- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญสายล้มละลาย
- บทที่ 62 ใครว่าพลังโกงจะใช้บั๊กไม่ได้กันล่ะ?
บทที่ 62 ใครว่าพลังโกงจะใช้บั๊กไม่ได้กันล่ะ?
บทที่ 62 ใครว่าพลังโกงจะใช้บั๊กไม่ได้กันล่ะ?
เขตทดสอบเอาชีวิตรอดในป่า เขตที่หนึ่ง
เหมียว เหมียว!
ทั่วทั้งร่างของหงจงแผ่ไอเย็นยะเยือกออกมา มันค่อย ๆ เดินเข้าไปหาอสูรวิญญาณชั่วร้ายที่อยู่ตรงหน้า ส่วนเจ้าอสูรวิญญาณชั่วร้ายตัวนั้นก็ไม่ลังเลเลยสักนิด มันมุดดินหนีไปทันที
อสูรทะลวงเกราะ ธาตุดิน สายเลือดธรรมดาสีขาว ถนัดการขุดรู จับตัวได้ยากมาก
แต่ครั้งนี้ เจ้าอสูรทะลวงเกราะกลับต้องพบกับความพ่ายแพ้
ในจังหวะที่อสูรทะลวงเกราะกำลังมุดดิน ร่างของหงจงก็สลายตัวในทันที กลายเป็นสายน้ำเย็นเยือกสายหนึ่งไล่ตามมันไป
เห็นได้ชัดว่าอสูรทะลวงเกราะไม่คิดว่าจะมีสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่ธาตุดินสามารถเคลื่อนที่ผ่านพื้นดินได้อย่างอิสระขนาดนี้ พอไม่ทันตั้งตัวก็เลยถูกหงจงจับขาหลังไว้ได้
ไม่เพียงเท่านั้น ในจังหวะที่สายน้ำจับตัวอสูรทะลวงเกราะไว้ได้ มันก็แข็งตัวในทันที กลายเป็นหนามน้ำแข็งแทงทะลุขาหลังของอสูรทะลวงเกราะ
เลือดสด ๆ พุ่งทะลักออกมา จากนั้นก็ถูกไอเย็นแช่แข็งไป แม้แต่เลือดในร่างกายของอสูรทะลวงเกราะก็เริ่มแข็งตัวเป็นน้ำแข็งทีละน้อย
ไม่นาน อสูรทะลวงเกราะก็หยุดนิ่งไป แต่หงจงก็ยังคงใช้หนามน้ำแข็งแทงทะลุหัวของอสูรทะลวงเกราะอย่างระมัดระวัง จากนั้นถึงได้ลากตัวอสูรทะลวงเกราะออกมาจากใต้ดิน
เหมียว เหมียว~
หงจงคาบอสูรทะลวงเกราะมาอยู่ตรงหน้าเจียงเฉิน เชิดหน้าขึ้นอย่างคาดหวัง รอคอยคำชมจากเจียงเฉิน
ยังไม่ทันที่เจียงเฉินจะอ้าปากพูด ฟาไฉก็กระโดดลงมาจากไหล่ของเจียงเฉินก่อนใครเพื่อน มันตบหัวหงจงเบา ๆ ทำท่าทางเหมือนผู้ใหญ่ที่ปลาบปลื้มใจมาก
“ฟาไฉ แกอย่ามาแย่งซีนฉันได้ไหมเนี่ย~”
เจียงเฉินเห็นดังนั้นก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าหงจงเห็นฟาไฉเป็นพ่อจริง ๆ นั่นแหละ แต่ไม่คิดเลยว่าฟาไฉจะเต็มใจขนาดนี้ ถึงกับเลี้ยงดูหงจงเหมือนเป็นลูกชายแท้ ๆ
อ่ะจิ๊ อ่ะจิ๊...
