เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 72 ชะตากรรมที่มิอาจเลี่ยง (ฟรี)

ตอนที่ 72 ชะตากรรมที่มิอาจเลี่ยง (ฟรี)

ตอนที่ 72 ชะตากรรมที่มิอาจเลี่ยง (ฟรี)


ตอนที่ 72 ชะตากรรมที่มิอาจเลี่ยง

เพียงพริบตาก็ผ่านไปอีกหลายวัน

หลังจากที่ตระกูลหลัวแห่งเมืองศิลาครามได้เตรียมการทุกอย่างจนเรียบร้อยแล้ว

หลัวหย่งได้เรียกระดมทหารประจำการสามหมื่นคน และเริ่มเดินทัพตรงไปยังเมืองหวงฉวี่

เมื่อหลัวหย่งไปถึงบริเวณที่เมืองหวงฉวี่ตั้งอยู่

เขาได้ส่งกองทหาร และนายพลไปปิดล้อมเมืองจนหมดสิ้น

วงล้อมนั้นแน่นหนามากจนแม้แต่แมลงวันตัวเดียวก็ไม่สามารถเล็ดรอดออกไปได้ นับประสาอะไรกับคนๆ หนึ่ง

เมื่อเห็นกองทัพขนาดใหญ่ของตระกูลหลัวที่กำลังล้อมเมืองอยู่

ตระกูลต่างๆ ในเมืองหวงฉวี่ เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ความกังวล และความหวาดกลัว

แต่ภายใต้การล่อลวงของอำนาจ เงินทองที่พวกเขายึดติดมือไว้ไม่ยอมปล่อย

ไม่มีใครเลือกที่จะยอมจำนนต่อตระกูลหลัว

ทำให้ในตอนนี้ไม่ว่าต่างฝ่ายเลือกที่จะยืนหยัดด้วยเหตุผลใดก็ตาม

สงครามระหว่างตระกูลหลัวแห่งเมืองศิลาครามกับเหล่าตระกูลทรงอำนาจแห่งเมืองหวงฉวี่

บัดนี้ ก็เหลือแค่รอวันปะทุ ไม่มีหนทางใดหลีกเลี่ยง

ในเมืองหวงฉวี่ ในดินแดนของตระกูลหวง

หวงไป๋เถา ผู้นำตระกูลหวงคนปัจจุบันกำลังนั่งอยู่เงียบๆ อยู่ใต้ศาลาหินในลานบ้าน

เขาดูผ่อนคลายมากขณะจิบชาอุ่นๆ

“ท่านพ่อ กองกำลังของตระกูลหลัวได้มาถึงหน้าประตูบ้านของเราแล้ว…”

“พวกเขายังได้ล้อมเมืองหวงฉวี่ไว้หมดทุกด้าน…”

“พวกเราต้องรีบทำอะไรสักอย่างก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป…”

จู่ๆ หวงเจิ้งก็ปรากฏตัวขึ้นที่ลานบ้าน

เมื่อเห็นพ่อของเขาดูเหมือนไร้ความกังวล และไม่ทุกข์ร้อน

เขาไม่สามารถสงบจิตใจที่เต็มไปด้วยความกังวลของตัวเองได้

เขาจึงพูดเสียงเบา เพื่อระบายความอึดอัดในใจออกมา

“ใครเป็นคนบอกเจ้าให้มาพูดเรื่องนี้กับข้า?”

หวงไป๋เถาเหลือบมองไปที่หวงเจิ้ง บุตรชายของเขาที่อยู่ข้างๆ แล้วถามด้วยน้ำเสียงสงบ

“ไม่มีใครบอกข้า มันเป็นความคิดของตัวข้าเองที่ต้องการมาหารือเรื่องนี้กับท่าน…”

หลังจากกลืนน้ำลายด้วยความประหม่า หวงเจิ้งก็พูดด้วยท่าทีตื่นตระหนก

“เป็นตระกูลอู๋หรือตระกูลไป๋?”

“หรือตระกูลอื่นๆ ในเมืองหวงฉวี่ก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย?”

ในขณะที่พูด หวงไป๋เถาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงดังออกมา

อำนาจก็เหมือนยาพิษ

เมื่อสัมผัสโดนแล้วจะซึมเข้าสู่ไขกระดูก

สถานการณ์ตอนนี้ชัดเจนมาก

ไม่มีใครในเมืองหวงฉวี่ ที่สามารถต้านทานพลังอันน่าเกรงขามของตระกูลหลัวเพียงลำพังได้

ทำให้ตระกูลอู๋ และตระกูลไป๋ รวมทั้งตระกูลอื่นๆ ในเมือง ปรารถนาที่จะรวมพลังกันเพื่อต่อกรกับตระกูลหลัว

แต่…นั่นไม่ใช่การรนหาที่ตายหรอกเหรอ?

ดูเหมือนพวกเขาจะถูก ‘อำนาจ’ มอมเมาจนหน้ามืดตามัวไปกันหมดแล้ว

“อำนาจในการตัดสินใจในตอนนี้อยู่ในกำมือของตระกูลหลัวแต่เพียงผู้เดียว”

“ไม่ว่าสิ่งที่เจ้าพูดในวันนี้ ใครจะเป็นสอนก็ตาม”

“เจ้าต้องลืมมันไปให้หมด”

“จากนี้ไป จงอยู่แต่ในบ้านอย่างสงบ ห้ามออกไปก่อเรื่องที่ไหนเป็นอันขาด”

“ข้ามั่นใจว่าอีกไม่นาน ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะได้ข้อสรุป”

หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง หวงเจิ้งก็ถามด้วยความลังเล “ท่านพ่อ ท่านหมายความว่าอีกไม่นานเมืองหวงฉวี่จะตกอยู่ภายใต้การปกครองของตระกูลหลัวงั้นเหรอ?”

“อย่างเร็วสามวัน อย่างช้าเจ็ดวัน”

“เมืองหวงฉวี่จะต้องถูกโจมตีอย่างแน่นอน…”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นก็ไม่ได้แตกต่างไปจากสิ่งที่หวงไป๋เถา ผู้นำตระกูลหวง คาดการณ์ไว้มากนัก

หลังจากผ่านไปเพียง 5 วัน

กองทัพของตระกูลหลัวแห่งเมืองศิลาครามก็เปิดฉากบุกโจมตีเมืองหวงฉวี่

ไม่นานหลังจากนั้น พวกเขาก็สามารถเข้ายึดเมืองได้อย่างราบรื่น โดยสูญเสียทหารไปราวหนึ่งพันคนจากกองทัพสามหมื่นคน

แม้จะไม่มากนัก แต่ในสงคราม การสูญเสียก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

หลัวชิงซาน ชายหนุ่มรุ่นเยาว์ของตระกูลหลัวก็เข้าร่วมสงครามครั้งนี้ด้วย

และการเข่นฆ่าครั้งนี้ ทำให้การฝึกฝนของหลัวชิงซานพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วอีกครั้ง เหมือนกับการนั่งรถไฟ ไปถึงระดับกลั่นกระดูกขั้นต่ำ

ในช่วงเวลานี้ มีอยู่หลายครั้งที่หลัวชิงซาน รู้สึกแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้

อย่างไรก็ตาม โชคดีที่โอสถสงบใจช่วยระงับความโกรธ และจิตสังหารของเขาลงได้

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่ได้ถูกครอบงำโดยไอสังหาร จมดิ่งไปกับการเข่นฆ่า และเกิดจิตมารในใจ

หลังจากที่กองทัพตระกูลหลัวเข้าสู่เมืองหวงฉวี่

เรื่องแรกที่หลัวหย่งต้องทำคือ การคิดบัญชี

ในตอนแรก ตระกูลหลัวคาดไม่ถึงว่าจะใช้ความพยายามมากมายขนาดนี้เพื่อยึดเมืองหวงฉวี่

อย่างไรก็ตาม เนื่องมาจากการขัดขวางโดยสองตระกูลใหญ่อย่างตระกูลอู๋ ตระกูลไป๋ และตระกูลอื่นๆ อีกมากมาย

ตระกูลหลัวจึงต้องสูญเสียทหารไปถึงหนึ่งพันคน เกินกว่าที่คาดไว้หลายเท่า

ดังนั้นหลังสงคราม

ตระกูลอู๋ ตระกูลไป๋ และตระกูลอื่นๆ ที่ขัดขวางพวกเขาต่างต้องชดใช้อย่างหนักเป็นธรรมดา

ในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน

ตระกูลอู๋ และตระกูลไป๋ รวมไปถึงตระกูลที่ทรงอำนาจอื่นๆ ต่างก็ถูกทำลายล้าง ถูกลบออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ของทวีปซวนหยวน

ส่วนตระกูลหวงแห่งเมืองหวงฉวี่

บังเอิญคราวนี้ พวกเขาถือเป็นข้อยกเว้น

พวกเขาได้กลายเป็นหนึ่งในผู้ทรงอำนาจเพียงไม่กี่กลุ่มในเมืองหวงฉวี่ที่ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงภายใต้การกวาดล้างของตระกูลหลัว

“ท่านพ่อ ตระกูลอู๋ล่มสลายแล้ว ตระกูลไป๋ก็เช่นเดียวกัน…”

“ท่านพูดถูก เมื่อเผชิญหน้ากับความแข็งแกร่งของตระกูลหลัว ไม่มีใครในเมืองหวงฉวี่ที่สามารถขวางทางพวกเขาได้” หวงเจิ้งกล่าว

ภายในลานบ้านตระกูลหวง ใต้ศาลาหิน

นายน้อยแห่งตระกูลหวง หวงเจิ้งยืนอยู่ข้างๆ พ่อของตนอย่างเงียบๆ

ในขณะนี้ สีหน้าของเขา ดูเหมือนจะมีร่องรอยของความตื่นตระหนก และความกังวลใจ

ตระกูลอู๋ ตระกูลไป๋

ตระกูลใหญ่ทั้งสองเป็นที่รู้จักกันในเมืองหวงฉวี่ ในฐานะสามตระกูลใหญ่ที่ร่วมปกครองเมืองหวงฉวี่ด้วยกันกับตระกูลหวงของพวกเขา

แต่ตอนนี้ ตระกูลทั้งสองกลับล่มสลายลงในเวลาเดียวกัน

หวงเจิ้งรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งกายราวกับกำแพงที่บังแดดฝนพังครืนลงมา หรือรู้สึกเศร้าโศกเหมือนกับสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งที่ร่ำไห้กับการตายของพวกพ้อง

“ข้าเคยบอกพวกเขาแล้ว…”

“แต่ดูเหมือนว่าจะไร้ประโยชน์ สิ่งต้องเกิดยังไงก็หลีกหนีไม่พ้น”

“ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็ไม่คิดจะฟังคำแนะนำของข้าเลยแม้แต่นิดเดียว” หวงไป๋เถากล่าวขณะนั่งอยู่ใต้ศาลาหินพร้อมกับถอนหายใจเบาๆ คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความหมดหนทาง

“ท่านพ่อ ท่านคิดว่าตระกูลหวงของเรา…”

“จะเดินตามรอยของตระกูลอู๋ และตระกูลไป๋หรือไม่” หวงเจิ้งลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถาม

“ตั้งแต่แรกเริ่มตระกูลหวงของเราไม่เคยทำสิ่งใดที่เป็นการขัดขวางตระกูลหลัว อย่างมากพวกเขาก็อาจจะต้องการให้เราส่งมอบที่ดิน และอุตสาหกรรมสำคัญๆ ต่างๆ ที่เรามี”

“อย่างมากเราก็แค่ต้องจ่ายเงินเพื่อไถ่ชีวิตของตัวเองเท่านั้น”

“คงจะไม่ถึงขนาดสูญสิ้นเหมือนกับตระกูลอื่นๆ หรอก…” หวงไป๋เถาพูดด้วยเสียงแผ่วเบา ขณะหยิบถ้วยชาที่เย็นชืดบนโต๊ะหินขึ้นมาดื่ม

วันต่อมา ตอนรุ่งสาง

หลังจากที่ตระกูลหลัวได้กวาดล้างตระกูลอู๋ และตระกูลไป๋ รวมถึงตระกูลอื่นๆ ที่คอยขัดแข้งขัดขาพวกเขาแล้ว

ในที่สุด หลัวหย่ง และหลัวชิงซานก็ได้ก้าวเข้าสู่ดินแดนของตระกูลหวง

“นี่หรือตระกูลหวง”

“ตระกูลที่ว่ากันว่าเคยมีเซียนถือกำเนิด?” หลัวหย่งจ้องมองไปทางทิวทัศน์ตรงหน้า ซึ่งดูไม่ต่างจากที่เขาเคยเห็นจากตระกูลอื่นๆ มากนัก

นอกจากการที่มีขนาดใหญ่กว่า และมีกลิ่นอายโบราณแฝงอยู่ ก็ไม่มีอะไรที่ผิดแปลกหรือมีเอกลักษณ์เป็นพิเศษ

หลัวหย่งจึงหรี่ลง และมีแสงหนึ่งวาบผ่าน

หลัวชิงซานที่ยืนอยู่ข้างๆ เขายังคงนิ่งเงียบ แต่ความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับตระกูลหวงก็ฉายชัดในดวงตาของเขา

“ไปดูข้างในกันเถอะ…” หลัวหย่งพูดโดยไม่หันกลับมามอง

จากนั้น เขาก็เดินนำบุตรชายซึ่งเป็นรองแม่ทัพ และผู้คุ้มกันส่วนตัวหลายคนที่อยู่ในระดับกลั่นกระดูกขั้นต้นเดินลึกเข้าไปในดินแดนของตระกูลหวง

จบบทที่ ตอนที่ 72 ชะตากรรมที่มิอาจเลี่ยง (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว