- หน้าแรก
- เซียนติดดิน ข้าจะปลูกผักเพื่อชีวิตนิรันดร์
- บทที่ 1 ลงฟาร์มทำนา
บทที่ 1 ลงฟาร์มทำนา
บทที่ 1 ลงฟาร์มทำนา
แคว้นหวน ภายในตำหนักกิจการภายในของนิกายจื่อเสวียน
ผู้คนหลากหลายชนชั้นต่างสัญจรไปมาอย่างเร่งรีบ
เหล่าศิษย์ผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมากต่างรวมตัวกันหน้าศิลาหยกผืนหนึ่ง จ้องมองอักษรที่ส่องประกายวูบวาบบนนั้น บางคนสีหน้าเคร่งขรึม บางคนก็อุทานเสียงหลงเป็นระยะ
หลี่เย่ผู้มีรูปร่างหน้าตาธรรมดาและใบหน้าซีดเซียว ปะปนอยู่ในหมู่คนเหล่านั้นอย่างไม่โดดเด่นสะดุดตา
สายตาของเขาที่กวาดผ่านตัวอักษรเป็นแถวๆ พลันหยุดนิ่ง ราวกับตัดสินใจได้แล้ว
เขากลับตัวทันที ก้าวเดินอย่างรวดเร็วฝ่าฝูงชนไปยังเบื้องหน้าของศิษย์อาวุโสฝ่ายธุรการผู้หนึ่ง ก้มศีรษะคารวะเล็กน้อย พร้อมยื่นป้ายประจำตัวที่หนีบผลึกวิญญาณห้าก้อนส่งไปให้
“ศิษย์พี่หลัว ข้าประสงค์จะรับภารกิจลำดับปิ่ง หมายเลยห้า”
ศิษย์อาวุโสผู้ดูแล ซึ่งมีดวงตาสุกใสเปี่ยมพลังและมีการบำเพ็ญเพียรถึงขั้นรวมปราณระดับห้า เก็บผลึกวิญญาณเข้าแขนเสื้ออย่างเงียบงัน ทว่าเมื่อได้ยินดังนั้นกลับตะลึงงันไปชั่วขณะ รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“ศิษย์น้องหลี่แน่ใจหรือว่ามิได้ดูผิดไป ภารกิจนั้นคืองานของผู้ปลูกพืชวิญญาณ ซึ่งต้องเพาะปลูกและดูแลข้าววิญญาณ เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าจะเลือกมัน?”
ขณะที่เขากวาดสายตาสำรวจ ราวกับเพิ่งรู้จักศิษย์น้องผู้นี้เป็นครั้งแรก แปลกยิ่งนัก ช่างแปลกหน้าเสียจริง
หลี่เย่ในอดีตนั้น ดูถูกงานปลูกพืชวิญญาณเช่นนี้ที่สุด
ด้วยคุณสมบัติที่ไม่โดดเด่น เขาเข้าสู่นิกายจื่อเสวียนได้ด้วยความสัมพันธ์ทางตระกูลเท่านั้น เขามักจะมุมานะอย่างกล้าหาญ ไม่เกรงกลัวอันตราย หวังจะอาศัยสิ่งนี้เพื่อไขว่คว้าโอกาสในวิถีแห่งเต๋า เพื่อสร้างรากฐา
ส่วนภารกิจเช่นการปลูกข้าววิญญาณที่แทบจะไม่มีความเสี่ยง แต่กลับลำบากและใช้เวลานาน อีกทั้งนิกายยังหักส่วนแบ่งไม่น้อย เขาย่อมทิ้งมันราวกับเศษขยะ
ทว่าหลี่เย่ในตอนนี้ มิใช่หลี่เย่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว
เขาคาดการณ์ล่วงหน้าถึงคำถามนี้ จึงยิ้มขื่นตอบกลับไปว่า
“ศิษย์ผู้น้องบาดเจ็บหนักจากการทำภารกิจครั้งก่อน จำต้องพักฟื้น ภารกิจดูแลไร่วิญญาณนี้จึงเหมาะสมยิ่งนัก...โปรดศิษย์พี่ช่วยเหลือด้วยเถิด”
กล่าวพลางประสานมือคารวะอีกครั้ง ท่าทางและสีหน้าฉายแววความขมขื่นที่ถูกความเป็นจริงทำร้าย
“อ๋อ เป็นเช่นนี้นี่เอง”
อาวุโสผู้ดูแลพยักหน้า ระลึกถึงสิ่งที่ได้พบเห็นในช่วงไม่กี่วันมานี้
พลันกระจ่างแจ้ง
ด้วยสายตาของเขา ย่อมพอจะมองออกว่าพลังปราณของหลี่เย่ในตอนนี้ไม่มั่นคง แม้กระทั่งวี่แววของระดับการบ่มเพาะที่กำลังจะร่วงหล่นก็ปรากฏให้เห็น
เห็นได้ชัดว่าในช่วงเวลาอันสั้นนี้ไม่เหมาะที่จะออกไปเสี่ยงภัยอีกแล้ว
เมื่อพิจารณาทั้งสองสิ่งประกอบกัน ก็ถือว่าสมเหตุสมผล
แต่ความแตกต่างระหว่างพฤติกรรมในอดีตของศิษย์ผู้นี้ กับความระมัดระวังในปัจจุบัน กลับทำให้อาวุโสผู้ดูแลรู้สึกสมน้ำหน้าอยู่บ้าง
เจ้าหนูเอ๋ย ไม่รู้ถึงหลักการของพวกเราผู้บำเพ็ญเพียรที่ต้องสุขุมรอบคอบ หลังจากทะลวงถึงขั้นรวมปราณระดับสี่ ก็มักจะโอ้อวดใหญ่โต ในที่สุดก็ถึงคราวที่เจ้าจะได้เรียนรู้บทเรียนและเข้าใจโลกเสียที
เมื่อรู้ว่าสิ่งที่หลี่เย่กล่าวเป็นความจริงและสัมผัสถึงผลึกวิญญาณในแขนเสื้อ อาวุโสผู้ดูแลก็มิได้ซักไซร้มากความ รีบจัดแจงให้หลี่เย่รับภารกิจทันที
อย่ามองว่าภารกิจปลูกพืชวิญญาณในอดีตหลี่เย่จะดูถูกเหยียดหยาม แต่ในนิกายกลับเป็นที่นิยมของศิษย์ระดับล่างไม่น้อย จึงมิใช่เรื่องง่ายที่จะได้รับ
แต่ถ้าหากรู้จักจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชาย่อมแตกต่างออกไป…
ราวกับไม่เห็นรอยยิ้มในดวงตาของอาวุโสผู้ดูแล หลี่เย่ขอบคุณอีกครั้งและขอตัวจากไป
เมื่อออกจากตำหนักกิจการภายใน เขาก็อัญเชิญเรือใบไม้เขียวออกมา ขึ้นไปนั่งอย่างสบายอารมณ์และล่องลอยไปสู่ที่ราบกว้างใหญ่ไพศาลในที่ห่างไกล
กลางเวหา เมฆหมอกและสายลมพัดโชยรอบกาย เบื้องล่างมีภูเขาที่งดงาม ศาลาหอคอยนานาชนิดและพระราชวังอันโอ่อ่าตระการตา ทำให้เขารู้สึกราวกับอยู่ในสรวงสวรรค์
ร่างของหลี่เย่ที่ตึงเครียดตลอดเวลาค่อยๆ ผ่อนคลายลง เขาถอนหายใจยาว
“เฮ้อ... ไม่มีอะไรที่น่าสงสัย คราวนี้ข้าจะได้พักฟื้นอย่างสบายใจเสียที”
เขาพึมพำกับตัวเองในใจ
เพิ่งจะทะลุมิติมายังโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนี้ หลี่เย่รู้สึกหวาดหวั่นไม่น้อย
เมื่อไม่นานมานี้ เขายังคงเป็นแค่พนักงานออฟฟิศธรรมดาคนหนึ่งบนดาวสีครามบ้านเกิด ระหว่างทางกลับบ้าน ขณะกำลังเดินอยู่หน้าอพาร์ตเมนต์ ก็ถูกรถบรรทุกคันหนึ่งที่โผล่มาจากไหนไม่รู้พุ่งชนกระเด็นไปเสียชีวิตทันที
เมื่อเขารู้สึกตัวอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองได้ทะลุมิติมาเข้าร่างของนักบวชผู้หนึ่งที่มีชื่อและนามสกุลเดียวกันและได้หลอมรวมความทรงจำส่วนใหญ่ของเจ้าของร่างเดิม
เจ้าของร่างเดิมมาจากตระกูลที่สร้างรากฐานได้แล้วตระกูลหนึ่ง แต่สายเลือดของเขาเองกลับมีคนเหลือน้อย มีเพียงเจ้าของร่างเดิมและบิดาของเขาเท่านั้น
หลังจากบิดาของเขาไม่ลังเลที่จะใช้ความสัมพันธ์ของตระกูลเพื่อให้เจ้าของร่างเดิมเข้าเป็นศิษย์ของนิกายจื่อเสวียนได้ไม่กี่ปี บิดาของเขาก็เสียชีวิตในระหว่างออกไปสำรวจความลับบางอย่างด้วยน้ำมือของผู้ฝึกตนนอกรีต
หลังจากนั้น การกระทำของเจ้าของร่างเดิมก็ยิ่งก้าวร้าวและเสี่ยงอันตรายมากขึ้น เขามุ่งมั่นที่จะแสวงหาทรัพยากรการบำเพ็ญเพียรให้มากขึ้น เพื่อทะลวงระดับให้เร็วที่สุดและแก้แค้นให้บิดา
ทว่า... คนที่เดินริมน้ำบ่อยๆ รองเท้าจะไม่เปียกน้ำเลยหรือ?
ในที่สุด ในภารกิจนิกายครั้งหนึ่ง เจ้าของร่างเดิมก็ถูกผู้ฝึกตนนอกรีตซุ่มโจมตี ได้รับบาดเจ็บสาหัสทันที
แม้จะพยายามหลบหนีกลับมาถึงสำนักได้ แต่ก็ได้รับบาดเจ็บภายใน เมื่อกินยารักษาอาการบาดเจ็บลับที่บิดาทิ้งไว้ให้แล้ว ก็มิอาจทนทานแรงกระแทกของยาได้ จึงหมดสติไป
จึงเกิดเรื่องที่หลี่เย่ทะลุมิติเข้ามา
โชคดีที่ยารักษาอาการบาดเจ็บลับนั้นมีประสิทธิภาพไม่ธรรมดา แม้ว่าหลี่เย่จะเปลี่ยนเป็นอีกคนหนึ่งแล้ว แต่อาการบาดเจ็บของเขาก็ดีขึ้นมากจริง ๆ
ตอนนี้เขาสามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติแล้ว เพียงแต่ยังคงมีอาการบาดเจ็บภายในที่ต้องพักฟื้นอย่างช้าๆ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นเสียหายถึงรากฐาน
ทว่าหลังจากผ่านเรื่องราวทั้งหมดนี้ การบ่มเพ็ญเพียรของเจ้าของร่างเดิมที่เดิมทีมีถึงขั้นรวมปราณระดับสี่ ก็ได้ร่วงหล่นลงสู่จุดต่ำสุดของรวมปราณระดับสาม เกือบจะร่วงหล่นลงไปถึงขั้นรวมปราณระดับสองแล้ว
หลี่เย่ยังไม่สามารถควบคุมพลังปราณนี้ได้อย่างสมบูรณ์ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังได้รับผลกระทบจากอาการบาดเจ็บ ทำให้การหมุนเวียนของพลังปราณติดขัด จึงไม่สามารถหยุดยั้งการร่วงหล่นของระดับการบ่มเพาะได้เลย
เจ้าของร่างเดิมนั้นมักจะนำสิ่งที่ได้มาแลกเปลี่ยนเป็นยาเม็ดสำหรับช่วยในการบำเพ็ญเพียรทันที จึงไม่มีการสะสมแต้มความดีของสำนักและหินวิญญาณมากนัก
ยิ่งกว่านั้น ยังไม่มีเงินซื้อยารักษาอาการบาดเจ็บ
ประกอบกับศิษย์แรกเข้าของนิกายจื่อเสวียนมีจำนวนภารกิจที่ต้องทำในแต่ละปี หากไม่ถึงเกณฑ์ ก็จะถูกบังคับให้รับภารกิจ
ในเวลานั้น ภารกิจที่ตกถึงมือ มักจะเป็นภารกิจที่มีความเสี่ยงสูงที่ถูกทิ้งไว้เป็นอันดับสุดท้าย
หลี่เย่ล้มเหลวในภารกิจครั้งล่าสุด จำนวนยังไม่ถึงเกณฑ์และด้วยสภาพของเขาในปัจจุบัน หากต้องออกไปทำภารกิจอีกครั้ง เกรงว่ามีแต่ทางเดียวคือความตาย
และหากปฏิเสธที่จะรับภารกิจ ก็จะได้รับการลงโทษจากนิกายตามสถานการณ์ หรือแม้กระทั่งถูกขับไล่ออกจากสำนัก
สถานการณ์อันเลวร้ายเหล่านี้ ทำให้หลี่เย่หมดหนทางที่จะกบดานรักษาตัวได้เลย
หลังจากรวบรวมความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมซ้ำไปซ้ำมาและครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน เขาก็พลันค้นพบว่าภารกิจดูแลข้าววิญญาณที่เจ้าของร่างเดิมดูถูกนักหนากลับกลายเป็นตัวเลือกอันดับแรกของเขา
สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการต่อสู้ได้ ความลำบากก็อยู่ในขอบเขตที่ร่างกายที่บาดเจ็บจะรับไหว ข้าววิญญาณและค่าภารกิจที่ได้มาก็สามารถแลกเปลี่ยนเป็นยารักษาอาการบาดเจ็บเพื่อช่วยฟื้นฟูและยับยั้งไม่ให้ระดับบำเพ็ญเพียรลดลงอีก
นอกจากจะไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมในอดีตแล้ว ก็เหมาะสมกับเขาที่สุด
การเสี่ยงเล็กน้อย ใช้เงินเก็บที่เหลือไม่มากติดสินบน ก็ถือว่าคุ้มค่า
เดิมทีเขากังวลว่าการทะลุมิติเข้ามาร่างนี้จะมีส่วนที่ไม่สอดคล้องกันหรือไม่ หรือการกระทำที่แตกต่างจากพฤติกรรมเดิมอย่างกะทันหัน จะทำให้ศิษย์ในนิกายสงสัยและถูกจับได้ว่าเป็นปีศาจหรือสายลับ แล้วถูกกำจัดทิ้งไป
แต่ตลอดทางมานี้ หลี่เย่ได้พูดคุยกับศิษย์ร่วมสำนักที่คุ้นเคยกับเจ้าของร่างเดิมไม่น้อยและก็ไม่เห็นว่าพวกเขาจะมีปฏิกิริยาผิดปกติใดๆ
ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งทำให้จิตใจที่ตึงเครียดของเขาผ่อนคลายลงเล็กน้อย
…
ไม่นานนัก หลี่เย่ก็มาถึงไร่วิญญาณอันกว้างใหญ่ที่ถูกเก็บเกี่ยวจนหมดสิ้น เหลือเพียงผืนดินสีดำอมเขียว
เขาเข้าไปในถ้ำที่พักของศิษย์เฝ้าไร่นาม เซียวเฉียงและคารวะด้วยความเคารพ
ชายผู้นี้มีรูปร่างสูงผอมราวกับไม้ไผ่ ทว่าการบ่มเพาะของเขากลับสูงถึงขั้นปลาย ของขั้นรวมปราณระดับแปด ร่างที่ดูไร้พิษภัยนี้ แท้จริงไม่ควรมองข้าม
เห็นได้ชัดว่าด้วยระดับการบ่มเพาะเช่นนี้ การเฝ้าอยู่ที่นี่ก็เป็นเพียงการทำงานแทนอาจารย์เท่านั้น
ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาเร่งด่วนของการเพาะปลูกข้าว แทบทุกวันจะมีศิษย์ผู้ดูแลไร่ที่มารับภารกิจ
ศิษย์อย่างหลี่เย่ที่มีพลังปราณอ่อนแอและไม่มั่นคง แม้กระทั่งการบ่มเพาะในระยะกลางก็ยังไม่ถึงขั้น เมื่อปะปนอยู่ในหมู่คนเหล่านี้ ก็แทบจะไม่เป็นที่สังเกตเห็นเลย
เซียวเฉียงจึงไม่ได้ใส่ใจหลี่เย่เลยแม้แต่น้อย
เขานั่งอยู่บนที่นั่งหลัก เหลือบมองหลี่เย่เล็กน้อย เมื่อตรวจสอบป้ายแล้ว เขาก็ทำตามขั้นตอนปกติ จัดสรรพื้นที่ไร่ห้าเฟินนี้จะอยู่ในความดูแลและต้นกล้าข้าวที่เกี่ยวข้องให้หลี่เย่
ในที่สุด เซียวเฉียงก็กล่าวอย่างเฉยเมยว่า
“ไร่ห้าเฟินนี้จะอยู่ในความดูแลของเจ้าตลอดหนึ่งปีข้างหน้า ข้าววิญญาณที่ได้มาต้องส่งมอบให้สำนักหนึ่งร้อยชั่ง เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นค่าภารกิจ หากมีส่วนเกิน เจ้าสามารถเก็บไว้เองหรือจะส่งมอบทั้งหมดเพื่อแลกกับแต้มความดีก็ได้”
“หากเจ้าดูแลข้าววิญญาณไม่ดีและผลผลิตสุดท้ายไม่ถึงหนึ่งร้อยชั่ง เจ้าจะต้องส่งมอบทั้งหมดและจะถูกหักค่าภารกิจตามส่วนที่ขาดหายไป...”
“เจ้า... ยังมีข้อสงสัยหรือไม่?”
แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่คำพูดของเขากลับแฝงด้วยความไม่ยอมให้โต้แย้ง
“ขอบคุณศิษย์พี่ที่ชี้แนะ ข้าไม่มีข้อสงสัยแล้ว”
หลี่เย่ก้มตัวตอบ
“เช่นนั้นเจ้าก็ไปเถิด”
เซียวเฉียงโบกมือ ไม่สนใจหลี่เย่อีกต่อไป หันกลับไปจดจ่อกับหนังสือในมือ ราวกับว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นเพียงอากาศธาตุ
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้น หลี่เย่ก็มีสีหน้าปกติ ระงับอารมณ์ในใจเล็กน้อย แล้วก้มตัวคารวะและถอยออกไปอย่างนอบน้อม
…
เมื่อเหยียบย่ำผืนนาและแหงนหน้ามองฟ้า หลี่เย่ก็ส่ายหน้าถอนหายใจ
“จะทำนาก็ทำเถอะ เมื่อเทียบกับความเสี่ยงต่างๆ แล้ว การรักษาชีวิตน้อยๆ นี้ไว้สำคัญที่สุด...”
“เฮ้อ... ต้องมาเจอเจ้าของร่างเดิมที่หาเรื่องใส่ตัวขนาดนี้ ไม่ยอมเปลี่ยนวิถีชีวิตก็คงไม่รอดแน่”
ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็คงต้องรอให้บาดแผลหายดีและการบำเพ็ญเพียรฟื้นคืนแล้วค่อยคิดต่อ
ไม่ลังเลอีกต่อไป เขาก็ถอดเสื้อคลุมออก ม้วนขากางเกงและแขนเสื้อขึ้น หยิบเครื่องมือทำนาออกมา แล้วก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างเก้ๆ กังๆ
ในระดับที่ต่ำกว่า งานของชาวนาวิญญาณก็ไม่ต่างจากงานของมนุษย์ทั่วไปมากนัก คือการทำงานหามรุ่งหามค่ำ
หลีกเลี่ยงความลำบากและมอมแมมไปไม่ได้
ด้วยความรู้ด้านการทำนาวิญญาณที่บิดาของเจ้าของร่างเดิมเคยสอนไว้ก่อนเข้าสู่นิกายจื่อเสวียน แม้จะไม่ได้ทำมานาน แต่หลี่เย่ก็ยังมีความเข้าใจในการเพาะปลูกและดูแลข้าววิญญาณ
คาถาที่เกี่ยวข้องก็เคยเรียนรู้มาบ้างเช่นกัน
จึงไม่ถึงกับหมดหนทาง
พลิกดิน เร่งงอก เพาะปลูก กลบดิน รดน้ำ...
เวลาผ่านไปทีละน้อย
ลมหายใจของหลี่เย่เริ่มหนักขึ้น เหงื่อเม็ดใหญ่ไหลย้อย อาการบาดเจ็บภายในเริ่มกำเริบ เขากัดฟันทำงานอย่างยากลำบากจนกระทั่งปลูกข้าวได้สองส่วน
เขาเช็ดเหงื่อ มองดูต้นกล้าที่กระจายตัวอย่างห่างบ้างถี่บ้างและไม่เป็นระเบียบนัก ก็อดที่จะมุมปากกระตุกเล็กน้อย
“แน่นอนว่ายังไม่คุ้นมือเลยแฮะ...”
แต่เมื่อทำนาด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก สิ่งเหล่านี้ก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ในเวลาอันสั้น เขาจึงตั้งใจที่จะทำตามขั้นตอนไปก่อน แล้วค่อยดูผลลัพธ์ทีหลัง
“วสันตวารีผันแปร ไป”
เขากำหนดนิ้วเป็นเคล็ด พลังปราณสีเขียวจางๆ แผ่ออกมาจากปลายนิ้ว กลายเป็นละอองฝนแห่งพลังวิญญาณปกคลุมพื้นที่เล็กๆ เบื้องหน้าหลี่เย่
เม็ดฝนที่อุดมด้วยพลังธาตุไม้ร่วงหล่นลงมาทีละน้อย ชุบเลี้ยงยอดอ่อน
ในฐานะที่เป็นไร่วิญญาณสาธารณะของสำนัก สายแร่พลังปราณที่นี่จัดอยู่ในระดับบนสุดของสายแร่พลังปราณขั้นที่หนึ่ง แม้กระทั่งแข็งแกร่งกว่าพลังปราณในที่พักของหลี่เย่เสียอีก
ดังนั้น ดินที่นี่จึงอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตของพืชวิญญาณขั้นหนึ่งและต่ำกว่า
ในเวลานี้ เมื่อถูกกระตุ้นด้วยคาถาวสันตวารีผันแปรของหลี่เย่ต้นกล้าที่อยู่ในสภาพดีบางส่วนก็พลันบังเกิดชีวิตชีวาขึ้นมา กิ่งก้านใบคลี่ออกเล็กน้อย รากใต้ดินก็เริ่มเคลื่อนไหว ทำให้พวกมันสามารถหยั่งรากได้
ในขณะนั้นเอง ตัวอักษรแถวหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าหลี่เย่โดยไม่มีสัญญาณใดๆ
[เจ้าได้เพาะปลูกพืชวิญญาณระดับหนึ่ง [ข้าวหยกเขียว] สำเร็จด้วยวิธีที่หยาบกระด้าง ค่าประสบการณ์ +0.1…]
หือ?