ฟาไฉแบอุ้งเท้าออก ทำหน้าเหมือนจนปัญญา
(หนูก็ไม่อยากจะทำหรอกนะ แต่ผู้อัญเชิญก็ทำสัญญากับมันไปแล้วนี่นา แล้วหนูจะทำอะไรได้ล่ะ)
“ก็ดีเหมือนกันนะ อย่างน้อยก็ไม่ถูกสอนอะไรแย่ ๆ มาล่ะ”
เจียงเฉินพยักหน้าเล็กน้อย ยังไงซะตามฟาไฉก็ยังดีกว่าตามเซียวเอี้ยน พอเซียวเอี้ยนไม่อยู่ รู้สึกได้ชัดเลยว่าหงจงมันปกติขึ้นเยอะ
อย่างน้อยก็ไม่เคยเกิดเรื่องไปสารภาพรักซี้ซั้วขึ้นมา
แล้วอีกอย่าง กายธาราของหงจงบวกกับทักษะพันธนาการ ก็ทำให้ความยากในการถ่ายรูปของเขาลดลงไปไม่น้อยเลย
เจียงเฉินเปิดกล้องถ่ายรูป มองดูภาพอสูรทะลวงเกราะที่ถูกสายน้ำพันธนาการจนขยับไม่ได้ ก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ถึงแม้ท่าทางมันจะดูแปลก ๆ ไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็ถ่ายมาได้แล้วล่ะ ไม่น่ามีปัญหาอะไร
เจียงเฉินย่อตัวลง ตรวจดูซากของอสูรทะลวงเกราะ
“ส่วนที่ราคาแพง ๆ ก็ยังอยู่ครบดี น่าจะขายได้เงินเยอะอยู่”
อ่ะจิ๊ อ่ะจิ๊!
พอได้ยินว่าจะขายได้เงินเยอะ ดวงตาของฟาไฉก็เปลี่ยนเป็นรูปเหรียญทองทันที แสงทองปรากฏขึ้นบนอุ้งเท้าของมัน แล้วมันก็จัดการชำแหละกรงเล็บกับหนังเกราะของอสูรทะลวงเกราะออกมาอย่างคล่องแคล่ว
ส่วนชิ้นส่วนที่เหลือซึ่งไม่มีราคาค่างวดอะไร ฟาไฉก็ไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย
(ของไม่มีค่า หนูไม่เอาหรอก!)
“อย่าทิ้งขว้างสิ ถ้ามันไปล่ออสูรวิญญาณชั่วร้ายตนอื่นเข้ามาจะทำยังไง?”
เจียงเฉินเห็นดังนั้นก็รู้สึกจนใจอยู่บ้าง ก็เก็บซากของอสูรทะลวงเกราะเข้าไปในฝ่ามือเฉียนคุน หาที่ซ่อนตัวลับตาคนได้แล้ว ทั้งร่างของเขาก็หายวับไปจากตรงนั้นทันที
พอเจียงเฉินปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เขาก็มาอยู่ในฟาร์มแล้ว
“ถึงมันจะไม่มีค่าอะไร แต่กำขี้ดีกว่ากำตดนะ~”
เจียงเฉินก็เดินไปยังที่ว่างในฟาร์ม สะบัดมือขวาทีหนึ่ง ซากของอสูรทะลวงเกราะก็หล่นออกมา ส่วนข้าง ๆ กันนั้น ก็มีซากอสูรวิญญาณชั่วร้ายกองอยู่ยี่สิบกว่าตัวแล้ว
ฟาร์มไม่สามารถเก็บสิ่งของอื่นใดได้นอกจากตัวเจียงเฉินเอง สัตว์อสูร และแก่นพลัง นี่เป็นข้อสรุปที่เจียงเฉินได้มาหลังจากลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน
ส่วนฝ่ามือเฉียนคุนนั้นทำมาจากแก่นพลัง ก็เลยสามารถเอาเข้ามาได้ และหลังจากเข้ามาในฟาร์มแล้ว ความสามารถของฝ่ามือเฉียนคุนก็ยังคงใช้งานได้เหมือนเดิม
เอาของใส่เข้าไปในฝ่ามือเฉียนคุนก่อน จากนั้นก็เอาฝ่ามือเฉียนคุนเข้ามาในฟาร์ม แล้วค่อยเอาของออกจากฝ่ามือเฉียนคุนอีกที ใครว่าพลังโกงจะใช้บั๊กไม่ได้กันล่ะ?
