เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 65: สิ่งใดที่ควรค่าแก่ความภาคภูมิใจ? (ตอนฟรี)

บทที่ 65: สิ่งใดที่ควรค่าแก่ความภาคภูมิใจ? (ตอนฟรี)

บทที่ 65: สิ่งใดที่ควรค่าแก่ความภาคภูมิใจ? (ตอนฟรี)


เริ่นหงกล่าวอย่างถ่อมตน

“ท่านหัวหน้าภาคฯ กล่าวเกินไปแล้วครับ หากไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากสถานศึกษาเดิม เริ่นหงก็คงไม่มีความสำเร็จในวันนี้ได้หรอกครับ”

“ประสบความสำเร็จถึงเพียงนี้แล้วแต่ก็ยังคงไม่หยิ่งผยองหลงระเริง...ยอดเยี่ยมไม่ธรรมดาจริงๆ ไม่ใช่คนที่คนทั่วไปจะมาเทียบได้” หัวหน้าภาคฯ อวี๋กล่าวชมอย่างไม่ตระหนี่ถี่เหนียว

หลังจากที่ทั้งสองพบกันแล้ว ก็พูดคุยหัวเราะกันแล้วจากไป

ขณะที่ข่าวการเดินทางมาถึงสถานศึกษาเดิมของเริ่นหงแพร่ออกไป ก็สร้างความโกลาหลขึ้นในมหาวิทยาลัยอย่างรวดเร็ว เหล่านักศึกษาต่างบอกข่าวต่อกันไป นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ไม่น้อยต่างก็มุ่งหน้าไปยังสถานที่จัดพิธีสำเร็จการศึกษาในที่สาธารณะที่ถูกกำหนดไว้...อยากจะเห็นกับตาว่าตำนานที่เกิดขึ้นข้างๆ กายคนนี้จะมาแบ่งปันอะไรกับทุกคน

เริ่นหงในวันนี้หาใช่เริ่นหงคนเดิมเมื่อสามปีก่อนอีกต่อไปแล้ว ถึงแม้เขาจะหนุ่มเกินไป แต่เขาก็คือบุคคลระดับเจ้าพ่อที่ได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวงการธุรกิจแล้ว คนในระดับนี้คนไหนบ้างที่ไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จอย่างไม่ธรรมดา?

การเปลี่ยนแปลงของสถานะย่อมนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเป็นชุดๆ เห็นได้ชัดว่าการต้อนรับการกลับมายังสถานศึกษาเดิมของเริ่นหงในครั้งนี้มีมาตรฐานที่สูงมาก มหาวิทยาลัยได้ส่งผู้บริหารระดับสูงที่มีความสำคัญมาต้อนรับเขาด้วยตัวเอง...เหมือนกับตอนที่แจ็ค หม่า มาบรรยายที่มหาวิทยาลัยในครั้งนั้น

วันนี้ไม่เหมือนวันวาน...ก็ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากนี้แล้ว

ไม่ว่าเริ่นหงจะหนุ่มแน่นเพียงใด เขาได้ยืนอยู่ในระดับเดียวกับคนอย่างซักเคอร์เบิร์กแล้ว ย่อมต้องได้รับการปฏิบัติที่คู่ควรกับสถานะและอิทธิพลของเขา...นี่ไม่เกี่ยวข้องกับอายุเลยแม้แต่น้อย

“เสี่ยวหง! ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นที่ต้อนรับของเหล่านักศึกษามากเลยนะ ขนาดนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ยังมากันไม่น้อยเลย” หัวหน้าภาคฯ อวี๋กล่าวพร้อมรอยยิ้ม

เริ่นหงลูบจมูกแล้วยิ้ม “เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ”

ในตอนนี้ ภายใต้การนำทางของหัวหน้าภาคฯ อวี๋และผู้บริหารของมหาวิทยาลัยอีกสองสามคน เขาก็ได้มาถึงหลังเวทีบรรยาย บัณฑิตทุกคนได้มาถึงที่งานแล้ว นักข่าวที่มาในงานก็ได้ตั้งอุปกรณ์เตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว

พิธีสำเร็จการศึกษาย่อมต้องมีการบรรยายจากคนดังและผู้ที่ประสบความสำเร็จอยู่เสมอ ครั้งนี้เริ่นหงก็จะขึ้นไปบนเวทีเช่นกัน ที่แตกต่างคือ...เขาคือผู้ที่ประสบความสำเร็จที่อายุน้อยที่สุดในที่แห่งนี้

การที่เริ่นหงได้รับการต้อนรับจากนักศึกษามากมายขนาดนี้เป็นเพราะพวกเขาล้วนเป็นคนที่เกิดในยุคสมัยเดียวกัน ที่แตกต่างคือเริ่นหงในปัจจุบันได้บรรลุความสำเร็จที่คนอื่นอาจจะไม่มีวันทำได้ตลอดชีวิตไปแล้ว แต่ก็เพราะเป็นเช่นนี้ ถึงได้เป็นที่ต้อนรับมากขนาดนี้

พิธีสำเร็จการศึกษาได้เริ่มไปแล้วพักหนึ่ง ตัวแทนบัณฑิตหญิงที่กำลังจะจบการศึกษาในครั้งนี้กำลังยืนอยู่บนเวทีถือสคริปต์กล่าวสุนทรพจน์

“...การเปลี่ยนวิธีคิด ถึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ โลกถึงจะเปลี่ยนแปลง...จงเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง...ไม่ไหลไปตามกระแส...ไม่เชื่อตามที่คนอื่นพูด...หาหนทางที่ถูกต้องของตัวเองให้เจอ ในยุคสมัยที่งดงามเช่นวันนี้ เรามักจะสามารถมองเห็นความหวังได้อย่างง่ายดาย แต่ชีวิตก็มีช่วงเวลาที่ไม่เป็นดั่งใจเช่นกัน...เมื่อคุณต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวและความล้มเหลว...ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้องการความหวัง...ไม่ว่าชีวิตและอนาคตข้างหน้าจะเลวร้ายหรือสับสนเพียงใด...เราต้องกุมความหวังไว้ให้มั่น...หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความหวัง...อย่าได้ลืมตัวตนดั้งเดิมของเรา...อย่าลืมว่าแท้จริงแล้วเราคือใคร...”

หลังจากที่ตัวแทนบัณฑิตกล่าวจบลง พร้อมกับเสียงปรบมือที่ดังขึ้นแล้วก็เงียบไป พิธีกรก็เริ่มกล่าว

“...เขาประสบความสำเร็จที่น่าทึ่งทั้งๆ ที่ยังหนุ่มแน่นขนาดนี้ ‘โปรแกรมแปลภาษาออนไลน์ทันที’, ‘ผู้ช่วยเสียงเสี่ยวโยว’, และอุปกรณ์สมาร์ทโฟนสวมใส่ได้ ‘S-1’...ผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นล้วนเพียงพอที่จะสร้างมูลค่าตลาดให้บริษัทได้นับแสนล้านดอลลาร์...เขาหนุ่มแน่นขนาดนี้แต่กลับกำลังเปลี่ยนแปลงโลกทีละก้าว...เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คน...”

“สำหรับเขาทุกคนคงจะไม่แปลกหน้าแล้ว เขาคือศิษย์เก่าชิงหวาที่มาจากรุ่นเดียวกับพวกเรา...ความภาคภูมิใจของเรา! เขาคือผู้ก่อตั้งบริษัทไฮเทค Matrix-Tech XlouS แขกรับเชิญในพิธีสำเร็จการศึกษาของเราในวันนี้...คุณเริ่นหง ขอเชิญพวกเราใช้เสียงปรบมือที่ร้อนแรงต้อนรับท่านจอมทัพเริ่นขึ้นเวทีครับ!”

พิธีกรกล่าวอย่างติดตลกพร้อมรอยยิ้มในตอนท้าย สิ้นเสียง ห้องโถงก็พลันเกิดเสียงปรบมือดังกึกก้องขึ้นมาเป็นระลอก นักศึกษาทุกคนโดยเฉพาะนักศึกษาหญิงต่างก็จ้องไปยังทางออกบนเวที

เริ่นหงก้าวเดินอย่างมั่นคงไม่ช้าไม่เร็วปรากฏตัวขึ้นบนเวทีบรรยาย เขายิ้มพร้อมกับโบกมือ เสียงปรบมือยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

“หล่อจัง!”

“ฉันอยากจะกรี๊ด~!!”

“อย่ากรี๊ดจะดีกว่านะ!”

“ไอดอลของฉัน! ไอดอลที่สามารถงัดข้อกับ Apple ได้!”

การแต่งตัวของเริ่นหงยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เสื้อยืดแขนสั้นสีดำและกางเกงยีนส์สีเทากลายเป็นสัญลักษณ์ของเขาไปแล้ว ทรงผมก็ไม่เปลี่ยน ทั้งร่างเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของความสดใสและเป็นผู้ใหญ่ สะกดใจหญิงสาวในงานไปไม่น้อย

“สวัสดีตอนเช้าครับ!” เขากล่าวหลังจากที่รับไมโครโฟนมาจากพิธีกร

เสียงปรบมือค่อยๆ เงียบลง ทั้งงานพลันเงียบสงัด

เริ่นหงเดินไปมาบนเวที หันหน้าเข้าหาผู้ชม...เขาคุ้นเคยกับมันดีแล้ว เขามองไปยังเหล่านักศึกษาที่กำลังจะจบการศึกษาและเป็นรุ่นเดียวกับเขา “เป็นวันที่แดดสดใสจริงๆ ครับ...พูดตามตรงนะ...ตอนนี้ผมค่อนข้างจะประหม่าเล็กน้อย...เพราะว่าเพื่อนนักศึกษาคนเมื่อกี๊พูดได้ดีมาก...และผมก็ไม่ได้เตรียมสคริปต์มาด้วย...เลยแอบหวั่นๆ”

การเปิดประเด็นที่ติดตลกทำให้เกิดเสียงหัวเราะอย่างเป็นมิตรดังขึ้นเบาๆ ทั่วทั้งงาน โดยเฉพาะนักศึกษาหญิงที่ขึ้นไปพูดก่อนหน้านี้ก็มองเขาตาเป็นประกายไม่หยุด

ทุกคนต่างก็ยิ้มโดยไม่พูดอะไรพลางมองไปยังชายหนุ่มที่อายุไล่เลี่ยกับพวกเขาบนเวที ในมือของเขาไม่มีสคริปต์...เห็นได้ชัดว่าคิดจะพูดแบบด้นสด

เริ่นหงดูเหมือนกำลังเรียบเรียงภาษาอยู่ เขาก้มหน้าเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาของเขาทอดมองไปยังเหล่าบัณฑิตที่อยู่ด้านล่าง “ผมยังจำภาพตอนที่กรอกใบสมัครได้รางๆ ตอนนั้นผมกลุ้มใจมาก ผมไม่รู้ว่าผมควรจะเลือกอะไรดี ผมก็เลยไปขอความช่วยเหลือจากพ่อของผม เขาคือคนที่ผมเคารพที่สุดในโลกใบนี้ ผมคิดว่าเขาสามารถช่วยผมแก้ปัญหาที่แย่ๆ นี้ได้”

“พ่อของผมฟังแล้ว ก็พูดกับผมแค่ประโยคเดียว: ‘เมื่อถึงวันนั้น...ในอนาคต...สุดท้ายแล้วแกจะภาคภูมิใจในอะไร? สติปัญญาที่ฟ้าประทานให้? หรือการตัดสินใจเลือก? หรืออย่างอื่น?’

“ตอนนั้นผมไม่เข้าใจอย่างแรง อยากจะให้พ่ออธิบายให้ชัดเจน แต่เขาก็ไม่สนใจผมแล้ว เป็นเรื่องราวที่น่าเศร้าจริงๆ ครับ”

เริ่นหงและนักศึกษาในงานต่างก็หัวเราะออกมา เขานิ่งไปครู่หนึ่งแล้วกล่าว “ปัญหานี้ผมสับสนอยู่นานมาก ผมยึดมั่นมาโดยตลอดว่าความฉลาดและสติปัญญาของตัวเองคือสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ แต่จนกระทั่งเมื่อสองปีกว่าก่อน ผมก็ได้ค้นพบว่าผมคิดผิด...มันไม่ใช่แบบนั้น”

“มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความคิดสร้างสรรค์ พรสวรรค์ก็ได้มาง่ายๆ เพราะมันติดตัวมาแต่กำเนิด แต่มันก็อาจจะทำให้คนเราพึงพอใจในตัวเอง, คิดว่าตัวเองทำได้ทุกอย่าง หรือแม้กระทั่งหยิ่งยโส...ความคิดสร้างสรรค์คือพรสวรรค์...แต่ซ้ายกับขวาคือการตัดสินใจเลือก...และการตัดสินใจเลือกมักจะเป็นเรื่องที่ยากเสมอ...การตัดสินใจเลือกที่แตกต่างกันจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน...และผลลัพธ์นั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่รู้...สับสน...หวาดกลัว...เปี่ยมด้วยความมั่นใจ และอื่นๆ”

“ตอนที่ผมตัดสินใจก่อตั้ง XlouS ความยากลำบากที่การตัดสินใจเลือกนำมาให้จนถึงวันนี้ผมยังคงสัมผัสได้อย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นซ้ายหรือขวา...วินาทีที่คุณตัดสินใจเลือก...วงล้อแห่งโชคชะตาก็ได้เริ่มหมุนแล้ว...เลือกขวาคุณก็จะยิ่งห่างไกลจากซ้าย...เลือกซ้ายคุณก็จะยิ่งห่างไกลจากขวา...แต่วันหนึ่งถ้าคุณอยากจะหันกลับไปมองอีกฟากหนึ่งหรือถึงกับต้องหันกลับไป...คุณจะต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นสองเท่าหรือมากกว่านั้น...แล้วคุณจะรับประกันได้อย่างไรว่าอีกฟากหนึ่งคือจุดสิ้นสุดที่สว่างไสว?”

“ผมเลือกเส้นทางที่จะก่อตั้ง XlouS! สิ่งที่สร้างความสำเร็จให้ผมไม่ใช่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ชิ้นไหน...ไม่ใช่ ‘S-1’...และก็ไม่ใช่การที่ผมก่อตั้งบริษัทนี้ขึ้นมา...แต่คือ ‘การตัดสินใจเลือก’ ของผม...หากไม่มีการตัดสินใจเลือกนี้ ก็จะไม่มีสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด...หากพ่อของผมถามผมอีกครั้ง...คำตอบของผมคือ ‘การตัดสินใจเลือก’...ผมภาคภูมิใจในการตัดสินใจเลือกของตัวเอง”

“สุดท้ายผมยังอยากจะบอกอีกว่า...อย่าได้เรียนแบบผมเป็นอันขาด...ผมก็แค่โชคดีกว่าคนอื่นหน่อยเท่านั้นเอง...แน่นอน...เกตส์ก็โชคดีกว่าคนอื่นหน่อยเหมือนกัน...ผมคิดว่าที่เขาพูดแบบนี้มันถูกต้องแล้ว

“ในการตัดสินใจไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร...ซ้ายหรือขวา?...คุณเตรียมพร้อมแล้วหรือยัง?”

“ขอบคุณทุกท่านครับ!”

ปาฐกถาที่ยาวนานยี่สิบนาทีสิ้นสุดลง ระหว่างนั้นเริ่นหงก็ได้แบ่งปันเรื่องราวตอนที่เขาก่อตั้ง XlouS แบ่งปันประสบการณ์ในอดีต หลังจากที่ส่งไมโครโฟนคืนให้พิธีกร เสียงปรบมือที่ร้อนแรงก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“เริ่นหง: ในอนาคต คุณจะภาคภูมิใจในอะไร? พรสวรรค์? หรือการตัดสินใจเลือก?” — China Youth Daily

“มหาเศรษฐีหน้าใหม่แห่งเอเชียกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีสำเร็จการศึกษาของชิงหวา แบ่งปันเคล็ดลับสู่ความสำเร็จ!” — The Beijing Times

“เริ่นหง: อย่าได้เรียนแบบผมเป็นอันขาด! เกตส์: แกก็แค่กำลังเรียนแบบฉันอยู่!” — Zhangzishi (นิตยสารซุบซิบ)

หลังจากที่ปาฐกถาในพิธีสำเร็จการศึกษาของเริ่นหงที่มหาวิทยาลัยชิงหวาถูกรายงานออกไป ก็ดึงดูดชาวเน็ตให้เข้ามามุงดูไม่น้อย ขณะเดียวกันในส่วนแสดงความคิดเห็นก็มีการตอบกลับ...แต่การตอบกลับบางอย่าง...

[คห.1]: มา...ทุกคน...ซดซุปไก่ร้อนๆ ชามนี้กัน!!!

[คห.2]: บางคนเคยกล่าวไว้ว่า อัจฉริยะคือหยาดเหงื่อ 99% บวกกับแรงบันดาลใจ 1%...แต่เขาไม่ได้บอกว่าไอ้แรงบันดาลใจ 1% นั่นแหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุด...คิดว่าพี่ไม่รู้รึไงว่ามันน่าตบเกรียน? ท่านจอมทัพเริ่นบอกว่าการตัดสินใจเลือกสำคัญ แต่เขาไม่ได้บอกว่า...อันที่จริงแล้วพรสวรรค์ต่างหากที่สำคัญที่สุด~~~ ไอ้พวกเพื่อนๆ ที่โดนพิษซุปไก่เข้าไปเอ๊ย!!! เพราะให้ตายเถอะ ถึงจะพูดว่าพรสวรรค์และความคิดสร้างสรรค์มันติดตัวมาแต่กำเนิดก็ไม่ผิด...แต่มันก็แบ่งเป็น ‘พรสวรรค์ฟ้าประทาน’ กับ ‘คุณสมบัติธรรมดา’ ไม่ใช่รึไง? แม่งเอ๊ย แค่เส้นสตาร์ทก็แพ้ไปตั้งเยอะแล้ว แล้วจะไปสำเร็จห่าอะไรได้~ สำเร็จยังไงกันเล่า?

[คห.3]: เชี่ย ความเห็นบนตอบได้เทพมาก!

[คห.4]: สุดยอดไปเลย! ทำไมจะไม่สองล่ะ?

[คห.5]: ฮ่าๆ! ความเห็นบนคือความจริง!

[คห.6]: น่าตบเกรียนชะมัด! หรือว่านี่คือความจริง?

[คห.7]: ตกใจจนต้องรีบไปแบกอิฐสักรอบเพื่อสงบสติอารมณ์!

[คห.8]: เพราะฉะนั้น ท่านจอมทัพเริ่นพูดถูกแล้ว...อย่าได้เรียนแบบเขา...นี่มันถูกต้องแล้ว...นี่มันยิ่งพิสูจน์ความคิดเห็นของความเห็นบนเลย...ดันไปหนึ่งที! ฮ่าๆ~~~

[คห.9]: ทำห่าอะไรกันวะ~?! เดิมทีนี่มันเป็นบทความที่เต็มไปด้วยพลังบวกแท้ๆ พอเลื่อนลงมาที่ส่วนคอมเมนต์เท่านั้นแหละ ค่าพลังลบระเบิดเลย! พวกแกอย่ามาทำตัวสกปรกแบบนี้ได้ไหม? ฮู~~ ฉันรู้สึกว่าอนาคตเต็มไปด้วยความมืดมน~lol~

[คห.10]: ใช่แล้ว เหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน...คอมเมนต์มันส์กว่าเนื้อหาจริงๆ! ก๊ะๆ~~~

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

(ผู้แปล: จบการเดินเล่นแต่ไม่เดินเรื่องเพียงเท่านี้นะครับ บทถัดไปจะเข้าสูเนื้อเรื่องเฟสต่อไปแล้วครับ)

เชิงอรรถ

ซุปไก่ (鸡汤 - jītāng): เป็นคำสแลงที่มาจากชื่อหนังสือ "Chicken Soup for the Soul" ในปัจจุบันมีความหมายเชิงเสียดสี หมายถึง คำพูดหรือบทความที่สวยหรู ให้กำลังใจแบบผิวเผิน แต่ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริง และมักจะถูกใช้โดยคนที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว ซึ่งทำให้คำแนะนำนั้นดูห่างไกลจากความเป็นจริงของคนทั่วไป

จบบทที่ บทที่ 65: สิ่งใดที่ควรค่าแก่ความภาคภูมิใจ? (ตอนฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว