เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

CH.73-75 ช่วยเธอ/เปิดเตาเล็ก/ความอิจฉา

CH.73-75 ช่วยเธอ/เปิดเตาเล็ก/ความอิจฉา

CH.73-75 ช่วยเธอ/เปิดเตาเล็ก/ความอิจฉา


บทที่ 73 ช่วยเธอ

บ่ายวันนั้น

หลังจากหนิงโหย่วกวงงีบหลับที่หอพัก เธอก็ตื่นขึ้นมาเพื่อเข้าเรียนคาบแรกของภาคบ่ายซึ่งใกล้จะเริ่มเต็มที

บนทางเดินของอาคารเรียนมีนักเรียนเดินสวนกันไปมาขวักไขว่ นักเรียนในห้องเรียนพิเศษก็มากันเกือบครบแล้ว ต่างนั่งรออยู่ในห้องเรียนอย่างสงบ

ขณะที่เธอกำลังจะเดินเข้าห้องเรียน ก็พลันสังเกตเห็นเด็กผู้ชายแปลกหน้ากลุ่มหนึ่งราวๆ ยี่สิบสามสิบคนกำลังยืนเกาะกลุ่มกันอยู่นอกหน้าต่างและมองเข้ามาข้างใน ราวกับกำลังมองหาใครสักคนอยู่

เธอรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยจึงก้าวเท้าเข้าห้องเรียนไป แต่กลับพบว่าทุกคนในห้องต่างพากันหันมามองเธอเป็นตาเดียว

กู้ซีซึ่งนั่งอยู่แถวหน้ายื่นมือออกไป ชี้ให้เธอดูที่นอกหน้าต่างห้องเรียน

เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง

นอกหน้าต่างมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังชี้นิ้วมาที่เธอ พลางกระซิบกระซาบกับเพื่อนๆ ที่อยู่ข้างๆ ซึ่งทุกคนต่างก็จับจ้องมาที่เธอเช่นกัน

เธออ่านปากของเด็กหนุ่มได้ว่า “คนนั้นแหละ”

นอกหน้าต่างห้องเรียนพิเศษมีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขา แสงแดดลอดผ่านร่มไม้ลงมากระทบใบหน้าที่ขาวราวหยกของเด็กสาวที่เพิ่งจะเดินเข้ามาในห้อง เกิดเป็นจุดแสงระยิบระยับ

ราวกับเพชรเม็ดงามที่ประดับอยู่บนชุดวิวาห์ ส่องประกายเจิดจรัส ช่วยเสริมความงดงามให้แก่ผู้สวมใส่

ช่างเป็นความงามที่มองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าก็หาที่ติไม่ได้ ทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นต้องตกตะลึงตั้งแต่แรกเห็น

เด็กหนุ่มกลุ่มนั้นราวๆ ยี่สิบสามสิบคนมากันอย่างครึกโครม และจากไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน

...

หนิงโหย่วกวงนั่งลงบนที่นั่งของเธอด้วยความไม่เข้าใจ

กู้ซีที่อยู่แถวหน้ารีบบอกเธอทันทีว่า “พวกนั้นมาดูเธอน่ะ เหมือนจะเป็นเด็กจากห้องนานาชาติ”

เธอพยักหน้าเบาๆ “อ้อ” แล้วจึงหยิบหนังสือเรียนออกมาจากลิ้นชัก ก้มหน้าอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ

เด็กสาวอายุสิบสี่สิบห้าปีกำลังอยู่ในวัยที่ขี้อายและไร้เดียงสา การที่ถูกเด็กผู้ชายต่างห้องหลายสิบคนมามุงดูและชื่นชมเพราะความงามของตน

กู้ซีรู้สึกว่าหากเป็นเธอ คงจะทำตัวสงบนิ่งเช่นนี้ไม่ได้เป็นแน่

เธอหารู้ไม่ว่า หากไม่มีการกลับชาติมาเกิด หากหนิงโหย่วกวงเป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบสี่สิบห้าปีที่ใช้ชีวิตมาเพียงชาติเดียวจริงๆ การที่ถูกเด็กผู้ชายมากมายมุงดูและวิพากษ์วิจารณ์ในที่สาธารณะ เธอก็คงจะสงบนิ่งเช่นนี้ไม่ได้เช่นกัน

เธอจะรู้สึกอึดอัด รำคาญ ไม่ชอบที่ถูกมองเหมือนเป็นตัวประหลาด และถูกคนหลายสิบคนพูดถึงในที่สาธารณะ

แต่ใครเลยจะรู้ว่าหนิงโหย่วกวงในปัจจุบัน คือหนิงโหย่วกวงที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้ว และได้ใช้ชีวิตในแบบของตัวเองอย่างเต็มภาคภูมิ

เธอก็มีหน้าตาเช่นนี้ ไม่ต่างอะไรกับดอกไม้งามในสวน ที่สามารถดึงดูดสายตาชื่นชมและคำเยินยอจากผู้อื่นได้

คนอื่นชอบมองคนสวยของสวยก็เป็นเรื่องของพวกเขา คนชอบมุงดูพูดคุยก็เป็นเรื่องของพวกเขา แล้วเธอจะไปยุ่งเกี่ยวกับความคิดและการกระทำของพวกเขาได้อย่างไรกัน?

เธอมีเวลาและพลังงานมากพอที่จะมาสิ้นเปลืองไปกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไร้ความหมายเช่นนี้เลยเหรอไง?!

...

ห้องนานาชาติมีเรียนพละในตอนบ่าย

ท้องฟ้าเดือนกันยายนของเมืองจิ่นเฉิง แสงแดดเจิดจ้า อากาศข้างนอกยังคงร้อนระอุ และสนามกีฬาก็ยิ่งร้อนกว่า

นักเรียนที่ฝึกซ้อมพื้นฐานเสร็จแล้ว ต่างก็รวมกลุ่มกันสามห้าคน ยืนหลบร้อนอยู่ใต้ร่มไม้พลางกินไอศกรีม

ปกติแล้วห้องนานาชาติจะมี “แฟนบาสเกตบอล” ตัวยงอยู่สองสามคนที่ไม่กลัวแดดร้อน และมักจะเล่นบาสเกตบอลหรือเตะฟุตบอลอยู่ที่สนามในเวลานี้

ท่วงท่าที่สง่างามและผลงานอันยอดเยี่ยมของพวกเขา ก็จะกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ไม่เคยเปลี่ยนของเหล่าเพื่อนๆ ที่อยู่ใต้ร่มไม้

แต่ทว่า วันนี้พวกเขาไม่ได้เล่นบาสเกตบอลที่สนาม และก็ไม่ได้เตะฟุตบอลที่สนามฟุตบอล ปากก็ไม่ได้พูดถึง “วีรกรรมอันกล้าหาญ” ของกันและกัน แต่กลับรวมกลุ่มกันพูดถึงเรื่องของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ จากอีกห้องหนึ่ง

พอพูดถึงตอนที่ตื่นเต้น ใบหน้าของเหล่าเด็กหนุ่มก็แดงระเรื่อ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความร้อนหรือความตื่นเต้นกันแน่

“วันนี้ทำไมไม่ไปเล่นบาสเกตบอลกันล่ะ?” ในขณะนั้นเอง เสียงหวานๆ ของเด็กสาวก็แทรกขึ้นมา

จางเสวียนถือลูกบาสเกตบอลเดินมาจากที่ไม่ไกลนัก

ผมยาวสลวยของเธอถูกรวบเป็นหางม้าด้วยที่คาดผมอันประณีต

เธอสวมชุดกีฬาของโรงเรียนตี้อิน ทำให้ทั้งร่างดูมีพลังมากกว่าปกติ เผยให้เห็นความงามที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา

“พวกเรากินไอศกรีมกันก่อน” เด็กหนุ่มเมื่อเห็นเธอ บรรยากาศในกลุ่มก็ดูคึกคักขึ้นเล็กน้อย

“อ้อ ฉันก็ว่าทำไมพวกเธอแปลกๆ วันนี้ถึงได้หลบอยู่ใต้ต้นไม้ไม่ไปเล่นบาสกัน” เด็กสาวโยนลูกบาสเกตบอลเข้าไปในกลุ่มเด็กหนุ่ม ทำให้พวกเขาพากันแย่งชิง

“เดี๋ยวเล่น เดี๋ยวเล่น” เด็กหนุ่มรับลูกบอลไว้

จางเสวียนเป็นที่รักของเหล่าเด็กผู้ชายมาโดยตลอด โดยทั่วไปถ้ามีเธออยู่ เด็กผู้ชายก็จะพากันรายล้อมเธอ

ปกติแล้ว ในเวลานี้พวกเขาจะต้องฉวยโอกาสพูดคุยกับสาวสวยให้มากขึ้น ไม่ว่าจะชวนเธอกินไอศกรีม หรืออวดฝีมือการเล่นบาสเกตบอลต่อหน้าเธอ

แต่วันนี้กลับไม่มี

พวกเขารับลูกบอลที่จางเสวียนโยนมา แล้วก็กลับไปรวมกลุ่มกัน พูดคุยเรื่องเมื่อครู่ต่อ

จางเสวียนมองดูท่าทีที่ค่อนข้างจะเย็นชากว่าปกติของเด็กผู้ชายในห้องที่มีต่อเธอ แม้ใบหน้าจะยังคงยิ้มหวาน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่มีเพียงจางลี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอเท่านั้นที่รู้ว่า แววตาของเด็กสาวได้เย็นชาลงแล้ว

“ฉันไปซื้อไอศกรีมนะ เสวียนเสวียนอยากกินรสอะไร?” จางลี่เสนอขึ้น

“ฉันอยากกินรสทุเรียน” เย่จื่อฉินพูดอย่างมีความสุข

“ได้ แล้วเสวียนเสวียนล่ะ?” จางลี่ถามจางเสวียนต่อ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเอาใจ

“ช็อกโกแลตแล้วกัน” จางเสวียนพูดเบาๆ แล้วก็หันหลังเดินจากกลุ่มเด็กผู้ชายไป

...

หนิงโหย่วกวงยื่นโต๊ะที่กำลังถืออยู่ให้เด็กผู้ชายตัวสูงคนหนึ่ง แล้วก็ล้วงกระเป๋านักเรียนของตัวเอง ยัดลูกอมรสสตรอว์เบอร์รีหนึ่งห่อใส่กระเป๋าเสื้อนักเรียนของเด็กชาย “ขอบคุณนะ นี่ลูกอมให้เธอ”

“ไม่เป็นไร”

เด็กชายยิ้มอย่างร่าเริง เขายกโต๊ะที่หนิงโหย่วกวงยกอย่างลำบากไปวางไว้ในตำแหน่งที่เธอต้องการอย่างง่ายดาย

วันนี้เป็นวันที่ห้องเรียนพิเศษมีการย้ายที่นั่งใหม่

ที่นั่งของหนิงโหย่วกวงถูกครูประจำชั้นย้ายจากแถวที่สี่ริมหน้าต่าง ไปยังที่นั่งตรงกลางแถวที่สาม ซึ่งเป็นตำแหน่ง C ที่โดดเด่นที่สุด

“ไม่มีที่นั่งริมหน้าต่างให้นั่งอีกแล้ว บางครั้งการได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ก็เป็นภาระเหมือนกันนะ”

เด็กสาวถอนหายใจเสร็จ ก็เดินตามครูประจำชั้นไปเอาของ

ณ ห้องเรียนพิเศษ

พอเธอจากไป เด็กชายตัวสูงก็หยิบลูกอมรสสตรอว์เบอร์รีออกจากกระเป๋ามาดู แล้วก็ใส่กลับเข้าไปตามเดิม

จากนั้น เขาก็ยิ้มแล้วเดินไปนั่งที่ที่นั่งของตัวเอง

เพื่อนร่วมโต๊ะข้างๆ เขาก็เป็นเด็กผู้ชายเช่นกัน เด็กผู้ชายคนนั้นเห็นการปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมโต๊ะกับหนิงโหย่วกวงทั้งหมด ก็ยิ้มแล้วพูดว่า “หนิงโหย่วกวงนี่เป็นคนดีเหมือนกันนะ”

แค่ช่วยยกโต๊ะ ก็ได้ลูกอมหนึ่งห่อเป็นของตอบแทน เด็กชายก็ยิ้ม “ใช่ เธอใจดีมาก”

เพื่อนร่วมโต๊ะเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเขา ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจต่อว่า “ไม่ค่อยเห็นผู้หญิงที่หน้าตาสวยขนาดนี้ เรียนเก่ง แล้วนิสัยยังดีขนาดนี้เลย”

เด็กชายก็ยิ้มพลางพยักหน้า “อืม”

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า “ผู้หญิงที่สวยเกินไปมักจะโดดเดี่ยว เทพธิดาถูกสร้างมาเพื่อให้อยู่บนหิ้ง”

ในยุคที่หน้าตาเป็นใหญ่ ความสวยงามคือทุนอย่างหนึ่ง ผู้หญิงที่หน้าตาดีมักจะเป็นที่ต้องการ สำหรับพวกเธอแล้ว ตนเองมักจะเป็นฝ่ายที่ได้รับการดูแลเสมอ พอถูกดูแลมากเข้า นิสัยก็มักจะหยิ่งยโสอยู่บ้าง

ดังนั้น คนธรรมดาเมื่อต้องคบหากับคนที่สวยเกินไป ความสบายใจก็มักจะลดลงเป็นธรรมดา

ในตอนแรก นักเรียนห้องเรียนพิเศษหลายคนก็คิดเช่นนี้ ความคิดที่ฝังหัวทำให้พวกเขารู้สึกว่าหนิงโหย่วกวงสวยขนาดนี้ แถมยังเป็นที่สองของเมืองในการสอบเข้ามัธยมปลาย คงจะหยิ่งยโสและคบยากเป็นแน่

พวกเขาจึงรักษาระยะห่างกับเธออยู่บ้าง

แต่พอได้ใช้เวลาร่วมกันนานเข้า ทุกคนก็พบว่าเธอไม่ได้แตกต่างจากผู้หญิงทั่วไป แถมยังมีนิสัยดีกว่าผู้หญิงทั่วไปเสียอีก

เธอเป็นคนคุยง่ายมาก

ทุกวันเมื่อเข้าห้องเรียน ไม่ว่าจะเจอใคร ใบหน้าของเธอก็จะประดับไปด้วยรอยยิ้มบางๆ

ผู้หญิงที่โรงเรียนตี้อินหลายคนสวยมาก และผู้หญิงสวยๆ เหล่านี้ยังมีจุดร่วมที่ผู้หญิงโรงเรียนอื่นไม่มีอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือเพราะชีวิตดี จึงแต่งตัวเก่งมาก

อายุเพียงสิบห้าสิบหกปี ก็มีผู้หญิงหลายคนแต่งหน้ามาเรียนทุกวัน

พวกเธอยังนิยมใช้ของแบรนด์เนมอีกด้วย ตอนเรียนต้องใส่ชุดนักเรียน ไม่สามารถใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมได้ ก็จะหันไปใส่นาฬิกาข้อมือแบรนด์เนม ถือกระเป๋าแบรนด์เนม หรือสวมรองเท้าแบรนด์เนมแทน...

ผู้หญิงเช่นนี้ ในสายตาของนักเรียนห้องเรียนพิเศษบางคนที่ฐานะทางบ้านธรรมดา ก็ดูเหมือนจะเข้าถึงยาก

แต่หนิงโหย่วกวงกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เกินกว่าที่พวกเขาจะจินตนาการได้

ทั้งร่างเธอส่องแสงเจิดจ้าดุจดวงอาทิตย์ แต่นิสัยกลับอ่อนโยนราวกับแสงจันทร์ ทุกคนจึงยากที่จะรู้สึกเป็นศัตรูกับเธอ หรือจงใจที่จะตีตัวออกห่าง

เธอมีใบหน้าที่สะอาดสะอ้านอยู่เสมอ ถึงแม้จะไม่ได้พูดจาอ่อนหวาน แต่ก็ทำให้ผู้ฟังรู้สึกสบายใจราวกับได้สัมผัสสายลมที่พัดผ่าน

นอกจากนี้ เธอก็ตั้งใจเรียนทุกวัน ทำทุกอย่างอย่างจริงจัง เป็นนักเรียนดีเด่นตามมาตรฐาน ที่สามารถทำประโยชน์ให้ประเทศชาติได้

นักเรียนในห้องก็ค่อยๆ เริ่มพูดคุยกับเธอ บางครั้งเมื่อมีเรื่องเรียนไม่เข้าใจ ก็จะเข้าไปปรึกษาหารือกับเธอ

ไม่ว่าใครจะขอให้เธอช่วย ตราบใดที่เป็นเรื่องที่เธอสามารถทำได้ เธอก็จะไม่ปฏิเสธ

...

ณ ห้องนานาชาติ

บ่ายวันศุกร์เป็นวันที่นักเรียนในห้องต้องทำความสะอาดใหญ่

บนโต๊ะของสือหวางเยว่เต็มไปด้วยเอกสารและหนังสือที่ถูกเพื่อนซึ่งเพิ่งจะเช็ดโต๊ะทำกระจัดกระจาย

จางเสวียนมองดูเด็กหนุ่มที่กำลังไปเอาอุปกรณ์ทำความสะอาดที่หลังห้อง เธอจึงตัดสินใจจะช่วยเพื่อนร่วมโต๊ะจัดหนังสือให้เป็นระเบียบ

สือหวางเยว่ถือไม้กวาดกับที่ตักผงมาจากหลังห้อง ใบหน้าที่เย็นชาอยู่แล้วก็ยิ่งเย็นชาขึ้นไปอีก “ใครอนุญาตให้เธอแตะต้องของของฉัน!”

น้ำเสียงของเขาก็เย็นชาเช่นกัน

ดวงตาทั้งสองข้างที่ลึกล้ำของเขา ตาดำสนิท ไม่ยิ้มก็ดูเหมือนจะปฏิเสธผู้คนอยู่แล้ว พอโกรธและเย็นชาเช่นนี้ ยิ่งทำให้คนรู้สึกน่ากลัว

จางเสวียนตกใจเล็กน้อย “ฉันแค่จะช่วยนายจัด...”

“ไม่จำเป็น” เด็กหนุ่มพูดจบ ก็แย่งหนังสือเรียนที่เธอถืออยู่มา ยัดเข้าไปในโต๊ะเรียนอย่างรวดเร็ว

“ฉันเห็นหนังสือของนายรก ก็เลยอยากจะช่วยนายเก็บ ทำไมนายถึงเป็นแบบนี้?!”

จางเสวียนเป็นลูกคุณหนูมาโดยตลอด แถมยังถูกเด็กผู้ชายเอาใจจนเคยตัว

ในช่วงนี้ เธออดทนกับเด็กหนุ่มที่เย็นชาข้างๆ มาโดยตลอด แต่กลับไม่ได้รับการตอบกลับเลยแม้แต่น้อย เธอทั้งผิดหวังและรู้สึกเสียใจมาก “ฉันแค่อยากจะช่วยนายนะ”

เสียงของเด็กสาวเจือไปด้วยเสียงสะอื้น ในห้องเรียนเงียบไปชั่วขณะ เพื่อนๆ ต่างก็หันมามองทางพวกเขา

นอกหน้าต่าง ต้นไม้ใหญ่ร่วงใบสองสามใบ ลมฤดูใบไม้ร่วงเริ่มพัดมา พัดพาใบไม้ที่ร่วงหล่นสีเหลืองไปทั่วพื้น

เด็กหนุ่มยิ้มเยาะ ใบหน้าที่เย็นชาก็ปรากฏแววเย้ยหยัน “ฉันไม่ต้องการให้เธอช่วย”

…………………………………………………………………………………………………………………………….

บทที่ 74 เปิดเตาเล็ก

บอกตามตรงว่าอาหารในโรงอาหารของโรงเรียนตี้อินนั้นรสชาติไม่เลวเลยทีเดียว

โดยเฉพาะโรงอาหารที่หนึ่ง ซึ่งถูกปากหนิงโหย่วกวงเป็นอย่างมาก เพราะเน้นอาหารรสจืดและเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ

นอกจากนี้ โรงอาหารที่หนึ่งยังมีเมนูอาหารที่หลากหลายมาก โดยให้บริการถึงวันละห้ามื้อ นอกจากอาหารหลักสามมื้อแล้ว ยังมีของว่างตอนเช้าและน้ำชายามบ่ายอีกด้วย

สำหรับนักเรียนมัธยมปลายที่ต้องอยู่หอพัก การได้กินอาหารเช่นนี้ ถือว่าดีมากแล้ว

ทว่านับตั้งแต่ที่หนิงโหย่วกวงกับสือหวางเยว่กลายเป็นคนดังในฟอรัมของโรงเรียน ก็ดูเหมือนว่าเหล่านักเรียนจะค้นพบหนทางสู่การสร้างกระทู้สุดฮอต เพียงแค่เห็นสือหวางเยว่กับหนิงโหย่วกวงปรากฏตัว ก็แค่หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปก็พอแล้ว โพสต์รูปเยอะๆ ส่วนข้อความจะเขียนอย่างไรก็ได้ เพียงเท่านี้ความร้อนแรงของกระทู้ก็จะพุ่งสูงขึ้นในพริบตา

ทั้งสองคนเป็นคนชอบความเงียบ ปกติก็ไม่ค่อยเข้าร่วมชมรมหรือกิจกรรมของโรงเรียน

ดังนั้น นอกจากนักเรียนในห้องแล้ว เพื่อนต่างห้องก็ไม่ค่อยได้เจอพวกเขา

ด้วยเหตุนี้ สถานที่ที่นักเรียนมักจะแอบถ่ายพวกเขาที่สุดก็คือโรงอาหาร ครั้งสองครั้งก็พอทน แต่การถูกโพสต์เช่นนี้ทุกวัน หนิงโหย่วกวงก็รู้สึกอึดอัดเป็นอย่างยิ่ง ส่วนสือหวางเยว่ก็รู้สึกรำคาญ

พวกเขามาเรียน ไม่ได้มาเป็นลิงให้คนดู

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทั้งสองคนก็จำต้องลดการไปกินข้าวที่โรงอาหารลง แต่ถึงจะไม่ได้ไปกินข้าวที่โรงอาหาร ก็ยังต้องกินข้าว จะให้กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกวันก็คงจะไม่ไหว

ยังไงเสียหอพักก็อยู่คนเดียว หนิงโหย่วกวงจึงสั่งหม้ออเนกประสงค์ทางอินเทอร์เน็ตมาอันหนึ่ง ซึ่งสามารถทั้งนึ่ง ต้ม ทอด และผัดได้หมด

แม้ว่าหม้อนี้จะมีฟังก์ชันครบครัน แต่หนิงโหย่วกวงก็มักจะใช้แค่ต้มโจ๊ก ต้มเกี๊ยว ต้มบัวลอย หรือต้มเกี๊ยวน้ำเท่านั้น

ส่วนการทอดกับการผัดนั้นช่างมันเถอะ เพราะทั้งยุ่งยากและยังทำให้หอพักมีควันน้ำมันคลุ้งไปหมด

อ้อ และพร้อมกับการมาถึงของหม้อใบนี้ หนิงโหย่วกวงก็สั่งตู้เย็นเล็กๆ ให้ตัวเองทางอินเทอร์เน็ตอีกอัน เพื่อไว้สำหรับเก็บอาหารแช่แข็งต่างๆ

บ่ายวันนั้นหลังเลิกเรียน

“จะกินอะไรเหรอ?” สือหวางเยว่เอ่ยถามเด็กสาวที่อยู่ข้างๆ

“ในตู้เย็นฉันเหมือนจะยังมีเกี๊ยวอยู่ถุงหนึ่งนะ หรือว่าจะเอามาต้มกินด้วยกันดี?”

“ได้”

ทั้งสองคนต่างก็เป็นเป้าหมายที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ หนิงโหย่วกวงทนไม่ได้ที่ถูกเพื่อนๆ แอบถ่าย สือหวางเยว่ยิ่งทนไม่ได้

ดังนั้น ทั้งสองคนจึงเริ่มกินข้าวด้วยกันที่หอพัก เปิดเตาเล็กๆ ของตัวเอง

“วันนี้จะกินข้าวด้วยกันอีกแล้วเหรอ?” ป้าแม่บ้านยิ้มร่าเริงพลางยื่นป้ายลงทะเบียนให้สือหวางเยว่

ป้าแม่บ้านหอพักหญิงเดี่ยวของโรงเรียนตี้อินเป็นคนคุยง่ายมาก แน่นอนว่าก็ไม่ใช่คนไม่มีหลักการ

ที่เธอยอมให้สือหวางเยว่ซึ่งเป็นผู้ชายเข้าออกหอพักหญิงได้ ก็เพราะทั้งสองคนได้มาพูดคุยกับเธอไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่าเป็นเพียงการมากินข้าวที่หอพักเท่านั้น นอกจากนี้ ทั้งสองคนยังหน้าตาดีขนาดนี้ แถมยังเป็นนักเรียนดีเด่นที่ทั้งโรงเรียนรู้จักว่าโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็ก

ป้าแม่บ้านจึงไว้ใจพวกเขาทั้งสองคนมาก

“ค่ะ ป้ากินข้าวหรือยังคะ?” เด็กสาวยิ้มอยู่ข้างๆ

“กินแล้วๆ” พูดจบ ป้าแม่บ้านก็รับป้ายลงทะเบียนที่เด็กหนุ่มยื่นให้ แล้วก็หยิบข้าวแดงสองห่อออกมาจากใต้โต๊ะ “นี่เป็นข้าวแดงที่บ้านป้าปลูกเอง ให้พวกเธอต้มโจ๊กข้าวแดงกินนะ”

“ว้าว ข้าวแดงที่ปลูกเองเหรอคะ ข้าวนี้น่ากินมากเลยค่ะ หนูเคยกินแล้ว อร่อยมาก” หนิงโหย่วกวงรับข้าวแดงที่ป้ายื่นให้ด้วยสองมือ

“ถ้าชอบกิน ครั้งหน้ากินหมดแล้วก็บอกป้านะ ป้าจะเอามาให้อีก เป็นของที่บ้านปลูกเอง ไม่ได้มีค่าอะไรหรอก” ป้าแม่บ้านพอสนิทกับหนิงโหย่วกวงแล้ว ก็มักจะเอาของกินมาให้เธอบ่อยๆ

วันนี้เป็นพุทราจีนที่บ้านส่งมาหนึ่งถุง พรุ่งนี้เป็นส้มสดที่ซื้อจากตลาดสองสามลูก

หนิงโหย่วกวงไม่เคยปฏิเสธของที่ป้าแม่บ้านให้เลย ทุกครั้งเธอจะรับไว้อย่างมีความสุข แล้วทุกสัปดาห์ที่กลับจากบ้านก็จะนำของมาฝากป้าบ้าง

บางครั้งเป็นผักผลไม้ที่ฟาร์มของเธอเองปลูก บางครั้งเป็นรังนก หอยเป๋าฮื้อแห้ง หรือเห็ด ที่คนไข้ให้มา ซึ่งมีอยู่มากมาย

เมื่อที่บ้านกินไม่หมด ก็จะนำมาให้ป้าแม่บ้าน ซึ่งป้าแม่บ้านก็ชอบมาก

แต่ทว่า สิ่งที่ป้าแม่บ้านหวงแหนที่สุด ก็คือสมุดจดบันทึกการเรียนและแบบฝึกหัดต่างๆ ที่คุณชายรองมอบให้ลูกชายของเธอ

ใช่แล้ว ป้าแม่บ้านหอพักหญิงของโรงเรียนตี้อินก็มีลูกชายคนหนึ่งเรียนอยู่ชั้น ม.4 เช่นกัน แต่ไม่ใช่เด็กนักเรียนของตี้อิน แต่เป็นเด็กนักเรียนของโรงเรียนอู่จง

ป้าแม่บ้านถึงแม้จะดูเรียบง่าย แต่ก็เป็นคนฉลาด เธอรู้มานานแล้วว่าเด็กสองคนที่หน้าตาดีเป็นพิเศษตรงหน้า คือผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดและรองสูงสุดในการสอบเข้ามัธยมปลายของเมืองในปีนี้ เธอจึงอยากได้สมุดจดบันทึกการเรียนของพวกเขามานานแล้ว

แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากขอ ทำได้เพียงแค่พูดคุยกับพวกเขาแล้วก็มักจะพูดถึงลูกชายของตัวเองว่า...

จากนั้น บ่ายวันหนึ่ง เด็กหนุ่มได้มาหาเด็กสาวตามลำพัง และจู่ๆ ก็ได้นำถุงใบหนึ่งมาวางไว้ที่โต๊ะทำงานของเธอ บอกว่าเป็นของสำหรับเธอ

ตอนนั้นเธอก็งงไปนาน

เพราะทุกครั้งที่เธอให้ของ ก็จะให้เด็กสาว และของที่ตอบแทนเธอก็มาจากเด็กสาวเช่นกัน

เด็กหนุ่มที่เงียบขรึมมาโดยตลอด ดูเหมือนจะไม่สนใจอะไร แต่กลับไม่คาดคิดว่าเขาจะใจละเอียดถึงเพียงนี้

พอเขาจากไปแล้ว เธอจึงได้เปิดถุงใบนั้นดู เมื่อหยิบออกมาดูทีละเล่ม ก็พบว่านอกจากจะมีสมุดจดบันทึกการเรียนที่เขาทำไว้เป็นพิเศษแล้ว ยังมีแบบฝึกหัดที่เขาให้ และหนังสือแนะนำสำหรับลูกชายของเธออีกด้วย

ตอนนั้น เธอตกใจมากเพียงใด และก็รู้สึกอบอุ่นใจมากเพียงใด

และลูกชายของเธอก็ได้เอกสารที่เด็กหนุ่มให้จริงๆ ผลการเรียนของเขาก็พุ่งจากอันดับที่ 200 ของทั้งโรงเรียน ขึ้นมาอยู่ที่อันดับที่ 50 ทำเอาเธอดีใจจน...

หลังจากนั้น ทุกครั้งที่เด็กหนุ่มมาที่หอพักหญิง เธอก็อดไม่ได้ที่จะดูแลเขาเป็นพิเศษ

...

“เดี๋ยวเรากินเสร็จแล้ว ไปซูเปอร์มาร์เก็ตซื้อของเพิ่มหน่อยนะ ในตู้เย็นไม่มีอะไรเหลือแล้ว” หนิงโหย่วกวงหยิบส้อมขึ้นมา จิ้มเกี๊ยวที่กำลังร้อนๆ อยู่ในจาน

“ได้” สือหวางเยว่กำลังถือจานน้ำส้มสายชูสองใบเดินมา

เด็กสาวถึงแม้จะไม่ใช่คนขี้เกียจและทำอะไรเป็นทุกอย่าง แต่เรื่องงานบ้านก็พยายามจะทำให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

เวลาจะกินเกี๊ยว ถ้าสามารถล้างจานน้อยลงได้หนึ่งใบ เธอก็จะไม่ไปเทถ้วยน้ำจิ้มหรือถ้วยน้ำส้มสายชูเพื่อเพิ่มรสชาติให้ยุ่งยาก

และเด็กหนุ่มก็รู้ดีว่า เด็กสาวชอบกินเกี๊ยวจิ้มน้ำส้มสายชูเป็นอย่างมาก

ดังนั้น ทุกครั้งที่ทั้งสองคนกินเกี๊ยวด้วยกัน สือหวางเยว่ก็จะเทน้ำส้มสายชูสองจานอย่างใส่ใจ และรับผิดชอบงานล้างจานหลังกินข้าวทั้งหมด

เกี๊ยวในวันนี้เด็กหนุ่มก็เป็นคนต้ม

เด็กหนุ่มไม่เคยเข้าครัวที่บ้านเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่กลับใช้เวลาสั้นๆ ในหอพักเล็กๆ แห่งนี้ ใช้หม้อไฟฟ้าธรรมดาๆ เรียนรู้ที่จะต้มเกี๊ยว ต้มโจ๊ก ต้มบัวลอย หรือแม้กระทั่งเรียนรู้ที่จะทำน้ำหวาน

เขาเป็นคนฉลาด เรียนรู้อะไรก็เร็ว ในตอนแรกหนิงโหย่วกวงเป็นคนทำ เขาก็จะคอยดูอยู่ข้างๆ เมื่อดูเสร็จ ครั้งที่สองเขาก็ขอลงมือทำเอง

และก็ทำออกมาได้ดีมากเสียด้วย

หลังจากนั้น ตราบใดที่เขาเรียนรู้ที่จะทำอะไรได้สักอย่าง เรื่องนั้นก็ไม่จำเป็นต้องให้เด็กสาวลงมือทำอีกต่อไป เธอเพียงแค่พาเขาเข้าหอพัก ยกหม้อให้เขา แล้วก็รอทานได้เลย

เด็กสาวรู้สึกปลื้มใจยิ่งนัก “ลูกชายบ้านนี้โตแล้วจริงๆ ทำอะไรก็เป็นไปหมด แบบนี้ต่อให้ออกไปเผชิญโลกคนเดียวก็ไม่อดตายแล้ว”

“กินเกี๊ยวกับบัวลอยทุกวันก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ เมื่อไหร่โรงเรียนเราจะสามารถสั่งอาหารเดลิเวอรี่ได้ตามใจชอบบ้าง” กินเกี๊ยวเสร็จ ทั้งสองคนก็กำลังกินผลไม้กันอยู่

“เดลิเวอรี่?” มือที่กำลังจิ้มผลไม้ของเด็กหนุ่มพลันชะงัก

“ใช่แล้ว กดสั่งทีเดียว 30 นาทีก็มาถึง อยากกินอะไรก็มีให้เลือกหมด สะดวกสบายมาก” เด็กสาวนึกถึงชีวิตที่เต็มไปด้วยอาหารเดลิเวอรี่ในชาติที่แล้ว ก็รู้สึกคิดถึงอยู่บ้าง

“เธอหมายถึงแพลตฟอร์มสั่งอาหารออนไลน์ที่ครอบคลุมร้านอาหารเดลิเวอรี่คุณภาพดีทั่วประเทศ ทั้งอาหารจานด่วนและอาหารอร่อย มีทีมส่งอาหารของตัวเอง และให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงใช่ไหม?” เด็กหนุ่มวางส้อมในมือลง แล้วเอ่ยถาม

“ใช่แล้ว เธอก็รู้เหมือนกันเหรอ” เด็กสาวประหลาดใจ

เธอรู้ดีว่า ในปัจจุบันแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่แบบนี้ถึงแม้จะมีอยู่ แต่ก็ยังไม่แพร่หลายนัก

“อืม รู้บ้างนิดหน่อย” เด็กหนุ่มหยิบลูกพีชสีเหลืองขึ้นมากินอีกชิ้น

เที่ยงคืนวันนั้น ณ หอพักชายของโรงเรียนตี้อิน

สือหวางเยว่ปิดวิดีโอสอนทำอาหารที่กำลังเป็นที่นิยมในมือถือ แล้วหยิบคอมพิวเตอร์ออกมา ส่งข้อความหาคนชื่อเสี่ยวเหม่ยว่า “แผนการระดมทุนที่พวกเธอกำลังพูดคุยกันอยู่...แต่แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ต้องแยกออกมาพัฒนาเอง และให้ทีมเทคนิคพัฒนาระบบจัดส่งอาหาร พร้อมกับให้โซลูชันการดำเนินงานแบบครบวงจรแก่ลูกค้า...”

ทางนั้นตอบกลับมาอย่างรวดเร็วว่า “ท่านเทพครับ ขอบเขตในด้านนี้ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นแล้ว บรรดารัฐต่างๆ ที่เคยต่อสู้กัน บางแห่งก็แข็งแกร่งขึ้น บางแห่งก็เปลี่ยนแปลง และบางแห่งก็ล้มหายตายจากไปแล้ว...มันเผาผลาญเงินมากจริงๆ นะครับ ท่านคิดว่าเรายังจำเป็นต้องสู้ต่อไปอีกหรอครับ?”

“ดังนั้น จึงต้องแยกธุรกิจเดลิเวอรี่ออกไประดมทุนโดยเฉพาะ ความเร็วคือหัวใจสำคัญ”

“...เมื่อเงินทุนของเราขาดตอน กลุ่มผู้ใช้ที่อ่อนไหวต่อราคาก็จะหนีไปอย่างรวดเร็ว”

“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องทำให้เงินทุนไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขยายขอบเขตการจัดส่งอาหาร จาก 1 กิโลเมตรเป็น 3 กิโลเมตร...สร้างแพลตฟอร์มโลจิสติกส์และการค้าในเมืองระดับแสนล้าน รับประกันความเร็วในการส่งอาหาร และยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้”

“...”

“พร้อมกันนั้น ก็ต้องอัปเกรดแบรนด์ เพื่อให้ขอบเขตการบริการของแพลตฟอร์มขยายออกไปอย่างเต็มที่ ซึ่งจะรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงแค่อาหาร ภาพยนตร์ โรงแรม ตั๋วเครื่องบิน ตั๋วรถไฟ การเติมเงิน และบริการเดลิเวอรี่ เป็นต้น”

...

