เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 32 อมตะเหนือกาลเวลา

บทที่ 32 อมตะเหนือกาลเวลา

บทที่ 32 อมตะเหนือกาลเวลา


รูปทรงที่มีเอกภาพในที่ว่าง...

ช่างเป็นชื่อที่เรียกยากจริงๆ!

นี่คือปฏิกิริยาแรกของทุกคน

แต่พวกเขาก็รู้ดีกว่าว่าชื่อของผลงานไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

สิ่งสำคัญคือความหมายแฝงของผลงาน และแนวคิดการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของไป๋เย่ ดินเหนียวกองหนึ่งไม่ได้มีค่าอะไรมากนัก แต่เมื่อมันอยู่ในมือของศิลปิน กลายเป็นประติมากรรมที่มีเอกลักษณ์ ก็จะถูกมอบความเป็นศิลปะและมีคุณค่าขึ้นมา

“มิติ การเคลื่อนไหว รูปทรง”

หัวหน้าแผนกหยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามอีกครั้งว่า “คุณคิดได้อย่างไรว่าจะรวมสามสิ่งนี้เข้าด้วยกัน?”

“ส่วนใหญ่เป็นเพราะเมื่อสักครู่ ผมเห็นคนกำลังวิ่งอยู่ในลานกีฬา ความเร็วของเขารวดเร็วมาก การเคลื่อนไหวของแขนและขาเหลือเพียงภาพติดตาเท่านั้น”

ไป๋เย่ยิ้มแล้วพูดว่า “สิ่งนี้ทำให้ผมนึกถึง เพื่อนบ้านของผม บอชโชนี [1] เขาเป็นช่างภาพ เคยถ่ายภาพที่แสดงถึงความต่อเนื่องของการเคลื่อนไหวของร่างกาย ภาพแต่ละภาพร่างกายจะอยู่นิ่ง แต่ท่าทางกลับต่อเนื่องกัน”

“ผมเคยเห็นภาพเหล่านั้นแล้วก็เกิดแรงบันดาลใจขึ้นมา ตอนนี้เมื่อนำมาผสมผสานกับฉากจริง ก็ทำให้ผมเกิดความคิดแวบขึ้นมาว่า จะต้องแสดงความต่อเนื่องของการเคลื่อนไหวบนประติมากรรมที่หยุดนิ่งให้ได้”

ไป๋เย่พูดช้าๆ ว่า “พูดตามตรง ประติมากรรมนั้นหยุดนิ่ง การจะปั้นให้มันมีลักษณะของการเคลื่อนไหวนั้นยากมาก ตอนแรกผมยังคิดว่าจะใช้รูปแบบหลายมือหลายขาเพื่อแสดงแนวคิดนี้”

“แต่เมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้ง ผมก็รู้สึกว่าแบบนั้นไม่ได้ มันดูซ้ำซ้อนเกินไป โครงสร้างที่ซับซ้อนไม่เพียงพอที่จะแสดงถึงลักษณะของการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง และยังไม่มีความเป็นศิลปะอีกด้วย”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์หรือนักศึกษาต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย

ประติมากรรมหลายมือหลายขา ถ้าไม่ใช่เจ้าแม่กวนอิมพันมือ ปั้นออกมาจริงๆ คงจะดูดาษดื่น

“ดังนั้นผมจึงคิดต่อไป...”

ไป๋เย่อธิบายถึงกระบวนการทางความคิดของเขา “จะทำอย่างไรให้ประติมากรรมดูพริ้วไหว? พวกคุณคงจะรู้ว่าผมเคยเรียนศิลปะนามธรรม และลัทธินามธรรมโดยพื้นฐานแล้วคือการทำลดทอน การแยกส่วนและตัดทอนสิ่งที่เป็นรูปธรรมออกไป นี่คือสิ่งที่ผมชอบทำที่สุด”

“เพราะเมื่อคนเราเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ความเร็วของการเหวี่ยงแขนจะเร็วพอที่ตาจะจับไม่ทัน จะเห็นเพียงภาพติดตา หรือแม้กระทั่งแขนจะดูเหมือนหายไป”