ถึงฝ่ามือเฉียนคุนจะดีก็จริง แต่มิติของมันก็มีแค่หนึ่งลูกบาศก์เมตรเท่านั้นเอง ใส่ของได้ไม่เยอะเท่าไหร่ แต่พื้นที่ในฟาร์มน่ะมันกว้างขวางเหลือเฟือ
และในที่สุด เจียงเฉินก็ได้ใช้ประโยชน์จากสถานที่แห่งนี้เสียที
“แบบนี้สิถึงจะค่อยดูเหมือนพลังโกงหน่อย”
เจียงเฉินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ จากนั้นถึงได้ออกจากฟาร์มไป
อ่ะจิ๊ อ่ะจิ๊~
พอเห็นเจียงเฉินกลับมา ฟาไฉก็รีบวิ่งกลับมาทันที ก็ชี้ไปที่พุงเล็ก ๆ ที่แฟบของตัวเอง ทำหน้าตาน่าสงสาร
“สู้มาทั้งวันแล้ว ก็สมควรจะหาที่พักผ่อนได้แล้วล่ะ”
เจียงเฉินมองดูดวงอาทิตย์ที่ค่อย ๆ คล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตก ข่มความอยากที่จะล่าต่อไว้ หยิบสเปรย์ขับไล่วิญญาณออกมาฉีดใส่ตัวเอง เพื่อลบล้างผลของสเปรย์ล่อวิญญาณ จากนั้นก็รีบวิ่งตรงไปยังบ้านพักนิรภัยหลังหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป
หลังจากค่ำลง พวกอสูรวิญญาณชั่วร้ายจะเริ่มคึกคักมากขึ้น การยังคงทำกิจกรรมอยู่ในป่าต่อไปย่อมเป็นการหาเรื่องตายชัด ๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเขายังจงใจฉีดสเปรย์ล่อวิญญาณใส่อีกด้วย
แล้วอีกอย่าง ผลงานของเขาในวันนี้ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว มันมากกว่าผลงานที่เขาทำได้ตลอดทั้งสัปดาห์ในแถบชานเมืองหลิงอิ๋นเสียอีก
ศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์ป่าของตระกูลเย่ช่างสมคำร่ำลือจริง ๆ!
.......
พอเจียงเฉินมาถึงบ้านพักนิรภัย ข้างในก็มีคนอื่นอยู่แล้ว
คนสองคนที่อยู่ข้างในดูเหมือนจะรู้จักกันดี ก่อนที่เจียงเฉินจะเข้ามาพวกเขากำลังคุยกันอยู่ พอเห็นเจียงเฉินเปิดประตูเข้ามาถึงได้หยุด
ส่วนเจียงเฉินพอเห็นคนทั้งสองก็แค่พยักหน้าเล็กน้อยเป็นการทักทาย จากนั้นก็เดินตรงไปยังเจ้าหน้าที่บันทึกคะแนน
ตราสัญลักษณ์ต้นไม้โบราณ ตระกูลเย่ ดวงตาสีทอง ตระกูลซู
ในบ้านพักนิรภัยหลังเล็ก ๆ แค่นี้ กลับมีทายาทของสองตระกูลใหญ่อย่างตระกูลเย่กับตระกูลซูมารวมตัวกันอยู่พร้อมหน้า!
ดูท่าพรุ่งนี้คงต้องรีบออกแต่เช้าแล้ว ไม่อย่างนั้นอสูรวิญญาณชั่วร้ายแถวนี้คงถูกพวกเขาชิงตัดหน้าไปหมดแน่
นั่นมันเงินทั้งนั้นเลยนะ!
“สวัสดี กรุณาหยิบบัตรเข้าสอบกับทรัพยากรที่หามาได้ออกมาด้วยครับ”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะต้องการป้องกันการทุจริตหรือเปล่า เจ้าหน้าที่บันทึกคะแนนถึงได้แต่งกายมิดชิดไปทั้งตัว แถมบนใบหน้ายังสวมหน้ากากหัวหมาป่าสีทองคำขาวที่มีระบบเปลี่ยนเสียงอีกต่างหาก ทำให้ไม่สามารถตัดสินจากน้ำเสียงได้เลย
การทดสอบครั้งนี้ จัดได้เป็นทางการมากจริง ๆ
“ครับ”
เจียงเฉินหยิบบัตรเข้าสอบออกมา จากนั้นก็ล้วงมือเข้าไปในเสื้อทำท่าเหมือนกำลังหาของ แล้วก็หยิบเอาแก่นพลังทั้งหมดที่อยู่ในฝ่ามือเฉียนคุนออกมา
ถึงแม้ว่าพวกทายาทตระกูลใหญ่จะไม่มีทางขาดแคลนสมบัติวิเศษแน่นอน แต่เจียงเฉินก็ยังคงยึดมั่นในหลักการไม่ทำตัวเด่น และไม่ได้ตั้งใจจะเปิดเผยมันออกมา
แต่พอเขาวางแก่นพลังลงตรงหน้าเจ้าหน้าที่บันทึกคะแนน มันก็ยังคงดึงดูดความสนใจของเด็กหนุ่มสองคนนั้นอยู่ดี
การทดสอบเพิ่งจะเริ่มไปไม่ถึงวันดีเลย เจียงเฉินกลับเก็บแก่นพลังมาได้ตั้งสิบก้อนแล้ว!
เด็กหนุ่มทั้งสองคนมองหน้ากันไปมา แม้แต่พวกเขาเองทั้งวันก็ยังเก็บมาได้แค่สิบห้าสิบหกก้อนเท่านั้น
แล้วเจ้าหนุ่มที่ดูธรรมดา ๆ ไม่มีอะไรโดดเด่นคนนี้กลับสามารถเก็บมาได้ถึงสิบก้อน มันน่าประหลาดใจจริง ๆ
แต่ไม่นาน ทั้งสองคนก็ถูกตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยหยุนหยินบนตัวเจียงเฉินดึงดูดความสนใจไป
“แก่นพลังระดับเหล็กดำทั้งหมดสิบก้อน รวมเป็น 100 คะแนนครับ”
เห็นได้ชัดว่าเจ้าหน้าที่บันทึกคะแนนก็ประหลาดใจอยู่บ้างเหมือนกัน น้ำเสียงมีขึ้น ๆ ลง ๆ เล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ลืมหน้าที่ของตัวเอง หลังจากนับเสร็จอย่างรวดเร็ว เขาก็เก็บแก่นพลังเหล่านั้นไป
“แก่นพลังต้องส่งให้ด้วยเหรอครับ? ไม่ใช่ว่ารางวัลทั้งหมดจะตกเป็นของเราเองหรอกเหรอครับ แล้วทำไมถึงต้องเก็บไปด้วยล่ะครับ?”
พอเห็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ เจียงเฉินก็ตกตะลึงไปเล็กน้อย
ไม่ใช่ว่ารางวัลทั้งหมดจะตกเป็นของตัวเองหรอกเหรอ แล้วทำไมถึงต้องเก็บไปด้วยล่ะ?
โชคดีที่เขาเก็บแก่นพลังคุณสมบัติทองกับคุณสมบัติน้ำไว้แล้ว ไม่อย่างนั้นคงได้ขาดทุนย่อยยับแน่ ๆ
“ใช่ครับ เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุไม่คาดฝันที่ไม่จำเป็น หลังจากที่แก่นพลังถูกเปลี่ยนเป็นคะแนนแล้วพวกเราจะเก็บมันไว้ พอการทดสอบสิ้นสุดลง ผู้เข้าร่วมการประเมินสามารถใช้คะแนนแลกเปลี่ยนเป็นของที่มีมูลค่าเท่ากันได้ครับ”
“ยังแลกเปลี่ยนเป็นของที่มีมูลค่าเท่ากันได้อีกเหรอครับ? ถ้างั้นก็ไม่มีปัญหาแล้ว”
พอได้ยินเจียงเฉินก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก็ตั้งใจจะเอาแก่นพลังอีกสิบกว่าก้อนที่เหลือออกมาด้วยทันที
ถึงแม้คุณสมบัติของแก่นพลังพวกนี้จะใช้ได้ทั้งหมดก็จริง แต่มันเป็นแค่แก่นพลังธรรมดาระดับทองแดง สู้เก็บคะแนนไว้แลกเป็นแก่นพลังกลายพันธุ์ทีหลังน่าจะดีกว่า ผลลัพธ์มันดีกว่ากันเยอะ
แต่ยังไม่ทันที่เจียงเฉินจะได้ทำอะไร เด็กหนุ่มที่ปกคอเสื้อปักตราสัญลักษณ์รูปต้นไม้โบราณคนนั้นก็เดินเข้ามาหาทันที
“สวัสดี ฉันชื่อหลินมู่”
หลินมู่ยิ้มแล้วเดินมาอยู่ตรงหน้าเจียงเฉิน ยื่นมือออกมาให้อย่างเป็นมิตร
“เจียงเฉิน”
เจียงเฉินจับมือแล้วเขย่าเบา ๆ จากนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
ระยะมันใกล้ขนาดนี้ เขาไม่อยากจะเสี่ยงใช้ฝ่ามือเฉียนคุน
“ถ้าฉันมองไม่ผิดล่ะก็ ที่อยู่ในมือนายน่าจะเป็นสมบัติวิเศษระดับทองคำ ฝ่ามือเฉียนคุนใช่ไหม?”
สำหรับท่าทีเย็นชาของเจียงเฉิน หลินมู่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร พยายามหาเรื่องชวนคุยต่อ
พอเห็นว่าหลินมู่จำฝ่ามือเฉียนคุนได้ในทันที เจียงเฉินก็ประหลาดใจอยู่บ้างเหมือนกัน เผลอตั้งท่าป้องกันตัวโดยไม่รู้ตัว
“นายรู้จักมันด้วยเหรอ?”
หลินมู่ยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “แน่นอน เพราะว่าฝ่ามือเฉียนคุนน่ะคุณปู่ของฉันเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง”