- หน้าแรก
- อัจฉริยะแห่งแพทย์
- ตอนที่ 15 การแลกเปลี่ยนทรัพยากรระหว่างพี่น้องร่วมสำนัก
ตอนที่ 15 การแลกเปลี่ยนทรัพยากรระหว่างพี่น้องร่วมสำนัก
ตอนที่ 15 การแลกเปลี่ยนทรัพยากรระหว่างพี่น้องร่วมสำนัก
หยวนเวยหงแต่งงานไม่ถือว่าเร็ว แต่งหลังจากเรียนจบปริญญาเอก ปัจจุบันลูกสาวก็อายุสี่ขวบแล้ว เข้าเรียนชั้นเตรียมอนุบาล
ภรรยาของอาจารย์ไม่ใช่คนในแวดวงการแพทย์ เป็นอาจารย์ของโรงเรียนมัธยมสุ่ยกั่วหู มีตำแหน่งข้าราชการประจำ
ภรรยาอาจารย์ใส่แว่น ท่าทางดูมีความเป็นอาจารย์ ขณะกำลังกินข้าวก็ถามขึ้น “จื่อเย่ ใกล้จะจบแล้วใช่ไหม? คิดเรื่องเรียนปริญญาเอกบ้างรึยัง?”
“ปริญญาเอกคืออะไรเหรอแม่?” หนูน้อยชื่อเสี่ยวฉี ถักเปีย มือถือช้อนตักข้าวเข้าปาก พร้อมกับมีเม็ดข้าวสามเม็ดและเส้นฟักทองเล็กๆติดอยู่ที่มุมปาก ถามขึ้นมา
“ตอนนี้หนูเรียนอนุบาล ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียน แต่ถ้าเรียนถึงระดับปริญญาเอก นั่นคือปลายทางของการเรียนแล้ว สูงที่สุดก็คือปริญญาเอก”
“แล้วเสี่ยวฉีอยากเรียนถึงปริญญาเอกไหมล่ะ?”
เสี่ยวฉีส่ายหน้า วางช้อนลง “แม่ การเรียนไม่น่าสนุกเลย…”
ตอนนั้นฟางจื่อเย่จึงพูดเสริมขึ้น “อาจารย์ ผมก็มีแผนจะเรียนปริญญาเอกอยู่เหมือนกัน แต่จะได้เรียนรึเปล่า ก็ต้องขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาสครับ”
“แผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อของพวกเรามีโควตาปริญญาเอกปีละแค่สองคนเท่านั้นเอง”
หยวนเวยหงก็กล่าว “แผนกหนึ่งได้โควตาสองคนถือว่าเยอะแล้วนะ ทั้งแผนกกระดูกและข้อปีนี้ได้แค่หกคน แผนกเราได้ถึงหนึ่งในสาม”
“แต่รุ่นนี้ แค่ปริญญาโทจากโรงพยาบาลเราก็มีถึงสิบห้าคนแล้ว”
“โรงพยาบาลประชาชนประจำมณฑลก็ไม่ต่างกัน ปริญญาโทจากโรงพยาบาลในเครือของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหวังจงอย่างถงจี้กับเซี่ยเหอ บางคนก็เริ่มเข้ามาสำรวจความเป็นไปได้ล่วงหน้าแล้ว”
“ยุคสมัยนี้ไม่เหมือนตอนฉันเรียนแล้ว ตอนนั้นมีคนอยากเรียนปริญญาเอกไม่มาก แต่ตอนนี้ คนที่ไม่อยากเรียนปริญญาเอกต่างหากที่มีน้อย”
โควตาปริญญาเอกของโรงพยาบาลล้วนมีจำกัด แข่งขันกันอย่างหนัก อาจพูดว่าเหมือนม้าหมื่นตัวแย่งข้ามสะพานไม้แผ่นเดียวจะดูเวอร์ แต่ถ้านึกว่าทุกคนที่แย่งกันคือนักศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยดัง มันก็ชัดเจนว่าการแข่งขันนั้นยากแค่ไหน
ในการแข่งขันสอบคัดเลือกแบบนี้ ไม่ว่าจะมาจาก 985 รุ่นเก่าหรือ 211 ก็ไม่ได้เปรียบด้านวุฒิการศึกษาเลย ต้องวัดกันที่ความสามารถส่วนบุคคล ดวง และการเลือกของศาสตราจารย์ปริญญาเอก
“พวกหมอนี่แข่งกันหนักจริงๆ” ภรรยาอาจารย์มองฟางจื่อเย่ด้วยสายตาเห็นใจ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้
แต่ในตอนนั้นเอง หยวนเวยหงก็เช็ดมุมปากด้วยทิชชู่ พลางหันไปกล่าว “แต่จื่อเย่ยังมีโอกาสหนึ่งที่ อาจเดินทางลัดแบบยากหน่อยได้ ตอนนี้พอเขาไม่ต้องกดดันเรื่องวิทยานิพนธ์แล้ว ความก้าวหน้าก็เร็วขึ้นมาก”
“จื่อเย่ ฉันจำได้ว่าใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนเองใช่ไหม ที่เย็บแผลผ่านเกณฑ์ฝึกหัดรอบแรกในห้องฝึก?”
เจี๋ยฮั่นซึ่งเป็นรุ่นน้องของฟางจื่อเย่ จำได้แม่นกว่า “อาจารย์ครับ ถ้านับให้แม่นเลย ก็คือสิบสามวันครับ”
“พี่ฟางผ่านการเย็บครึ่งชั้นกับเต็มชั้นของเปลือกส้มในวันที่สิบสิงหาคม ถ้านับตั้งแต่วันนั้นถึงวันที่ยี่สิบสอง ก็แค่สิบสามวัน”
ระหว่างที่เจี๋ยฮั่นพูด ภรรยาอาจารย์ซึ่งรู้ว่าห้องฝึก ฝึกยากแค่ไหน ก็หันมามองด้วยความสนใจ แล้วจัดแว่นตาให้เข้าที่ มองฟางจื่อเย่อย่างละเอียด
ตัวเลขที่เป็นกลางทำให้พรสวรรค์ทางคลินิกของฟางจื่อเย่น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
หยวนเวยหงก็เม้มปากเล็กน้อย แล้วพูดขึ้น “จริงๆแล้วซุนเส้าชิงรายงานฉันมาตลอดว่าทักษะการเย็บของนายพัฒนาเร็วมาก ฉันยังคิดว่านายใช้วิธีอ้อนเขารึเปล่า ให้เขามาชมนายต่อหน้าฉัน”
“ไม่คิดเลยว่า...จะเป็นเรื่องจริง”
“แค่ยี่สิบกว่าวันก็พัฒนาได้จากเย็บเปลือกส้มมาเป็นเย็บเต้าหู้ได้เลยเหรอ?” ภรรยาอาจารย์ได้ยินแล้วก็ประหลาดใจ ก่อนจะพูดต่อ “แบบนี้จื่อเย่ก็น่าจะเป็นคนที่เขียนบทความไม่เก่ง แต่มีพรสวรรค์ด้านคลินิกมากล่ะสิ?”
หยวนเวยหงส่ายหน้า “จริงๆเรื่องเขียนบทความจื่อเย่ก็ไม่แย่ เพียงแต่เมื่อก่อนมัวแต่คิดจะส่งไปวารสารดีๆ ก็เลยช้าไปหน่อย”
“จื่อเย่ งั้นเอาบทความของนายสองสามบทไปให้รุ่นน้องช่วยแก้หน่อยสิ อย่ามองข้ามเขานะ เขาแอบส่งบทความ SCI ไปตีพิมพ์หนึ่งฉบับ เดือนนี้เพิ่งจะออกตีพิมพ์พอดี ข้อมูลมาจากห้องแล็บของมหาวิทยาลัยปริญญาตรีของเขา เลยไม่ได้บอกฉันก่อน...”
ฟางจื่อเย่มองเจี๋ยฮั่นด้วยความตกใจ
ตามที่อาจารย์พูด เจี๋ยฮั่นเขียนบทความ SCI ได้ตั้งแต่ตอนปริญญาตรี ตอนนี้ก็ได้ตีพิมพ์แล้ว แถมยังเป็นบทความประเภท original อีก แบบนี้มัน...
เจี๋ยฮั่นได้ยินก็รีบกล่าว “อาจารย์ครับ ข้อมูลพวกนั้น มันเป็นตอนก่อน...”
“ไม่ต้องอธิบายหรอก นายสามารถส่งบทความได้ก็ดีแล้ว ฉันแค่คิดว่า พวกนายสองคนควรจะแลกเปลี่ยนจุดแข็งกันบ้าง”
…
หลังจากกินข้าวเสร็จ
หลังจากส่งหยวนเวยหงกับภรรยาขึ้นรถไปแล้ว เจี๋ยฮั่นเม้มปากเล็กน้อย มองฟางจื่อเย่ พูดอย่างตกใจ “พี่เย่ พี่ยอมให้ผมช่วยแก้บทความ แล้วยังใส่ชื่อผมด้วยเหรอ?”
ฟางจื่อเย่ได้ยินก็กล่าวขึ้น “มันมีอะไรให้ไม่ยอมล่ะ? ทีมเราตอนนี้ก็มีแค่เราสามคนเท่านั้น พี่ อาจารย์ แล้วก็นาย”
“ทีมที่มีคนน้อย ข้อเสียก็คือทรัพยากรบุคคลไม่พอ แต่ข้อดีก็คือไม่ต้องเล่นการเมืองเยอะ”
“ถ้านายสามารถช่วยทำให้บทความสองบทของพี่ได้ตีพิมพ์จริงๆ เราก็ลงชื่อร่วมเป็นผู้เขียนแรกได้เลย พี่ก็จะช่วยนายดูแลผู้ป่วยแทน”
ตอนนี้ในทีมของหยวนเวยหง รวมทั้งศิษย์ก็มีแค่สามคน
หยวนเวยหงก็ไม่ใช่อาจารย์ระดับปริญญาเอก ดังนั้นถ้าฟางจื่อเย่จะเพิ่มคุณค่าของตัวเอง การแลกเปลี่ยนทรัพยากรแบบนี้ถือว่าจำเป็น
หลี่หยวนเพ่ยยังไม่ได้ละทิ้งโอกาสจะเรียนปริญญาเอกกับศาสตราจารย์เติ้งหยง ปัจจุบันก็ออกไปเข้าค่ายฝึกอบรม เพื่อเพิ่มทักษะของตัวเอง
ถ้าหากว่าหลี่หยวนเพ่ยสามารถฝึกจบจากห้องฝึกได้ด้วย ศาสตราจารย์เติ้งหยงก็คงจะเลือกเขาก่อนแน่ นี่คือข้อได้เปรียบด้านความใกล้ชิด
ดังนั้นตนเองก็ต้องเตรียมตัวล่วงหน้าเช่นกัน
“งั้นพี่จะไม่เสียเปรียบเกินไปเหรอ?” เจี๋ยฮั่นรู้สึกเกรงใจ
พี่เย่ให้บทความ แล้วยังช่วยดูแลผู้ป่วยแทนอีก
“พี่น้องร่วมสำนักก็ต้องช่วยเหลือกันสิ? อาจารย์ก็คิดแบบนั้น ถ้านายโอเค งั้นตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป นายก็พักจากงานดูแลผู้ป่วยบางส่วนชั่วคราว” ฟางจื่อเย่ตอบอย่างมั่นใจ
“ขอบคุณครับพี่เย่” เจี๋ยฮั่นไม่ปฏิเสธอีกต่อไป
ของหวานชิ้นใหญ่แบบนี้ ใครจะทนไม่รับไว้ได้ล่ะ?
…
กลับมาที่ห้อง ฟางจื่อเย่ก็คิดทบทวนเรื่องที่อาจารย์แนะนำอีกครั้ง ก็รู้สึกว่ายังไงก็เป็นทางเลือกที่ดี
ถ้า SCI ยังไม่ได้ตีพิมพ์ มันก็แค่เรียงความภาษาอังกฤษ แต่ถ้าตีพิมพ์ได้ มันถึงจะกลายเป็นบทความที่เป็นทรัพยากรเสริมพลังให้ตัวเอง
มีบทความเพิ่มอีกสองบท ถึงจะเป็นผู้เขียนร่วมก็ตาม จำนวนบทความก็จะเพิ่มขึ้น
อย่างที่สอง คือให้ศิษย์น้องพักงานคลินิกหนึ่งถึงสองเดือนเพื่อไปทำวิจัย เขาก็สามารถแบ่งหน้าที่ดูแลผู้ป่วยของเขามาทำแทนได้ และตัวเองต้องรับผิดชอบงานมากขึ้น
ดูเหมือนว่าเขาจะเสียเปรียบ แต่จริงๆแล้วคนไข้ยิ่งเยอะ อัตราการได้แต้มความรู้ก็ยิ่งสูง และฝีมือก็จะพัฒนาเร็วขึ้น
ในเวลาเดียวกัน เจี๋ยฮั่นก็ไม่เสียเปรียบ พักงานดูแลคนไข้หนึ่งถึงสองเดือน ก็สามารถได้ชื่อร่วมเขียนบทความสองบท ได้เปรียบแน่นอนในการเรียนจบ และต้องได้รับความสนใจจากอาจารย์ระดับสูงแน่
แค่ปีหนึ่งของปริญญาโทก็ตีพิมพ์ได้สามบทความแล้ว อัตราผลิตขนาดนี้ถือว่าเป็นนักวิจัยสายแข็ง
ส่วนตัวเองก็สามารถอัปเกรดความสามารถทางวิจัยและวิชาชีพไปพร้อมๆกัน โดยไม่เสียอะไรเลย กลับได้ประโยชน์มากกว่าเสียอีก
[แต้มความรู้คงเหลือปัจจุบัน: 14.1]
หลังกลับจากกินข้าว แต้มความรู้ที่ได้จากการอ่านหนังสือในสองชั่วโมงแค่ 0.1 แต้ม น้อยเกินไปจริงๆ
ยังไงการหาแต้มความรู้จากงานคลินิก ก็ยังเป็นทางหลักที่ดีที่สุดอยู่ดี