- หน้าแรก
- ฺซื่อเหอหยวน : ฉันมีระบบข่าวกรองจากสวรรค์
- บทที่ 29 : ข่าวดี
บทที่ 29 : ข่าวดี
บทที่ 29 : ข่าวดี
บทที่ 29 : ข่าวดี
อีกด้านหนึ่ง หมู่บ้านตระกูลหลิ่วที่อยู่ข้าง ๆ
ในตอนนี้ผู้ใหญ่บ้านหลิ่วกำลังฟังรายงานของหลิ่วเฟยกับพวกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
หลังจากได้รู้ว่าหลี่เทียนหาธุรกิจทำเงินมาได้ถึงสองอย่างภายในสามวันจริง ๆ
สีหน้าของผู้ใหญ่บ้านหลิ่วก็ดูย่ำแย่ลง
“ไม่นึกเลยว่าหลี่เทียนจะทำได้จริง ๆ เขาเก่งกาจเกินไปแล้ว สามวันหาได้สองธุรกิจ น่าเจ็บใจนัก”
“น่าเจ็บใจจริง ๆ ครับ แต่พวกเราก็ทำอะไรไม่ได้ อย่างไรเสียพวกเราก็ไม่มีความสามารถเหมือนหลี่เทียน”หลิ่วโก่วเซิ่งถอนหายใจ
“ใช่แล้ว หลี่เทียนเป็นนักเรียนสายอาชีวะเป็นปัญญาชนผู้มีความรู้ที่มาจากในเมือง ความสามารถสูงส่งนัก”
หลิ่วเฟยพยักหน้าเห็นด้วยรู้สึกว่าหลี่เทียนไม่ใช่คนธรรมดา
“จริงสิธุรกิจที่สองของหลี่เทียนคืออะไร ? ข้าอยากรู้หน่อย”ผู้ใหญ่บ้านหลิ่วถามต่อ
“ไม่ทราบครับ ข้อมูลเรื่องนี้เราสืบไม่ได้เลย” หลิ่วเฟยส่ายหน้าอย่างจนใจ
“สืบไม่ได้ ? พวกแกนี่มันโง่จริง ๆ เรื่องแค่นี้ยังสืบไม่ได้” ผู้ใหญ่บ้านหลิ่วรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง
“พวกเราก็จนปัญญาครับ อย่างไรเสียเวลามันก็สั้นเกินไป แต่พวกเรายังมีข่าวสำคัญอย่างอื่นอีกเป็นผลประโยชน์ที่หลี่เทียนหามาให้หมู่บ้านตระกูลหนิวเหมือนกัน และยังเป็นผลประโยชน์ก้อนใหญ่ด้วย”หลิ่วเฟยกล่าวอีกครั้ง
“ยังมีผลประโยชน์อย่างอื่นอีก ? ไอ้หนูหลี่เทียนนี่มันทำอะไรไปบ้าง ?”
สีหน้าของผู้ใหญ่บ้านหลิ่วก็ยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก พวกเขากับหมู่บ้านตระกูลหนิวมีความขัดแย้งกันมานานหลายปีแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ชอบหน้ากัน เมื่อก่อนพวกเขาสามารถกดขี่หมู่บ้านตระกูลหนิวได้หนึ่งขั้น เวลาเจอกันยังสามารถโอ้อวดได้อย่างลำพองใจ แต่ทว่าตอนนี้เพียงเพราะปัญญาชนผู้มีความรู้ที่ชื่อหลี่เทียนคนเดียว หมู่บ้านตระกูลหนิวถึงกับกำลังจะรุ่งเรืองขึ้นมา นี่ทำให้ผู้ใหญ่บ้านหลิ่วรู้สึกทุกข์ใจอย่างยิ่งเขาทำได้เพียงกัดฟันกล่าว
“ผลประโยชน์ก้อนใหญ่อะไร ?”
“หมูป่าครับ หมูป่าตัวใหญ่หนักประมาณสองร้อยชั่ง อ้วนมากเลย” หลิ่วโก่วเซิ่งอธิบาย
“หมูป่า ? หมูป่าสองร้อยชั่ง ? เป็นไปได้อย่างไร ? แถวหมู่บ้านของเราไม่มีหมูป่าแล้วนะ”
ผู้ใหญ่บ้านหลิ่วไม่อยากจะเชื่อราวกับกำลังฝันไป
“จริงครับพวกเราเห็นกับตาตัวเองเลย และหมูป่าตัวนี้ก็เพิ่งจะพลัดตกเขาตายด้วย เป็นหลี่เทียนที่บังเอิญไปพบเข้าแล้วหาคนไปลากกลับมา ครั้งนี้หมู่บ้านตระกูลหนิวได้กำไรงามจริง ๆ”
หลิ่วเฟยอธิบายต่อไปในดวงตาเต็มไปด้วยความอิจฉา
“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง ถึงกับเป็นหมูที่พลัดตกเขาตายอีก โชคของหลี่เทียนดีเกินไปแล้วมั้ง”
ผู้ใหญ่บ้านหลิ่วยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ใจ รู้สึกว่าสภาพจิตใจแทบจะระเบิด สาเหตุหลักคือหมู่บ้านตระกูลหนิวได้กำไรงามจริง ๆ แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้เลยทำได้เพียงโกรธแต่ทำอะไรไม่ได้
“ผู้ใหญ่บ้านครับ พวกเราก็รีบไปหาปัญญาชนผู้มีความรู้กันเถอะครับ ขอแค่มีปัญญาชนผู้มีความรู้ พวกเราจะต้องรุ่งเรืองขึ้นอย่างแน่นอน”หลิ่วเฟยเสนอ
“ดี พวกเราไปที่เทศบาลกันเดี๋ยวนี้เลย ไปเร่งอีกหน่อย จะต้องหาปัญญาชนผู้มีความรู้มาให้ได้”
ผู้ใหญ่บ้านหลิ่วก็เกิดความมุ่งร้ายขึ้นมาเช่นกัน สาบานว่าจะต้องหาปัญญาชนผู้มีความรู้มาให้ได้
แต่ก่อนหน้านั้นเขาอยากจะรู้ว่าธุรกิจที่สองของหลี่เทียนคืออะไรกันแน่
เขาขี้เกียจส่งคนไปสืบแล้ว เขาตัดสินใจที่จะไปด้วยตนเองไปถามตรง ๆ เลย
ด้วยความคิดเช่นนี้ผู้ใหญ่บ้านหลิ่วก็นำหลิ่วโก่วเซิ่งและหลิ่วเฟยมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านตระกูลหนิว
.........
ปากทางเข้าหมู่บ้านตระกูลหนิว ชาวบ้านลงไปทำงานในไร่นาแล้ว
แต่ทุกคนรู้ว่าวันนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อจะมาดังนั้นทุกคนจึงทำงานไปพลางมองไปยังปากทางเข้าหมู่บ้านไปพลาง เป็นไปตามคาดไม่นานนักรถจักรยานคันหนึ่งก็ค่อย ๆ ขี่มาจากไกล ๆ
เมื่อเห็นจักรยานแล้ว ชาวบ้านต่างก็ตื่นเต้นจนไม่มีแก่ใจจะทำงานแล้ว
“ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อมาแล้ว เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อมาแล้ว”
“ข้ารู้แล้ว ข้าจะไปต้อนรับเอง” ผู้ใหญ่หนิววิ่งไปยังปากทางเข้าหมู่บ้านอย่างมีความสุข รอคอยการปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อ
ในไม่ช้า เหอเจิ้นหัวและเหอซิงกั๋วก็มาถึง
หลังจากทั้งสองฝ่ายจับมือกันอย่างเป็นมิตรแล้วผู้ใหญ่หนิวก็นำคนทั้งสองมุ่งหน้าไปยังที่พักของหลี่เทียน
ในขณะนี้
หลี่เทียนกำลังนำหนิวหมาจื่อและหนิวถู่โต้วนำถั่วเขียวที่แช่ไว้แล้วใส่ลงไปในถาดเพาะทีละถาด
รอให้ใส่ของเหล่านี้เสร็จแล้ว ผ่านไปสักสี่ห้าวันถั่วงอกก็จะเจริญเติบโตเต็มที่ สามารถนำไปขายได้แล้ว
ในขณะนั้นเอง หนิวเสี่ยวเฟิงก็วิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน นำข่าวที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อมาถึงแล้วมาบอกกับหลี่เทียน
“โอ้ ? เหอเจิ้นหัวมาด้วยกันเลยเหรอ แถมยังนำของขวัญมาอีกไม่น้อย ?”
หลี่เทียนสะบัดหยดน้ำบนมือออกแล้วรีบเดินออกไปนอกประตูบ้านเตรียมที่จะไปต้อนรับ
เพิ่งจะเดินออกจากประตูบ้านก็พบกับพวกของเหอเจิ้นหัวพอดี
ทั้งสองฝ่ายต่างก็ทักทายแนะนำตัวกันอย่างอบอุ่น
เมื่อเหอเจิ้นหัวนำของขวัญที่นำมายัดใส่อ้อมแขนของหลี่เทียน หลี่เทียนก็ขมวดคิ้วขึ้น
สาเหตุหลักคือของขวัญเยอะเกินไป เขารับไว้ลำบากใจอยู่บ้าง
“เจิ้นหัว พวกคุณนำของมาเยอะเกินไปแล้วไม่จำเป็นเลย ทุกคนต่างก็ลำบาก”
“ไม่เป็นไรน่าทุกคนก็เป็นเพื่อนกันให้คุณก็รับไว้เถอะ”
เหอเจิ้นหัวหัวเราะอย่างมีเลศนัยเห็นได้ชัดว่าอยากจะผูกมิตรกับหลี่เทียน
เหอซิงกั๋วที่อยู่ข้าง ๆ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีความเห็นต่าง แต่ในเวลานี้ก็ต้องรีบพยักหน้าแสดงว่าควรจะให้
หลี่เทียนทำได้เพียงกล่าวอย่างจนใจ
“เข้ามาข้างในก่อนเถอะครับ พอดีว่ามีข่าวดีจะบอกพวกคุณ”
“ข่าวดี ? ข่าวดีอะไรเหรอครับ ?” เหอเจิ้นหัวและเหอซิงกั๋วงุนงง
“พวกคุณดูแล้วก็จะรู้เอง”
หลี่เทียนนำคนทั้งสองเดินเข้ามาในลานบ้านสิ่งแรกที่เห็นก็คือกะละมังไม้ทีละใบ
ในกะละมังไม้คือถาดเพาะวางถั่วเขียวไว้มากมาย
แต่พวกเขาก็แค่เหลือบมองแวบเดียวก็ไม่ได้มองถั่วเขียวอีกต่อไป
แต่กลับมองไปยังรถลากใต้เพิงอย่างตกตะลึง เพราะบนรถนั้นถึงกับมีหมูป่าตัวใหญ่ตัวหนึ่งอยู่
หมูป่าตัวนี้อ้วนมากทีเดียว หนักประมาณสองร้อยชั่ง หมูป่าตัวนี้ทำให้เหอซิงกั๋วตกใจอย่างมาก
เพราะเขาเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อในโรงงาน ต้องการเสบียงต่าง ๆ อย่างมากโดยเฉพาะเนื้อสัตว์
หากเขาสามารถนำหมูป่าตัวใหญ่กลับไปได้ เขาก็จะเป็นผู้สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ให้กับฝ่ายจัดซื้อได้อย่างแน่นอน นี่เองที่ทำให้เหอซิงกั๋วตื่นเต้นขึ้นมาทันที
เหอเจิ้นหัวที่อยู่ข้าง ๆ ก็เช่นกันเขาถามอย่างรีบร้อน
“หลี่เทียน หมูป่าตัวใหญ่นี่คือข่าวดีเหรอ ?”
“ใช่ครับหมูป่าพลัดตกเขาตาย หมู่บ้านเตรียมจะขาย พี่เหอสนใจจะรับซื้อไหมครับ ?” หลี่เทียนถาม
“สนใจสิ สนใจมาก ๆ เลย” เหอซิงกั๋วตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก ตื่นเต้นจนอยากจะกระโดดโลดเต้นสักสองสามที