- หน้าแรก
- ยักษ์ใหญ่แห่งโลกเทคโนโลยี
- บทที่ 65: สิ่งใดที่ควรค่าแก่ความภาคภูมิใจ? (ตอนฟรี)
บทที่ 65: สิ่งใดที่ควรค่าแก่ความภาคภูมิใจ? (ตอนฟรี)
บทที่ 65: สิ่งใดที่ควรค่าแก่ความภาคภูมิใจ? (ตอนฟรี)
เริ่นหงกล่าวอย่างถ่อมตน
“ท่านหัวหน้าภาคฯ กล่าวเกินไปแล้วครับ หากไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากสถานศึกษาเดิม เริ่นหงก็คงไม่มีความสำเร็จในวันนี้ได้หรอกครับ”
“ประสบความสำเร็จถึงเพียงนี้แล้วแต่ก็ยังคงไม่หยิ่งผยองหลงระเริง...ยอดเยี่ยมไม่ธรรมดาจริงๆ ไม่ใช่คนที่คนทั่วไปจะมาเทียบได้” หัวหน้าภาคฯ อวี๋กล่าวชมอย่างไม่ตระหนี่ถี่เหนียว
หลังจากที่ทั้งสองพบกันแล้ว ก็พูดคุยหัวเราะกันแล้วจากไป
ขณะที่ข่าวการเดินทางมาถึงสถานศึกษาเดิมของเริ่นหงแพร่ออกไป ก็สร้างความโกลาหลขึ้นในมหาวิทยาลัยอย่างรวดเร็ว เหล่านักศึกษาต่างบอกข่าวต่อกันไป นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ไม่น้อยต่างก็มุ่งหน้าไปยังสถานที่จัดพิธีสำเร็จการศึกษาในที่สาธารณะที่ถูกกำหนดไว้...อยากจะเห็นกับตาว่าตำนานที่เกิดขึ้นข้างๆ กายคนนี้จะมาแบ่งปันอะไรกับทุกคน
เริ่นหงในวันนี้หาใช่เริ่นหงคนเดิมเมื่อสามปีก่อนอีกต่อไปแล้ว ถึงแม้เขาจะหนุ่มเกินไป แต่เขาก็คือบุคคลระดับเจ้าพ่อที่ได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวงการธุรกิจแล้ว คนในระดับนี้คนไหนบ้างที่ไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จอย่างไม่ธรรมดา?
การเปลี่ยนแปลงของสถานะย่อมนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเป็นชุดๆ เห็นได้ชัดว่าการต้อนรับการกลับมายังสถานศึกษาเดิมของเริ่นหงในครั้งนี้มีมาตรฐานที่สูงมาก มหาวิทยาลัยได้ส่งผู้บริหารระดับสูงที่มีความสำคัญมาต้อนรับเขาด้วยตัวเอง...เหมือนกับตอนที่แจ็ค หม่า มาบรรยายที่มหาวิทยาลัยในครั้งนั้น
วันนี้ไม่เหมือนวันวาน...ก็ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากนี้แล้ว
ไม่ว่าเริ่นหงจะหนุ่มแน่นเพียงใด เขาได้ยืนอยู่ในระดับเดียวกับคนอย่างซักเคอร์เบิร์กแล้ว ย่อมต้องได้รับการปฏิบัติที่คู่ควรกับสถานะและอิทธิพลของเขา...นี่ไม่เกี่ยวข้องกับอายุเลยแม้แต่น้อย
“เสี่ยวหง! ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นที่ต้อนรับของเหล่านักศึกษามากเลยนะ ขนาดนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ยังมากันไม่น้อยเลย” หัวหน้าภาคฯ อวี๋กล่าวพร้อมรอยยิ้ม
เริ่นหงลูบจมูกแล้วยิ้ม “เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ”
ในตอนนี้ ภายใต้การนำทางของหัวหน้าภาคฯ อวี๋และผู้บริหารของมหาวิทยาลัยอีกสองสามคน เขาก็ได้มาถึงหลังเวทีบรรยาย บัณฑิตทุกคนได้มาถึงที่งานแล้ว นักข่าวที่มาในงานก็ได้ตั้งอุปกรณ์เตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว
พิธีสำเร็จการศึกษาย่อมต้องมีการบรรยายจากคนดังและผู้ที่ประสบความสำเร็จอยู่เสมอ ครั้งนี้เริ่นหงก็จะขึ้นไปบนเวทีเช่นกัน ที่แตกต่างคือ...เขาคือผู้ที่ประสบความสำเร็จที่อายุน้อยที่สุดในที่แห่งนี้
การที่เริ่นหงได้รับการต้อนรับจากนักศึกษามากมายขนาดนี้เป็นเพราะพวกเขาล้วนเป็นคนที่เกิดในยุคสมัยเดียวกัน ที่แตกต่างคือเริ่นหงในปัจจุบันได้บรรลุความสำเร็จที่คนอื่นอาจจะไม่มีวันทำได้ตลอดชีวิตไปแล้ว แต่ก็เพราะเป็นเช่นนี้ ถึงได้เป็นที่ต้อนรับมากขนาดนี้
พิธีสำเร็จการศึกษาได้เริ่มไปแล้วพักหนึ่ง ตัวแทนบัณฑิตหญิงที่กำลังจะจบการศึกษาในครั้งนี้กำลังยืนอยู่บนเวทีถือสคริปต์กล่าวสุนทรพจน์
“...การเปลี่ยนวิธีคิด ถึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ โลกถึงจะเปลี่ยนแปลง...จงเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง...ไม่ไหลไปตามกระแส...ไม่เชื่อตามที่คนอื่นพูด...หาหนทางที่ถูกต้องของตัวเองให้เจอ ในยุคสมัยที่งดงามเช่นวันนี้ เรามักจะสามารถมองเห็นความหวังได้อย่างง่ายดาย แต่ชีวิตก็มีช่วงเวลาที่ไม่เป็นดั่งใจเช่นกัน...เมื่อคุณต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวและความล้มเหลว...ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้องการความหวัง...ไม่ว่าชีวิตและอนาคตข้างหน้าจะเลวร้ายหรือสับสนเพียงใด...เราต้องกุมความหวังไว้ให้มั่น...หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความหวัง...อย่าได้ลืมตัวตนดั้งเดิมของเรา...อย่าลืมว่าแท้จริงแล้วเราคือใคร...”
หลังจากที่ตัวแทนบัณฑิตกล่าวจบลง พร้อมกับเสียงปรบมือที่ดังขึ้นแล้วก็เงียบไป พิธีกรก็เริ่มกล่าว
“...เขาประสบความสำเร็จที่น่าทึ่งทั้งๆ ที่ยังหนุ่มแน่นขนาดนี้ ‘โปรแกรมแปลภาษาออนไลน์ทันที’, ‘ผู้ช่วยเสียงเสี่ยวโยว’, และอุปกรณ์สมาร์ทโฟนสวมใส่ได้ ‘S-1’...ผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นล้วนเพียงพอที่จะสร้างมูลค่าตลาดให้บริษัทได้นับแสนล้านดอลลาร์...เขาหนุ่มแน่นขนาดนี้แต่กลับกำลังเปลี่ยนแปลงโลกทีละก้าว...เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คน...”
“สำหรับเขาทุกคนคงจะไม่แปลกหน้าแล้ว เขาคือศิษย์เก่าชิงหวาที่มาจากรุ่นเดียวกับพวกเรา...ความภาคภูมิใจของเรา! เขาคือผู้ก่อตั้งบริษัทไฮเทค Matrix-Tech XlouS แขกรับเชิญในพิธีสำเร็จการศึกษาของเราในวันนี้...คุณเริ่นหง ขอเชิญพวกเราใช้เสียงปรบมือที่ร้อนแรงต้อนรับท่านจอมทัพเริ่นขึ้นเวทีครับ!”
พิธีกรกล่าวอย่างติดตลกพร้อมรอยยิ้มในตอนท้าย สิ้นเสียง ห้องโถงก็พลันเกิดเสียงปรบมือดังกึกก้องขึ้นมาเป็นระลอก นักศึกษาทุกคนโดยเฉพาะนักศึกษาหญิงต่างก็จ้องไปยังทางออกบนเวที
เริ่นหงก้าวเดินอย่างมั่นคงไม่ช้าไม่เร็วปรากฏตัวขึ้นบนเวทีบรรยาย เขายิ้มพร้อมกับโบกมือ เสียงปรบมือยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
“หล่อจัง!”
“ฉันอยากจะกรี๊ด~!!”
“อย่ากรี๊ดจะดีกว่านะ!”
“ไอดอลของฉัน! ไอดอลที่สามารถงัดข้อกับ Apple ได้!”
การแต่งตัวของเริ่นหงยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เสื้อยืดแขนสั้นสีดำและกางเกงยีนส์สีเทากลายเป็นสัญลักษณ์ของเขาไปแล้ว ทรงผมก็ไม่เปลี่ยน ทั้งร่างเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของความสดใสและเป็นผู้ใหญ่ สะกดใจหญิงสาวในงานไปไม่น้อย
“สวัสดีตอนเช้าครับ!” เขากล่าวหลังจากที่รับไมโครโฟนมาจากพิธีกร
เสียงปรบมือค่อยๆ เงียบลง ทั้งงานพลันเงียบสงัด
เริ่นหงเดินไปมาบนเวที หันหน้าเข้าหาผู้ชม...เขาคุ้นเคยกับมันดีแล้ว เขามองไปยังเหล่านักศึกษาที่กำลังจะจบการศึกษาและเป็นรุ่นเดียวกับเขา “เป็นวันที่แดดสดใสจริงๆ ครับ...พูดตามตรงนะ...ตอนนี้ผมค่อนข้างจะประหม่าเล็กน้อย...เพราะว่าเพื่อนนักศึกษาคนเมื่อกี๊พูดได้ดีมาก...และผมก็ไม่ได้เตรียมสคริปต์มาด้วย...เลยแอบหวั่นๆ”
การเปิดประเด็นที่ติดตลกทำให้เกิดเสียงหัวเราะอย่างเป็นมิตรดังขึ้นเบาๆ ทั่วทั้งงาน โดยเฉพาะนักศึกษาหญิงที่ขึ้นไปพูดก่อนหน้านี้ก็มองเขาตาเป็นประกายไม่หยุด
ทุกคนต่างก็ยิ้มโดยไม่พูดอะไรพลางมองไปยังชายหนุ่มที่อายุไล่เลี่ยกับพวกเขาบนเวที ในมือของเขาไม่มีสคริปต์...เห็นได้ชัดว่าคิดจะพูดแบบด้นสด
เริ่นหงดูเหมือนกำลังเรียบเรียงภาษาอยู่ เขาก้มหน้าเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาของเขาทอดมองไปยังเหล่าบัณฑิตที่อยู่ด้านล่าง “ผมยังจำภาพตอนที่กรอกใบสมัครได้รางๆ ตอนนั้นผมกลุ้มใจมาก ผมไม่รู้ว่าผมควรจะเลือกอะไรดี ผมก็เลยไปขอความช่วยเหลือจากพ่อของผม เขาคือคนที่ผมเคารพที่สุดในโลกใบนี้ ผมคิดว่าเขาสามารถช่วยผมแก้ปัญหาที่แย่ๆ นี้ได้”
“พ่อของผมฟังแล้ว ก็พูดกับผมแค่ประโยคเดียว: ‘เมื่อถึงวันนั้น...ในอนาคต...สุดท้ายแล้วแกจะภาคภูมิใจในอะไร? สติปัญญาที่ฟ้าประทานให้? หรือการตัดสินใจเลือก? หรืออย่างอื่น?’”
“ตอนนั้นผมไม่เข้าใจอย่างแรง อยากจะให้พ่ออธิบายให้ชัดเจน แต่เขาก็ไม่สนใจผมแล้ว เป็นเรื่องราวที่น่าเศร้าจริงๆ ครับ”
เริ่นหงและนักศึกษาในงานต่างก็หัวเราะออกมา เขานิ่งไปครู่หนึ่งแล้วกล่าว “ปัญหานี้ผมสับสนอยู่นานมาก ผมยึดมั่นมาโดยตลอดว่าความฉลาดและสติปัญญาของตัวเองคือสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ แต่จนกระทั่งเมื่อสองปีกว่าก่อน ผมก็ได้ค้นพบว่าผมคิดผิด...มันไม่ใช่แบบนั้น”
“มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความคิดสร้างสรรค์ พรสวรรค์ก็ได้มาง่ายๆ เพราะมันติดตัวมาแต่กำเนิด แต่มันก็อาจจะทำให้คนเราพึงพอใจในตัวเอง, คิดว่าตัวเองทำได้ทุกอย่าง หรือแม้กระทั่งหยิ่งยโส...ความคิดสร้างสรรค์คือพรสวรรค์...แต่ซ้ายกับขวาคือการตัดสินใจเลือก...และการตัดสินใจเลือกมักจะเป็นเรื่องที่ยากเสมอ...การตัดสินใจเลือกที่แตกต่างกันจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน...และผลลัพธ์นั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่รู้...สับสน...หวาดกลัว...เปี่ยมด้วยความมั่นใจ และอื่นๆ”
“ตอนที่ผมตัดสินใจก่อตั้ง XlouS ความยากลำบากที่การตัดสินใจเลือกนำมาให้จนถึงวันนี้ผมยังคงสัมผัสได้อย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นซ้ายหรือขวา...วินาทีที่คุณตัดสินใจเลือก...วงล้อแห่งโชคชะตาก็ได้เริ่มหมุนแล้ว...เลือกขวาคุณก็จะยิ่งห่างไกลจากซ้าย...เลือกซ้ายคุณก็จะยิ่งห่างไกลจากขวา...แต่วันหนึ่งถ้าคุณอยากจะหันกลับไปมองอีกฟากหนึ่งหรือถึงกับต้องหันกลับไป...คุณจะต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นสองเท่าหรือมากกว่านั้น...แล้วคุณจะรับประกันได้อย่างไรว่าอีกฟากหนึ่งคือจุดสิ้นสุดที่สว่างไสว?”
“ผมเลือกเส้นทางที่จะก่อตั้ง XlouS! สิ่งที่สร้างความสำเร็จให้ผมไม่ใช่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ชิ้นไหน...ไม่ใช่ ‘S-1’...และก็ไม่ใช่การที่ผมก่อตั้งบริษัทนี้ขึ้นมา...แต่คือ ‘การตัดสินใจเลือก’ ของผม...หากไม่มีการตัดสินใจเลือกนี้ ก็จะไม่มีสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด...หากพ่อของผมถามผมอีกครั้ง...คำตอบของผมคือ ‘การตัดสินใจเลือก’...ผมภาคภูมิใจในการตัดสินใจเลือกของตัวเอง”
“สุดท้ายผมยังอยากจะบอกอีกว่า...อย่าได้เรียนแบบผมเป็นอันขาด...ผมก็แค่โชคดีกว่าคนอื่นหน่อยเท่านั้นเอง...แน่นอน...เกตส์ก็โชคดีกว่าคนอื่นหน่อยเหมือนกัน...ผมคิดว่าที่เขาพูดแบบนี้มันถูกต้องแล้ว”
“ในการตัดสินใจไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร...ซ้ายหรือขวา?...คุณเตรียมพร้อมแล้วหรือยัง?”
“ขอบคุณทุกท่านครับ!”
ปาฐกถาที่ยาวนานยี่สิบนาทีสิ้นสุดลง ระหว่างนั้นเริ่นหงก็ได้แบ่งปันเรื่องราวตอนที่เขาก่อตั้ง XlouS แบ่งปันประสบการณ์ในอดีต หลังจากที่ส่งไมโครโฟนคืนให้พิธีกร เสียงปรบมือที่ร้อนแรงก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“เริ่นหง: ในอนาคต คุณจะภาคภูมิใจในอะไร? พรสวรรค์? หรือการตัดสินใจเลือก?” — China Youth Daily
“มหาเศรษฐีหน้าใหม่แห่งเอเชียกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีสำเร็จการศึกษาของชิงหวา แบ่งปันเคล็ดลับสู่ความสำเร็จ!” — The Beijing Times
“เริ่นหง: อย่าได้เรียนแบบผมเป็นอันขาด! เกตส์: แกก็แค่กำลังเรียนแบบฉันอยู่!” — Zhangzishi (นิตยสารซุบซิบ)
หลังจากที่ปาฐกถาในพิธีสำเร็จการศึกษาของเริ่นหงที่มหาวิทยาลัยชิงหวาถูกรายงานออกไป ก็ดึงดูดชาวเน็ตให้เข้ามามุงดูไม่น้อย ขณะเดียวกันในส่วนแสดงความคิดเห็นก็มีการตอบกลับ...แต่การตอบกลับบางอย่าง...
