- หน้าแรก
- นักล่าสมบัติสะท้านยุทธภพ
- บทที่ 1 เรื่องระทึกบนรถไฟ
บทที่ 1 เรื่องระทึกบนรถไฟ
บทที่ 1 เรื่องระทึกบนรถไฟ
บทที่ 1 เรื่องระทึกบนรถไฟ
◉◉◉◉◉
เฉินเซิงไม่มีวันลืมภาพที่ตู้เฒ่าตาบอดทุบตีพ่อของเขาจนเอวหักราวกับทุบตีสัตว์เดรัจฉาน
เพียงเพราะพ่อของเขาทำแจกันโบราณแตกตอนที่ไปรับจ้างทำงานที่บ้านของมัน
ชาวบ้านล่ำลือกันว่า สมัยหนุ่มๆ ตู้เฒ่าเคยเป็นจอมโจรผู้ยิ่งใหญ่ มือของมันเคยเปื้อนเลือดคนมาก่อน
ตระกูลของมันทั้งใหญ่โตและมีอิทธิพล ไม่มีใครกล้ายุ่งด้วย
มันบอกว่าแจกันใบนั้นเป็นของหลวงจากเตาเผาสมัยราชวงศ์หมิง มีมูลค่าถึงหนึ่งแสนหยวน
บ้าน ที่ดิน และสัตว์เลี้ยงของครอบครัวเราถูกมันยึดไปหมด บอกว่าเพื่อเป็นการชดใช้
แม่พาพ่อที่ร่างกายพิการและผมที่เพิ่งจะจำความได้ระหกระเหินออกมาจากบ้าน
ได้แต่พเนจรไปทั่วอย่างไร้จุดหมาย
ไม่นานพ่อก็ตรอมใจตาย
แม่ทนอยู่ได้อีกสองปีก็ล้มป่วยตายตามไป
เฉินเซิงไม่มีวันลืมคำพูดสุดท้ายของแม่ที่จับมือเขาไว้แน่น
ขอให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป
มีชีวิตอยู่อย่างทรหดอดทนเหมือนสัตว์เดรัจฉาน!
"ลูกแม่ จำไว้นะ คนที่ทำลายครอบครัวของเรา มันชื่อ ตู้เฉิงขุย!"
แม่สิ้นใจแล้ว
เฉินเซิงแบกร่างของแม่ไปที่ป่าช้า ใช้สองมือค่อยๆ ขุดหลุมดิน
จนกระทั่งเล็บฉีกขาด ซอกเล็บเต็มไปด้วยเลือด
ในที่สุดก็ฝังร่างของแม่ได้สำเร็จ
เฉินเซิงไม่มีเงินติดตัวแม้แต่แดงเดียว สวมเพียงเสื้อผ้าบางๆ ยืนตัวสั่นอยู่ท่ามกลางลมหนาว
หากไม่เพราะอาจารย์รับเลี้ยงไว้ ป่านนี้คงแข็งตายไปในฤดูหนาวปีนั้นแล้ว
อาจารย์ของเขาชื่อหวังกุ้ย
ตอนที่เจอเฉินเซิง เขากำลังจะแข็งตายอยู่แล้ว
หวังกุ้ยโยนเงินสิบหยวนให้เฉินเซิง
แต่เฉินเซิงกลับไม่รับ
"แม่บอกว่า ห้ามรับของจากคนแปลกหน้า"
ความดื้อรั้นของเฉินเซิงถูกใจหวังกุ้ยเข้าอย่างจัง
เขายื่นมือที่เหมือนกรงเล็บเหยี่ยวออกมา จุดยาเส้นในไปป์
สูบไปสองสามปื้ด
แล้วพูดว่า "เจ้าหนู อยากมีอนาคตที่ดีไหม?"
"อยากครับ!"
ดวงตาของเฉินเซิงทอประกายขึ้นมา
เขาฝันมาตลอดว่าอยากจะเก่งกาจขึ้น เขาอยากจะฆ่าไอ้สารเลวตู้เฒ่านั่นด้วยมือของตัวเอง
หวังกุ้ยเห็นแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยานของเฉินเซิงก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
นับตั้งแต่นั้นมา เฉินเซิงก็กลายเป็นลูกศิษย์ของหวังกุ้ย
ส่วนหวังกุ้ยทำอาชีพอะไรน่ะหรือ...
เขาคือ... นักขุดสุสาน!
ถ้าใช้ภาษาถิ่นทางเหนือจะเรียกว่า "เต๋าโต่ว"
แต่หวังกุ้ยไม่ใช่นักขุดสุสานธรรมดาทั่วไป
วงการนี้ก็มีการแบ่งชนชั้นวรรณะเช่นกัน
ระดับที่ได้ส่วนแบ่งน้อยที่สุดและความเสี่ยงต่ำที่สุด คือพวกที่คอยดูต้นทางและจัดหาเสบียง
เก่งกว่าพวกเขาขึ้นมาหน่อย คือพวกที่ลงไปขุดสุสานด้วยตัวเอง ใช้ชีวิตเข้าแลก หรือที่เรียกว่า "หนูตุ่น"
แต่ที่เก่งที่สุดและได้ส่วนแบ่งมากที่สุด
กลับเป็นปรมาจารย์ด้านฮวงจุ้ยที่สามารถ "เสาะหามังกร ชี้ตำแหน่งสมบัติ" ได้!
ปรมาจารย์ด้านฮวงจุ้ยที่มีความสามารถของจริงนั้น ไม่ว่ากลุ่มไหนก็แย่งชิงตัวกัน
คนในวงการต่างให้ความเคารพและเรียกขานพวกเขาว่า "ซือเหยีย"
ซือเหยียไม่เพียงแต่รับผิดชอบในการค้นหาสุสานที่มีค่า
แต่ยังรับผิดชอบในการประเมินวัตถุโบราณที่ขุดขึ้นมาด้วย
จำเป็นต้องเรียนรู้ความรู้ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมากมาย ทั้งฮวงจุ้ย ธาตุทั้งห้า อี้จิงแปดทิศ ทุกอย่างต้องเชี่ยวชาญ
และหวังกุ้ย ก็คือ "กุ้ยเหยีย" ผู้โด่งดัง
เป็นหนึ่งในบุคคลชั้นแนวหน้าของเหล่าปรมาจารย์
แต่เขาเคยทำนายดวงชะตาของตัวเองไว้
ชาตินี้ทำเรื่องผิดศีลธรรมมามาก ชะตาต้องโดดเดี่ยวไปตลอดชีวิต
ไม่มีทางมีทายาทได้
เขาไม่อยากตายไปแล้วไม่มีใครจัดการศพให้ กลายเป็นผีเร่ร่อน
บังเอิญได้มาพบกับเฉินเซิง
หลังจากได้ลองพูดคุยกัน หวังกุ้ยก็ต้องประหลาดใจอย่างยิ่ง
เฉินเซิงกลับเป็นอัจฉริยะ!
จึงได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ทั้งหมดที่ตนมีให้แก่เขา
สิบกว่าปีต่อมา เฉินเซิงได้เรียนรู้วิชาของหวังกุ้ยจนหมดสิ้น แถมยังเก่งกาจยิ่งกว่าผู้เป็นอาจารย์
แล้วจู่ๆ วันหนึ่ง
หวังกุ้ยก็อาบน้ำแต่งตัวอย่างสะอาดสะอ้าน
จากนั้นก็สวมชุดสำหรับคนตายที่เตรียมไว้ล่วงหน้า แล้วลงไปนอนในโลงศพ
"อาจารย์ ท่านทำอะไรน่ะ?"
เฉินเซิงตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
"ศิษย์ข้า อายุขัยของข้าหมดลงแล้ว"
"มีเจ้าคอยดูแลยามแก่เฒ่าและจัดงานศพให้ ข้าก็พอใจแล้ว!"
หวังกุ้ยพูดด้วยใบหน้าที่สงบนิ่ง
"อาจารย์ทำเรื่องผิดศีลธรรมมามากเกินไป หลังจากตายแล้ว คงจะถูกภูตผีรังควานเป็นแน่"
"เจ้าต้องเฝ้าศพให้ข้าเป็นเวลาสี่สิบเก้าวัน ทำได้หรือไม่?"
ดวงตาที่เหี่ยวย่นของหวังกุ้ยจ้องมองมาที่เฉินเซิง
"อาจารย์ ท่านวางใจเถอะครับ ข้าทำได้!"
เฉินเซิงกล่าวอย่างหนักแน่น
"ศิษย์รัก"
"อาจารย์รู้ว่าหลายปีมานี้ เจ้าคิดจะแก้แค้นมาโดยตลอด"
"แต่ว่า เวลานั้นยังมาไม่ถึง!"
"ในดวงชะตาของเจ้ามีดาวมรณะ พลังหยางในตัวก็รุนแรงเกินไป"
"เจ้าต้องเดินทางลงใต้เพื่อตามหาสตรีที่เกิดในปีหยิน เดือนหยิน เพื่อปรับสมดุลหยินหยาง"
"มิฉะนั้น จะต้องประสบกับหายนะครั้งใหญ่!"
หวังกุ้ยพูดอย่างจริงจัง
เฉินเซิงจำต้องรับฟัง
หวังกุ้ยยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่เขียนที่อยู่ให้เฉินเซิง จากนั้นก็สิ้นลมหายใจ
เฉินเซิงเฝ้าศพอยู่สี่สิบเก้าวันเต็ม จึงได้จัดงานศพให้หวังกุ้ยอย่างสมเกียรติ
หวังกุ้ยมีทรัพย์สมบัติอยู่ไม่น้อยตอนที่ยังมีชีวิตอยู่
แต่เขาบอกว่าเงินเหล่านั้นเป็นเงินที่ไม่สะอาด หากเฉินเซิงนำไปใช้จะทำให้อายุสั้น
จึงได้บริจาคให้กับสถานสงเคราะห์ทั้งหมด
เฉินเซิงเหลือเงินแค่ค่าตั๋วรถไฟใบเดียวเท่านั้น
บนรถไฟ เขานั่งมองกระดาษที่อาจารย์ทิ้งไว้ให้อย่างเหม่อลอย
"เมืองอู๋โจว"
มีเพียงสามคำนี้เท่านั้น
เมืองอู๋โจวที่กว้างใหญ่ไพศาล มีประชากรหลายล้านคน
การจะตามหาสตรีที่เกิดในปีหยิน เดือนหยินสักคนนั้น แทบจะเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร
แต่เฉินเซิงรู้ดีว่า คำพูดของหวังกุ้ยต้องเป็นความจริงอย่างแน่นอน
หากต้องการจะไปแก้แค้น จะต้องตามหาคนที่จะสามารถปรับสมดุลหยินหยางกับตนเองให้พบเสียก่อน!
"กึกก้อง... กึกก้อง..."
รถไฟสั่นไหวเป็นจังหวะ
หญิงสาวผมสั้นทะมัดทะแมงคนหนึ่งเดินมานั่งตรงข้ามกับเฉินเซิง
ใบหน้าที่งดงามของเธอแฝงไว้ด้วยความองอาจ
เฉินเซิงอดไม่ได้ที่จะลอบมองเธออยู่หลายครั้ง
"คุณผู้หญิงครับ คุณกำลังมีเคราะห์นะ"
แววตาของเฉินเซิงพลันเปลี่ยนไป
หน้าผากของหญิงสาวคนนี้หมองคล้ำ หางตามีรอยคล้ำช้ำ
เห็นได้ชัดว่าดวงชะตากำลังตกต่ำ
อู๋อิงชะงักไปครู่หนึ่ง มองดูเสื้อเชิ้ตของตัวเองที่คับแน่นจนเห็นเป็นทรง
เผยให้เห็นโครงร่างของชุดชั้นในที่อยู่ด้านในอย่างเลือนราง
ตัวตนที่แท้จริงของเธอคือตำรวจหน่วยสวาทนอกเครื่องแบบ
เพราะรูปร่างที่โดดเด่นสะดุดตาเกินไป ทำให้เธอมักจะกลุ้มใจอยู่บ่อยครั้ง
ไม่คิดว่าจะมีคนกล้ามาลวนลามเธอ
เธอจ้องเขม็งกลับไป
พบว่าถึงแม้เฉินเซิงจะหน้าตาหล่อเหลา แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่กลับเป็นของราคาถูก ทรงผมก็ดูเชย
ดูเหมือนคนงานต่างจังหวัดที่เพิ่งเข้าเมือง
"พูดจาระวังหน่อย!"
อู๋อิงตวาดเสียงกร้าว
"เอ่อ..."
"ผู้หญิงในเมืองนี่ดุขนาดนี้เลยเหรอ?"
เฉินเซิงส่ายหน้า
ในเมื่อเธอไม่ยอมฟัง ก็แล้วไป
ชะตาฟ้าลิขิต ยากจะฝืน
เมื่อเห็นเฉินเซิงก้มหน้าลง อู๋อิงก็จ้องเขาเขม็งอีกครั้ง ก่อนจะเลิกสนใจ
ในขณะนั้น ชายร่างสูงใหญ่สะพายกระเป๋าผ้าใบคนหนึ่ง
กดหมวกแก็ปลงต่ำ เดินผ่านเธอไปอย่างรวดเร็ว
อู๋อิงชะงักไปครู่หนึ่ง แอบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปรียบเทียบรูปถ่าย
ดวงตาของเธอพลันเป็นประกายขึ้นมา
ชายคนนี้ คือเป้าหมายในการเดินทางของเธอครั้งนี้!
โจรปล้นฆ่า ลักลอบค้าวัตถุโบราณ!
ไม่คิดว่าจะบังเอิญขนาดนี้ มองแวบเดียวก็จำได้เลย!
"ทำยังไงดี?"
โจรคนนี้โหดเหี้ยมอย่างยิ่ง
ทางเลือกที่ฉลาดที่สุดคือแจ้งผู้บังคับบัญชาและรอหน่วยสนับสนุน
แต่ดูเหมือนว่ารถไฟกำลังจะถึงสถานีข้างหน้าแล้ว
ถ้าปล่อยให้โจรลงจากรถไปได้ คงหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย
การจะจับตัวได้อีกครั้งคงเป็นเรื่องยาก!
ในใจของอู๋อิงปรารถนาที่จะพิสูจน์ตัวเองมาโดยตลอด
แม้ว่าเธอจะเรียนจบจากโรงเรียนตำรวจด้วยคะแนนอันดับหนึ่งและถูกส่งตัวมายังหน่วยสวาท
แต่ลับหลังก็มักจะมีคนนินทาว่าเธอใช้เส้นสายของที่บ้าน!
"ฉันต้องจับเขาให้ได้ ให้พวกที่ดูถูกฉันได้เห็น!"
เมื่อเห็นว่าโจรคนนั้นเดินเข้าไปยังบริเวณข้อต่อระหว่างตู้รถไฟ เตรียมจะลงจากรถ
อู๋อิงสูดหายใจลึก ลุกพรวดขึ้นแล้วตามไป
"อย่าขยับ นี่ตำรวจ!"
อู๋อิงเข้าใกล้โจรคนนั้นได้สำเร็จ
จู่โจมอย่างรวดเร็ว คว้าแขนของเขาไว้
โน้มตัวไปข้างหน้า เตรียมจะใช้ท่าจับกุม
แต่ใครจะรู้ว่า โจรคนนั้นกลับหันกลับมาอย่างรวดเร็ว
บนใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มของผู้ชนะ
"นังตัวแสบ ฉันเห็นแกตั้งนานแล้ว!"
โจรมีพละกำลังมหาศาล พลิกตัวกลับมาจับมือของอู๋อิงไว้ได้
"ปัง!"
มันกระแทกศีรษะของอู๋อิงเข้ากับผนังตู้รถไฟอย่างแรง
อู๋อิงยังพยายามจะดิ้นรน
ทันใดนั้นก็รู้สึกเย็นวาบที่ลำคอ
มีดสั้นเล่มหนึ่งจ่ออยู่ที่ลำคอของเธอ
◉◉◉◉◉
[จบแล้ว]