- หน้าแรก
- การเกิดใหม่ของลูกสาวดาราสายแพทย์
- CH.37-39 ปมในวัยเด็ก/พบเพื่อนเก่า 1/พบเพื่อนเก่า 2
CH.37-39 ปมในวัยเด็ก/พบเพื่อนเก่า 1/พบเพื่อนเก่า 2
CH.37-39 ปมในวัยเด็ก/พบเพื่อนเก่า 1/พบเพื่อนเก่า 2
บทที่ 37 ปมในวัยเด็ก
เมื่อหวนนึกถึงชีวิตสมรสของพ่อกับแม่ในชาติก่อน ในใจของหนิงโหย่วกวงก็พลันบังเกิดความรู้สึกหม่นหมองขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
ในชั่วพริบตา โลกทั้งใบของเธอก็ราวกับว่าหิมะที่โปรยปรายจากฟากฟ้าไม่ได้ตกลงบนเรือนร่าง หากแต่ร่วงหล่นลงสู่ก้นบึ้งของหัวใจ ช่างหนาวเหน็บจนจับขั้วหัวใจ
ร่างทั้งร่างของเธอสั่นสะท้านขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะคลายมือจากเซี่ยโยวชิงแล้วใช้แขนทั้งสองข้างโอบกอดตัวเองไว้แน่น
ทั้งสองเป็นคู่รักกันตั้งแต่วัยเยาว์ ทั้งยังเป็นรักแรกของกันและกัน สำหรับความสัมพันธ์ครั้งนี้ของหนิงอี้และเซี่ยโยวชิงนั้น เรียกได้ว่าเดาจุดเริ่มต้นได้ แต่กลับคาดเดาบทสรุปไม่ถูก
ในยามที่รักกันใหม่ๆ พวกเขาหารู้ไม่ว่า “การอยู่ร่วมกัน” สำหรับความรักแล้ว ไม่ได้หมายถึงความสมบูรณ์แบบเสมอไป หากแต่ยังหมายถึงจุดเริ่มต้น ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าความรักในภายภาคหน้ายังมีความเป็นไปได้อีกไม่สิ้นสุด
อาจจะเป็นการได้ครองใจคนผู้หนึ่งแล้วอยู่ร่วมกันจนแก่เฒ่า หรืออาจจะเป็นชีวิตที่ต้องเผชิญกับพายุฝนและบาดแผลไปครึ่งค่อนชีวิต
และโชคไม่ดีที่พวกเขาเป็นอย่างหลัง
ชายหญิงที่ตกอยู่ในห้วงรัก ใช่ว่าเมื่อเริ่มต้นอย่างร้อนแรงแล้วจะสามารถประคับประคองความสัมพันธ์ให้ราบรื่นไปได้ตลอดรอดฝั่ง
ชีวิตแต่งงานของเซี่ยโยวชิงกับหนิงอี้ล้มเหลวก็เพราะพวกเขาไม่รู้จักวิธีที่จะปรองดองกัน
เมื่อความหวานชื่นยามแรกคบจืดจางลง ในวันเวลาต่อๆ มา การอยู่ร่วมกันของพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับหายนะ ที่ซึ่งความขัดแย้งสามารถปะทุขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาจากเรื่องราวสารพัด
แล้วความอดทนของหนุ่มสาวจะมีมากมายสักแค่ไหนกันเชียว?
ความรักที่เคยสั่งสมมาในวัยเยาว์จะพรั่งพรูเพียงใด ก็ย่อมต้องค่อยๆ เหือดแห้งไปตามความขัดแย้งที่เพิ่มพูนขึ้นทุกวัน
จะอยู่ต่อไปก็เห็นทีจะไม่ได้ แต่ครั้นจะแยกทางกันก็ทำไม่ได้ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา
ด้วยเหตุนี้ คนสองคนที่ไม่สามารถแสวงหาความอบอุ่นจากกันและกันได้ จึงต่างถูกความรู้สึกที่เปรียบดั่งยาพิษเคลือบน้ำตาลซึ่งหยิบยื่นโดยผู้อื่นดึงดูดใจ พากันวิ่งเตลิดไปบนเส้นทางแห่งรักที่ผิดพลาด ดิ่งลึกสู่ห้วงเหวที่ไร้ทางหวนคืน
ในชาติที่แล้ว พวกเขาทั้งรัก ทั้งเกลียด ทั้งทะเลาะ ทั้งโวยวาย ทั้งลงไม้ลงมือ ทั้งรังเกียจ ทั้งสาปแช่ง ทั้งทรยศหักหลัง ทั้งยังเคยสนับสนุนและให้อภัยซึ่งกันและกัน...
เห็นได้ชัดว่าเป็นคนสองคนที่ใกล้ชิดกันที่สุดในโลก แต่กลับนำด้านมืดของความเป็นมนุษย์ออกมาแสดงต่อกันอย่างถึงแก่น
หากไม่ใช่เพราะเธอเป็นลูกสาวของพวกเขา หนิงโหย่วกวงก็คงไม่อาจจินตนาการได้ว่าคู่รักที่ดูสดใสเช่นนี้ จะสามารถเผยด้านมืดของตนออกมาให้กันและกันเห็นได้มากมายถึงเพียงนั้น
และสิ่งที่โหดร้ายที่สุดก็คือ ด้านมืดมากมายเหล่านั้น พวกเขากลับไม่เคยคิดจะปิดบัง ปล่อยให้ลูกอันเป็นที่รักยิ่งต้องมาพบเห็น
ตลกดีนะว่าไหม?
ทว่าสิ่งที่น่าเศร้ากว่านั้นคือ ตลอดระยะเวลาอันยาวนานในชาติที่แล้ว เธอไม่เคยเข้าใจเลยว่าเหตุใดครอบครัวที่เคยสมบูรณ์ของเธอถึงได้ผุพังจนเป็นรูพรุนไปหมด หากเธอคิดถึงตัวเองมากกว่านี้สักนิด ก็ควรจะตัดใจยอมเจ็บปวดแต่เนิ่นๆ ใช้ดาบกรีดกระดูกตัวเองเพื่อตัดเนื้อเน่าชิ้นนี้ทิ้งไปเสีย ไม่ใช่กอดเนื้อเน่าที่เต็มไปด้วยเชื้อโรคไว้แนบอก แล้วเพ้อฝันว่าจะใช้กำลังของตัวเองเยียวยามันให้กลับมาสมบูรณ์แข็งแรง จนทำให้ตัวเองในชาติก่อนต้องเติบโตอย่างป่าเถื่อน พร้อมกับเงาดำมืดขนาดใหญ่ และแบกรับความเจ็บป่วยเรื้อรังไปตลอดชีวิต
น่าเสียดายที่เธอพยายามอย่างหนักเพื่อให้เนื้อเน่าชิ้นนี้ดีขึ้น แต่สุดท้ายเนื้อเน่าชิ้นนี้ก็ยังคงทอดทิ้งเธอไปไกลแสนไกล
ในชาติที่แล้ว ตอนที่พ่อแม่หย่ากัน หนิงโหย่วกวงก็เคยโทษพวกเขาอยู่บ้างในตอนแรก
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอก็ไม่โทษใครอีกเลย
เพราะเธอรู้ดีว่า พวกเขาทั้งสองต่างก็มีชีวิตที่ไม่ได้ง่ายดายเช่นกัน
จะกล่าวหาว่าพวกเขาไม่ทำหน้าที่พ่อแม่ได้หรือไม่? ก็คงจะไม่ได้ พวกเขาเป็นเพียงเด็กยักษ์สองคนเท่านั้นเอง
ชาติที่แล้ว ตอนที่อยู่ข้างกายเซี่ยโยวชิง เธอมักจะได้ยินแม่บ่นถึงความไม่ดีต่างๆ นานาของพ่ออยู่เสมอ
ในตอนนั้น เธอยังไม่เข้าใจที่จะมองความสัมพันธ์ของพ่อแม่ให้ถูกต้อง จึงมักจะคิดว่าแม่เป็นฝ่ายอ่อนแอ และพ่อเป็นฝ่ายผิด ทำให้เธอไม่พอใจพ่อเป็นอย่างมาก
ถึงแม้ว่าต่อมาพ่อจะเติบโตขึ้น มีจิตสำนึกของความเป็นพ่อ และพยายามเอาอกเอาใจเธอทุกวิถีทาง เธอก็ยังคงเย็นชาใส่ ทำให้ความสัมพันธ์ของพ่อลูกไม่สนิทสนมกันเท่าที่ควร
ในชาติที่แล้ว มีเรื่องหนึ่งที่ทำให้เธอรู้สึกเสียใจไม่หาย คือการที่เธอทุ่มเทความรักและความกระตือรือร้นทั้งหมดให้เซี่ยโยวชิง แต่ความสัมพันธ์ของแม่ลูกก็ไม่ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นเลย
เซี่ยโยวชิงอยากจะมีความรักก็มี อยากจะแต่งงานก็แต่ง อยากจะมีลูกก็มี โดยไม่เคยเอ่ยถามความคิดเห็นของเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ต่อมาเธอจึงได้เข้าใจ
ว่าความแตกแยกของครอบครัวเธอนั้น ผู้ที่ต้องรับผิดชอบหลักก็คือฝ่ายแม่นั่นเอง
คุณหนูเซี่ยคนนี้ หากจะพูดให้ดูดีหน่อยก็คือเป็นตัวของตัวเอง
แต่หากจะพูดให้ไม่น่าฟัง ก็คือเป็นคนเห็นแก่ตัว ทุกเรื่องคิดถึงแต่ตัวเองเท่านั้น
แต่จะโทษเธอได้หรือ? ย่อมไม่ได้
เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ต้องสูญเสียแม่ไปตั้งแต่อายุเพียงเจ็ดเดือน
คนที่ขาดความรักจากแม่มาตั้งแต่เล็ก โตขึ้นย่อมไม่รู้จักวิธีที่จะรักคนอื่น
เธอก็เป็นเพียงคนน่าสงสารคนหนึ่ง
ที่มักจะรู้สึกว่าคนอื่นทำผิดต่อตัวเองอยู่เสมอ และความโชคร้ายของตนล้วนเกิดจากผู้อื่น โดยหารู้ไม่ว่าต้นตอของความโชคร้ายนั้นมาจากตัวเธอเอง เพราะเธอขาดความสามารถที่จะรักคนอื่น
แล้วในฐานะลูกสาวของเธอล่ะ? ก็ไม่ต่างอะไรกับผลผลิตของวงจรการขาดความรักจากแม่ มีแม่แต่กลับไม่เคยได้รับความรักที่แท้จริง
เซี่ยโยวชิงก็ใช่ว่าจะไม่รักเธอ เพียงแต่เธอไม่รู้จักวิธีที่จะรักต่างหาก
ก็เหมือนกับที่คนคนหนึ่งไม่สามารถเรียกร้องให้คนอีกคนหนึ่งมอบสิ่งที่ตัวเองไม่มีให้ได้ เช่นเดียวกับที่เธอไม่สามารถขอความรักจากเซี่ยโยวชิงได้
ดังนั้น เธอจึงต้องจมอยู่กับความเสียใจนานถึงยี่สิบสามสิบปีในชาติที่แล้ว กว่าที่สุดท้ายจะได้เยียวยาตัวเองและเรียนรู้ที่จะรักตัวเอง
แต่...
หนิงโหย่วกวงคิดอย่างขบขันในใจ
แล้วตัวเธอล่ะ? ไม่ว่าจะพยายามเติบโตด้วยตัวเองมาแค่ไหน ประสบการณ์ทางความรู้สึกในชาติที่แล้วก็ยังคงว่างเปล่า
มันยากที่จะบอกได้จริงๆ ว่าเธอจะสามารถหลุดพ้นจากวงจรการขาดความรักนี้ และไม่ส่งต่อไปยังคนรุ่นหลังของเธอได้หรือเปล่า
ดังนั้นเมื่อได้กลับมาเกิดใหม่ สิ่งแรกที่เธอทำเมื่อตื่นขึ้นมาคือการทำให้พ่อแม่หย่ากัน และในขณะเดียวกันก็ตั้งใจว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตรักในอนาคตของพ่อแม่อีกต่อไป
เธอได้ใช้ทั้งชีวิตพยายามมาแล้ว จึงไม่มีอะไรต้องเสียใจอีก
ประสบการณ์หลายปีบอกกับเธอว่า
คนเราล้วนมีวัฏจักรแห่งโชคชะตาเป็นของตนเอง
ผู้ใดที่ไม่อยากจะติดอยู่ในวัฏจักร ก็มีแต่ต้องช่วยเหลือตนเองเท่านั้น มิฉะนั้นแล้วแม้แต่ทวยเทพก็ไม่มียาใดจะมาแก้ไขได้
หลังจากปล่อยมือจากเซี่ยโยวชิง หนิงโหย่วกวงก็เงียบขรึมลง
เซี่ยโยวชิงนั้นเป็นคนที่ไม่ค่อยใส่ใจในรายละเอียดนัก จึงไม่ค่อยรับรู้ถึงอารมณ์ของคนรอบข้างเท่าไหร่ ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากขึ้นรถเธอก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาส่งข้อความในโทรศัพท์มือถือ
จึงไม่รู้เลยว่าในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ในใจของลูกสาวได้เกิดคลื่นสึนามิที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ขึ้นมาแล้ว
“คุณหนูครับ ต่อไปจะไปที่ไหนครับ?” คนขับรถวางกล่องอาหารลงในท้ายรถอย่างระมัดระวัง
“ฉันไม่รู้สิ คุณถามโหย่วโหย่วเอาเองเถอะ” เซี่ยโยวชิงตอบโดยไม่เงยหน้า
“คุณหนูโหย่วโหย่วครับ?” คนขับรถที่เพิ่งจะนั่งลงบนที่นั่งคนขับจึงต้องหันไปถามหนิงโหย่วกวง
“รบกวนใช้มือถือค้นหาดูหน่อยค่ะ ว่ามีสถานสงเคราะห์สัตว์จรจัดที่ไหนบ้าง เราจะไปบริจาคอาหารกัน” หนิงโหย่วกวงพูดอย่างใจลอย
“เอ่อ...ใช้มือถือค้นหาสถานสงเคราะห์สัตว์จรจัดเหรอครับ?” คนขับรถรู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย เขาดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของคุณหนูคนเล็กสักเท่าไหร่
เมื่อเห็นสีหน้ามึนงงของคนขับรถ หนิงโหย่วกวงถึงได้นึกขึ้นมาได้ว่า ตอนนี้ยังไม่ใช่ยุคที่สมาร์ทโฟนแพร่หลายเหมือนในอนาคต
เพราะโทรศัพท์ในยุคนี้ยังทำได้เพียงโทรออก ส่งข้อความ และเล่นเกมเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ยังไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้
“โอ้ ขอโทษค่ะ หนูพูดผิดเอง คุณขับรถไปเรื่อยๆ ก่อนก็ได้ค่ะ เราเห็นสถานสงเคราะห์สัตว์จรจัดที่ไหนก็ค่อยหยุดที่นั่น”
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 38 พบเพื่อนเก่า 1
หลังจากออกจากร้านอาหารส่วนตัว ก็เป็นช่วงเวลาเร่งด่วนของการจราจรในเมืองจิ่นเฉิงพอดี
คนขับรถเองก็ไม่รู้ว่ามีสถานสงเคราะห์สัตว์จรจัดอยู่ที่ไหน จึงได้แต่ขับรถไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย
ทันใดนั้น หนิงโหย่วกวงก็นึกขึ้นมาได้ว่าในชาติที่แล้ว ตอนที่เธอไปเป็นอาสาสมัครที่สถานสงเคราะห์สัตว์จรจัดนอกเมือง เธอเคยได้ยินพี่หยางซึ่งเป็นผู้จัดการสถานีในตอนนั้นบอกว่า เดิมทีสถานสงเคราะห์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านจิ่วซาน แต่ต่อมาเพราะถูกชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงร้องเรียนและมีการรื้อถอน จึงได้ย้ายไปอยู่ที่ชานเมือง เธอจึงบอกให้คนขับรถลองไปที่หมู่บ้านจิ่วซานดู
เมื่อมีทิศทางที่ชัดเจน การเดินทางก็ง่ายขึ้น คนขับรถใช้เวลาขับไปประมาณสี่สิบกว่านาที ในที่สุดรถก็มาถึงหมู่บ้านจิ่วซาน
เมื่อมาถึงหมู่บ้านจิ่วซานแล้ว หนิงโหย่วกวงกับคนขับรถก็ลงจากรถไปสอบถามชาวบ้านสองสามคนที่ริมถนน จนได้ตำแหน่งที่แน่นอนของสถานสงเคราะห์สัตว์จรจัดมา
ทั้งสองคนกลับขึ้นรถ คนขับรถขับไปตามถนนที่คดเคี้ยวอีกสักพัก จึงได้จอดรถในที่เปลี่ยวแห่งหนึ่ง
ไม่ไกลออกไปมีบ้านปูนที่ดูเรียบง่ายและทรุดโทรมอยู่หลังหนึ่ง ซึ่งก็คือสถานที่ที่พวกเขาตามหานั่นเอง
ผนังบ้านปูนมีรอยร้าวอยู่บ้าง ส่วนหน้าต่างและประตูล้วนใช้แผ่นไม้เก่าๆ ตอกติดไว้
ที่นี่ช่างดูทรุดโทรมเหลือเกิน ไม่เพียงแต่ตัวบ้านจะเก่า พื้นดินก็ยังขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ
หิมะบนท้องฟ้าหยุดตกแล้ว ทิ้งไว้เพียงถนนที่เต็มไปด้วยโคลนซึ่งถูกสัตว์และคนเหยียบย่ำจนเละเทะไปหมด
ทันทีที่ก้าวลงจากรถ รองเท้าของหนิงโหย่วกวงก็เปื้อนโคลนไปมากมาย
คนขับรถไปหยิบกล่องอาหารจากท้ายรถ แล้วเดินตามหลังเจ้านายตัวน้อยไปยังบ้านปูนหลังนั้น
ยังไม่ทันจะเข้าใกล้ตัวบ้าน ทั้งสองคนก็ได้ยินเสียงสุนัขเห่าดังขึ้นเป็นระยะ
ประตูบ้านปูนเปิดอยู่ ด้านนอกยังมีประตูรั้วอีกชั้นหนึ่งซึ่งไม่ได้ล็อค เพียงแค่ปิดไว้เบาๆ เท่านั้น
หนิงโหย่วกวงผลักเบาๆ ประตูรั้วก็เปิดออก ข้างในมีแสงไฟสลัวๆ ส่องสว่างอยู่ดวงหนึ่ง เพียงพอให้มองเห็นสภาพภายในได้อย่างชัดเจน
ทันทีที่ก้าวเข้าไป กลิ่นคาวของสัตว์ก็โชยมาปะทะจมูก แต่ก็ไม่ได้เหม็นอย่างที่คิดไว้
ภายในไม่มีผู้คน มีแต่สัตว์นานาชนิดอัดแน่นอยู่เต็มไปหมด ส่วนใหญ่เป็นสุนัข และยังมีแมวอยู่บ้าง
สุนัขบางตัวถูกล่ามไว้ ส่วนตัวที่ไม่ถูกล่ามก็ถูกขังอยู่ในกรง
แมวส่วนใหญ่นั้นถูกเลี้ยงแบบปล่อย
หนิงโหย่วกวงกวาดสายตามองไปรอบๆ ก็พบว่าบนคานบ้านและบนกรง มีแมวมากมายนอนอยู่ ทั้งตัวใหญ่ตัวเล็ก คละสีกันไปทั้งขาว ดำ และเหลือง เรียกได้ว่ามีทุกสีทุกสายพันธุ์
สิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจคือ ถึงแม้ว่าสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่นี่จะเก่าและทรุดโทรมมาก แต่เหล่าสัตว์กลับไม่ได้สกปรกมอมแมมเลย
สัตว์บางตัวที่ได้รับบาดเจ็บก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ดูแล้วก็รู้ได้ทันทีว่ามีคนคอยเอาใจใส่ดูแลอยู่
“พวกเธอเป็นใคร?” ขณะที่หนิงโหย่วกวงกำลังสำรวจสภาพแวดล้อมตรงหน้า ก็มีเสียงใสๆ ของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น
คนขับรถกับหนิงโหย่วกวงหันไปมองที่ประตู ก็เห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งแบกกระสอบใบใหญ่เดินเข้ามาจากข้างนอก
เมื่อเธอเดินเข้ามาใกล้ หนิงโหย่วกวงก็ค่อยๆ มองเห็นใบหน้าของเธอชัดเจนขึ้น
เด็กหญิงคนนี้ผอมมากราวกับถั่วงอก มีแขนขายาว ผมสั้นของเธอยุ่งเหยิงเหมือนถูกสุนัขกัด บนใบหน้าดำคล้ำและมีรอยแตกเล็กน้อย ทว่าดวงตาทั้งสองข้างกลับสุกใสเป็นประกาย
ยามที่สายตาอันดำขลับของเธอมองมาที่หนิงโหย่วกวง ลูกตาก็กลอกไปมา ดูแล้วก็รู้ว่าเป็นเด็กที่ฉลาดหลักแหลมมาก
“พวกเราเอาอาหารที่สั่งเผื่อไว้มาให้สัตว์กินน่ะค่ะ” หนิงโหย่วกวงยิ้มพลางอธิบายให้เด็กหญิงฟัง
“อ๋อ พวกเธอมาส่งของกินนี่เอง”
สีหน้าที่ขมวดแน่นของเด็กหญิงพลันคลายลงทันที
เธอยิ้มกว้างเดินเข้ามาหาหนิงโหย่วกวง เผยให้เห็นฟันขาวสะอาด ราวกับว่าบ้านทั้งหลังได้สว่างขึ้นมาเล็กน้อย
ช่างเป็นเด็กที่มีชีวิตชีวาจริงๆ
หนิงโหย่วกวงคิดในใจ
คนขับรถอยากจะเข้าไปขวางเด็กหญิงแปลกหน้าที่ดูมอมแมมคนนี้
หนิงโหย่วกวงเพียงแค่เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง เขาก็ยืนนิ่งไม่ขยับอีก
เด็กหญิงเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ หนิงโหย่วกวง แต่ก็ไม่ได้เข้ามาใกล้ชิด
“เธอก็มาดูสัตว์เหมือนกันเหรอ?” หนิงโหย่วกวงเอ่ยถาม
“ไม่ใช่ค่ะ พอดีเมื่อกี้ฉันไปเก็บขวดข้างนอกแล้วเจอพี่หยาง พี่หยางบอกว่าท่อน้ำแตก เธอต้องไปตักน้ำกับพี่คุน ที่สถานสงเคราะห์เลยไม่มีคนอยู่ เขาเลยให้ฉันมาดูให้หน่อย” เด็กหญิงพูดจาฉะฉาน
“พี่หยาง?” คำเรียกที่คุ้นเคยซึ่งไม่ได้ยินมานาน ทำให้ในหัวของหนิงโหย่วกวงปรากฏภาพของคุณป้าวัยกลางคนที่แสนจะใจดีขึ้นมาทันที
“เธอเป็นคนดูแลที่นี่น่ะค่ะ”
เด็กหญิงวางกระสอบบนหลังลง แต่ไม่คาดคิดว่าปากกระสอบจะคลายออก ทำให้ขวดเครื่องดื่มพลาสติกหลากสีกลิ้งออกมาหลายขวด
หนิงโหย่วกวงเห็นว่าในกระสอบของเธอยังมีกล่องกระดาษที่เปียกและขยะอื่นๆ อีกด้วย
เด็กหญิงรีบเก็บขวดบนพื้นขึ้นมา มีขวดหนึ่งกลิ้งไปไกลถึงข้างขาของสุนัขดำตัวใหญ่
หนิงโหย่วกวงอยากจะไปเก็บให้ แต่คนขับรถกลัวว่าเธอจะถูกสุนัขกัด จึงรีบไปเก็บขวดนั้นขึ้นมาแล้วใส่ลงในกระสอบของเด็กหญิง
เด็กหญิงยิ้มกว้างให้คนขับรถ
ก่อนหน้านี้คนขับรถรู้สึกว่าเด็กคนนี้ทั้งสกปรกและน่ารังเกียจอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เมื่อได้เห็นรอยยิ้มที่แม้จะมอมแมมแต่ก็จริงใจของเธอ เขาก็อดที่จะใจอ่อนไม่ได้
หนิงโหย่วกวงจึงได้คุยกับเด็กหญิงต่อ
“พี่หยางเป็นผู้จัดการสถานีที่นี่เหรอคะ?”
“ใช่ค่ะ”
“แล้วพวกเขาไปตักน้ำให้สัตว์ดื่มเหรอคะ?”
“ใช่ค่ะๆ”
“ที่นี่ไม่มีน้ำประปาเหรอคะ?”
“เดิมทีก็มีค่ะ แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนท่อน้ำแตก ก็เลยไม่มีแล้ว” เด็กหญิงยักไหล่พลางถอนหายใจอย่างทำท่าเป็นผู้ใหญ่
“ท่อน้ำแตกเหรอ เธอรู้ไหมว่าท่อตรงไหนที่แตก?”
“แน่นอนว่าฉันรู้สิคะ”
“งั้นพาฉันไปดูหน่อยได้ไหม?”
“ได้เลยค่ะ”
เด็กหญิงมัดปากถุงขยะให้แน่น แล้วจึงพาหนิงโหย่วกวงเดินออกจากบ้านไป
เซี่ยโยวชิงนั่งลังเลอยู่ในรถเป็นเวลานาน ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะลงจากรถดีหรือไม่
วันนี้เธอสวมรองเท้าบูทส้นสูงหนังแกะ การเดินบนพื้นโคลนเช่นนี้ย่อมไม่สะดวกนัก รองเท้าพังไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ปัญหาคือบริเวณนี้สกปรกเกินไป
ลังเลไปลังเลมา เธอก็เห็นลูกสาวกับเด็กที่เพิ่งมาเดินไปยังที่อื่น จึงรีบตัดสินใจลงจากรถทันที
“เหล่าจาง พวกเขาไปทำอะไรกัน?” เซี่ยโยวชิงใช้มือปิดจมูก ยืนอยู่ที่หน้าประตูบ้านเล็กๆ แล้วเอ่ยถามคนขับรถ
“คุณหนูคนเล็กไปดูท่อน้ำที่แตกกับเด็กคนนั้นน่ะครับ”
“ท่อน้ำที่แตก?”
“ใช่ครับ ได้ยินว่าท่อน้ำของสถานสงเคราะห์สัตว์จรจัดแห่งนี้แตก ผู้จัดการสถานีกับอาสาสมัครอีกคนเลยต้องไปตักน้ำจากข้างนอกครับ”
เซี่ยโยวชิงยืนอยู่ที่ประตู ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เธอหันไปเห็นลูกสาวกับเด็กคนนั้นเดินไปถึงตีนเขาที่ไม่ไกลนัก และกำลังจะปีนขึ้นไปบนเขา
ในวันที่หิมะตกเช่นนี้ ทางลาดบนเขาย่อมทั้งเปียกทั้งลื่น
เซี่ยโยวชิงร้อนใจขึ้นมาทันที กำลังจะตะโกนเรียกลูกสาวกลับมา ก็พลันเห็นลูกสาวล้มลงกับพื้น ส่วนเด็กแปลกหน้าคนนั้นกำลังพยายามจะดึงเธอขึ้นมา
ในวินาทีนั้น เซี่ยโยวชิงก็ไม่สนใจแล้วว่าพื้นจะสกปรกหรือไม่ เธอรีบวิ่งตรงไปยังลูกสาวทันที
เมื่อเธอวิ่งไปถึงหน้าเด็กทั้งสองคน ลูกสาวก็ลุกขึ้นยืนได้ด้วยความช่วยเหลือของเด็กหญิงคนนั้นแล้ว
“พวกเธอวิ่งขึ้นไปดูท่อน้ำบนเขาทำไมกัน?” เซี่ยโยวชิงพยุงลูกสาวพลางถามอย่างหอบๆ “เมื่อกี้ล้มเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”
“ก็เพราะท่อน้ำที่แตกมันอยู่บนเขาน่ะสิคะ” เด็กหญิงที่ไม่รู้จักคนนั้นกลับกล้าหาญ ตอบคำถามของเซี่ยโยวชิงก่อนใคร
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 39 พบเพื่อนเก่า 2
“หนูไม่เป็นไรค่ะ ไม่ต้องห่วง” หนิงโหย่วกวงเช็ดมือของเธอ “หนูแค่อยากจะมาดูสภาพของท่อน้ำที่แตกน่ะค่ะ”
เพียงแต่เธอไม่คาดคิดมาก่อนว่าท่อน้ำที่แตกของสถานสงเคราะห์จะอยู่บนภูเขา
ทางลาดบนเขานี้เดินยากลำบากจริงๆ เมื่อครู่ตอนที่ล้มลงไป บนตัวไม่เจ็บหรอก แต่ฝ่ามือเผลอไปโดนหญ้าคาข้างทางข่วนเป็นรอยหลายรอย ตอนนี้จึงรู้สึกแสบร้อนอยู่บ้าง
“อย่าไปเลยลูก เดี๋ยวแม่โทรหาช่างมืออาชีพมาดูให้เอง”
“ก็ได้ค่ะ”
เมื่อแม่พูดเช่นนี้แล้ว หนิงโหย่วกวงก็ไม่มีความจำเป็นต้องขึ้นไปดูต่อ
เดิมทีที่เธอจะขึ้นไปดูท่อน้ำ ก็เพียงเพื่อต้องการประเมินสถานการณ์และความเป็นไปได้ในการซ่อมแซมเท่านั้น
“ไม่ดูแล้วเหรอคะ?” เด็กหญิงที่อยู่ข้างๆ เอ่ยแทรกขึ้นมา
“ใช่ ไม่ดูแล้ว เราลงไปกันเถอะ” หนิงโหย่วกวงหันไปมองเด็กหญิง “เมื่อกี้ขอบคุณมากนะ”
“ไม่เป็นไรหรอก” เด็กน้อยโบกมือ “แล้วพวกเธอจะหาคนมาซ่อมท่อน้ำให้จริงๆ เหรอคะ?”
“จ้ะ” หนิงโหย่วกวงพยักหน้า
“พวกเธอเป็นคนดีจริงๆ” เด็กหญิงยิ้มกว้าง ยังคงเอ่ยชมเซี่ยโยวชิงไม่หยุด แถมยังยกนิ้วโป้งให้เธออีกด้วย “เป็นคนสวยใจดีกันทั้งคู่เลย”
แม่ลูกสองคนได้ฟังคำชมอันเรียบง่ายของเด็กหญิง ก็พากันมองหน้าแล้วยิ้มออกมา
เมื่อทั้งสามคนกลับมาถึงตัวบ้าน ก็เห็นว่าในบ้านมีถังน้ำเพิ่มขึ้นมาหลายถัง และยังมีชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งอยู่ด้วย
คนขับรถกำลังสนทนาอยู่กับพวกเขาสองคน
ชายหนุ่มหญิงสาวคู่นี้ ฝ่ายหญิงมีรูปร่างปานกลาง ใบหน้ากลมดูธรรมดา แต่กลับประดับด้วยรอยยิ้มที่น่ารักและเป็นมิตร
จากรอยยิ้มที่คุ้นเคยนี้เอง หนิงโหย่วกวงก็จำพี่หยางได้ในทันที
เธอคือพี่หยางที่เด็กหญิงคนนั้นพูดถึง และยังเป็นพี่สาววัยกลางคนที่แสนจะใจดีที่เธอเคยรู้จักเมื่อครั้งไปเป็นอาสาสมัครที่สถานสงเคราะห์สัตว์จรจัดในชาติที่แล้ว
ในตอนนี้พี่สาวยังดูสาว เป็นหญิงสาวอายุราวสามสิบปีที่ยังไม่มีริ้วรอยบนใบหน้า ห่างไกลจากภาพของคุณป้าวัยกลางคนใจดีที่เธอจำได้ในภายหลังนัก
แต่หนิงโหย่วกวงมั่นใจว่าพวกเขาคือคนคนเดียวกัน
เวลาผ่านไปสามสิบปี เธอก็ได้กลับมาพบกับเธออีกครั้งเพราะเหล่าสัตว์ตัวน้อย
ดังนั้นแล้ว คนที่โชคชะตากำหนดให้ต้องพบเจอกัน ยังไงเสียก็จะได้พบกันเสมอ
“พี่หยางคะ สองคนใจดีนี้บอกว่าจะช่วยพวกพี่ซ่อมท่อน้ำให้ค่ะ” เด็กหญิงทันทีที่ก้าวเข้าประตู ก็อดไม่ได้ที่จะรีบรายงานข่าวดีที่เพิ่งได้รับให้พี่หยางฟัง
พี่หยางกับชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ เดิมทีเพราะเห็นหนิงโหย่วกวงกับเซี่ยโยวชิงที่ดูสูงศักดิ์ ก็รู้สึกเกร็งๆ อยู่บ้าง แต่เมื่อได้ยินคำพูดของเด็กหญิงก็ถึงกับนิ่งตะลึงไป
ครู่ใหญ่ผ่านไป พี่หยางจึงได้เอ่ยถามเซี่ยโยวชิงด้วยน้ำเสียงที่ทั้งกังวลและคาดหวัง
“คุณผู้หญิงคะ ที่เสี่ยวเสี่ยวพูดเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าคะ?”
“พี่หยางคะ หนูจวงเสี่ยวเสี่ยวไม่เคยโกหกใครนะ หนูเพิ่งได้ยินพวกเขาพูดกับปากตัวเองเลยค่ะ” เด็กหญิงพูดอย่างฉุนเฉียวอยู่ข้างๆ
เซี่ยโยวชิงพยักหน้ารับ
ทว่าหนิงโหย่วกวงกลับต้องนิ่งตะลึงไปเมื่อได้ยินชื่อจวงเสี่ยวเสี่ยว
เนิ่นนานผ่านไป เธอจึงได้พิจารณาเด็กหญิงที่เปี่ยมไปด้วยพลังงานคนนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง
“นั่นวิเศษไปเลยค่ะ”
พี่หยางกับชายหนุ่มดีใจจนแทบจะหลั่งน้ำตาออกมา พวกเขาไม่หยุดกล่าวขอบคุณเซี่ยโยวชิง
เซี่ยโยวชิงถูกความรู้สึกขอบคุณอันท่วมท้นของพวกเขาทำเอาเขินอายเล็กน้อย
เธอเพียงแค่ต้องโทรศัพท์ไม่กี่ครั้งและออกเงินอีกเล็กน้อยเท่านั้น แต่คนทั้งสองกลับปฏิบัติต่อเธอราวกับเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิต ทำให้เธอรู้สึกว่าได้รับเกียรติเกินไปหน่อย
หลังจากนั้น ทุกคนก็เริ่มพูดคุยกันถึงสถานการณ์ของสถานสงเคราะห์
เซี่ยโยวชิงและคนอื่นๆ จึงได้ทราบว่าชายหนุ่มหญิงสาวคู่นี้ ฝ่ายชายชื่อหลิวคุน ฝ่ายหญิงชื่อหยางฮุ่ย เดิมทีพวกเขาไม่ได้เป็นผู้จัดการสถานสงเคราะห์สัตว์จรจัดแห่งนี้ เพียงแต่เพราะรักสัตว์เล็กๆ จึงมักจะมาช่วยงานในฐานะอาสาสมัครอยู่บ่อยครั้ง ส่วนผู้จัดการสถานีคนก่อนนั้นเป็นคุณย่าที่ใจดีมากท่านหนึ่ง
แต่เมื่อปีที่แล้ว คุณย่าผู้จัดการสถานีเกิดป่วยหนัก ทำให้ไม่สามารถดูแลสุนัขและแมวจรจัดเหล่านี้ต่อไปได้
หยางฮุ่ยจึงได้มารับตำแหน่งผู้จัดการสถานสงเคราะห์สัตว์จรจัดแทน
เธอและชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ ต่างก็มีงานประจำของตัวเอง หยางฮุ่ยเป็นนักบัญชีของบริษัทแห่งหนึ่ง ส่วนชายหนุ่มเป็นบรรณารักษ์ในห้องสมุดของเมือง
แม้ความสามารถของพวกเขาจะมีจำกัด แต่ก็พยายามดูแลสัตว์ในสถานสงเคราะห์อย่างสุดความสามารถ
เงินเดือนของทั้งสองคน นอกจากจะเก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแล้ว ที่เหลือก็ล้วนนำมาซื้ออาหารให้แมวและสุนัขในสถานสงเคราะห์จนหมดสิ้น
พวกเขาไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ได้อีกแล้ว
ตัวอย่างเช่น ท่อน้ำของสถานสงเคราะห์ที่เพิ่งจะแตกไปเมื่อไม่กี่วันก่อน
“พวกเรารู้สึกว่าท่อน้ำนี้มีร่องรอยของการถูกทำลายโดยฝีมือคนค่ะ” หยางฮุ่ยพูดอย่างท้อแท้ “แต่เราหาคนรับผิดชอบไม่ได้ เราเคยหาคนมาดูแล้ว แต่ค่าซ่อมมันสูงเกินไป”
ดังนั้น ในวันที่อากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ เธอกับชายหนุ่มจึงยังต้องมาตักน้ำจากที่ไกลๆ เพื่อนำมาให้สัตว์ดื่มหลังเลิกงาน
เพื่อประหยัดเวลาในการเดินทางไปกลับ ทั้งสองคนจึงพยายามอย่างเต็มที่ที่จะตักน้ำให้ได้มากที่สุดในแต่ละครั้ง
ถึงแม้จะลำบากยากเข็ญถึงเพียงนี้ พวกเขาก็ยังต้องกัดฟันสู้ต่อไป
เพราะพวกเขารู้ดีว่า นอกจากตัวเองแล้ว ก็ไม่มีใครจะมาดูแลสัตว์เหล่านี้อีกแล้ว
อันที่จริง ไม่ว่าจะเป็นน้ำหรืออาหาร ล้วนเป็นสิ่งที่พวกเขาขาดแคลนอย่างยิ่งในตอนนี้ แต่กลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต
เมื่อได้ฟังถึงสถานการณ์ของสถานสงเคราะห์ ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็พากันเงียบไป
เหล่าสัตว์จรจัดเหล่านี้ภายใต้การดูแลของพวกเขา นับว่าโชคดีที่ได้สิ้นสุดการร่อนเร่ แต่ก็โชคร้ายที่ยังคงต้องดิ้นรนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็นกับความตาย
“พวกคุณลำบากมากแล้วนะคะ ตอนนี้ฉันจะโทรหาช่างมืออาชีพมาดูให้ ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่พวกคุณต้องการ เดี๋ยวค่อยติดต่อกับผู้ช่วยของฉันได้เลยค่ะ”
เซี่ยโยวชิงให้เบอร์โทรศัพท์ของผู้ช่วยเสี่ยวจูแก่หยางฮุ่ย
“ที่นี่ค่อนข้างห่างไกล การติดตั้งท่อน้ำใหม่คงจะลำบากมากครับ” ชายหนุ่มเป็นคนเก็บตัวและพูดน้อย
ยามที่เขาพูด สายตาก็มักจะมองต่ำลงไปที่สัตว์บนพื้น นานๆ ครั้งถึงจะเงยขึ้นมองเด็กหญิงที่งดงามราวกับหยกสลักเสลา
“ไม่มีปัญหาค่ะ ปัญหาทุกอย่างของพวกคุณ เธอจะช่วยจัดการให้เรียบร้อยเอง”
เซี่ยโยวชิงยื่นมือออกไปพลางชี้ไปยังจุดที่ทรุดโทรมหลายแห่งอย่างไม่ใส่ใจ
หยางฮุ่ยกับหลิวคุนเข้าใจในทันทีว่า หญิงสาวสวยตรงหน้าไม่เพียงแต่จะช่วยพวกเขาซ่อมท่อน้ำ แต่ยังตั้งใจจะช่วยซ่อมแซมสถานสงเคราะห์แห่งนี้อีกด้วย
เด็กหญิงที่ตั้งใจฟังทุกคนพูดอยู่ตลอดเวลาก็ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว
เธอสวมเสื้อกันหนาวสีเหลืองดินที่ดูสกปรกและรองเท้าที่ใหญ่เกินตัวไปมาก
ในวันที่อากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ เสื้อผ้าของเธอดูไม่หนาพอที่จะให้ความอบอุ่น เธอหนาวจนต้องสูดน้ำมูกอยู่ตลอดเวลา บางครั้งเมื่อน้ำมูกไหลยาวเกินไป เธอก็ใช้แขนเสื้อที่ดำคล้ำเช็ดออก ภาพนี้เดิมทีน่าจะทำให้คนรู้สึกขยะแขยงอยู่บ้าง
แต่เมื่อหนิงโหย่วกวงมองดูเธอ ในใจกลับมีแต่ความสงสารที่เจ็บปวด
“ขอโทษนะ ยังไม่ได้ถามชื่อเธอเลย บอกให้ฉันรู้หน่อยได้ไหม?”
เธอเดินเข้าไปหยุดอยู่ข้างๆ เด็กหญิง
“หนูชื่อจริงว่าจวงเสี่ยวเสี่ยว ชื่อเล่นว่าจวงเหล่าต้า แล้วพี่สาวล่ะคะ?” เด็กหญิงดีใจที่ได้แนะนำชื่อจริงของตัวเอง
หนิงโหย่วกวงกลับสะอื้นขึ้นมาในทันใด
“ฉัน...ฉันชื่อหนิงโหย่วกวง ชื่อเล่นว่าโหย่วโหย่ว ปีนี้อายุ 7 ขวบ แล้วเธออายุเท่าไหร่ล่ะ?”
อันที่จริง ในใจของเธอก็พอจะเดาอายุของเด็กหญิงได้อยู่แล้ว
เพียงแต่เธอตกใจเกินไป ประหลาดใจเกินไป และก็กลัวว่าจะเข้าใจผิดไป จึงอยากจะถามคำถามอีกสองสามข้อเพื่อความแน่ใจ
“เธออายุ 7 ขวบเหรอ งั้นฉันก็โตกว่าเธอน่ะสิ ฉันอายุเก้าขวบแล้ว” เด็กหญิงหารู้ไม่ว่าในใจของน้องสาวตรงหน้ากำลังเกิดคลื่นพายุโหมกระหน่ำเพียงใด ยังคงยิ้มร่าพูดต่อไป
“ใช่แล้ว เธอโตกว่าฉัน เธอเป็นพี่สาว” หนิงโหย่วกวงเอ่ยตอบด้วยริมฝีปากที่สั่นเทาและน้ำเสียงที่แหบพร่า
(จบบท)