“เมื่อคนวิ่งเร็วๆ มองจากไกลๆ ก็คงจะเห็นแค่ลำตัว ส่วนมือและศีรษะก็จะถูกมองข้ามไป ดังนั้นผมจึงไม่ลังเลที่จะตัดศีรษะและมือของประติมากรรมออกไป”

คนข้างๆ ได้ฟัง แววตาก็พลันสั่นไหว

ไม่พูดถึงศิลปะนามธรรมก็ดีไป พอพูดถึง ทุกคนก็นึกถึงการ “ทรยศ” ของไป๋เย่ ผู้ทรยศจากภาควิชาประติมากรรมสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมที่แม้แต่พวกเขาก็ต้องยอมรับ

อารมณ์ของพวกเขาช่างซับซ้อนเสียจริง

แต่พูดอีกอย่างหนึ่ง ศิลปะนามธรรมมันวิเศษขนาดนั้นเลยหรือ?

นักศึกษาบางคนเริ่มสงสัย แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เรียนวาดภาพนามธรรม แต่ศิลปะก็มีความเชื่อมโยงกัน ในหลักสูตรของพวกเขาก็มีความรู้เกี่ยวกับประติมากรรมนามธรรมเช่นกัน พวกเขาก็เคยเรียนอย่างเป็นระบบมาแล้ว

ทำไมเรียนเหมือนกัน แต่ไป๋เย่กลับโดดเด่นขนาดนี้?

ความคิดล่องลอยไปครู่หนึ่ง ทุกคนก็ดึงสติกลับมา ฟังคำอธิบายของไป๋เย่ต่อไป

“หลังจากแยกส่วนและตัดทอนแล้ว ผลงานก็เปลี่ยนรูปไปแล้ว”

ไป๋เย่เล่าอย่างเพลิดเพลิน “เพียงแต่ผลงานที่เปลี่ยนรูปนี้ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของผม เพราะลำตัวที่ไม่มีศีรษะไม่มีมือ แม้จะมีความหมายของการวิ่งอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่เร็วพอ”

“ความรู้สึกของการเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงนั้น ยังไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

ไป๋เย่ครุ่นคิดแล้วพูดว่า “ในตอนนั้น ผมก็นึกถึงภาพถ่ายของเพื่อนบ้านบอชโชนี ในภาพถ่ายของเขา ร่างกายที่ปรากฏเป็นภาพซ้อน แขนขาก็เปลี่ยนรูปไป”

“ในชั่วพริบตานั้น ผมก็รู้แล้วว่าผมควรจะปั้นผลงานอย่างไร”

ไป๋เย่ยิ้มแล้วพูดว่า “ในความคิดของผม ถ้าร่างกายมนุษย์หลุดพ้นจากข้อจำกัดของมิติ การเปลี่ยนแปลงของแขนขาก็จะต้องน่าทึ่งอย่างยิ่ง ความรู้สึกพริ้วไหวของเสื้อผ้าก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น”

ระหว่างที่พูด เขาก็เสริมว่า “จริงๆ แล้วผลงานชิ้นนี้ ถ้าสามารถหล่อด้วยโลหะอย่างทองสัมฤทธิ์ได้ ความรู้สึกของการเคลื่อนไหวที่โค้งมนพริ้วไหวนั้นน่าจะถ่ายทอดได้ดียิ่งขึ้น”

ความยืดหยุ่นของโลหะย่อมมีมิติมากกว่าดินเหนียวแน่นอน

เขาเล่าจบ ในที่เกิดเหตุก็เงียบสงัด ทันใดนั้นเติ้งเส้าอิงก็ปรบมือเบาๆ เสียงปรบมือก็ดังขึ้น

จากนั้น เสียงปรบมือดั่งฟ้าร้องก็ดังก้องไปทั่วสตูดิโอสร้างสรรค์งาน สะท้อนไปถึงท้องฟ้า

ไป๋เย่ตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วมุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็ดูผ่อนคลายและสบายใจขึ้น

รอจนเสียงปรบมือซาลง

หัวหน้าแผนกหยางที่อยู่ข้างๆ ก็พูดขึ้นมาทันทีว่า “ผลงานชิ้นนี้ของคุณ ไม่ใช่แค่ประติมากรรมนามธรรมธรรมดาๆ รู้สึกเหมือนจะมีองค์ประกอบอื่นอยู่ด้วย...”

“เอ๊ะ?”

ไป๋เย่ตกใจเล็กน้อย รู้สึกประหลาดใจ

จากการแนะนำของเติ้งเส้าอิงและคำพูดของนักศึกษาข้างๆ เขาย่อมรู้ถึงตัวตนของหัวหน้าแผนกหยาง ไม่ใช่แค่หัวหน้าภาควิชาประติมากรรม แต่ยังเป็นปรมาจารย์ด้านประติมากรรมที่เคยรับมอบหมายให้สร้างสรรค์ประติมากรรมที่จัตุรัสกีฬามาก่อน

ผลงานของอีกฝ่ายถูกปฏิเสธไป ตอนนี้ผู้ที่มารับช่วงต่อคือไป๋เย่

นี่ถือว่าเป็นศัตรูคู่แค้นหรือไม่?

แม้ว่าอีกฝ่ายจะถูกปฏิเสธก่อน ถึงจะมีการประกวดราคากัน เรื่องนี้จะโทษไป๋เย่อย่างไรก็ไม่ได้ แต่ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไร

อย่างไรก็ตาม การที่ไป๋เย่ได้พบกับเขา ย่อมต้องสุภาพอ่อนน้อม ไม่อยากให้ใครมาว่าได้

แต่ก็ไม่คิดว่าปรมาจารย์ด้านประติมากรรมท่านนี้จะมีสายตาแหลมคม สามารถมองออกได้ว่านี่ไม่ใช่ประติมากรรมนามธรรม

พูดให้ถูกก็คือ นี่คือผลงานชิ้นเอกของประติมากรรมลัทธิอนาคตนิยม

ผู้สร้างสรรค์ผลงานคือบอชโชนีในโลกเดิมเขาเป็นบุคคลตัวแทนที่โดดเด่นของลัทธิอนาคตนิยม ไม่ใช่แค่จิตรกร ประติมากร แต่ยังเป็นนักทฤษฎีของขบวนการอนาคตนิยมอีกด้วย

เขาได้เขียนแถลงการณ์จิตรกรรมลัทธิอนาคตนิยม และแถลงการณ์ประติมากรรมลัทธิอนาคตนิยม สนับสนุนให้ต่อสู้กับศิลปะแบบดั้งเดิม

นี่เป็นคำพูดที่สุภาพ ที่จริงแล้วคำพูดเดิมคือ: ช่างแม่งวัฒนธรรมดั้งเดิมทั้งหมด กวาดล้างมรดกทางวัฒนธรรมทั้งหมดตั้งแต่สมัยโรมันโบราณ สนับสนุนให้ทำลายพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด และสถาบันการศึกษาทั้งหมด

สำหรับลัทธินี้ ในโลกเดิมคนที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญคงจะเคยได้ยินน้อยมาก

เพราะมันมีอยู่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ

ตั้งแต่ปี 1909 จนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ก็ได้หายสาบสูญไป

เหตุผลง่ายๆ คือ สมาชิกของลัทธิอนาคตนิยม พวกเขาสนับสนุนสงคราม ยกย่องสงครามสมัยใหม่อย่างสูงส่ง ถือว่าสงครามเป็นรูปแบบศิลปะขั้นสูงสุด

ดังนั้นศิลปินลัทธิอนาคตนิยมจำนวนมากจึงเสียชีวิตในสงครามโลกทั้งสองครั้ง

ประกอบกับกระแสต่อต้านสงครามที่เพิ่มขึ้น ทุกคนจึงไม่ค่อยชอบนักอนาคตนิยมที่สนับสนุนสงคราม

ลัทธินี้จึงได้สิ้นสุดลง

แต่ความคิดของพวกเขากลับถูกศิลปินคนอื่นสืบทอดมา แม้กระทั่งองค์ประกอบบางอย่างที่ลัทธิอนาคตนิยมสนับสนุน ในโลกเดิมจนถึงปัจจุบันก็ยังคงเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมตะวันตก

อาจกล่าวได้ว่า มีลัทธิอนาคตนิยมก่อน ถึงจะมีศิลปะการสร้างสรรค์ ศิลปะนามธรรม... ในภายหลัง

ผลงานรูปทรงที่มีเอกภาพในที่ว่างชิ้นนี้ ก็คือผลงานชิ้นเอกที่บอชโชนีสร้างสรรค์ขึ้นอย่างประณีตเพื่อนำแนวคิดของตนเองไปปฏิบัติให้บรรลุผล ในยุคนั้น ผลงานเช่นนี้ย่อมมีความกล้าหาญและพลิกโฉมอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม หนึ่งร้อยปีผ่านไป แม้จะมองด้วยสายตาของยุคปัจจุบัน ก็ยังคงรู้สึกว่าผลงานชิ้นนี้ล้ำสมัยและเหนือยุคสมัย

จะเห็นได้ว่าของคลาสสิกก็คือของคลาสสิก ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ไม่ว่าจะผ่านไปร้อยปี หลายร้อยปี หรือแม้กระทั่งพันปี ผ่านกาลเวลามานับไม่ถ้วน ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของมันได้

ผลงานคลาสสิกเช่นนี้ จะกลายเป็นอมตะไปพร้อมกับกาลเวลา!

มันคู่ควรกับคำชื่นชมทุกประการ

ขณะที่หัวหน้าแผนกหยางกำลังครุ่นคิดอยู่ เติ้งเส้าอิงที่อยู่ข้างๆ ก็ขัดจังหวะว่า “เหล่าหยาง พอแล้ว ของก็วางอยู่ตรงนี้ คุณมีเวลาเหลือเฟือที่จะค่อยๆ ศึกษาและตีความ ไม่ต้องรีบร้อน”

“เรื่องเร่งด่วนในตอนนี้ มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น”

เติ้งเส้าอิงมีสีหน้าเคร่งขรึม กวาดตามองไปรอบๆ แล้วพูดว่า “ผมได้ยินมาว่ามีคนสงสัยว่าไป๋เย่ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้สร้างสรรค์ประติมากรรมที่จัตุรัสกีฬา แม้กระทั่งมีคนสงสัยว่าเบื้องหลังเรื่องนี้มีเรื่องไม่ชอบมาพากล”

“ผมขอชี้แจงต่อหน้าสาธารณชนเลยว่า นี่เป็นการใส่ร้ายป้ายสี”

เติ้งเส้าอิงพูดเสียงกร้าวว่า “ผมขอเตือนบางคนว่าอย่าเอาใจคนชั่วมาวัดใจคนดี การตัดสินของคณะผู้เชี่ยวชาญนั้นยุติธรรมและเป็นธรรมอย่างยิ่ง ไม่มีการลำเอียงใดๆ ทั้งสิ้น”

“ผมรับรองได้ว่า ไป๋เย่ใช้ความสามารถอันแข็งแกร่งของตัวเองล้วนๆ พิชิตใจคณะผู้เชี่ยวชาญ ผลงานที่เขาออกแบบได้รับการยอมรับเป็นเอกฉันท์ ถึงได้รับมอบหมายหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้”

“ไม่มีเรื่องภายในใดๆ ทั้งสิ้น หวังว่าทุกคนจะใช้สายตาที่แหลมคมแยกแยะผิดถูก อย่าหลงเชื่อข่าวลืออย่างงมงาย และอย่าถูกคนอื่นชักจูง...”

เติ้งเส้าอิงตะโกนเสียงดังลั่น ราวกับจะทำให้หูหนวก

……

[1] อุมแบร์โต บอชโชนี เป็นจิตรกรและประติมากรชาวอิตาลีของขบวนการอนาคตนิยมหรือลัทธิฟิวเจอร์ริสม์ (Futurism) ของคริสต์ศตวรรษที่ 19 และ 20 เป็นรูปแบบศิลปะที่มีทัศนะแนวใหม่ที่ต่อต้านคุณค่าทางความงามแบบศิลปินในสมัยโบราณ ให้ความสนใจในด้านบวกต่อความเจริญและความรวดเร็วของเทคโนโลยี

จบบทที่ บทที่ 32 อมตะเหนือกาลเวลา

คัดลอกลิงก์แล้ว