“ทุกคนมากันครบหรือยังครับ เพื่อนๆ ลองดูสิว่าข้างๆ ยังมีเพื่อนคนไหนยังไม่มาบ้าง คนที่ยังไม่มารีบโทรไปบอกให้เขารีบมา ส่วนคนที่มาครบแล้ว ก็ทยอยขึ้นรถได้เลยครับ”

โรงเรียนตี้อิน นอกจากจะมีวิชาเลือกที่หลากหลายเพื่อเพิ่มสีสันให้กับชีวิตในรั้วโรงเรียนของนักเรียนแล้ว เพื่อเพิ่มสีสันให้กับชีวิตนอกเวลาเรียนของนักเรียน โรงเรียนยังจัดกิจกรรมทัศนศึกษาฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง รวมถึงกิจกรรมไปแสดงที่โรงละครใหญ่และคอนเสิร์ตฮอลล์ทุกปี

วันนี้แดดจ้าอากาศดี เหมาะแก่การไปทัศนศึกษาฤดูใบไม้ร่วงเป็นอย่างยิ่ง และก็เป็นวันที่นักเรียนชั้น ม.4 ของโรงเรียนตี้อินได้ไปเที่ยวด้วยกัน

ตอนนี้คนที่กำลังพูดอยู่คือหนึ่งในผู้จัดกิจกรรมครั้งนี้ ซึ่งก็คือครูประจำชั้นห้องเรียนพิเศษชั้น ม.4 และครูประจำชั้นห้องนานาชาติ

ตอนนี้เป็นเวลาแปดโมงเช้าพอดี และอีกสิบนาที ก็จะเป็นเวลาที่ขบวนทัศนศึกษาฤดูใบไม้ร่วงของโรงเรียนตี้อินจะออกเดินทาง

“โปรดขึ้นลงรถอย่างเป็นระเบียบ ไม่เบียดกัน นั่งอย่างสุภาพ ไม่เล่นซนบนที่นั่ง และไม่ยื่นมือ ศีรษะ หรือส่วนอื่นๆ ออกไปนอกหน้าต่าง”

“จากนี้ไป ทุกคนต้องปฏิบัติตามคำสั่ง หากมีธุระจำเป็นต้องรายงานให้ผู้จัดทราบก่อน และโทรศัพท์ต้องเปิดเครื่องไว้เสมอ เพื่อให้สามารถติดต่อได้”

ครูประจำชั้นทั้งสองคนในตอนนี้ต้องตาสอดส่ายหูฟังแปดทิศ ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้ประสานงานกิจกรรม

ได้เวลาไปทัศนศึกษาฤดูใบไม้ร่วงแล้ว~

…………………………………………………………………………………………………………………………….

บทที่ 75 ความอิจฉา

สำหรับการทัศนศึกษาในครั้งนี้ นักเรียนของโรงเรียนตี้อินทุกคนจะเดินทางด้วยรถบัสไปยังสวนสาธารณะหนานหูซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมือง โดยแบ่งเป็นห้องเรียนละหนึ่งคัน

นักเรียนสามารถเลือกที่นั่งข้างๆ กันเองได้ หรือจะนั่งตามลำดับที่นั่งในห้องเรียนก็ได้

นักเรียนห้องนานาชาติหลายคนเลือกที่จะนั่งกับเพื่อนที่สนิทกันในห้อง เพื่อที่ทุกคนจะได้สามารถพูดคุยกันอย่างสนุกสนานบนรถได้

สือหวางเยว่เป็นคนตรงต่อเวลามาก เมื่อครูบอกให้ขึ้นรถ เขาก็ขึ้นรถทันที พอขึ้นรถ เขาก็เลือกที่นั่งริมหน้าต่างกลางรถบัส ซึ่งเป็นที่นั่งที่ทั้งเงียบและไม่เด่น

เซี่ยไต้เป็นคนชอบความครึกครื้น เขาจึงรีบไปจองที่นั่งหลังรถบัสกับเพื่อนๆ ของเขาตั้งแต่เช้า

ที่นั่งริมหน้าต่างของรถบัสเป็นที่นิยมที่สุดเสมอ จางเสวียนขึ้นรถช้าไปหน่อย พอเธอขึ้นรถ ที่นั่งริมหน้าต่างทั้งหมดก็ถูกจองไปหมดแล้ว

เธอมองเห็นเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงกลาง เด็กหนุ่มกอดกระเป๋าสะพายหลังสีดำ มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเงียบๆ แสงแดดนอกหน้าต่างส่องกระทบใบหน้าที่ไร้ที่ติของเขา หน้าด้านข้างช่างงดงามจนทำให้คนอดไม่ได้ที่จะมองตาม

ข้างๆ เขายังคงว่างอยู่

เธอใจสั่น กำลังจะไปนั่งข้างๆ เขา แต่ก็นึกขึ้นได้ว่านับตั้งแต่ครั้งที่ทำความสะอาดใหญ่ เธอก็ไม่ได้พูดคุยกับเด็กหนุ่มมานานแล้ว

เด็กสาวเจ้าของใบหน้าหวานใสสะพายกระเป๋าหนังสีเขียวใบเล็ก สวมชุดกระโปรงสีขาวพร้อมกับแต่งหน้าบางๆ เธอยืนอยู่ที่ประตูรถบัส ดูสดใสและน่ารักเป็นอย่างยิ่ง

จางเสวียนในวันนี้ ในสายตาของเด็กผู้ชายห้องนานาชาติหลายคนก็คือนางฟ้าน้อยคนหนึ่ง

ดังนั้น เด็กผู้ชายหลายคนจึงยิ้มร่าเริงและพากันเชิญชวน

“เทพธิดานั่งนี่สิ ที่นี่มีที่นั่ง”

“นั่งนี่ นั่งนี่ ที่นั่งของเราให้เธอเลือกได้ตามสบายเลย”

“ที่นี่มีของสนุกๆ นะ เสี่ยวเสวียนมานั่งนี่สิ...”

คำเชิญชวนอย่างกระตือรือร้นของเด็กผู้ชายในห้อง ทำให้จางเสวียนรู้สึกพอใจในตัวเองเป็นอย่างมาก

เธอไม่ได้มองเด็กหนุ่มอีกต่อไป แต่หันไปยิ้มหวานให้เด็กผู้ชายเหล่านั้นแล้วพูดว่า “ฉันอยากจะนั่งที่นั่งริมหน้าต่าง พวกเธอมีไหม?”

“มีสิ ที่นั่งของฉันให้เธอเลย” เด็กผู้ชายที่นั่งอยู่หลังสุดซึ่งจองที่นั่งริมหน้าต่างไว้ก็ลุกขึ้นทันที และยกที่นั่งของตัวเองให้

“ขอบคุณนะ เธอใจดีจัง” จางเสวียนนั่งลงบนที่นั่งที่เด็กหนุ่มยกให้ พร้อมกับมอบบัตรคนดีให้เขาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความขอบคุณ

เด็กหนุ่มยิ่งดีใจขึ้นไปอีก แถมยังช่วยเธอปรับที่นั่งอย่างใส่ใจ เพื่อให้เธอนั่งสบายขึ้น

“เธอช่างละเอียดอ่อนจริงๆ ขอบคุณนะ” เสียงของเด็กสาวทั้งออดอ้อนทั้งหวานล้ำ มีเด็กผู้ชายเพียงไม่กี่คนที่จะทนต่อการโจมตีที่อ่อนโยนเช่นนี้ได้ และตลอดการเดินทางหลังจากนั้น เด็กผู้ชายที่นั่งล้อมรอบจางเสวียนก็เอาใจเธอเป็นพิเศษ

จวงอี้จิ่งตื่นแต่เช้าเพื่อสระผมและอาบน้ำ ทำให้เสียเวลาอยู่ที่หอพักไปพอสมควร พอเธอขึ้นรถ ก็กลายเป็นคนสุดท้ายของห้องนานาชาติที่ขึ้นรถ

เธอมองดูบนรถ แล้วก็พบว่าเหลือที่นั่งอยู่เพียงที่เดียว ซึ่งก็คือข้างๆ คุณชายรองที่หน้าตาดีมากแต่กลับเย็นชาสุดๆ...

เธอเลิกคิ้วอย่างดูแคลน แต่ก็ไม่ได้ลังเลอะไรมากนัก และนั่งลงข้างๆ สือหวางเยว่

เด็กหนุ่มยังคงมองออกไปนอกหน้าต่าง ใบหน้าที่ประณีตของเขาไม่มีความรู้สึกใดๆ จนกระทั่งหลังรถบัสของห้องนานาชาติดังเสียงร้องเพลงอย่างครึกครื้น เขาก็ขมวดคิ้วเบาๆ แล้วหยิบหูฟังออกมาจากกระเป๋าสะพายหลังสีดำ ก่อนจะใส่เข้าไปในหู

ตอนที่เด็กหนุ่มเปิดกระเป๋าสะพายหลังสีดำ จวงอี้จิ่งที่เห็นเข้า ก็ยิ้มอย่างแปลกใจ

“คุณชายรองก็ไม่ได้ไม่รู้จักโลกมนุษย์เสียทีเดียวนี่นา ออกไปทัศนศึกษาทั้งที ในกระเป๋ามีแต่ของกินของดื่ม ตั้งแต่ขนมขบเคี้ยวไปจนถึงถั่วและเครื่องดื่ม มีครบทุกอย่างเลย”

...

รถบัสของห้องนานาชาติเป็นคันแรกที่มาถึงสวนสาธารณะหนานหู ตามมาด้วยรถบัสของห้องเรียนพิเศษ แล้วจึงเป็นรถบัสของห้องเรียนธรรมดาที่ทยอยเข้ามา

เมื่อรถจอดสนิท เหล่านักเรียนในชุดลำลองก็ทยอยลงมาจากรถ ดูคึกคักและมีชีวิตชีวา

วันนี้เป็นการไปทัศนศึกษา นักเรียนจึงใส่ชุดลำลองกัน เด็กผู้ชายส่วนใหญ่สวมชุดลำลองที่ทันสมัย ส่วนเด็กผู้หญิงส่วนใหญ่สวมชุดกระโปรงสวยๆ ชุดกระโปรงหลากหลายแบบ ขณะที่พวกเธอเดินเล่นริมทะเลสาบ ชายกระโปรงก็ปลิวไสวตามลม ราวกับผีเสื้อที่โบยบินอยู่ในอากาศ ช่างดูสดใสและงดงาม

ในขณะนี้ ริมทะเลสาบหนานหู ไม่เพียงแต่เด็กผู้หญิงจะสวย แต่เด็กผู้ชายก็ดูดีไม่แพ้กัน

วัยดอกไม้บาน ไม่เพียงแต่เด็กผู้หญิงจะรู้จักรักสวยรักงามและแต่งตัวเป็น แต่เด็กผู้ชายก็รักสวยรักงามและแต่งตัวเป็นเช่นกัน

รูปร่างหน้าตาของพวกเขาอยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต และยังเป็นช่วงที่ความรักเริ่มผลิบาน แม้ปากจะไม่พูด แต่ในใจก็ล้วนใส่ใจภาพลักษณ์ของตัวเองในสายตาของเด็กผู้หญิงเป็นอย่างมาก ทรงผมที่คนอื่นมองว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อาจจะเป็นผลงานที่เด็กหนุ่มใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในหอพักตอนเช้าเพื่อจัดแต่ง

นักเรียนที่ลงมาจากรถ ต่างก็รวมกลุ่มกันตามห้องเรียน ยืนอยู่ที่ริมทะเลสาบหนานหู รอให้คุณครูพาเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะ

ระหว่างรอ พวกเขาก็ปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นทิวทัศน์ในสายตาของผู้อื่น และในขณะเดียวกันก็เก็บเอาความงดงามต่างๆ ของคนอื่นไว้ในสายตาของตน

...

จางเสวียนสวมชุดกระโปรงสีขาวที่ออกแบบอย่างประณีต ยืนอยู่หน้าสุดของห้องนานาชาติ ใบหน้าที่อ่อนเยาว์และสวยงามประดับไปด้วยรอยยิ้มบางๆ แววตาเต็มไปด้วยความหยิ่งยโสของสาวสวย ดูน่ารักเป็นพิเศษ

เด็กผู้ชายที่ทยอยลงมาจากรถ หลายคนต่างก็แอบมองเธอ

เย่จื่อฉินยืนอยู่หลังจางเสวียน เมื่อเห็นเด็กผู้ชายมองมาทางนี้มากขึ้น ก็แอบกระซิบกับจางลี่ว่า “ดูสิ เด็กผู้ชายมองพวกเราเยอะแยะเลย” เธอหน้าแดงด้วยความอาย แต่ดวงตากลับเป็นประกาย เห็นได้ชัดว่าดีใจมากที่ได้รับการจับตามองขนาดนี้

จางลี่พยักหน้าเบาๆ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้ม ในแววตาก็มีความดีใจเช่นกัน

จางเสวียนที่อยู่ข้างหน้าพวกเธอ เดิมทีก็มองไปทางอื่น แต่พอได้ยินคำพูดของพวกเธอ ก็หันกลับมา ยิ้มเยาะพวกเธอแวบหนึ่ง แววตานั้นเจือไปด้วยความหยิ่งยโสและดูถูก ทำให้รอยยิ้มที่เพิ่งจะปรากฏบนใบหน้าของจางลี่ก็พลันแข็งทื่อ

...

บนท้องฟ้าแดดจ้า เมฆขาวราวปุยนุ่น

เบื้องล่างน้ำในทะเลสาบหนานหูใสและเขียว น้ำใสราวกับกระจก ส่องแสงระยิบระยับดุจเศษเงินยามต้องแสงแดด

ปีนี้โรงเรียนเลือกสถานที่ทัศนศึกษาได้ดีมาก ช่างเป็นภาพทิวทัศน์ฤดูใบไม้ร่วงที่งดงามราวกับภาพวาด

หนิงโหย่วกวงลงจากรถ พอเห็นทิวทัศน์อันงดงามตรงหน้าก็อดไม่ได้ที่จะยิ้ม

เด็กสาวผู้มีใบหน้างดงามเกินบรรยาย สวมชุดกระโปรงยาวผ้าฝ้ายสีขาวเรียบๆ สะพายกระเป๋าผ้าฝ้ายสีขาวใบหนึ่ง สวมรองเท้าผ้าใบสีขาว ผิวขาวราวหยก ตอนที่ลงมาจากรถ ขาวจนแสบตา ทั้งร่างราวกับถูกคลุมไว้ด้วยแสง ไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิงรอบข้างก็อดไม่ได้ที่จะถูกดึงดูดให้มอง

เด็กผู้ชายห้องนานาชาติหลายคนเดิมทีก็กำลังพูดคุยกันอยู่ แต่พอรถของห้องเรียนพิเศษมาถึง พวกเขาก็รีบหันไปมองที่รถของห้องเรียนพิเศษทันที และตอนที่หนิงโหย่วกวงลงจากรถ พวกเขาก็มองเห็นเธอเป็นคนแรก

เด็กผู้ชายคนหนึ่ง พอเห็นเธอปรากฏตัวต่อหน้าทุกคน ก็อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาว่า “เชี่ย”

เด็กผู้ชายข้างๆ เขามองเขาอย่างไม่เข้าใจ

เด็กผู้ชายถอนหายใจอย่างหนัก จากนั้นก็เงยหน้ามองเมฆขาวที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า ใบหน้าปรากฏความเศร้าที่สดใส “นางฟ้าน้อยสวยจริงๆ นะ แต่ทำไมถึงอยู่ห้องเรียนพิเศษล่ะ? พวกเด็กเรียนพวกนั้นคงจะชื่นชมความสวยแบบนี้ไม่ได้หรอก ผู้หญิงสวยขนาดนี้ อยู่ห้องพวกเขานี่เสียของจริงๆ”

เด็กผู้ชายข้างๆ ฟังคำพูดของเขาจบ ถึงแม้จะรู้สึกอยากจะอาเจียนกับท่าทางที่เสแสร้งของเขา แต่ก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง “ใช่แล้ว นางฟ้าตัวน้อยถ้าอยู่ห้องนานาชาติของเรา คงจะถูกทุกคนเอาใจเหมือนเจ้าหญิงน้อยแน่ๆ”

พูดจบ พวกเขากับเด็กหนุ่มรอบข้างอีกสองสามคน ก็มองดูหนิงโหย่วกวงที่อยู่ไม่ไกลแล้วหัวเราะร่าเริง

เด็กผู้ชายห้องนานาชาติเป็นพวกที่ไม่เคยเกรงใจใคร อยากจะพูดอะไรก็พูดออกมาตรงๆ

พวกเขามองดูสาวสวยที่มีชื่อเสียงของห้องเรียนพิเศษด้วยกันขนาดนี้ แววตาที่ชื่นชม ชมเชย และอยากได้...ไม่ปิดบังเลยแม้แต่น้อย จางเสวียนอยากจะเมินก็ยาก

เธอเดิมทีก็พอใจกับการแต่งตัวของตัวเองในวันนี้มาก

ชุดกระโปรงกับกระเป๋าใบนี้ที่เธอสวมใส่ในวันนี้ คือตอนที่รู้ว่าวันนี้โรงเรียนมีกิจกรรมทัศนศึกษา สุดสัปดาห์ที่แล้วก็ตั้งใจไปเลือกซื้อที่ห้างสรรพสินค้า เป็นรุ่นใหม่ล่าสุด

ตอนที่เธอซื้อ พนักงานในร้านและเพื่อนๆ ต่างก็ชมว่าเธอใส่แล้วเหมือนนางฟ้าน้อย สวยเป็นพิเศษ เช้านี้เธอสวมชุดกระโปรงนี้ออกจากหอพักไปยังสนาม ระหว่างทางก็มีแต่สายตาที่อดไม่ได้ที่จะมองเธอ ซึ่งเธอก็พอใจกับเรื่องนี้มาก

จนกระทั่งตอนนี้ เด็กสาวผู้มีใบหน้าประณีตคนนั้นสวมชุดกระโปรงผ้าฝ้ายสีขาวที่ไม่มีดีไซน์อะไรเลยปรากฏตัวขึ้น แต่กลับดึงดูดความสนใจที่เดิมทีเป็นของเธอไปได้อย่างง่ายดาย

รอยยิ้มบนใบหน้าของจางเสวียนหายไป เธอจับกระเป๋าสายโซ่โลหะบางๆ บนตัวแน่น ทั้งร่างเต็มไปด้วยความเย็นชา

จางลี่มองตามสายตาที่เย็นชาของจางเสวียนไป ก็เห็นเด็กสาวที่สวยบริสุทธิ์ของห้องเรียนพิเศษ ในใจก็สั่นไหวและจมดิ่งลง

จริงๆ แล้วเธอเห็นอีกฝ่ายตั้งแต่ครั้งที่แล้ว ตอนนั้นก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายหน้าตาดี เป็นความดีที่แม้แต่จางเสวียนก็เทียบไม่ได้

วันนี้ได้เห็นเธอทั้งตัวในระยะใกล้ๆ ถึงได้รู้ว่า บนโลกนี้จะมีคนที่สวยจนทำให้ทิวทัศน์รอบข้างต้องจืดจางไปได้ เธอในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมจางเสวียนถึงได้โกรธที่โรงอาหารในครั้งที่แล้ว

เธอรู้สึกอิจฉา

ทว่าในใจกลับอิจฉาไม่ขึ้นเสียอย่างนั้น

มองดูเด็กสาวของห้องเรียนพิเศษอยู่นาน จางลี่ก็หัวเราะเยาะ แล้วก็กระซิบกับเย่จื่อฉินว่า “พวกเธอดูสิว่าชุดกระโปรงบนตัวเธอ เป็นของยูนิโคล่ไม่ใช่เหรอ อาทิตย์ที่แล้วฉันกลับบ้าน เพิ่งจะเห็นป้าที่บ้านฉันใส่เลยนะ เสื้อผ้าที่ทั้งน่าเกลียดทั้งเชยแบบนี้ คนธรรมดาใส่ ในโรงเรียนเราก็มีแต่พวกจนๆ ห้องเรียนพิเศษถึงจะใส่”

เย่จื่อฉินก็กำลังมองดูคนสวยอยู่ จางเสวียนก็สวยจนเธออิจฉามากแล้ว เด็กผู้หญิงคนนี้กลับสวยจนเธอรู้สึกละอายใจ เธอรู้สึกไม่สบายใจมาก ก็เลยหัวเราะเยาะตามไปว่า “เธอต้องเป็นคนจนแน่ๆ”

มือที่จับกระเป๋าแน่นของจางเสวียนก็ค่อยๆ คลายลง

...

เมื่อออกมาเที่ยวเล่น หนิงโหย่วกวงได้มัดผมเป็นมวยอย่างสบายๆ ผมทั้งหมดถูกรวบขึ้น เผยให้เห็นหน้าผากที่เกลี้ยงเกลา มีเพียงปอยผมสองสามเส้นที่โค้งงออยู่ข้างหู เพิ่มความรู้สึกที่ดูสบายๆ ให้กับเธอ

บุคลิกที่ดูสบายๆ นี้ของเธอ แตกต่างจากบุคลิกที่เงียบสงบและมีความรู้ในห้องเรียนปกติ ทำให้กู้ซีที่อยู่ข้างๆ เธอต้องหลงใหล และก็ทำให้จวงอี้จิ่งที่อยู่ไม่ไกลสังเกตเห็นเธอได้ในทันที

จวงอี้จิ่งมองดูรอบๆ พบว่าเพื่อนๆ รอบข้างค่อนข้างจะกระจัดกระจาย และยังไม่รีบเข้าสวนไปชมนิทรรศการ เธอจึงเดินไปทางห้องเรียนพิเศษ

“เจ้าหญิงน้อย” เธอยิ้มร่าเริงพลางเรียก เสียงเต็มไปด้วยความดีใจ

เพื่อนสนิทก็ต้องอยู่ด้วยกันสิ~

(จบบท)

จบบทที่ CH.73-75 ช่วยเธอ/เปิดเตาเล็ก/ความอิจฉา

คัดลอกลิงก์แล้ว