[คห.1]: มา...ทุกคน...ซดซุปไก่ร้อนๆ ชามนี้กัน!!!
[คห.2]: บางคนเคยกล่าวไว้ว่า อัจฉริยะคือหยาดเหงื่อ 99% บวกกับแรงบันดาลใจ 1%...แต่เขาไม่ได้บอกว่าไอ้แรงบันดาลใจ 1% นั่นแหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุด...คิดว่าพี่ไม่รู้รึไงว่ามันน่าตบเกรียน? ท่านจอมทัพเริ่นบอกว่าการตัดสินใจเลือกสำคัญ แต่เขาไม่ได้บอกว่า...อันที่จริงแล้วพรสวรรค์ต่างหากที่สำคัญที่สุด~~~ ไอ้พวกเพื่อนๆ ที่โดนพิษซุปไก่เข้าไปเอ๊ย!!! เพราะให้ตายเถอะ ถึงจะพูดว่าพรสวรรค์และความคิดสร้างสรรค์มันติดตัวมาแต่กำเนิดก็ไม่ผิด...แต่มันก็แบ่งเป็น ‘พรสวรรค์ฟ้าประทาน’ กับ ‘คุณสมบัติธรรมดา’ ไม่ใช่รึไง? แม่งเอ๊ย แค่เส้นสตาร์ทก็แพ้ไปตั้งเยอะแล้ว แล้วจะไปสำเร็จห่าอะไรได้~ สำเร็จยังไงกันเล่า?
[คห.3]: เชี่ย ความเห็นบนตอบได้เทพมาก!
[คห.4]: สุดยอดไปเลย! ทำไมจะไม่สองล่ะ?
[คห.5]: ฮ่าๆ! ความเห็นบนคือความจริง!
[คห.6]: น่าตบเกรียนชะมัด! หรือว่านี่คือความจริง?
[คห.7]: ตกใจจนต้องรีบไปแบกอิฐสักรอบเพื่อสงบสติอารมณ์!
[คห.8]: เพราะฉะนั้น ท่านจอมทัพเริ่นพูดถูกแล้ว...อย่าได้เรียนแบบเขา...นี่มันถูกต้องแล้ว...นี่มันยิ่งพิสูจน์ความคิดเห็นของความเห็นบนเลย...ดันไปหนึ่งที! ฮ่าๆ~~~
[คห.9]: ทำห่าอะไรกันวะ~?! เดิมทีนี่มันเป็นบทความที่เต็มไปด้วยพลังบวกแท้ๆ พอเลื่อนลงมาที่ส่วนคอมเมนต์เท่านั้นแหละ ค่าพลังลบระเบิดเลย! พวกแกอย่ามาทำตัวสกปรกแบบนี้ได้ไหม? ฮู~~ ฉันรู้สึกว่าอนาคตเต็มไปด้วยความมืดมน~lol~
[คห.10]: ใช่แล้ว เหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน...คอมเมนต์มันส์กว่าเนื้อหาจริงๆ! ก๊ะๆ~~~
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
(ผู้แปล: จบการเดินเล่นแต่ไม่เดินเรื่องเพียงเท่านี้นะครับ บทถัดไปจะเข้าสูเนื้อเรื่องเฟสต่อไปแล้วครับ)
เชิงอรรถ
ซุปไก่ (鸡汤 - jītāng): เป็นคำสแลงที่มาจากชื่อหนังสือ "Chicken Soup for the Soul" ในปัจจุบันมีความหมายเชิงเสียดสี หมายถึง คำพูดหรือบทความที่สวยหรู ให้กำลังใจแบบผิวเผิน แต่ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริง และมักจะถูกใช้โดยคนที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว ซึ่งทำให้คำแนะนำนั้นดูห่างไกลจากความเป็นจริงของคนทั่วไป