- หน้าแรก
- ข้าเป็นราชันอมตะตั้งแต่เริ่มต้นและตอนนี้ข้าไร้เทียมทาน!
- 126.หัวใจกระบี่เจ็ดประตู,เผ่ากระบี่!
126.หัวใจกระบี่เจ็ดประตู,เผ่ากระบี่!
126.หัวใจกระบี่เจ็ดประตู,เผ่ากระบี่!
เมื่อวาจานี้ดังออกมา
โม่เฉินและอีกสองคนรู้สึกดั่งมีทะเลโลหิตอันเชี่ยวกรากปรากฏต่อหน้าต่อตากลิ่นอายของความดุร้ายและจิตสังหารอันไร้สิ้นสุดพุ่งเข้าหาพวกเขา
มันทำให้พวกเขารู้สึกราวกับสูญเสียสัมผัสทั้งหมดดั่งดวงตะวันและจันทราสลับตำแหน่ง โลกพลิกคว่ำ และในวินาทีถัดไปพวกเขาจะต้องสิ้นชีพ
ทว่าในขณะนั้นเสียงหนึ่งดังขึ้น “เซวี่ยซาปล่อยให้พวกเขาเข้ามา”
น้ำเสียงนั้นสงบเยือกเย็นดุจสายลมทำให้โม่เฉินและอีกสองคนรู้สึกราวกับขึ้นจากนรกสู่สวรรค์ในทันใด
ความรู้สึกสั่นสะท้านและน่ากลัวนั้นหายไปโดยสิ้นเชิง ร่างกายทั้งร่างรู้สึกสบายราวกับได้รับการชำระล้าง
และเจ้าของน้ำเสียงนี้ย่อมมิใช่ผู้ใดอื่นนอกจากซูเซวียน
โดยมิรั้งรอโม่เฉินและอีกสองคนผลักประตูเข้าไปทันที
เมื่อแรกเห็นพวกเขาเห็นซูเซวียนนั่งอยู่บนม้านั่งหินในลานบ้านกำลังจิบชาด้วยท่วงท่าสง่างาม
ข้างกายเขาคือชายผมดำหนาที่ยืนตัวตรงด้วยความสูงสง่า
ในขณะนั้นชายผมดำผู้นี้แสดงความเคารพอย่างยิ่งต่อซูเซวียนทว่าเมื่อหันมองพวกเขากลับมีเพียงความเย็นชาในสายตา
เห็นได้ชัดว่าน้ำเสียงอันเย็นเยียบเมื่อครู่มาจากชายผู้นี้
เพียงแค่เสียงก็ทำให้พวกเขาแทบไม่อาจต่อต้านได้ชายผู้นี้จะต้องแข็งแกร่งเพียงใด!
โดยเฉพาะจ้านเฉินเป็นผู้บ่มเพาะกระบี่ที่บรรลุถึงขอบเขตนักบุญผู้ยิ่งใหญ่แม้แต่อสูรหินในระดับกึ่งจักรพรรดิยังไม่อาจบดขยี้เขาด้วยเพียงน้ำเสียง
ชายผมดำผู้นี้แข็งแกร่งเพียงใดกัน!
ยิ่งไปกว่านั้นชายผมดำผู้นี้ยังแสดงความเคารพต่อชายหนุ่มผู้นั้นชายหนุ่มผู้นั้นจะต้องอยู่ในระดับใดกัน?
จ้านเฉินมิกล้าคิดต่อไปอีก!
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดโม่เฉินได้โค้งคำนับซูเซวียนด้วยความเคารพและแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง
เขายังกล่าวว่าตนสมควรตายที่กล้าสงสัยผู้อาวุโสและคำที่ท่านกล่าวนั้นถูกต้องการเดินทางครั้งนี้เปรียบดั่งการจิบชา ถึงแม้จะมีอุปสรรคบ้างแต่ก็ผ่านไปได้โดยง่าย...
ซูเซวียนถึงกับพูดไม่ออกจินตนาการของเจ้านี่ช่างล้ำเลิศ หากไม่เอาไปเขียนเป็นเรื่องเล่าก็เสียดายแย่!
“เป็นเพียงความช่วยเหลือเล็กน้อยเพื่อเห็นแก่การเลี้ยงต้อนรับเจ้าไม่ต้องใส่ใจ”
ซูเซวียนจิบชาแล้วกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
เมื่อเห็นดังนี้โม่เฉินจึงหยุดกล่าวคำและเก็บความรู้สึกนี้ไว้ในใจ
จากนั้นเขาอดมิได้ที่จะมองไปยังชายผมดำที่ยืนไม่ไกลเขาต้องการถามตั้งแต่เมื่อครู่แต่ไม่กล้าเอ่ยปาก
ซูเซวียนมองเห็นความคิดของเขาจึงกล่าวอย่างไม่ยี่หระว่า “นี่คือหนึ่งในข้ารับใช้ของข้าไม่ต้องสนใจเขาจงมองเขาเป็นเพียงอากาศ”
โม่เฉินรับคำด้วยใบหน้าทว่าในใจยิ้มอย่างขมขื่น
สิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังเช่นนี้เพียงยืนอยู่ตรงนั้นก็ทำให้เขาสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวจะให้มองข้ามได้อย่างไร!
จากนั้นโม่เฉินพยายามสงบใจและแนะนำจ้านเฉินให้ซูเซวียนรู้จัก
จ้านเฉินในตอนนี้รู้แล้วว่าซูเซวียนแข็งแกร่งเกินกว่าที่เขาคาดคิดไว้
ก่อนหน้านี้จากพลังอันยิ่งใหญ่ที่อยู่ในกระบี่และการที่อสูรหินถูกสังหารในพริบตาด้วยกระบี่เพียงเล่มเดียวเขาคาดว่าซูเซวียนน่าจะอยู่ในระดับกึ่งจักรพรรดิขั้น7ถึง9
แต่บัดนี้ดูเหมือนว่าจะมิใช่เพียงเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้นความสำเร็จในวิถีกระบี่ของคนผู้นี้ยังเหนือกว่าเขาอย่างมากจ้านเฉินจึงชื่นชมซูเซวียนอย่างสุดซึ้ง
เขาประสานหมัดและคารวะทันที “จ้านเฉิน ขอคารวะผู้อาวุโสเจี้ยนเต้า!”
ผู้อาวุโสเจี้ยนเต้า?
(เจี้ยนเต้า= เป็นการทับศัพท์ของจีนซึ่งแปลว่ากระบี่หรือวิถีกระบี่ถ้าแปลเป็นผู้อาวุโสกระบี่หรือผู้อาวุโสวิถีกระบี่มันจะฟังดูแปลกๆ)
รอยยิ้มปรากฏในดวงตาของซูเซวียนดูเหมือนว่าเจ้าหมอนี่เห็นพลังที่ข้าทิ้งไว้ในกระบี่จึงมองข้าเป็นผู้อาวุโสที่เชี่ยวชาญในวิถีกระบี่
แน่นอนว่านี่ก็เป็นความจริง
ถึงแม้ซูเซวียนจะไม่เคยเจาะลึกในวิชากระบี่ใดๆแต่ด้วยขอบเขตของเขาและความเข้าใจระดับสูงสุดเขาได้เข้าใจสามพันเต๋าอันยิ่งใหญ่ทั้งหมดแล้ว
วิถีกระบี่ย่อมมิใช่ปัญหา
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ซูเซวียนมองไปที่จ้านเฉินดวงตาของเขาปรากฏแสงวาววับ
“หัวใจกระบี่เจ็ดประตู นักกระบี่โดยกำเนิด ไม่เลวมีพรสวรรค์ที่จะกลายเป็นจักรพรรดิกระบี่”
เมื่อจ้านเฉินได้ยินคำนี้เขามองซูเซวียนด้วยสีหน้าตื่นตะลึง
เพียงมองผ่านๆก็สามารถมองทะลุทุกสิ่งในตัวเขาได้ในทันที!
เซวี่ยซาผู้ยืนอยู่ข้างๆเห็นสีหน้าของจ้านเฉินก็หัวเราะเยาะในใจคิดว่านายท่านสามารถมองทะลุข้าผู้เป็นจักรพรรดิขั้นสูงได้ในพริบตา
เจ้าเพียงนักบุญจะยากเย็นเพียงใด?
จ้านเฉินย่อมไม่รู้ว่าเขากำลังถูกจักรพรรดิเยาะเย้ยเขาคารวะซูเซวียนและกล่าวว่า “ผู้อาวุโสข้าปรารถนาจะเรียนรู้วิถีกระบี่ที่แท้จริงโปรดชี้แนะข้าด้วย!”
“ข้ายินดีที่จะรับใช้ท่านและพร้อมให้ท่านใช้งาน!”
เมื่อได้ยินคำนี้ซูเซวียนพยักหน้าในใจเจ้าเด็กนี่ช่างรู้ความ
พูดตามตรงซูเซวียนรู้สึกยั่วใจเล็กน้อยอย่างไรเสียเขาก็มีหัวใจกระบี่เจ็ดประตูและมีพรสวรรค์ที่จะเป็นจักรพรรดิ
ยิ่งไปกว่านั้นเขาคือจักรพรรดิกระบี่ซึ่งพลังการต่อสู้แข็งแกร่งยิ่งกว่าผู้อยู่ในระดับเดียวกันเป็นเครื่องมือที่หายาก อืม หมายถึงพรสวรรค์
แน่นอนว่าไม่สามารถตกลงรับง่ายๆเพราะจะดูง่ายเกินไป
ทันใดนั้นซูเซวียนกล่าวกับจ้านเฉินว่า “มิใช่ทุกคนที่มีคุณสมบัติจะเข้าร่วมกับข้าและเรียนรู้วิถีกระบี่ที่แท้จริง”
“เจ้าจะต้องผ่านการทดสอบของข้า”
เมื่อได้ยินคำนี้จ้านเฉินกล่าวด้วยสีหน้ามุ่งมั่นว่า “โปรดทดสอบข้าผู้อาวุโสข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”
เมื่อกล่าวจบจ้านเฉินพลันเห็นนิ้วเรียวยาวสีขาวปรากฏต่อหน้าระหว่างคิ้วของเขาแล้วดีดเบาๆที่หน้าผาก
ตูม!
ในวินาทีถัดมาจ้านเฉินพลันรู้สึกมึนงงเขารู้สึกราวกับทุกสิ่งหยุดนิ่งมิอาจแยกแยะบนล่างทุกอย่างมืดมิดต่อหน้าต่อตา
เมื่อเขารู้สึกตัวอีกครั้งเขาพบว่าเขาไม่อยู่ในลานบ้านนั้นอีกต่อไป
แต่มาปรากฏในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย
ที่นี่คือเทือกเขาอันกว้างใหญ่
แนวเขาที่คดเคี้ยวและทอดยาวนั้นช่างตระการตา
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือเทือกเขาเหล่านี้มิได้แผ่ออกมาด้วยความรู้สึกยิ่งใหญ่และกว้างขวางแต่กลับเป็นความคมกริบอันไร้สิ้นสุด
ราวกับมันมิใช่เทือกเขาแต่เป็นกระบี่ศักดิ์สิทธิ์!
สิ่งที่ทำให้จ้านเฉินตื่นตะลึงยิ่งกว่าคือใจกลางของเทือกเขาที่ราวกับถูกล้อมรอบด้วยหมู่ดาวนั้นมีเขายักษ์ตั้งตระหง่านแทงทะลุท้องนภาพุ่งขึ้นจากพื้นดิน
มันคมกริบและสง่างามยิ่งกว่าเพียงมองก็ทำให้ใจหวั่นไหว
“ที่นี่คือ…”
จ้านเฉินอดมิได้ที่จะพึมพำ
“สถานที่นี้คือดวงดาวโบราณหมิงกวงบ้านของเผ่ากระบี่”
ในขณะนั้นเสียงอันสงบเยือกเย็นดังขึ้นในหูของจ้านเฉิน เขามองไปยังทิศทางของเสียงโดยไม่รู้ตัว
จากนั้นเขาเห็นที่ยอดฟ้าในความว่างเปล่านิรันดร์ดวงตาคู่หนึ่งที่สว่างยิ่งกว่าดวงตะวันและจันทราบนท้องนภามองมาที่เขาอย่างเงียบๆ
จากน้ำเสียงและดวงตานั้นมิต้องสงสัยเลยว่านี่คือซูเซวียน
“เผ่ากระบี่!?”
สีหน้าของจ้านเฉินเปลี่ยนไปทันทีในฐานะผู้ที่อยู่ในจักรวาลอันไร้ขอบเขตและฝึกฝนวิถีกระบี่เขาย่อมรู้จักเผ่าพันธุ์โบราณและลึกลับนี้
เผ่ากระบี่คือเผ่าพันธุ์ที่ได้รับพรจากสวรรค์สมาชิกทุกคนเกิดมาพร้อมกระบี่ในอ้อมแขนอาจกล่าวได้ว่าเป็นนักกระบี่โดยกำเนิดเป็นที่อิจฉาของผู้อื่น
เท่าที่เขารู้เผ่ากระบี่เคยทรงพลังและรุ่งโรจน์ในอดีตและว่ากันว่าเคยให้กำเนิดจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่
แต่ต่อมาพวกเขาดูเหมือนจะเผชิญกับภัยพิบัติและหายไปจากสายตาไม่มีร่องรอยของพวกเขาในโลกนี้อีก
จ้านเฉินเดิมคิดว่าพวกเขาสูญพันธุ์ไปแล้วแต่ไม่คาดคิดว่าพวกเขายังคงมีอยู่
ราวกับรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ซูเซวียนกล่าวต่อว่า “เผ่ากระบี่เคยเกือบถูกทำลายล้างจริงแต่ด้วยกลวิธีที่บรรพบุรุษของพวกเขาทิ้งไว้พวกเขาสามารถรอดมาได้ทว่าพวกเขาเพียงรอดชีวิตอย่างยากลำบากและต้องอาศัยอยู่ในที่แห่งนี้”
ส่วนที่ว่าซูเซวียนรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร
สำหรับเขาการหยั่งถึงความลับของโลกมิใช่เรื่องยาก
ประวัติศาสตร์ของเผ่ากระบี่นั้นยิ่งง่ายยิ่งกว่านั้นไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ
เพียงชั่วพริบตาเขาก็รู้ทุกสิ่ง