านการวิจัยสิ่งมีชีวิตนั้นเป็นหนึ่งในใต้หล้าของสหพันธ์
“รีบจัดการสนามรบให้เรียบร้อย พวกเราต้องรีบย้ายที่แล้ว”
หัวหน้าหน่วยสังเกตการณ์รอบข้างอย่างระมัดระวัง หลังจากยืนยันว่าไม่มีอสูรวิญญาณชั่วร้ายตัวอื่นแล้วจึงค่อยเริ่มจัดการสนามรบ
“หัวหน้าครับ ปกติแดนรกร้างเป็นแบบนี้ตลอดเลยเหรอครับ”
เจียงเฉินช่วยเก็บกวาดพลางถาม
“ไม่ ถึงแม้ว่าที่นี่จะเป็นเขตแดนรกร้างแล้ว แต่เพราะว่าทุกวันพวกเราจะออกมาทำความสะอาด ดังนั้นจำนวนของอสูรวิญญาณชั่วร้ายจึงไม่มากนัก อสูรวิญญาณชั่วร้ายที่อยู่ใกล้เคียงก็จะจงใจตีตัวออกหากจากที่นี่”
หัวหน้าหน่วยส่ายหัว ตรวจสอบร่องรอยการเคลื่อนไหวของอสูรวิญญาณชั่วร้ายเหล่านี้อย่างละเอียดแล้วกล่าวว่า “แต่ดูจากร่องรอยการเคลื่อนไหวของอสูรวิญญาณชั่วร้ายพวกนี้แล้ว ดูเหมือนว่าจะตกใจกลัวอะไรมา”
“ตกใจกลัว?”
เจียงเฉินพลันเข้าใจในทันที นี่ก็เหมือนกับทุ่งหญ้าในชาติก่อนของเขา นักล่าบางคนอาจจะบุกรุกเข้าไปในอาณาเขตของสิ่งมีชีวิตอื่นเพราะเรื่องอาหาร ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ต้องอพยพย้ายถิ่น
แต่ถ้าเป็นแบบนี้ พวกเขาก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้แล้วจริงๆ
“เอาล่ะ โดยพื้นฐานแล้วก็เก็บกวาดเกือบหมดแล้ว ซากศพที่เหลือพวกนี้ก็ทิ้งไว้ที่นี่แหละ พวกเราจะอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว”
เป็นไปตามคาด หลังจากที่เก็บแก่นพลังเสร็จแล้ว หัวหน้าหน่วยก็เตรียมจะจากไป แต่เจียงเฉินกลับดึงตัวเซียวเอี้ยนไว้ บนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“เฮ้ เฮ้ เฮ้ ประธาน นายเองก็มีฝ่ามือเฉียนคุนไม่ใช่เหรอ อย่ามองคุณชายผู้นี้ด้วยสายตาแบบนั้นนะ คุณชายผู้นี้ไม่มีทางยอมเด็ดขาด”
เซียวเอี้ยนตระหนักได้ถึงความผิดปกติทันที อยากจะวิ่งหนีโดยสัญชาตญาณ
“เออน่า ถ้ามีโอกาสได้เจอผู้ก่อตั้งรุ่นแรก ฉันว่าฉันจำเป็นต้องคุยกับเขาดีๆ เรื่องที่นายทำไว้กับรุ่นพี่ไป่หลี่นะ”
เจียงเฉินลูบคาง ทำท่าทางเหมือนกำลังพิจารณาอย่างจริงจัง
“ช่างเถอะ ใครใช้ให้คุณชายผู้นี้เสนอตัวเองมาถึงที่เองล่ะ”
เซียวเอี้ยนถอนหายใจอย่างจนปัญญา ทำหน้าไม่เต็มใจหยิบมังกรเร้นกายออกมาเริ่มเก็บซากศพอสูรวิญญาณชั่วร้าย
“นั่นคือมังกรเร้นกายสินะ สุดยอดจริงๆ”
บนใบหน้าของหัวหน้าหน่วยเผยรอยยิ้มอิจฉาออกมา มังกรเร้นกายอยู่ในมือของตระกูลเซียวมาหลายปีแล้ว เขาก็เคยได้ยินถึงความสามารถของสมบัติวิเศษที่มีหมายเลขชิ้นนี้มาบ้าง เพียงแต่จนถึงวันนี้ถึงได้เห็นด้วยตาตัวเอง
“ถ้ารู้แต่แรกว่ามังกรเร้นกายอยู่กับนายนะเซียวเอี้ยน อสูรวิญญาณชั่วร้ายพวกนั้นก่อนหน้านี้ก็คงเอามาได้หมดแล้ว ถึงแม้จะไม่มีค่าเท่าแก่นพลัง แต่ก็แลกเป็นแต้มเกียรติคุณได้ไม่น้อยเลย”
“แต้มเกียรติคุณ?”
เมื่อได้ยินดังนี้ เจียงเฉินก็อดสงสัยไม่ได้ ส่วนในดวงตาของเซียวเจ๋อก็ยิ่งเปล่งประกายคมปลาบ
บางทีคนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่ในฐานะคนตระกูลเซียวเขารู้ดีว่า แต้มเกียรติคุณต่างหากคือผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคอร์สชายแดน
“เรื่องพวกนี้รอพวกเธอกลับไปพันเอกเซียวคงจะอธิบายให้ฟังเอง ฉันจะไม่พูดมากแล้ว พวกเราออกจากที่นี่กันก่อน”
หัวหน้าหน่วยยืนยันอีกครั้งหนึ่ง หลังจากติดต่อกับรถหุ้มเกราะแล้วก็นำคณะของเจียงเฉินกลับอย่างรวดเร็ว
จากความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของอสูรวิญญาณชั่วร้ายเหล่านี้ ดูเหมือนว่าบนแดนรกร้างจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ทราบสาเหตุขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นคลื่นอสูรขนาดใหญ่ เขาต้องรีบรายงานโดยเร็วที่สุด
โดยเฉพาะแกะหินอัสนี สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ที่อาศัยอยู่ที่หน้าผาอัสนีมาตลอดทั้งปีและไม่ค่อยออกมาข้างนอกกลับอพยพย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ เขายากที่จะไม่เชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับเพื่อนบ้านของแกะหินอัสนีตนนั้น
หนึ่งในห้าอสูรวิญญาณชั่วร้ายแห่งแดนรกร้าง เจ้าของดินแดนต้องห้ามหมายเลข #002 ภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดของแดนเหนือ อสูรวิญญาณชั่วร้ายระดับสุริยัน เกราะนักรบทะลวงอัสนี!
“หวังว่าจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญเถอะนะ ปราการ 318 คงจะทนรับแรงปะทะแบบนั้นอีกครั้งไม่ไหวแล้ว...”
......
ปราการ 318
“ผมเข้าใจแล้วครับ”
หลังจากฟังรายงานของหัวหน้าหน่วยจบ พันเอกเซียวกพยักหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “หน่วยอื่นๆ ก็พบร่องรอยคล้ายๆ กัน แต่ไม่ได้เผชิญหน้ากับการปะทะโดยตรงเหมือนพวกคุณ”
“ท่านพันเอก หรือว่าจะเป็นทางนั้นจริงๆ...”
หัวหน้าหน่วยรู้สึกกังวลอยู่บ้าง ถ้าหากเป็นเกราะนักรบทะลวงอัสนีเคลื่อนไหวจริงๆ ครั้งนี้พวกเขาคงจะลำบากกันมากแล้ว
“ก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้นี้ทิ้งไปได้ ผมส่งคนไปตรวจสอบแล้ว”
พันเอกเซียวหยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “แต่ดูจากร่องรอยการเคลื่อนไหวของอสูรวิญญาณชั่วร้ายตัวอื่นๆ แล้ว มีความเป็นไปได้สูงกว่าที่จะได้รับผลกระทบจากสิ่งอื่น”
“สิ่งอื่น หรือว่าจะเป็น...”
สีหน้าของหัวหน้าหน่วยเปลี่ยนไปทันที ระดับความหวาดกลัวนั้นเกินกว่าตอนที่สงสัยเกราะนักรบทะลวงอัสนีเสียอีก
“หวังว่าจะไม่ใช่นะ”
บนใบหน้าของพันเอกเซียวฉายแววเคร่งขรึมผ่านไป แต่ในไม่ช้าก็เก็บมันกลับไป
“พูดถึงผลการประเมินของหน่วยคุณหน่อยสิ”
หัวหน้าหน่วยชะงักไปครู่หนึ่ง ถึงค่อยนึกถึงจุดประสงค์หลักของการเดินทางครั้งนี้ขึ้นมาได้
เกือบทุกปีที่นักศึกษาใหม่เข้าร่วมคอร์สชายแดน พวกเขาก็จะลากออกไปเดินเล่นในแดนรกร้างสักรอบแบบนี้ ก็เพื่อที่จะทำให้เหล่าคนหนุ่มสาวที่ใช้ชีวิตอยู่ในเขตปลอดภัยมาโดยตลอดได้ตระหนักถึงความเป็นจริง
ถึงแม้จะโหดร้ายไปบ้าง แต่มันก็ช่วยให้พวกเขาสามารถคัดเลือกคนที่ควรค่าแก่การฝึกฝนออกมาได้เร็วที่สุด
ถึงแม้ว่าจะเคยมีกรณีที่ปรับตัวได้ในภายหลังแล้วเก่งขึ้นมาก็จริง แต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนน้อย พวกเขาก็ไม่มีอารมณ์ที่จะค่อยๆ รอให้คุณเติบโตขึ้นมาหรอก
แล้วก็ไม่มีเวลาด้วย
เพียงแต่เมื่อได้ยินคำถามของพันเอกเซียว สีหน้าของหัวหน้าหน่วยกลับดูแปลกประหลาดขึ้นมา
“ทำไม ผลงานแย่มากเหรอ”
พันเอกเซียวขมวดคิ้วเล็กน้อย คนอื่นๆ ไม่ต้องพูดถึง แต่เซียวเจ๋อและเซียวเอี้ยนสองคนที่เป็น "ผู้ใหญ่" ของเขา ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลหรือความรู้สึกก็ไม่ควรจะทำผลงานได้แย่เป็นพิเศษสิ
โดยเฉพาะเซียวเจ๋อ ถึงแม้ว่าตอนนั้นเพราะการกดระดับไว้เพียงเพื่อให้เปลวเพลิงทองคำเข้าใจทักษะสายเลือดโดยกำเนิดสองคุณสมบัติจะทำให้เกิดข้อสงสัยและคำวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นไม่น้อยในตระกูล แต่ตอนนี้ก็ถือว่าพ้นจากความขมขื่นก็พบกับความหวานชื่นแล้ว อนาคตไกลแน่นอน
“ไม่ใช่ว่าแย่มากครับ แต่ดีเกินไป”
หัวหน้าหน่วยเบ้ปาก แล้วอธิบายการแสดงออกของคณะของเจียงเฉินให้พันเอกเซียวฟังอย่างละเอียด
“สังหารราชันย์แมงป่องเกราะแดงได้ในครั้งเดียว?!”
พันเอกเซียวที่ไม่เคยยินดียินร้ายมาโดยตลอดก็อดไม่ได้ที่จะเผลอเสียงดังขึ้น เมื่อเห็นคนรอบข้างสังเกตมาทางนี้ถึงค่อยลดเสียงลง
“คุณแน่ใจนะว่าไม่ใช่เพราะหมาป่าดาวตกทำร้ายราชันย์แมงป่องเกราะแดงบาดเจ็บแล้วเขาเข้าไปลาสช็อต”
“ผมแน่ใจมากครับ คุณสมบัติของราชันย์แมงป่องเกราะแดงค่อนข้างจะข่มหมาป่าดาวตกอยู่บ้าง ประกอบกับผมยังต้องแบ่งสมาธิไปดูแลนักเรียน ดังนั้นจึงยังไม่ทันได้สร้างความเสียหายอะไร”
หัวหน้าหน่วยพยักหน้าอย่างจริงจังแล้วกล่าวว่า “แล้วผมดูจากสภาพของสัตว์อสูรตัวนั้นแล้ว เกรงว่ายังจะสามารถโจมตีแบบนั้นได้อีกอย่างน้อยหนึ่งครั้ง”
“แค่ระดับทองแดงก็มีความสามารถในการสังหารระดับเงินได้แล้ว เจ้าหมอนี่...”
ในดวงตาของพันเอกเซียวเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ผมจะไปคุยกับท่านนายพลเฉาก่อน คุณลงไปก่อนเถอะ”
“ครับท่านพันเอก!”
หัวหน้าหน่วยทำความเคารพแบบทหาร แล้วหันหลังเดินจากไป แต่เดินไปได้ครึ่งทางกลับถูกพันเอกเซียวเรียกไว้อีกครั้ง
“รวบรวมเด็กที่ผลงานโดดเด่นของแต่ละกลุ่มมา แล้วอธิบายเรื่องแต้มเกียรติคุณให้พวกเขาฟัง จากนั้นก็จัดเข้ากลุ่มต่อสู้จริง”
“คอร์สชายแดนธรรมดาๆ สำหรับพวกเขาแล้วไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป”
“กลุ่มต่อสู้จริงเหรอครับ ผมเข้าใจแล้วครับท่านพันเอก!”
หัวหน้าหน่วยแสยะยิ้ม
เป็นไปตามคาด คนที่รู้สึกว่าเด็กหนุ่มรุ่นนี้มันผิดมนุษย์ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวนะเนี่ย~