- หน้าแรก
- สู่วิถีไร้เทียมทานด้วยระบบเพิ่มค่าสถานะ
- ตอนที่ 128 อำนาจก็เหมือนยาพิษ (ฟรี)
ตอนที่ 128 อำนาจก็เหมือนยาพิษ (ฟรี)
ตอนที่ 128 อำนาจก็เหมือนยาพิษ (ฟรี)
ตอนที่ 128 อำนาจก็เหมือนยาพิษ
“ระดับน้ำของแม่น้ำหวายก็ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งเดือนมานี้”
“จากการประเมินข้าคิดว่าน่าจะแห่งสนิทในเวลา 10 ถึง 15 วันข้างหน้า”
“สำหรับปัญหาจากฝูงตั๊กแตน แม้ว่าจะมีการดำเนิน และคอยควบคุม แต่จำนวนของพวกเขาก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน”
“จริงๆ แล้ว ข้าได้ยินข่าวลือมาว่าในสองหรือสามมณฑลทางตอนเหนือ มีฝูงตั๊กแตนระบาดไปทั่วแล้ว”
“พืชผลจำนวนนับไม่ถ้วนถูกทำลาย และท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยตั๊กแตนจำนวนมหาศาลบดบังแสดงอาทิตย์ราวกับเมฆทมิฬ”
“หูหมิน เจ้าคิดว่าเขตหวายสุ่ยของเรา…”
“ไม่สิ ข้าควรพูดว่า มณฑลหลัวซานของเรา จะต้องประสบกับหายนะแบบเดียวกันมั้ย?” หลัวซวนถามหูหมินอย่างกะทันหัน ซึ่งเขาแสดงให้เห็นว่าเขาประทับใจในความสามารถของชายคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
“สองหรือสามมณฑลทางตอนเหนือที่ได้รับผลกระทบจากฝูงตั๊กแตนนั้นอยู่ไกลจากมณฑลหลัวซานของเรามาก”
“ในระยะเวลาสั้นๆ มันไม่น่าจะส่งผลกระทบมาถึงพวกเราที่อยู่ที่นี่”
“อย่างไรก็ตาม หากเราไม่สามารถควบคุมจำนวนตั๊กแตนในไร่นา และลดจำนวนพวกมัน…”
“มันก็คงจะไม่ห่างจากหายนะที่พวกเขากำลังเผชิญต่างกันแค่ช้าหรือเร็วก็เท่านั้น” หูหมินตอบหลังจากครุ่นคิดอยู่เป็นเวลานาน
“เรื่องของเวลาสินะ” หลัวซวนพยักหน้าเงียบๆ
สิ่งพวกเขากังวล ไม่ได้อยู่ห่างไกลแล้ว มันใกล้กว่าที่คิดด้วยซ้ำ
ระดับน้ำของแม่น้ำหวายลดลง จำนวนตั๊กแตนที่เพิ่มมากขึ้น และขนาดของฝูงที่ขยายตัว
ล้วนเป็นข่าวร้ายสำหรับตระกูลหลัวแห่งเมืองศิลาคราม รวมถึงเขตหวายสุ่ยทั้งหมด
ตอนนี้ ขณะที่พวกเขายังพอควบคุมได้ ก็ยังรับกับความสูญเสียไม่ไหว
เมื่อหลุดจากการควบคุม มันก็คงจะเป็นหายนะครั้งใหญ่ ที่แพร่กระจายไปไกลราวกับโรคระบาด
เมื่อถึงเวลานั้น หากครึ่งหนึ่งหรือมากกว่านั้นได้รับผลกระทบจากฝูงตั๊กแตนระบาด
มันก็ทำให้ผลผลิตลดลง หรือแต่แม้สูญเสียไปอย่างสิ้นเชิง
เมื่อขาดแคลนอาหาร ความวุ่นวายโกลาหลก็จะเลวร้ายยิ่งกว่าตอนนี้มากอย่างไม่ต้องสงสัย
และมูลค่าของอาหารก็จะพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้ว่าปัจจุบัน ตระกูลหลัวจะมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับตระกูลลั่วแห่งมณฑลเจียนหนาน ซึ่งเป็นหนึ่งตระกูลใหญ่ที่มีผลิตอาหารเป็นจำนวนมาก และมีการค้าขายแลกเปลี่ยนระหว่างทั้งสองฝ่ายอย่างต่อเนื่อง
แต่เมื่อเวลาผ่านไป และฝูงตั๊กแตนระบาดอย่างรุนแรง และมูลค่าของอาหารดีดตัวสูงขึ้น
ตระกูลหลัวจะยังคงค้าขายอาหารกับตระกูลลั่วโดยแลกกับหินชิงสือได้อีกหรือเปล่า นั่นยังคงเป็นคำถามอยู่
ทำให้สถานการณ์ของพวกเขามีความล่อแหลม
การที่เสบียงอาหารของตระกูลหนึ่งนั้นถูกเกาะกุมเส้นชะตาโดยอีกตระกูลนั้น ไม่ว่าจะถามใคร ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เรื่องดี
….
เมืองศิลาคราม ดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว
ภายในห้องหนังสือ
หลัวผิง ผู้นำตระกูลหลัวคนปัจจุบันกำลังนั่งอยู่ที่เดิมอย่างเงียบๆ และพลิกดูเอกสารเกี่ยวกับเสบียงอาหารสำรองที่กักตุนเอาไว้
มีการแบ่งส่วนอย่างชัดเจน ทั้งที่เก็บไว้สำหรับคนในตระกูลโดยเฉพาะ บางส่วนที่จะจัดหาให้กับทหารในกองทัพ และประชาชนธรรมดาทั่วไป
แม้ว่าหลังจะผ่านการสะสม เสบียงอาหารจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับปริมาณสำรองจากเมื่อหลายวันก่อน
แต่เมื่อหักลบกับดินแดนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงจำนวนทหาร และประชาชนในดินแดนที่มากขึ้นในทุกๆ วัน
เสบียงสำรองในมือของตระกูลหลัวก็ยังถือว่าไม่เพียงพออยู่ดี
“หนึ่งเดือน…”
“เสบียงสำรองที่มีอยู่เพียงพอสำหรับการบริโภคได้อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น…”
“ส่วนผลผลิตจากไร่นา ยังต้องรออีกอย่างน้อยสองเดือนกว่าจะเก็บเกี่ยวได้…”
“ช่องว่างอีกหนึ่งเดือนที่ขาดหาย… ข้าจะหาเสบียงมาจากที่ไหนมาเติมเต็ม หรือจะต้องปล่อยให้คนจำนวนมากอดตาย”
หลัวผิงรู้สึกปวดหัว เมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้า
ยิ่งไปกว่านั้น นี่ยังเป็นสถานการณ์ที่มองโลกในแง่ดีที่สุดแล้วอีกด้วย
แม่น้ำหวายแห้งเหือด ฝูงตั๊กแตนระบาด และเสถียรภาพทางการค้ากับตระกูลลั่ว
เขายังไม่ได้คิดถึงเรื่องเหล่านั้นเลย
หากมีแหล่งน้ำเพียงพอ ควบคุมจำนวน และขนาดของฝูงตั๊กแตนได้สำเร็จ ก็จะไม่มีปัญหา
แต่ถ้าแม่น้ำหวายแห้งเหือด รวมถึงน้ำในบ่อหมดลง พืชผลก็จะไม่มีน้ำมาหล่อเลี้ยงให้ผลิดอกออกผล และเมื่อฝูงตั๊กแตนระบาดซ้ำเดิม มันก็จะเป็นหายนะอย่างแท้จริง
หากถึงเวลานั้น วิธีเดียวที่ตระกูลหลัว และตระกูลอื่นๆ ภายในเขตหวายสุ่ยจะอยู่รอดได้ก็คือ การทำลายล้างตระกูลถัง
เพื่อยึดครองเสบียงสำรองจำนวนมหาศาลไว้เป็นของตัวเอง
หากทำเช่นนั้นได้จริง วิกฤตขาดแคลนอาหารก็จะได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์
…
ในห้อง หลังจากที่หลัวผิงวางเอกสารที่เกี่ยวกับรายงานเสบียงอาหารในมือลง
เขาก็หยิบรายงานอีกชุดหนึ่งขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ
เขาเปิดมันออก และเริ่มอ่านอย่างเงียบๆ
อย่างไรก็ตาม ยิ่งเขาอ่านไปได้มากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งขมวดคิ้วมากขึ้นเท่านั้น
เนื้อหาในนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งมณฑลเจียงหนาน นั่นก็คือ ตระกูลลั่ว
ด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น มือของเขาก็กำแน่น
เมื่อเวลาผ่านไป ใบหน้าของเขาก็ย่ำแย่ลงมากขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งเมื่ออ่านจบ หลัวผิงก็ตบโต๊ะด้วยความโกรธ
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป การค้าขายระหว่างตระกูลหลัว และตระกูลลั่วจะยุติลงโดยสมบูรณ์
ใช่ ฟังไม่ผิดหรอก
มันหมายความตามที่ระบุไว้อย่างแน่นอน
ตระกูลลั่วได้ยุติการค้าขายแลกเปลี่ยนกับตระกูลหลัวเพียงฝ่ายเดียว
ข้อความในนั้นค่อนข้างสุภาพ
แต่โดยพื้นฐานแล้วอยากจะสื่อว่า มณฑลสองหรือสามแห่งทางตอนเหนือเริ่มประสบกับฝูงตั๊กแตนระบาด
จำนวนของพวกมันมืดฟ้ามัวดิน มากถึงขนาดบดบังทั่วทั้งท้องฟ้าก็ยังไม่ถือว่าเป็นการกล่าวเกินจริง
นอกจากนี้ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
คาดว่าผลผลิตในปีนี้จะลดลงอย่างต่อเนื่อง
ด้วยเหตุนี้ ตระกูลลั่วจึงต้องการยุติการค้าขายโดยทันที และขอยุติสัญญาเพียงฝ่ายเดียว
หลัวผิงโกรธมากจริงๆ คราวนี้
ดูเหมือนว่า นับตั้งแต่เขาได้นั่งทำงานทุกวันโดยไม่มีเวลาได้พักผ่อน
อารมณ์ของเขาก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่รู้ตัว เขาใจร้อน และหงุดหงิดง่ายยิ่งขึ้น
หลัวผิงต้องการควบคุมอารมณ์ของตัวเอง
แต่บ่อยครั้ง เมื่อเขาเห็นรายงานถึงปัญหาต่างๆ เขาก็ไม่สามารถรักษาความสงบได้
เขาไม่รู้ว่านี่เป็นปัญหาส่วนตัวหรือเป็นผลที่เกิดจากอิทธิพลจากสภาพแวดล้อม
…
หลังจากถูกตระกูลลั่วแห่งมณฑลเจียงหนานยุติการค้า แหล่งเสบียงของตระกูลหลัวก็ถูกตัดขาดอีกครั้ง
หลัวผิงนั่งอยู่บนที่นั่งหลักในห้องโดยครุ่นคิดอยู่คนเดียวเป็นเวลานาน
แต่เขาก็ไม่สามารถหาทางออกที่น่าพึงพอใจได้
หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ลุกขึ้นอย่างเงียบๆ และเดินไปยังลานบ้านของบรรพบุรุษ
…
หลัวผิงรู้สึกสิ้นหวังอย่างแท้จริง
ในใจของเขาราวกับตกอยู่ในห้วงแห่งความมืดมิด มืดแปดด้าน ไร้หนทาง
แม่น้ำหวายซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่กำลังจะแห้งเหือด ฝูงตั๊กแตนเริ่มระบาดในไร่นา
ตระกูลลั่วแห่งมณฑลเจียงหนานก็ยุติการค้าเพียงฝ่ายเดียว เหยียบย่ำความไว้วางใจ และมิตรภาพ
รวมถึงข่าวลือจากทางตอนเหนือที่มีฝูงตั๊กแตนระบาด จำนวนมืดฟ้ามัวดิน เหมือนเงามรณะที่คืบคลานเข้ามาทีละน้อย
แม้แต่มณฑลหลัวซานจะอยู่ห่างไกลจากที่ๆ เป็นต้นตอของข่าวลือ และยังไม่ได้ประสบกับฝูงตั๊กแตนระบาด แต่ก็ยังไม่อาจวางใจได้
เมื่อต้องรับรู้ข่าวร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามา หลัวผิงก็ไม่รู้จริงๆ ว่าควรทำอย่างไรต่อ
แน่นอนว่า ถ้าตระกูลหลัวเต็มใจที่จะยอมสละเมืองอื่นๆ และเก็บรักษาเมืองศิลาครามซึ่งถือเป็นศูนย์กลางอำนาจ
มองดูตระกูลเฉิน ตระกูลถัง และจวนอ๋องหวายสุ่ยต่อสู้กันเอง
ตระกูลหลัวก็อาจจะไม่จำเป็นต้องสนใจเกี่ยวกับฝูงตั๊กแตนระบาด ภัยแล้ง ผู้ลี้ภัย และกลุ่มโจร
แต่ตอนนี้ ปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือ…
พวกเขาปกครองเมืองมากถึงเจ็ดเมือง ควบคุมกองทัพหนึ่งถึงสองแสนคน และมีผู้คนนับล้านอยู่มาพักพึ่งอยู่ใต้ธง
ตระกูลหลัวจะยอมเต็มใจสละทุกสิ่งที่มีไปได้จริงๆ หรือ?
ไม่ต้องพูดถึงหลัวผิง เป็นไปได้ว่าคนส่วนใหญ่ในตระกูลหลัวคงจะเต็มใจที่จะทำแบบนั้น
หลายครั้ง อำนาจก็เหมือนยาพิษกัดกร่อนกระดูก
ไม่แตะก็ไม่เป็นไร
แต่เมื่อได้ลองลิ้มรส และสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ และหอมหวานของมัน ใจก็เกิดความลังเลที่จะปล่อยมือ
ตระกูลหลัวก็เช่นกัน พวกเขาไม่คิดจะละทิ้งอำนาจในมือ และต้องการจะลองเสี่ยงดูสักครั้ง
หากล้มเหลวจริงๆ ก็ช่างเถอะ
ด้วยเสบียงสำรองของตระกูลก็เพียงพอที่จะให้คนในตระกูลใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ
แต่หากสำเร็จ และก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้จริงๆ ล่ะ อะไรจะเกิดขึ้น?