เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1 อีสต์บลู หมู่บ้านโคโคยาชิ

ตอนที่ 1 อีสต์บลู หมู่บ้านโคโคยาชิ

ตอนที่ 1 อีสต์บลู หมู่บ้านโคโคยาชิ


รอนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเขารู้เพียงแค่ว่าเขาถูกรถบรรทุกที่วิ่งมาด้วยความเร็วชนจนกระเด็น เมื่อเขาฟื้นสติคืนมา เขาพบว่าตัวเองอยู่ในทะเลและกำลังถูกพัดพาไปยังทิศทางที่ไม่รู้จัก

ความเหนื่อยล้าของร่างกายทำให้เขาไม่อาจว่ายน้ำในทะเลได้แม้แต่น้อย และทำได้เพียงใช้แรงกายที่เหลือน้อยประคองตัวไม่ให้จมลงไปในทะเล

ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังโดนคลื่นที่มาเป็นครั้งคราวซัดใส่จนทำให้เกือบจมลงไป และดื่มน้ำทะเลลงไปอึกใหญ่อย่างไม่ตั้งใจ ซึ่งมันทำให้ทรมานยิ่งกว่าเดิม และร่างกายของเขาตอนนี้อีกไม่เกินหนึ่งชั่วโมงคงได้ตายแน่

โชคดี

เมื่อกำลังกายของเขาใกล้จะหมดลงและเขาไม่สามารถฝืนต่อไปได้ เกาะแห่งหนึ่งก็ได้ปรากฏตรงหน้าเขา

แม้ว่าจะไม่มีแรงอีกแล้วรอนก็ยังพยายามบิดร่างกายของเขา พึ่งพากระแสน้ำพาตัวเองไปยังเกาะตรงหน้า

เมื่อเข้าใกล้เกาะ สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดก็ทำให้ร่างกายของรอนฝืนขีดจำกัดและดูเหมือนจะฟื้นคืนความแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อยทำให้เขาโบกแขนของเขาพาตัวเองไปที่ชายฝั่ง

ว้าว!

ในช่วงที่คลื่นซัด รอนก็รีบวิ่งไปที่ชายหาดจนล้มลงปากกระแทกกับหาดทราย แต่ความยินดีที่รอดชีวิตทำให้ลืมความรู้สึกเจ็บไป

รอนกลิ้งอย่างอิดออดแล้วเงยหน้าขึ้นอย่างไม่เต็มใจและหอบอย่างรุนแรง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสับสน

“ที่นี่มันอะไร?”

ทำไมอยู่ๆมาโผล่ที่ทะเล?

รอนไม่สามารถรวมความทรงจำทั้งก่อนและหลังได้ แต่เขารู้สึกสับสนในใจราวกับว่าความทรงจำบางส่วนมันหายไป

จำไม่ได้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ในที่สุดรอนก็เลิกคิดแล้วมองไปรอบๆ พยายามตัดสินว่าเขาอยู่ที่ไหน

อย่างไรก็ตามเมื่อชำเลืองดูนอกจากทะลที่รุนแรงและหาดทรายสีทอง ก็มีเพียงอาคารแปลกๆที่ด้านหลังเกาะ แม้ว่ามันจะดูคุ้นตาแต่ฉันก็จำไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน

นึกได้ไม่นานความคิดของรอนก็ถูกรบกวนด้วยความหิว

“ต้องหาอะไรมากิน…”

กดมือลงไปที่ท้องรอนก็พยุงตัวขึ้นแล้วปีนขึ้นไป เขารู้สึกว่าในสถานการณ์ปัจจุบันของเขาหากเขาไม่หาอะไรกิน เขาคงตายอยู่บนหาด แต่ก่อนที่รอนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปที่เกาะ ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นด้านหลังรอนแล้วรีบวิ่งมาหาเขา ดึงเสื้อของรอนแล้วลากเขาไปที่เกาะ

“!?”

รอนตกใจและพยายามดิ้นรนแต่พลังของมือนั้นมันเยอะมาก แม้ว่าเขาจะอยู่ในสภาพปกติก็ไม่น่าสามารถสู้แรงได้ ไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ที่เขาอ่อนแอและเกือบจะตาย

รอนพยายามหยุดอีกฝ่ายแต่เสียงของเขาเบาและแหบแห้ง เขาแทบพูดอะไรไม่ออกและอีกฝ่ายก็ไม่ได้ยิน

มนุษย์กินคน?

พวกป่าเถื่อน?

มีคำไม่กี่คำโผล่ขึ้นมาความคิดของเขาซึ่งมันทำให้รอนรู้สึกหวาดกลัว สิ่งที่ทำให้เขาตกใจยิ่งกว่าเดิมคือเมื่อเขาหันศรีษะไปมอง ร่างที่เขาเห็นนั้นเป็นสีม่วงซึ่งเห็นได้ชัดว่ามันไม่ใช่สีของมนุษย์ปกติ

เมื่อเลื่อนดวงตาของเขาไปที่ศรีษะของชายคนนั้น เขาไม่เห็นเส้นผมแต่มีหนวดแปลกๆที่กำลังบิดไปมา

แม่งเอ้ย!

แม่งอะไรวะ! ที่นี่มันที่ไหน!?

ดวงตาของรอนเบิกกว้างอย่างรุนแรงจากการเห็นภาพที่เหลือเชื่อ เขาบอกตัวเองในใจว่ามันแค่ฝัน แต่ความเจ็บปวดที่ถูกลาก ความเจ็บปวดจากผิวถูกับพื้นดินทำให้เขารู้ว่านี่ไม่ใช่ฝัน นี่เรื่องจริง!

ในขณะที่รอนพยายามต่อสู้ด้วยกำลังทั้งหมดของเขา อยู่ๆตัวของเขาก็เบาและถูกสัตว์ประหลาดสีม่วงโยนลอยกลางอากาศไปตกลงที่ลานบ้าน

“กัปตันอารอน ผมเจอมนุษย์บนฝั่งสงสัยจะถูกคลื่นซัดมา”

สิ่งมีชีวิตที่ขว้างลอนไปที่ลานกว้างเปิดปากของเขาไปที่ลานบ้าน ภาษาที่มันใช้ไม่ใช่ภาษาที่รอนคุ้นเคย แต่น่าแปลกที่เขาเข้าใจมันทั้งหมด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำแรกที่พ่นออกจากปากทำให้รอนตกใจอยู่ครู่นึง

กัปตัน...อารอน?

ชื่อที่คุ้นเคยอย่างอธิบายไม่ถูกทำให้อารมณ์ของรอนเกาะกุมไปทั้งหัวใจ ความเจ็บปวดที่ร่างกายเกือบแตกสลายถูกทิ้งไว้ด้านหลัง

เขาหันหัวอย่างยากลำบากและมองเข้าไปในลาน บนเก้าอี้ตรงนั้นเขาเห็นร่างที่เขาคุ้นเคยแล้วดวงตาของเขาก็มืดมน

เป็นเขาจริงๆ!

อารอน!

เหมือนกับในความจำ ลักษณะตรงกันอย่างสมบูรณ์!

“งั้นที่นี่คือ...โลกวันพีช!?”

รอนเค้นตาอย่างแรงเพื่อให้แน่ใจว่าเขาของไม่ผิด และอารมณ์ของเขาก็ค่อยๆตื่นเต้น

นี่คือหนึ่งในโลกที่เขาโปรดปราน จินตนาการมานับครั้งไม่ถ้วนว่าสามารถมาที่นี่ได้ แต่ฉันไม่ได้หวังว่าจะได้มาในโลกนี้จริงๆ!

อารอนนั่งเอนกายเปิดตามองรอนที่อยู่บนพื้นแล้วพูดว่า “เกยฝั่งงั้นเหรอ? เราไม่ใช่ที่หลบภัยนะ อืม..ทำตามกฏของที่นี่ด้วยล่ะ 1แสนเบรีต่อคน”

โอบิที่ลานบ้านมองไปที่รอนซึ่งเปียกโชกสวมแค่เสื้อเชิ้ตและกางเกงขาสั้น “มนุษย์นี่ไม่มีเงินหรอก...”

“งั้นฆ่ามัน”

เสียงขี้เกียจของอารอนเอ่ยออกมา เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับเงินจากคนที่มาเกยฝั่ง

บทสนทนาที่เรียบง่ายของอารอนและโอบิแต่มันเป็นเหมือนกับการสาดน้ำเย็นใส่หน้าของรอน

ตามเนื้อเรื่องรอนแน่ใจว่าประโยค ‘ฆ่ามัน’ นี้ไม่ใช่เรื่องตลก แต่มันเป็นการเอามีดมาหั่นตัวเขาเป็นชิ้นๆจริงๆ

การได้มาที่โลกของวันพีชทำให้เขามีความสุขและตื่นเต้นแน่นอน แต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าเขามันผิดไปหน่อย! มันน่าอนาถที่ต้องตายทันที! เขายังไม่ทันแตะผลปีศาจเลย!

ความคิดหาวิธีเอาตัวรอดพุ่งพล่านอย่างดุเดือด แต่เห็นได้ชัดว่าอารอนไม่ตั้งใจจะให้เวลารอนคิด

ในเวลานี้ร่างของรอนไม่ต่างกับแตกสลายไปแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องวิ่งหนี ต่อให้อยู่สภาพปกติก็ไม่อาจหลบหนีจากสัตว์ประหลาดอย่างอารอนได้

ดูกระบอกในมือของโอบิกำลังใกล้เข้ามา รอนไม่อาจต่อต้านได้แม้จะฝืนด้วยพลังทั้งหมดแต่แขนเขาก็ยังขยับไม่ได้

แต่ก่อนที่กระบองจะตกลงมา ก็มีเสียงใสดังขึ้น

“รอก่อน!”

โอบิหยุดโดยไม่รู้ตัวและกระบองก็ห่างจากหน้ารอนไม่ถึงฟุต แม้ว่ารอนจะมีสภาวะจิตใจที่เข็งแข็งแต่หัวใจเขาก็เกือบจะหยุดเต้นอยู่ดี

เขาหันศรีษะไปทางทิศทางของเสียง และเห็นเด็กผู้หญิงอายุ 14 ปีอยู่ตรงนั้นพร้อมกับผมสีส้มสั้นๆ ตัวเล็กและน่ารัก ที่เขาจำตัวตนของอีกฝ่ายได้อย่างรวดเร็ว

นามิ!

ดูเหมือนอายุ 14 หรือ 15 ปีเท่านั้น

กล่าวอีกนัยนึงเวลานี้คือช่วงก่อนลูฟี่ออกทะเล 3 ถึง 4 ปี ตามอายุของนามิรอนเดาจากเรื่องนั้นแล้วเขาก็โล่งใจ

แม้ว่านามิไม่รู้จักเขาแต่ด้วยนิสัยของนามิ ก็ไม่มีทางปล่อยให้เขาถูกฆ่าโดยมนุษย์เงือก

ตราบใดที่เขาสามารถอยู่รอดได้ ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ต่อหน้าความยากลำบากแม้ว่าเขาจะไม่มีอะไรเลยก็ตาม เขาก็มั่นใจที่จะอยู่รอดโดยอาศัยความเข้าใจในโลกนี้และออกทะเล

“โอ้ เธอกลับมาแล้ว”

เมื่อเห็นนามิที่ลานบ้าน อารอนก็ลุกจากเก้าอี้แล้วยิ้มให้ “หลังจากออกไปตั้งนาน...ฉันว่าจะส่งคนไปตามหาถ้าเธอยังไม่กลับมา”

นามิขมวดคิ้วแล้วมองไปที่รอนที่นอนอยู่บนพื้น ในตอนแรกเธอคิดว่ารอนเป็นชาวบ้านในหมู่บ้านโคโคยาชิดังนั้นเธอจึงหยุดโอบิอย่างไม่ลังเล แต่นี่กลับเป็นคนแปลกหน้า

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น”

นามิมองไปที่อารอนแล้วขมวดคิ้ว

อารอนกางมือแล้วพูดว่า “ไม่มีอะไร เจ้านี่ถูกคลื่นซัดมาเกยฝั่ง และเจ้านี่ไม่รู้ว่ามาจากไหนแถมไม่มีเงินจ่าย ตามกฎของที่นี่ไม่มีสิทธิ์มีชีวิตถ้าเขาไม่สามารถจ่ายเงินได้”

อารอนยิ้มแล้วพูด “เฮ้ โอบิอย่าทำที่ลานสิเดี๋ยวเลือดมันก็เปรอะไม่หมด โยนมันออกไปก่อน”

“โอเค กัปตันอารอน!”

โอบิตอบรับอย่างเซื่องซึมแล้วยื่นมือมาที่รอนและลากเขาออกไปจากลานบ้าน

นามิที่ได้ยินคำพูดของอารอนก็นึกถึงแม่บุญธรรมเบลเมลและเห็นว่าโอบิต้องการลากรอนออกมา เธออดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วพูดว่า “หยุด”

“โอเค?”

อารอนมองไปที่นามิแล้วยิ้ม “เธอต้องการให้ไว้ชีวิตเขางั้นเหรอ? น่าเสียดายที่กฎที่นี่ไม่สามารถยกเลิกได้โดยพลการเว้นแต่ว่าเขาจะสามารถเอา 100,000 เบรีมาจ่ายเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อได้”

ไม่สำคัญว่ารอนจะถูกฆ่าหรือไม่ ก็แค่ผู้ลี้ภัยที่เรืออับปางไม่เป็นอะไรที่นามิจะปล่อยไป แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้นามิทิ้งความคิด "กฎจะต้องไม่ถูกทำลาย" ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ไม่งั้นก็ ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ไม่มีการปล่อยหมู่บ้านทั้งหมดของโคโคยาชิหรือ?

นามิชำเลืองมองรอน และตอนนี้ทุกคนจะเห็นได้ว่ารอนนั้นไม่มีเงินเบรีซ่อนอยู่ตามตัวเลย

ในเวลานี้ แม้ว่านามิจะยอมรับอารอนที่จะใช้ 100ล้านเบรีเมื่อไถ่หมู่บ้านโคโคยาชิ แต่เธอมีเพียง 3แสนเบรีจากการเดินทางหลายครั้ง ถ้าจะช่วยรอนเธอต้องจ่ายทันทีหนึ่งแสนเบรี

แม้ว่าจะไม่ใช่คนรู้จักกัน แต่การดูรอนถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตาของเธอ นามิไม่สามารถทำได้นอกจากนี้คำพูดของอารอนก็กระตุ้นความทรงจำของเธอที่มีต่อเบลเมล

นามิกำลังดิ้นรน แต่รอนกลับสงบ

แม้ว่านามิจะไม่ช่วยเขา เขาก็คิดหาวิธีที่จะออกไปได้แล้ว แต่นั่นก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน

หนึ่งแสนเบรี

นามิที่อายุแค่ 14 หรือ 15 ปี เป็นเงินจำนวนหนึ่งที่ต้องใช้ความพยายามและความเสี่ยงอย่างมากในการได้มา มันไม่เกี่ยวกับว่ามีเงินมากหรือน้อย

ไม่กี่วินาทีแต่เหมือนว่านานเป็นปี

ในที่สุดนามิก็ตัดสินใจได้ เธอสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วหยิบเงินออกมาจากกระเป๋าของเธอ

“เหอ...ใจกว้างจริงๆ”

อารอนยิ้มแล้วหยิบเงินขึ้นมาโบกมือให้โอบิแล้วพูดว่า “โอเค มนุษย์ชีวิตยังเป็นของแก”

เมื่อเห็นฉากนี้รอนถอนหายใจออกมาแล้วมองไปที่ท้องฟ้าสีคราม

ความเมตตา ความฉลาด ร่างกายที่อ่อนนุ่ม เสียงที่น่ารัก

เธอโคตรเยี่ยม

จบบทที่ ตอนที่ 1 อีสต์บลู หมู่บ้านโคโคยาชิ

คัดลอกลิงก์แล้ว