เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 17 ถึงเวลาต้องเลือก

ตอนที่ 17 ถึงเวลาต้องเลือก

ตอนที่ 17 ถึงเวลาต้องเลือก


ตอนที่ 17 ถึงเวลาต้องเลือก

“ท่านพ่อ เรื่องมันก็เกิดขึ้นไป ต่อให้พูดอะไรตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร”

หลัวซวนซึ่งสวมชุดคลุมขาวกล่าวด้วยรอยยิ้ม และเสียงทุ้มต่ำ

ในฐานะผู้นำตระกูล หลัวผิงมีอำนาจควบคุมชีวิต และความตายของคนในตระกูลหลัวนับร้อย

ในเมื่อเขาปฏิเสธการแต่งงาน ตัดโอกาสเป็นพันธมิตรกับตระกูลหูอย่างเด็ดขาด มันก็ถือว่าเป็นการแสดงจุดยืนของตระกูลหลัว

แม้การกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ไม่ค่อยมีความรับผิดชอบเท่าไหร่นัก

แม้ว่าการสู่ของตระกูลจะมีจุดประสงค์ซ่อนเร้นบางอย่างก็ตาม

แต่ในฐานะผู้นำตระกูล เขาต้องเห็นแก่ผลประโยชน์ของตระกูลหลัวเป็นอันดับหนึ่ง การที่เขาปฏิเสธเพราะผู้ที่ถูกเลือกเป็นบุตรสาวของตนนั้น

ไม่ว่ามองยังไง มันก็ผิด แม้จะไม่ผิดในฐานะพ่อ แต่ก็ผิดในแง่ความรับผิดชอบที่ต้องแบกรับความเป็นความตายของผู้อื่นๆ ในตระกูลอีกนับร้อย

“ใช่ เจ้าพูดถูก”

หลัวผิงพยักหน้าเงียบๆ จากนั้นพูดต่อ "เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ต่อให้พูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์"

"แต่…"

“ซวนเอ๋อร์ สิ่งที่ข้าอยากรู้ก็คือ…”

“ตระกูลหลัวของเราจะถึงต้องถึงคราวล่มสลายจริงๆ หรือ พวกเรากำลังจะเดินไปสู่จุดจบเหมือนอย่างที่ผู้นำตระกูลหูว่าเอาไว้”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของหลัวซวนก็ค่อยๆ เลือนหายไป

ในดวงตาสีดำสนิทอันลึกซึ้ง ซึ่งเปี่ยมล้นด้วยสติปัญญา

แสงวาบผ่านไปชั่วขณะหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม มันเกิดขึ้นเพียงแวบเดียวเท่านั้น

หลัวซวนถอนหายใจ จิตใจของเขาหนักอึ้ง และพูดด้วยเสียงอ่อนแรงว่า “สถานการณ์ของเราไม่ค่อยดีเลย”

“แต่ก็ใช่ว่าตระกูลหลัวจะยังไม่มีโอกาส”

“ตราบใดที่ลุงสองยินดีจะร่วมมือกับท่านอย่างจริงใจ”

“ตราบใดที่ลุงสามไม่คิดจะสร้างรอยร้าวในช่วงเวลาที่ยากลำบาก”

“ตระกูลหลัวของพวกเราก็คงไม่พบกับจุดจบที่เลวร้ายที่สุดหรอก แต่ว่า…”

ในขณะที่เขาพูด หลัวซวนก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มขมขื่น และส่ายหัว “หากต้องการให้ภาพฝันนั้นกลายเป็นจริง นั้นยากเป็นอย่างยิ่ง”

จากสิ่งที่หลัวซวนรู้เกี่ยวกับลุงทั้งสองของเขา

ลุงสอง หลัวอันยังคงเชื่อถือได้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้เห็นด้วยกับพ่อของเขาในทุกเรื่องก็ตาม

แต่ถึงอย่างนั้น อีกฝ่ายก็จะไม่ก่อปัญหา และทำอะไรไร้หัวคิดในช่วงเวลาที่ตระกูลหลัวกำลังเผชิญกับวิกฤต

อย่างน้อย ก็จะไม่มองดูตระกูลหลัวเดินไปถึงจุดที่ไม่มีวันหวนกลับ

ส่วนลุงสามของเขา หลัวหย่ง…

หากเปรียบเปรยว่าอีกฝ่ายเป็นตัวตลก ก็ยังถือเป็นคำชมเชย

แม้ว่าลุงสามของเขาจะควบคุมผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ที่คอยรับใช้ตระกูลหลัว และเป็นถึงผู้ฝึกตนระดับกลั่นกระดูกขั้นสูงสุด

หากวัดกันความแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว อย่างน้อยที่สุดเขาก็สามารถติดหนึ่งในห้าอันดับแรกของเมืองศิลาครามได้

แม้จะต้องสู้เดิมพันชีวิต

หลัวซวนเชื่อว่าลุงสามของเขาสามารถแลกหมัดกับผู้เชี่ยวชาญระดับสูงในเมืองศิลาครามได้อย่างไม่เกรงกลัว

แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ อีกฝ่ายเป็นคนที่มีอารมณ์อ่อนไหวมาก

แม้ว่าจะมีคนบอกเขาอยู่เสมอว่า ตระกูลหลัวอาจเผชิญกับอันตรายหากเขาออกไปท่องโลก

เขาก็ยังมักจะถูกชักจูงโดยคำยุยงของคนอื่น และทำสิ่งต่างๆ อย่างหุนหันพลันแล่น

ในบางเวลา เขาก็มักจะลืมคำนึงถึงความปลอดภัยของตระกูลหลัว

“ท่านพ่อ”

“เวลาที่เหลืออยู่สำหรับท่าน และตระกูลหลัวของเราใกล้จะหมดลงแล้ว”

“ท่าน…ต้องรีบตัดสินใจโดยเร็วที่สุด!”

หลังจากพูดสิ่งที่ควรพูด หลัวซวนก็โค้งคำนับพ่อของตนเล็กน้อย จากนั้น เขาหันหลังกลับ แล้วเดินออกจากห้องโถงรับแขก

“เวลาของข้ากำลังจะหมดลงแล้วจริงๆ เหรอ?”

เมื่อมองดูร่างของบุตรชายที่ถอยห่างออกไป จิตใจของหลัวผิงก็เต็มไปด้วยความหนักอึ้ง

เช้านี้ เขาได้พบกับบรรพบุรุษฉางเฟิง บรรพบุรุษที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของตระกูลหลัว

เห็นได้ชัดว่าผิวของท่านดูซีดขาวลงกว่าที่เคยเป็นเมื่อหลายวันก่อน

พลังชีวิตก็ดูถดถอย เมื่อเทียบกับวันวาน

แม้แต่กลิ่นอายแห่งความตาย ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้เบาบางลงไป

เช้าวันนี้ มันก็หวนกลับมาบนร่างของบรรพบุรุษอีกครั้ง

แม้ว่าหลัวผิงจะไม่ค่อยอยากเชื่อนักก็ตาม

แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเวลาของบรรพบุรุษฉางเฟิงกำลังจะหมดลงแล้ว

วันแห่งจุดจบอันถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า กำลังจะมาถึง อาจจะวันพรุ่งนี้ หรือไม่ก็อาจไม่กี่วันข้างหน้า

วันแห่งการตัดสินชะตาอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว

“บางทีสิ่งที่ชวนเอ๋อร์พูดก่อนหน้านี้อาจจะถูกก็เป็นได้”

“ขณะนี้ตระกูลจ้าวกำลังเฝ้าดูตระกูลหลัวของเราเหมือนเหยี่ยว”

“และยังมีตระกูลหูที่แอบซุ่มอยู่ใกล้ๆ คอยจับจ้องด้วยความโลภอีกด้วย”

“แม้ว่าทั้งสองตระกูลจะยังไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆ แต่ทันทีที่บรรพบุรุษฉางเฟิงล้มลง…”

“เกรงว่าวิกฤตครั้งใหญ่ของตระกูลหลัวก็จะมาถึง”

“หากข้ายังต้องการให้สายเลือดของตระกูลหลัวยังดำรงอยู่ต่อไป ก็ควรจะเลือกภูเขารกร้างสักแห่ง และใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสันโดษ”

เพียงพริบตา วันเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวัน

ในเมืองศิลาคราม ภายในดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลหลัว

ในลานบ้านที่หลัวฉางเฟิงอาศัยอยู่

เขากำลังวิ่งไปมาอย่างไม่ลดละบนพื้นที่เปิดโล่ง

ลมพัดแรงไปทั่วทั้งลาน

ความเร็วของเขาเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป

เมื่อผ่านไปอีกประมาณสิบนาที

เมื่อหลัวฉางเฟิงเกือบจะใช้พลังปราณในร่างไปจนเกือบหมด

จากนั้นเขาจึงหยุดฝึกทักษะก้าววายุเงา

หลังจากเปิดหน้าต่างระบบ เขาก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

[ ชื่อ : หลัวฉางเฟิง! ]

[ อายุขัย : 3 วัน ( + ) ]

[ ระดับการบ่มเพาะ : กลั่นกระดูกขั้นสูง ( 85 / 300 ) ]

[ ค่าปราณโลหิต : 1330 ( -33 ) ( ปราณโลหิตที่ใช้ได้อย่างปลอดภัยคือ 100 ) ]

[ ทักษะบ่มเพาะ : ทักษะพยัคฆ์คลั่ง ( ระดับสองขั้นสูงสุด ความเข้าใจ 30% ) ทักษะก้าววายุเงา ( ระดับสองขั้นสูงสุด ( ไม่สมบูรณ์ ) ความเข้าใจ 1% ) ]

สิ่งเหล่านี้คือ ค่าสถานะของเขาในวันนี้

เมื่อหนึ่งวันผ่านไป อายุขัยที่เหลืออยู่ก็ลดลงไปอีก เข้าใกล้ความตายมากขึ้นทุกที

เนื่องจากเขาใกล้จะถึงจุดจบของชีวิต พลังชีวิตของเขาจึงเหือดแห้งไปอย่างรวดเร็ว

นั่นเป็นผลให้สูญเสียสิ่งที่เขาเรียกมันว่า ‘ค่าประสบการณ์’ ในการทะลวงผ่านไปอีก 5 แต้ม จากเมื่อวาน 90 แต้ม วันนี้เหลือเพียง 85 แต้มเท่านั้น

ในส่วนของค่าปราณโลหิต

เนื่องจากหลัวฉางเฟิงเลือกที่จะไม่ใช้มันในวันก่อน ดังนั้นจึงมีเพิ่มอีก 50 แต้มให้ใช้ได้อย่างปลอดภัยในวันนี้

“อายุขัยที่ลดลงนี่ ถือเป็นปัญหาใหญ่เลยทีเดียว”

“หากเรื่องนี้ไม่ได้รับการแก้ไข พลังชีวิตของข้าก็จะถดถอยลงไปเรื่อยๆ”

“แต่ระดับการบ่มเพาะของข้าก็ยังขาดอีกขั้นหนึ่งกว่าจะถึงคอขวดของระดับกลั่นอวัยวะ”

“คงจะต้องใช้เวลาสักพักหนึ่งกว่าจะทะลวงผ่าน หากไม่ฝึกฝนอย่างหนักก็จะยิ่งนานขึ้นไปอีก”

“งั้นช่วงนี้ ข้าก็ต้องเน้นไปที่การฝึกฝนก่อน”

“เมื่อข้ากลายเป็นผู้ฝึกตนระดับกลั่นอวัยวะแล้ว อายุขัยของข้าจะเพิ่มขึ้นอีก 20 ปี เมื่อถึงเวลานั้น ปัญหาเรื่องอายุขัยที่ไม่เพียงพอจะได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรมชาติ”

ด้วยความคิดนี้ หลัวฉางเฟิงจึงยื่นมือขวาที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นของเขาออกไป

แตะเครื่องหมายบวกถัดจากระดับการบ่มเพาะ

แน่นอนว่าเขาไม่ได้จัดสรรค่าปราณโลหิตทั้งหมดให้กับการฝึกฝน

เขาได้แบ่งค่าปราณโลหิตอีก 20 แต้ม เพื่อเพิ่มอายุขัยที่เหลืออยู่เพียงสามวัน เพราะเวลาเพียงแค่นี้มันดูหมิ่นเหม่เกินไป

เขาไม่อยากตายเพราะการคำนวณผิดพลาด หากเกิดปัญหาหรืออายุขัยของเขาลดลงจากการได้รับบาดเจ็บ นั่นจะเป็นปัญหาใหญ่จริงๆ

หลังจากจ่ายค่าปราณโลหิต 80 แต้มให้กับการฝึกฝน พร้อมกับเพิ่มอายุขัยอีก 2 วัน

พลังลึกลับ และทรงพลังก็พลุ่งพล่านทั่วร่างของหลัวฉางเฟิงอีกครั้ง

พลังนี้หมุนเวียนไปทั่วทุกส่วนของร่างกายเขารอบหนึ่ง

ทำให้กระดูกตามส่วนต่างๆ ของร่างกายแข็งแรงขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ สลายไป

“ตอนนี้เหลือเพียงการรอคอยอย่างเงียบๆ เท่านั้น”

“รอจนกว่าข้าจะทะลวงผ่าน และไปถึงระดับกลั่นอวัยวะ”

“เมื่อถึงตอนนั้น ภายในเมืองศิลาครามอันกว้างใหญ่แห่งนี้ จะไม่มีใครสามารถคุกคามข้า หลัวฉางเฟิงได้อีกต่อไป”

จบบทที่ ตอนที่ 17 ถึงเวลาต้องเลือก

คัดลอกลิงก์แล้ว