เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 71 วีรกรรมของชายที่ชื่อ ดงซูบิน!

บทที่ 71 วีรกรรมของชายที่ชื่อ ดงซูบิน!

บทที่ 71 วีรกรรมของชายที่ชื่อ ดงซูบิน!


บทที่ 71 วีรกรรมของชายที่ชื่อ ดงซูบิน!

ผู้แปล loop

ในวันถัดมาเป็นวันอังคาร

วันนี้เป็นวันที่สำคัญที่สุดสำหรับดงซูบินเมื่อเขาตื่นนอนขึ้นมาเขาก็รู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก เขาปีนลงมาจากเตียงแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ตอนนี้เขาทำทุกอย่างเท่าที่เขาจะทำได้แล้ว ตอนนี้ไม่เรื่องอะไรที่จะต้องกังวลอีกแล้ว ดงซูบินหยุดคิดเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการประชุมคณะกรรมการพรรค เขาตบเบา ๆ บนหน้าผากของเขาเพื่อสงบสติอารมณ์ก่อนที่จะเตรียมตัวสำหรับการทำงานต่อไป

ที่ทางเข้าของสำนักงานสาขาเขตตะวันตกดงเห็นฉางจี้กับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง

“ฉันไม่ได้บอกให้เธอมาที่ทำงานของฉันไม่ใช่หรอ เธอต้องการอะไร?”

“คุณคิดว่าฉันอยากจะมาที่หรือยังไง ก็คุณลืมโทรศัพท์ไว้!”

"โอเคโอเค! รีบกลับไปได้แล้ว!”

ฉางจี้คว้าโทรศัพท์ของเขาจากผู้หญิงคนนั้นอย่างกระวนกระวายและเก็บไว้ในกระเป๋าของเขาทันที จากนั้นเขาก็โบกมือให้ผู้หญิงคนนั้นกลับไป ผู้หญิงคนนี้น่าจะเป็นภรรยาของฉางจี้ เธออายุประมาณ 30 ปี ดูที่ใบหน้าเธอจะเป็นโรคด่างขาวที่หน้าและลำคอของเธอก็มีรอยด่างขาวด้วยเช่นกัน นี่คือเหตุผลที่ฉางจี้ไม่เคยพูดถึงภรรยาของเขาในที่ทำงานเลย ดังนั้นเขาจึงไม่เคยพาภรรยาของเขามาที่ทำงานสักที เพราะฉางจี้คงจะรู้สึกอับอายในภรรยาของตัวเอง แต่เมื่อฉางจี้มองไปรอบ ๆ เพื่อดูว่าเพื่อนร่วมงานคนใดของเขาเห็นภรรยาของเขาหรือไม่ เขาก็หันไปเจอดงซูบินที่กำลังจะข้ามถนนแล้วเดินข้ามมา

สีหน้าของฉางจี้ดูตื่นตระหนกแล้วพูดว่า “วันนี้นายมาทำงานเร็วดีนิ!”

“คงไม่เร็วเท่ากับพี่จี้หรอก!” จริงๆแล้วความเกลียดชังของดงซูบินที่มีต่อฉางจี้นั้นลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นหลังจากที่เห็นว่าฉางจี้ปฏิบัติต่อภรรยาของเขาเช่นนั้น

“นายรู้หรือป่าว การประชุมคณะกรรมการพรรคในวันนี้จะมีการหารือกันว่าใครจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นรองหัวหน้าฝ่ายกิจการทั่วไป” ฉางจี้จ้องไปที่ดงซูบินอย่างเย็นชา “น้องชายฉันได้บอกนายก่อนหน้านี้แล้วว่าฉันจะเป็นหัวหน้าภายในปีนี้ ฉันได้เสนอความช่วยเหลือที่จะดูแลนาย เพื่อให้นายเป็นผู้ช่วยที่เชื่อถือได้ของฉัน แต่นายเป็นคนเดียวที่ปฏิเสธข้อเสนอของฉัน ตอนนี้นายคงจะเสียใจใช่มั่ยล่ะ ตอนนี้ก็สายไปแล้ว! เมื่อคำสั่งลงมานายตายแน่ๆ! ฉันจะทำให้แน่ใจว่านายจะต้องเสียใจ!”

ดงซูบินมองมาที่เขา “พี่จี้แน่ใจแล้วหรือหรอพี่จี้จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งใรครั้งนี้”

ฉางจี้ได้แต่พูดจาอวดดีว่า“ฮ่าฮ่านายคิดว่าคนยังเกาแพนเหว่ยจะชนะฉันเหรอ? ฝันไปเถอะ!”

ดงซูบินได้แต่กำกำปั้นของเขา เขาจะไม่ปล่อยให้ฉางจี้ได้รับการเลื่อนตำแหน่งอย่างแน่นอน ถ้าไม่ยังงั้นดงซูบินจะไม่สามารถทำงานที่นี้ต่อไปได้

ตอนนี้สำนักงานกิจการทั่วไป ผู้คนเริ่มมาถึงที่ทำงานกัน

ดงซูบินรู้สึกได้ว่าวันนี้บรรยากาศในสำนักงานนั้นดูแตกต่างจากทุกวัน ดงซูบินรู้สึกได้ถึงความตึงเครียด

ดูเหมือนจะมีบางอย่างเกิดขึ้นเกาแพนเหว่ยเดินเข้ามาในสำนักงานและเห็นได้ชัดว่าเขาดูอารมณ์ไม่ค่อยดี วันนี้เขาไม่ได้ทะเลาะกับฉางจี้เหมือนเมื่อสองสามวันก่อน เขาเพิ่งวางกระเป๋าเอกสารไว้ที่โต๊ะทำงานแล้วเดินขึ้นไปชั้นบนไปที่ห้องทำงานของหัวหน้าแผนกปางปิน ฉางจี้เหลียวมองเขาอย่างมั่นใจและจากนั้นก็ออกเดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเมืองของผู้ว่าทางการเมืองโจว

ณ สำนักงานคณะกรรมการการเมือง

สำนักงานนี้ดูสลัวๆ ผ้าม่านหนาปิดกั้นแสงแดดไม่ให้เข้ามาในห้อง

ฉางจี้ยืนอยู่ข้างผู้ว่าการทางการเมืองโจวอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว:“ลุงโจวครับเกี่ยวกับเรื่องการเลื่อนตำแหน่งนั้น……”

โจวเกาได้วางแผนเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว เขารี่ตาลงและพูดขัดจังหวะฉางจี้ขึ้นมา “ฉางจี้หลานรัก ลุงสัญญากับพ่อของหลานไว้แล้วว่าจะพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อช่วยหลานนะ เรื่องนั้นไม่ต้องกังวล มันจะไม่มีปัญหาใด ๆ หลานควรกลับไปทำงานและในช่วงเวลานี้หลานก็ไม่ควรมาที่สำนักงานของลุง หลานคงเข้าใจเรื่องนี้ดี” ข้าราชการส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะรับปากว่าจะวิ่งเต้นเรื่องตำแหน่งหรือผลประโยชน์สักเท่าไรเพราะพวกเขาต้องระวังตัวอยู่เสมอ แต่เนื่องจากผู้ว่าการเมืองโจวพูดเช่นนั้นออกมาแล้วว่าไม่มีปัญหาใดแน่นอนมันก็หมายความว่า เขามั่นใจ 100% ในการช่วยเหลือเรื่องวิ่งเต้นนี้ให้กับฉางจี้

หลังจากได้ยินสิ่งนี้ฉางจี้รู้สึกมั่นใจและขอบคุณเขาอย่างตื่นเต้น "ขอบคุณ. ลุงโจวมากๆเลยครับ ผมจะเอาของขวัญมามอบให้ลุงภายหลังจากจบเรื่องนี้นะครับ”

ที่จริงแล้วโจวเกาเองก็ไม่ชอบวิธีที่ฉางจี้พูดออกมาเพราะมันเป็นการพูดตรงเกินไป เขาขมวดคิ้วและโบกมือไล่ฉางจี้ออกไป

หลังจากออกจากห้องมา ฉางจี้ก็รู้สึกดีเป็นอย่างมาก เขาเดินกลับไปที่สำนักงานของเขาพร้อมยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ

อีกด้านหนึ่งของอาคาร

ดงซูบินได้รับโทรศัพท์จากเสี่ยวหยานขอให้เขาไปหาเธอที่ห้องทำงาน

มีชายอีกคนหนึ่งในห้องทำงานรองหัวหน้าสำนักสาขาเสี่ยวหยาน ผู้ชายคนนั้นอายุประมาณเดียวกับเธอและเขาดูตาโต ข้างๆผมของเขามีผมริ้วสีขาวห้อยลงมาและเขาดูเป็นคนที่จริงจังมาก

ดงซูบินเคยเห็นชายผู้นี้มาก่อน เขาเป็นสมาชิกคณะกรรมการพรรคสำนักงานเขต, เลขานุการคณะกรรมการเพื่อการตรวจสอบวินัยซองโฉจือ เขานั้นสนิทกับเสี่ยวหยานมาก

“หัวหน้วเสี่ยว, เลขานุการโฉ”

เมื่อเสี่ยวหยานเห็นดงซูบินเขาก็พยักหน้าตอนรับก่อนที่มอบเอกสารให้กับดงซูบิน “ทำสำเนาเอกสารนี้และส่งต้นฉบับไปที่ห้องเก็บเอกสาร”

ซองโฉจือหันหน้ามองดงซูบินอย่างเงียบ ๆ

ดงซูบินรับเอกสาร"ครับ. มีอะไรเพิ่มเติมอีกไหมครับหัวหน้าเสี่ยว?”

“ไม่มีแล้ว กลับไปทำงานเถอะ.”

หลังจากดงซูบินออกจากห้องไปซองโจฉือก็หัวเราะออกมาและส่ายหัว “คนๆนั้นคือซูบินที่เธอกำลังพูดถึงใช่ไหม เธฮต้องการที่จะผลักดันให้เขาเข้ารับตำแหน่งรองหัวหน้าสำนักงานกิจการทั่วไปสินะ? มีบางเรื่องที่เธอควรรู้ไว้ว่าผู้ว่าการทางการเมืองโจวเขามีผู้สมัครอยู่ในใจแล้วและมันก็ยากที่จะเปลี่ยนใจเขาได้”

เสี่ยวหยานสยายผมของเธอ:“ฉันไม่คิดว่าจะชนะผู้ว่าการทางการเมืองโจวได้ แต่ฉันแค่อยากลองดูเท่านั้น”

ซองโจฉือยิ้ม "ดี. สิ่งที่ฉันทำได้ตอนนี้ก็คำแนะนำดี ๆ สองสามคำเท่านั้น แต่ฉันก็ยังต้องถามเธออยู่ว่า คนที่เธอเลือกดูเหมือนจะเป็นคนธรรมดาเกินไป อีกทั้งเขาอายุน้อยมากและไม่มีประสบการณ์แล้วดูเหมือนจะไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามคุณสมบัติที่พวกเราต้องการ ฉันสงสัยว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่”

เสี่ยวหยานได้แต่จิบน้ำชาอย่างช้าๆแล้วยิ้มให้ “พี่ซอง พี่ไม่สามารถตัดสินซูบินได้แค่รูปลักษณ์ภายนอกของเขาหรอกนะ”

“โอ้เหรอ?” ซองโฉจือพูดต่อว่า “อย่างงั้นช่วยบอกหน่อยสิว่าไอ้หนุ่มคนนั้นมันมีอะไรดี”

เสี่ยวหยานเริ่มพูดช้าๆ “พี่เคยได้ยินสิ่งที่ซูบินทำหลังจากที่เขาเข้าร่วมกับสำนักงานกิจการทั่วไปหรือยัง ฮ่าฮ่า……พี่เองก็เป็นนักกีฬาตอนที่พี่ยังหนุ่มๆและพี่ซองก็เป็นคนที่มีความกล้ามากๆ แต่พี่ซองพวกเราทั้งคู่เองก็เคยเห็นไฟโหมกระหน่ำในสำนักงานของหลี่ชิงถูกไหม หากพี่ยังเป็นวัยรุ่นอยู่ในวันนั้นพี่จจะกล้าที่จะวิ่งเข้าไปในสำนักงานเพื่อไปเอาเอกสารที่ติดอยู่ในกองเพลงนี้หรือป่าว?”

ซองโฉจือเงียบไปทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น

เสี่ยวหยานกล่าวต่อไปว่า“แต่ซูบินนั้นกล้าที่จะเขาไปและเขาสามารถนำเอกสารนั้นออกมาได้ด้วย”

ซองโฉจือได้แต่พยักหน้า

“พี่เองก็น่าจะได้ยินเกี่ยวกับการแข่งขันฟุตบอลเมื่อสองสามวันก่อน ผู้รักษาประตูของเราได้รับบาดเจ็บระหว่างช่วงทดเวลาบาดเจ็บและคู่แข่งของเราก็ได้จุดโทษ ในสถานการณ์เช่นนั้นใครกันที่กล้าที่จะกล้าบอกว่าเขามีความมั่นใจว่าจะรับลูกโทษนั้นได้?” เสี่ยวหยานวางถ้วยชาของเธอลง “แต่ซูบินกับกล้าที่จะเสนอตัวออกมาและเขาก็รับลูกโทษนั้นได้จริงๆ” หลังจากหยุดไปครู่หนึ่งเสี่ยวหยานก็หยุดพูดไปสักพักก่อนจะพูดต่อไปว่า “และในเกมถัดไปของวันรุ่งขึ้นมันเป็นการแข่งขันที่ยากลำบากมากๆ ใน 2 นาทีสุดท้ายผู้เล่นคนหนึ่งของเราได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่มีตัวสำรองเหลือแล้ว เขตของเราเกือบจะลงเล่น 8 เกมโดยไม่ชนะแม้แต่ครั้งเดียว ในขณะนั้นแม้แต่ผู้เล่นพรีเมียร์ลีกอังกฤษก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย แต่ซูบินลงไปที่สนามและทำประตูในวินาทีสุดท้ายได้!”

ซองโฉจือหัวเราะออกมา “จากสิ่งที่เธอพูด……ซูบินคนนี้มีเป็นที่มีความสามารถจริงๆ”

“เขาน่าทึ่งยิ่งกว่านั้นอีก”เสี่ยวหยานแตะที่โต๊ะด้วยปลายนิ้วของเธอ “วันนั้นฉันไปที่สำนักการเมืองเพื่อไปประชุมและฉันได้พบกับเพื่อนเก่า เราคุยกันสั้น ๆ และเราคุยกันเรื่องการแข่งขันฟุตบอล แต่เมื่อฉันพูดถึงชื่อของซูบินเพื่อนของฉันก็รู้จักเขาเช่นกัน เธอเป็นหนึ่งในผู้สัมภาษณ์ของซูบินและเธอบอกกับฉันว่าเกิดอะไรขึ้นในระหว่างการสัมภาษณ์ มันเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมากๆ”

ซองโฉจือถามด้วยความอยากรู้ "มันเกิดอะไรขึ้น?"

เสี่ยวหยานหยุดสักครู่แล้วเปิดประตูห้องทำงานของเธอ มันมีเสียงฝีเท้าข้างนอกและพนักงานก็เดินผ่านห้องทำงานของเธอไปพร้อมถือเอกสาร หลังจากพนักงานคนนั้นเดินผ่านไปแล้วเสี่ยวหยานก็ปิดประตูแล้วมองไปที่ซองโฉจือที่กำลังอยู่ในความมึนงงอยู่ “พี่ซองคนที่เดินไปเมื่อตะกี้ พี่จำสีเสื้อของเขาได้ไหม เสื้อตัวนั้นคือดีไซน์เป็นัยไงและสีของรองเท้าของเขาคือสีอะไร”

ซองโฉจือถึงกับตกตะลึง “เธอหมายถึงอะไรกัน”

“ไม่มีอะไร ฉันแค่อยากดูว่าพี่ซองจะจำรายละเอียดเหล่านั้นได้หรือไม่”

“เสี่ยวหยาน เธอกำลังล้อเล่นกับฉันเหรอ? เธอไม่ได้บอกให้ฉันจดรายละเอียดพวกนั้นก่อนนิและความสนใจของฉันในตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่ที่คนๆนั้นด้วย”

เสี่ยวหยานกลับไปยังที่นั่งของเธอ “นี่คือเหตุผลที่ฉันบอกว่าซูบินช่างน่าอัศจรรย์ ในระหว่างการสัมภาษณ์ผู้สัมภาษณ์หลักพยายามให้เขาทำสิ่งต่าง ๆ และพยายามถามเรื่องยากๆสำหรับเขาและจงใจถามคำถามแบบเดียวกับที่ฉันถามพี่ซองนี้แหละ แต่ในตอนนั้นมีถึง 3 คนที่เดินผ่านห้องในวันนั้น ซูบินไม่เพียง แต่จดจำสีของเสื้อและดีไซน์ของเสื้อของพวกเขาได้ เขายังจดจำดีไซน์ของกสร้อยคอได้อีกรวมกระทั้งรองเท้าที่มีรอยสกปรกหรือแม้แต่สีของเชือกผูกรองเท้า”

ซองโฉจือถึงกับขมวดคิ้ว “เป็นไปได้อย่างไร?”

เสี่ยวหยานเธอยิ้มออกมา “ฉันก็รู้สึกว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอม แต่มันเป็นความจริง ซูบินทำเช่นนั้นจริงๆ”

“......”

ตอนนี้ในห้องของเธอนั้นได้ยินแต่เสียงของเครื่องปรับอากาศเพียงเท่านั้น

เสี่ยวหยานมองไปที่ซองโฉจือ “ตอนนี้พี่ยังคิดว่าซูบินเป็นคนธรรมดาอยู่รึป่าวล่ะ? ฉันคิดว่าเขาน่าทึ่งมากๆเลยล่ะ!”

จบบทที่ บทที่ 71 วีรกรรมของชายที่ชื่อ ดงซูบิน!

คัดลอกลิงก์แล้ว