เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 107 โอกาสมาถึงแล้ว (ฟรี)

ตอนที่ 107 โอกาสมาถึงแล้ว (ฟรี)

ตอนที่ 107 โอกาสมาถึงแล้ว (ฟรี)


ตอนที่ 107 โอกาสมาถึงแล้ว

เมื่อทุ่มเทความพยายามลงไป และไม่มีเรื่องสำคัญอื่นๆ ให้ทำอย่างเร่งด่วน

หลัวฉางเฟิงก็ได้สร้างยันต์เหมันต์อีกสิบสองแผ่นซึ่งมีตั้งแต่ระดับสองขั้นต่ำไปจนถึงระดับสองขั้นสูง

ยิ่งระดับสูงมากเท่าไหร่ ระยะครอบคลุม ความเร็วในการดูดซับ และอุณหภูมิที่กักเก็บได้ก็จะเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น รวมถึงระยะเวลาส่งผลที่จะอยู่นานขึ้นด้วย

ส่วนยันต์คิมหันต์ที่เขาเคยพูดถึงก่อนหน้านี้นั้น

หลัวฉางเฟิงใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงในการศึกษาค้นคว้า และสร้างออกมาได้ประมาณสามแผ่น

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอากาศที่ร้อนอบอ้าวอยู่แล้ว

หลัวฉางเฟิงจึงไม่คิดจะลองใช้ยันต์คิมหันต์จริงๆ เขาแค่เก็บพวกมันไว้ในถุงมิติ รอโอกาสที่เหมาะสม

เพียงพริบตา อีกหลายวันก็ผ่านไป

ในช่วงเวลาหลายวันที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สำคัญและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเขตหวายสุ่ย

กองทัพของอ๋องหวายสุ่ยที่เคยยึดเมืองของตระกูลถังได้ถึงสองเมือง ได้เริ่มเคลื่อนพลอีกครั้ง

พวกเขารวบรวมกองทัพขนาดใหญ่ถึงสามแสนคน และเปิดฉากโจมตี รุกคืบเข้าไปในดินแดนของตระกูลถังด้วยความบ้าคลั่ง

ส่วนตระกูลถังก็พยายามปกป้องตัวเองอย่างเต็มที่ เนื่องจากพวกเขาเคยประสบกับความสูญเสียมาแล้วครั้งหนึ่ง พวกเขาจึงไม่ยอมให้เกิดความสูญเสียอีก

แต่พวกเขาจะสามารถต้านทานกองทัพชั้นยอดที่มีมากถึงสามแสนคนได้หรือ?

นั่นเป็นแค่การขู่เพื่อให้กลัวเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว จำนวนทหารชั้นยอดที่ผ่านการฝึกฝนภายใต้ธงของอ๋องหวายสุ่ยนั้น จริงๆ แล้วมีแค่ประมาณหนึ่งแสนคนเท่านั้น

ส่วนที่เหลืออีกสองแสนคนเป็นชาวบ้านที่ไม่เคยผ่านการฝึก และถูกเกณฑ์เข้ามาเติมเต็มกำลังพลที่ขาดไป

เมืองศิลาคราม ดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว

ภายในห้องโถงใหญ่

หลัวผิง ผู้นำตระกูลหลัวคนปัจจุบันนั่งอยู่อย่างเงียบๆ บนที่นั่งหลัก

เขากำลังรับฟังรายงานจากบุตรชาย หลัวซวน ด้วยสีหน้าครุ่นคิด

“ดูเหมือนว่าในครั้งนี้... ไม่อ๋องหวายสุ่ย ก็ตระกูลถัง จะต้องมีฝ่ายหนึ่งที่พินาศลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

หลัวผิงกล่าวขึ้นอย่างเฉียบขาด หลังจากฟังรายงานจบ

“ท่านพ่อ ข้าคิดว่าเราควรใช้โอกาสนี้เปิดฉากโจมตีเมืองอื่นๆ ที่อยู่ใกล้กับเมืองศิลาคราม” หลัวซวนเอ่ยอย่างสุขุม

“บุกโจมตีงั้นหรือ?”

หลัวผิงหรี่ตาลงเล็กน้อย พลางถามเสียงเรียบ “แล้วเจ้าวางแผนจะจัดการกับปัญหาขาดแคลนเสบียงอย่างไร?”

"การยึดเมืองที่อยู่นอกอิทธิพลของอ๋องหวายสุ่ย ตระกูลเฉิน และตระกูลถัง อาจไม่ใช่เรื่องยากก็จริง”

“แต่การปกครอง และดูแลเมืองหลังจากนั้นต่างหากที่เป็นปัญหาใหญ่”

“เพียงแค่เรื่องเสบียงอาหารอย่างเดียว ก็ทำให้ตระกูลหลัวของเราต้องตะเกียกตะกายสุดชีวิตแล้ว”

หลัวซวนพยักหน้าเงียบๆ หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พูดต่อ “เกี่ยวกับเรื่องเสบียงอาหาร ข้าพอจะมีวิธีแก้ หากเราไม่สามารถซื้อเสบียงจากภายในเขตหวายสุ่ยได้ เราก็จะต้องไปหาซื้อจากภายนอกในราคาที่สูงกว่า”

“ประมาณครึ่งเดือนก่อน ข้าได้ติดต่อกับตระกูลลั่วแห่งมณฑลเจียงหนานเอาไว้แล้ว”

“พวกเขาบอกว่าพร้อมจะแลกเปลี่ยนเสบียงกับแร่หินสือที่เรามี และข้อตกลงฟังดูไม่เลวเลย”

“มณฑลเจียงหนาน?” ดวงตาของหลัวผิงเป็นประกายชั่วครู่เมื่อได้ยินคำอธิบายของบุตรชาย

“ผืนดินของมณฑลเจียงหนานเหมาะสำหรับการปลูกพืชมากที่สุด จึงถือได้ว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของแคว้นต้าเฟิง ปริมาณผลผลิตของพวกเขาสูงกว่าเราหลายเท่า”

“และตระกูลลั่วที่เป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ก็มีไร่นาอยู่ในมือเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน”

“หากตระกูลหลัวของเราสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนกับพวกเขาได้จริงๆ”

“ปัญหาเรื่องการขาดแคลนอาหารก็น่าจะบรรเทาลง หรือไม่ก็อาจจะหมดไปเลยก็เป็นได้”

จากนั้น หลัวซวนก็วกกลับมาที่คำถามเดิม “ท่านพ่อ หากเป็นเช่นนี้ การยึดเมืองที่ข้าเสนอก่อนหน้านี้ ท่านคิดเห็นอย่างไร?”

หลัวผิงพูดอย่างสงบ “หากการซื้อขายกับตระกูลลั่วเกิดขึ้นจริง ข้าก็ไม่คิดจะห้าม”

หลังจากกองคาราวานที่ขนเสบียงอาหารจำนวนมหาศาลจากตระกูลลั่ว เคลื่อนตัวมาถึงเมืองศิลาคราม

กองทัพสามหมื่นคนที่ได้รับการฝึกฝนอย่างหนักจากหลัวหย่งในค่ายทหารนอกเมือง

ในที่สุด ก็เริ่มระดมกำลัง

พวกเขาค่อยเคลื่อนทัพเข้าใกล้เมืองต่างๆ ที่อยู่ใกล้กับเมืองศิลาคราม โดยมุ่งเป้าไปที่เมืองอิสระที่อยู่นอกอิทธิพลของอ๋องหวายสุ่ย ตระกูลเฉิน และตระกูลถัง

แน่นอนว่า นอกเหนือจากทหารชั้นยอดจำนวนสามหมื่นคนแล้ว

ตระกูลหลัวยังได้เสริมทัพด้วยชาวบ้านอีกห้าหมื่นคน โดยใช้เป็นกองขนส่งเสบียง และช่วยเหลือในระหว่างการเดินทัพเป็นหลัก

ในเขตหวายสุ่ยประกอบด้วย 18 ตำบล และ 36 เมือง

เมืองส่วนใหญ่ล้วนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสามกองอำนาจใหญ่ ได้แก่ อ๋องหวายสุ่ย ตระกูลเฉิน และตระกูลถัง

เมื่อไม่นับเมืองที่อยู่ภายใต้การควบคุมของทั้งสามฝ่ายแล้ว เมืองอิสระที่เหลืออยู่จึงมีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น

บริเวณใกล้เมืองศิลาคราม จึงมีเมืองขนาดเล็กที่ตั้งตัวเป็นอิสระอยู่แค่ 5 แห่ง กระจัดกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ

เขตหวายสุ่ย เมืองตงถู่

ในบรรดาเมืองอิสระทั้งห้า เมืองตงถู่ถือเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงและอิทธิพลมากที่สุด และในขณะนี้ ภายในคฤหาสน์ตระกูลติง ตระกูลที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในเมืองกำลังจัดประชุมฉุกเฉินขึ้นมาอย่างเร่งด่วน

เหล่าตัวแทนจากตระกูลต่างๆ ต่างพากันเดินทางมาร่วมประชุม พวกเขานั่งเรียงรายอยู่ภายในห้องประชุมที่มีการคุ้มกันแน่นหนา บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด และความกังวล

“ผู้นำตระกูลติง ท่านเห็นว่าเราควรรับมือกับวิกฤตครั้งนี้อย่างไร?”

“ที่ผ่านมา พวกเราอยู่ร่วมกันอย่างสันติ จึงไม่เคยมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น”

“แต่ตอนนี้ ตระกูลหลัวได้ระดมกองทัพเกือบแสน เคลื่อนพลบุกเข้าประชิดเมืองตงถู่ รวมถึงเมืองอิสระอีกสี่แห่งด้วย!”

“หากเราไม่วางแผนรับมือตั้งแต่ตอนนี้…”

“พวกเราทุกคนก็อาจถูกบดขยี้จนไม่หลงเหลือซาก เหมือนกับตระกูลต่างๆ ในเมืองหวงฉวี่เคยถูกพวกเขาล้างบางจนหมดสิ้น”

ในห้องประชุม ชายวัยกลางที่มีรูปร่างกำยำ และดูแข็งแกร่ง

เมื่อเห็นว่าตัวแทนของตระกูลต่างๆ มารวมตัวกันเกือบครอบแล้ว

เขาก็แทบจะควบคุมความตื่นตระหนก และความกังวลในใจไว้ไม่อยู่

เขาจึงหันมาพูดกับผู้นำตระกูลติง ติงฟานที่นั่งหลับตาอยู่บนที่นั่งหลัก ดูสงบต่างจากความร้อนรนของผู้คนในห้องอย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ติงฟานจะทันได้ตอบอะไร

ในห้องโถงอันเงียบงัน ผู้นำตระกูลอีกคนที่นั่งอยู่ฝั่งซ้ายอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

“ทหารชั้นยอดนับแสนงั้นรึ? น่าขันสิ้นดี… ตระกูลหลัวจะไปเอากำลังพลมากขนาดนั้นมาจากที่ไหน?”

ระหว่างที่พูด เขาก็เหลือบมองไปรอบห้องอย่างยโสเล็กน้อย

“ข้าว่าจำนวนจริงคงไม่เกินสามหมื่นด้วยซ้ำ ที่เหลือก็คงเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา พวกที่แม้แต่จะจับดาบยังจับไม่ถูกทาง!”

“ต่างจากพวกเราที่นั่งอยู่ที่นี่… ถ้าทุกตระกูลร่วมมือกันอย่างจริงจัง รวมกองกำลังเป็นหนึ่งเดียว เราจะสามารถระดมพลได้ไม่น้อยกว่าหนึ่งแสนคนแน่นอน”

“เมื่อถึงตอนนั้น ต่อให้ตระกูลหลัวจะยกทัพบุกเข้ามาจริงๆ เราก็ไม่มีอะไรต้องหวั่นเกรง!”

หลังจากชายคนนี้พูดจบ เขาก็ได้รับความเห็นชอบจากผู้นำตระกูลคนอื่นๆ

เขตหวายสุ่ยมีขนาดกว้างใหญ่ แต่ดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของตระกูลหลัวมีเพียงสองเมืองเท่านั้น

แม้ว่าเมืองศิลาครามจะขยายตัวออกไป หลังมีการบุกเบิกพื้นที่ และสร้างกำแพงเมืองใหม่

แม้ว่าตระกูลหลัวจะรับผู้ลี้ภัยจำนวนมากตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

เพิ่มจำนวนพลเรือนของตนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่แล้วยังไงล่ะ?

ทหารชั้นยอดใช่ว่าจะฝึกฝนได้ในชั่วข้ามคืน

ยังไม่รวมถึงเรื่องอื่นๆ อย่างการจัดหาเสบียงอาหารเพื่อเลี้ยงดูกองทัพ

ตระกูลหลัวจะแบกรับปากท้องของกำลังพลได้มากสักแค่ไหนกันเชียว…

“ตระกูลต่างๆ ในเมืองหวงฉวี่ไม่ได้สามัคคีกัน ความแข็งแกร่งของพวกเขาจึงถูกลดทอนลง”

“การที่ตระกูลหลัวสามารถพิชิตพวกเขาได้อย่างง่ายดายจึงถือว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล”

“แต่เรานั้นไม่ใช่ ศึกครั้งนี้ยังไม่แน่หรอกว่าใครจะเป็นฝ่ายที่ได้กุมชัยชนะ”

ในห้องประชุม

ผู้นำตระกูลอีกคนอยากสร้างความประทับใจต่อหน้าติงฟาน เขาจึงยืนขึ้น และพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“พอ…” ขณะที่เสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ติงฟาน ผู้นำตระกูลติงคนปัจจุบันก็ลืมตาขึ้น สีหน้าของเขาค่อนข้างสงบ ขณะที่เขาเหลือบมองผู้คนที่อยู่โดยรอบ และพูดเบาๆ

“ถ้าตระกูลหลัวยังคิดจะอยู่ร่วมกับพวกเราอย่างสันติ แน่นอนว่าเราก็ไม่มีเหตุผลจะก่อศึกสงครามใดๆ แต่ถ้าพวกเขาคิดจะยกทัพมาลงมือกับพวกเราจริง ๆ ล่ะก็…”

“ยังไม่แน่ว่า...ใครกันแน่ที่จะเป็นฝ่ายถูกบดขยี้”

จบบทที่ ตอนที่ 107 โอกาสมาถึงแล้ว (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว