เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 156 แผนการของค่ายไป๋เหลียน (ฟรี)

ตอนที่ 156 แผนการของค่ายไป๋เหลียน (ฟรี)

ตอนที่ 156 แผนการของค่ายไป๋เหลียน (ฟรี)


ตอนที่ 156 แผนการของค่ายไป๋เหลียน

โอ้ นอกเรื่องไปไกลแล้ว กลับมาเรื่องสำคัญอีกอย่างหนึ่งกันก่อนดีกว่า

ณ เวลานี้ หลัวฉางเฟิงได้ตั้งชื่อให้กับองค์กรลับที่ขึ้นตรงต่อเขาเพียงผู้เดียวแล้ว

อิ๋งเว่ย ( องครักษ์เงา )

ความหมายคร่าวๆ คือ มีเงาอยู่ข้างกาย ย่างก้าวในความมืดมิด

เมื่ออยู่ในแสงสว่างก็มองไม่เห็น

แต่ในเงามืด พวกเขาถือเป็นดาบที่คมที่สุดในมือของเขา เมื่อดาบถูกชักออกจากฝักต้องได้ดื่มเลือด

“เกี่ยวกับค่ายไป๋เหลียน…”

“การสืบสวนคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว?”

ทันใดนั้น หลัวฉางเฟิงก็วางถ้วยชาเซรามิกที่เขาถืออยู่ลง

จากนั้นเขาก็ถามหยวนหลิวหลีที่ยืนอยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ ใบหน้าของเด็กสาวนังคงมีสีขาวซีด และดูอ่อนเยาว์เหมือนเด็ก

“เรียนนายท่าน คนของเราสืบจนได้ความชัดเจนแล้ว” หยวนหลิวหลีตอบด้วยเสียงเบา ใบหน้าเย็นชาของเธอก้มลงเล็กน้อย

“งั้นตอนนี้ สถานการณ์ของพวกเขาเป็นอย่างไร” หลัวฉางเฟิงถามอีกครั้ง

หลังจากใช้เวลาใคร่ครวญสักครู่เพื่อจัดระเบียบความคิด หยวนหลิวหลีก็ตอบอย่างนุ่มนวลว่า

“ณ เวลานี้ ค่ายไป๋เหลียนแบ่งออกเป็นสองฝ่ายหลัก ฝ่ายกลาง และฝ่ายหัวรุนแรง”

“ทั้งสองฝ่ายนี้มีความแข็งแกร่งใกล้เคียงกัน จึงยังอยู่ในจุดสมดุล”

“ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีการดำเนินการใดๆ เพิ่มเติมอีก หลังจากพวกเขาลอบโจมตีกะทันหันเมื่อหนึ่งเดือนก่อน”

“อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป และเสบียงสำรองในค่ายลดลงอย่างต่อเนื่อง”

“ฝ่ายหัวรุนแรงก็ดูเหมือนจะค่อยๆ ได้เปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ”

“และมีความเป็นไปได้สูงพวกเขาเปิดฉากโจมตีเขตหวายสุ่ยเป็นครั้งที่สอง”

หลัวฉางเฟิงพยักหน้าเงียบๆ จากนั้นพูดต่อ “เจ้าพอจะสืบได้หรือไม่ว่าค่ายไป๋เหลียนวางแผนจะโจมตีเมื่อใด และกองทัพของพวกเขามีกำลังพลมากแค่ไหน”

หยวนหลิวหลีไม่ตอบ เธอเพียงพยักหน้าเงียบๆ

หลัวฉางเฟิงยิ้มด้วยความพึงพอใจ และกล่าวว่า “ดี เมื่อเป็นแบบนี้ คงต้องฝากเจ้าจัดการแล้ว…”

เพียงพริบตา อีกหนึ่งวันก็ผ่านไป

ขณะนี้ เป็นเวลาเที่ยงตรง ดวงอาทิตย์แผดแสงเจิดจ้า ลอยสูงเด่นบนท้องฟ้า

อุณหภูมิภายนอกร้อนมากจนแทบทนไม่ไหว

มณฑลหลัวซาน เขตหวงซาน ค่ายไป๋เหลียน

เหล่าสมาชิกอาวุโสผู้มีอำนาจตัดสินใจเกือบทั้งหมดมารวมตัวกันในห้องโถงที่ค่อนข้างเย็นสบาย

หลายคนหน้าแดงก่ำ และคอหนา ดูเหมือนพวกเขากำลังโต้เถียงกันเรื่องอะไรบางอย่าง

“พวกเราต้องหดหัวกันอยู่แต่ในค่ายแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนกัน?”

“จนกว่าความอดอยากจะพรากชีวิตไปจากพวกเราทุกคนงั้นหรือ?”

“พวกเจ้าทุกคนต่างรู้ดีกว่าพวกเรามีเสบียงสำรองอยู่มากแค่ไหน”

“ใช่ แม้ว่าภายในระยะเวลาสั้นๆ ค่ายไป๋เหลียนของเราจะไม่กังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนอาหารก็จริง”

“แต่พวกเขาก็ต้องคิดถึงอนาคตเอาไว้ด้วย…”

“ในอนาคต หากเกิดปัญหาขาดแคลนอาหารจริงๆ พวกเราจะทำยังไง?”

“อยู่นิ่งๆ แล้วอดตายกันหมดงั้นรึ?”

ในห้องโถง ตัวแทนของฝ่ายหัวรุนแรงแห่งค่ายไป๋เหลียน ผู้นำลำดับสองกำลังพูดด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ จากการเปล่งเสียงตะโกน

เขากวาดตามองทุกคนในห้อง และดูเหมือนว่าจะพยายามโน้มน้าวใจผู้คนจากฝ่ายกลางด้วยน้ำพูด

เพื่อให้พวกเขาเข้าใจว่า หากสิ่งต่างๆ ยังคงดำเนินแบบนี้ต่อไป…

ค่ายไป๋เหลียนก็คงจะจบสิ้นจริงๆ

“เรื่องมันไม่ได้น่าวิตกกังวลอย่างที่เจ้าเติมแต่งให้เกินจริง…”

เมื่อเห็นว่า คนอื่นๆ เริ่มคล้อยตามมากขึ้นเรื่อยๆ

ผู้นำลำดับสามแห่งค่ายไป๋เหลียนซึ่งนั่งเงียบๆ อยู่บนที่นั่งหลักก็พูดขึ้น

แม้ว่าร่างกายของเขาจะผอมบาง และสูญเสียดวงตาไปข้างหนึ่ง แต่ก็ไม่มีใครกล้าสบประมาทเขาเลยแม้แต่คนเดียว

“เจ้าไม่เคยพบตระกูลหลัว จึงไม่เข้าใจว่าพวกเขาน่ากลัวมากเพียงใด”

“จากความเห็นของข้า หากเราไม่ยั่วยุตระกูลหลัว เราก็จะสามารถมีชีวิตต่อไปได้”

“หากเรายั่วยุพวกเขา มีความเพียงความตายเท่านั้นที่รอพวกเราอยู่”

“เดิมทีในเขตหวายสุ่ยมีสี่กองกำลังใหญ่ยืนหยัดเคียงข้างกัน ได้แก่ ตระกูลถัง ตระกูลเฉิน ตระกูล และจวนอ๋องหวายสุ่ย”

“ย้อนกลับไปในตอนแรกๆ ตระกูลหลัวเป็นฝ่ายที่อ่อนแอที่สุด และไม่มีอะไรโดดเด่นที่สุดเลย เมื่อเทียบกับสามฝ่ายที่เหลือ”

“แต่ในเวลานี้ ตระกูลหลัวที่หลายคนต่างมองข้ามได้ยึดครองเขตหวายสุ่ยอย่างสมบูรณ์แล้ว”

“นี่มันหมายถึงอะไร พวกเจ้าน่าจะเข้าใจดี?”

“นี่แสดงให้เห็นว่าความแข็งแกร่ง และรากฐานของพวกเขานั้นเหนือกว่าที่พวกเราจะจินตนาการได้”

“แล้วข้าก็เคยได้ยินมาว่า…”

“บรรพบุรุษตระกูลหลัวดูเหมือนจะก้าวเข้าสู่ระดับกลั่นโลหิต”

“นั่นเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมพวกเขาจึงสามารถกวาดล้างฝ่ายอื่นๆ ที่เหลือ และเข้ายึดครองเขตหวายสุ่ยได้ในเวลาอันสั้น”

เมื่อได้ยินคำพูดของผู้นำลำดับสาม ทั้งห้องโถงก็เงียบสงัด

ความแข็งแกร่งของตระกูลหลัวแห่งหวายสุ่ยเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาของทุกคน

อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่เคยพิจารณาเรื่องนี้จริงจัง และดูเหมือนจะมองข้ามไปโดยไม่รู้ตัว

“ระดับกลั่นโลหิต?”

ผู้นำลำดับสองเป็นชายที่ไว้ผมสั้นสีแดงเพลิง และสูงประมาณแปดฟุต เมื่อได้ยินสิ่งที่ผู้นำลำดับสองพูด เขาก็หัวเราะเบาๆ และโต้แย้งด้วยความมั่นใจอันมากล้น

“ผู้ฝึกตนระดับกลั่นโลหิตไม่ใช่หญ้าริมทางที่มีอยู่ทั่ว ไม่มีทางที่ตระกูลหลัวจะให้กำเนิดยอดฝีมือระดับนั้นออกมาได้”

“สำหรับตระกูลที่มีรากฐานลึกล้ำ และสืบสานมรดกมาหลายพันปี การให้กำเนิดยอดฝีมือระดับนั้นอาจไม่ใช่เรื่องยากก็จริง”

“แต่สำหรับตระกูลหลัวที่เดิมทีเป็นเพียงตระกูลเล็กๆ เมื่อไม่กี่ปีก่อน ไม่มีทางเป็นไปได้เลย มันจะต้องเป็นข่าวลวงที่พวกเขาเผยแพร่ออกมาเองอย่างแน่นอน”

“ที่พวกเขาสามารถรวมเขตหวายสุ่ยเป็นหนึ่งได้ แทนที่จะบอกว่าเพราะบรรพบุรุษตระกูลหลัวได้ทะลวงผ่าน และกลายเป็นผู้ฝึกตนระดับกลั่นโลหิต”

“น่าจะเป็นเพราะพวกเขาสามารถช่วงชิงโอกาสระหว่างที่ฝ่ายอื่นๆ ห้ำหั่นกัน และได้เป็นผู้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์เป็นคนสุดท้ายมากกว่า”

“ดังนั้น การลงมือกับตระกูลหลัวจึงถือเป็นเรื่องจำเป็น”

“ผู้ใดกล้าขัดขวางก็ถือเป็นศัตรูของค่ายไป๋เหลียน!”

คิ้วของผู้นำลำดับสามขมวดแน่น ใบหน้าของเขาหมองคล้ำอย่างน่ากลัว “เจ้าหนู เมื่อกี้ เจ้าพูดว่าอะไรนะ?”

เมื่อได้ยินคำเรียก ผู้นำลำดับสองกำหมัดแน่น เปล่งออร่าอันน่าสะพรึงกลัวของผู้ฝึกตนระดับกลั่นอวัยวะออกมา

เขาจ้องเขม็งไปทางชายตาเดียว ลำคอของเขาส่งเสียงดังสนั่น “ตาเฒ่า ถ้ากล้าเรียกข้าแบบนั้นอีก แกได้ตายแน่”

ภายในห้องโถง

บรรยากาศก็ค่อย ๆ ตึงเครียดมากขึ้น

คนทุกคนจึงไม่มีทางเลือกอื่นๆ นอกจากลุกขึ้นยืนทีละคน

ฝ่ายหัวรุนแรง ฝ่ายกลาง

สมาชิกจากสองฝ่ายหลักแห่งค่ายไป๋เหลียน ต่างก็ยืนอยู่ด้านหลังผู้นำลำดับสอง และสามตามลำดับ

แน่นอนว่านอกเหนือจากคนกลุ่มนี้

ยังมีคนจำนวนมากที่ยืนเงียบๆ อยู่ด้านหลังผู้นำสูงสุดของค่ายไป๋เหลียน หว่านฮ่าวเว่ย

“พวกเราต่างเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ควรมาทะเลาะกันเองเช่นนี้”

หลังจากหว่านฮ่าวเว่ยพูดขึ้น และพยายามห้ามปราม

บรรยากาศที่ตึงเครียดมากขึ้น ก็เริ่มคลี่คลายลงบ้างเล็กน้อย

“น้องสามพูดถูก”

“เราจะประมาท และประเมินความแข็งแกร่งของตระกูลหลัวต่ำเกินไปไม่ได้เป็นอันขาด ไม่งั้นหากปะทะกัน อาจจะเป็นฝ่ายเราเองที่ต้องสูญเสียอย่างหนัก”

“แต่ที่น้องสองพูดก็ไม่ได้ไร้เหตุผลเช่นกัน”

“ทุกวันนี้ ภัยแล้งรุนแรงมากขึ้น และฝูงตั๊กแตนก็ระบาดไปทั่ว ทำให้มณฑลต่างๆ ทางตอนเหนือประสบกับความล้มเหลวในการผลิตอาหาร”

“แม้ว่ามณฑลหลัวซานของเราที่อยู่ทางตอนใต้จะยังไม่ต้องเผชิญกับสถานการณ์เลวร้ายถึงขนาดนั้น แต่อาหารที่เราผลิตได้ก็ลดลงเป็นอย่างมาก”

“ดังนั้น เมื่อมีโอกาส เราจะต้องลงมือกับตระกูลหลัว ไม่มีทางเลือกอื่น”

“แทนที่จะค่อยๆ ถูกค่ายเสวี่ยหลางหรือค่ายฮุ่ยม่ากลืนกินอย่างช้าๆ จากปัญหาขาดแคลนอาหาร มันก็จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับเราที่จะมุ่งตรงไปที่เขตหวายสุ่ยเพื่อทดสอบความแข็งแกร่งของตระกูลหลัว”

“หากความแข็งแกร่งของพวกเขาเกินกว่าที่พวกเราจินตนาการเอาไว้”

“พวกเราก็จะถอยกลับมาที่เขตหวงซาน”

“ด้วยค่ายเสวี่ยหลาง และค่ายฮุ่ยม่าที่เป็นหลักยึด ข้าคิดว่าตระกูลหลัวคงจะไม่กล้ารุกรานเข้ามา เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่จะเผชิญกับการต่อต้านอย่างหนัก”

“แต่ถ้าหากว่าตระกูลหลัวไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่เอ่ยอ้าง พวกเขากลวงเปล่าจากภายใน”

“ก็จะมาตำหนิค่ายไป๋เหลียนของเราจากสิ่งที่อาจเกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่ได้”

“ท้ายที่สุดแล้ว โลกใบนี้มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด และได้รับสิทธิ์ในการควบคุมทุกอย่าง”

“สำหรับผู้อ่อนแอ แม้แต่ชะตาชีวิตของตัวเอง พวกเขาก็ยังไม่อาจกุมไว้ในกำมือได้”

หลังจากหว่านฮ่าวเว่ยกล่าว เส้นทางของค่ายไป๋เหลียนในวันหน้าก็ถูกขีดเขียนแล้ว จากนั้น ผู้คนภายในห้องโถงก็แยกย้ายกันออกไป

สำหรับการตัดสินใจครั้งนี้ ผู้คนจากฝ่ายกลางรู้สึกไม่ค่อยพึงพอใจนัก แต่พวกเขาก็ไม่อาจทำอะไรได้

เพราะไม่ว่าจะอย่างไร หว่านฮ่าวเว่ยก็คือผู้นำสูงสุดของพวกเขา มีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจ

สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้ คือก้มหน้ายอมรับ และปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่มีสิทธิ์จะปฏิเสธ

จบบทที่ ตอนที่ 156 แผนการของค่ายไป๋เหลียน (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว