เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 7: สัตว์วิญญาณ

Chapter 7: สัตว์วิญญาณ

Chapter 7: สัตว์วิญญาณ


 

“อืมมม... จากรอยเท้าแล้ว นี่เป็นรอยเท้าสัตว์ที่ตัวไม่ใหญ่ไม่เล็กขนาดแค่ราวสุนัขล่าเนื้อ...”

ฟางหยวนคุกเข่าลงและสำรวจรอยเท้าชัดเจนตรงหน้า “รอยเท้าลึกไปบนดินไม่มากนักดังนั้นตัวมันจะไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก หมาป่า? สุนัขจิ้งจอก? หรือว่าเพียงพอนหรือหมาหริ่ง?”

“เป็นสัตว์ที่ฉลาดนัก มันจัดการทำลายกับดักของเรา...”

เพราะว่าโตมาบนเขา ฟางหยวนจึงมีความสามารถในการจับสัตว์ป่าเพราะมักจะจับไก่ป่าหรือกระต่ายมาเป็นอาหารอยู่บ่อยครั้ง

ส่วนกับดักนี้ติดตั้งไว้อย่างดีชนิดที่ว่าหมาป่าหรือหมูป่าก็ยังไม่สามารถหนีได้

แต่ตอนนี้ กับดักที่ว่าถูกทำลายเละราวกับสัตว์นั่นคิดท้าทายคนติดตั้งกับดัก

“อาจารย์เคยบอกว่าลึกเข้าไปบนเขาจะมีสัตว์ที่พิเศษ แม้ว่าพวกมันจะเกิดมาเป็นสัตว์ธรรมดา แต่ถ้ามีสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขที่เหมาะสม พวกมันสามารถวิวัฒนาการและฉลาดขึ้น จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าหนึ่งในสัตว์ที่ฉลาดเฉลียวพวกนั้นเข้ามาที่นี่?”

ขณะที่จัดการติดตั้งกับดักและตั้งใจจะ “จับ” สัตว์ตัวนั้น ฟางหยวนรู้สึกราวกับว่าไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับสัตว์ธรรมดาสักตัว แต่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง นั่นทำให้เขารู้สึกหนักใจ

“อืม... ข้ายังสูญเสียไม่มากนัก...”

เขามองไปรอบ ๆ แล้วก็แทบจะกระเด้งขึ้นจากพื้น เขารีบพุ่งไปทางไร่ชา “นี่ไม่ดีแล้ว... พืชวิญญาณของข้า!!!”

เพราะว่าหัวขโมยไม่ใช่สัตว์ธรรมดา พืชทั่วไปไม่น่าสามารถดึงดูดความสนใจของมันได้ ดังนั้น ความเป็นได้ก็คือชาชำระจิตและข้าวหยกแดงดึงดูดมันมาเท่านั้น

หลังจากคิดดูแล้ว ฟางหยวนก็ยิ่งรู้สึกไม่ดีและไม่สามารถสงบตัวเองลงได้

ผ่านไปครู่เดียว ฟางหยวนก็ยิ่งโมโหกว่าเดิม เขาตะโกนก้องอยู่ในหุบเขา “ไปตายซะ... อย่าให้ข้าจับเจ้าได้นะ..”

ฟางหยวนยืนอยู่ตรงหน้าต้นชาชำระจิตด้วยใบหน้าเศร้าโศก

ต้นชาที่เคยมีใบสีเขียวหยกตอนนี้เหลือแต่กิ่งเปล่า และมีรอยแทะอยู่บนบางกิ่งที่หักเสียหาย

ทั้งต้นดูกะรุ่งกะริ่งนัก โชคดีที่รากของมันไม่ได้รับความเสียหาย ไม่เช่นนั้นฟางหยวนคงจะสูญเสียต้นชานี่ไปตลอดกาล

“นี่อะไร?”

หลังจากตรวจสอบดูใกล้ ๆ ฟางหยวนก็เจอร่องรอยมากขึ้นที่รอบ ๆ ต้นชาชำระจิต

เขาลูบมือขวาลงที่กิ่งหัก ๆ ของต้นชา มีเกล็ดใสละเอียดราวแก้วเคลือบบนปลายนิ้วของเขา เขาพบว่าเกล็ดใสละเอียดนี้ปกคลุมอยู่ทั่วต้นชาไม่เพียงแค่กิ่งที่หักแต่ใกล้ ๆ โคนต้นใกล้รากก็มีเช่นกัน

“ข้าไม่ได้เป็นคนทำ หรือว่าเจ้าขโมยนั่นเป็นผู้นำเกล็ดพวกนี้มา?”

ฟางหยวนยกเกล็ดพวกนั้นขึ้นมาใกล้ ๆ จมูก และก็ได้กลิ่นหอมชนิดหนึ่งก่อนจะตามมาด้วยกลิ่นเน่าเปื่อย

“ปุ๋ย?”

เขามองที่ต้นชาชำระจิตที่รุ่งริ่งนักก่อนจะเดาและรู้สึกบอกไม่ถูก

เจ้าหัวขโมยพืชวิญญาณนี้กล้าทำราวกับต้นชาชำระจิตนี้เป็นของมัน ถึงกับมาขับถ่ายใส่เพื่อให้แน่ใจว่ามันจะโตขึ้นมาใหม่ให้มันได้เก็บกินอีกครั้ง

“มันคงออกไปจากที่นี่แล้ว เพราะถ้ามันเห็นข้า มันคงจะจู่โจมข้าแล้ว...”

ฟางหยวนส่ายหัว และรีบเดินไปทางแปลงข้าวหยกแดงที่ปลูกไว้

ตรงกันข้ามเลย ข้าววิญญาณสีแดงสดนั้นไม่ถูกแตะต้อง และยังโตขึ้นอีกนิดหน่อยจากก่อนหน้านี้ พืชรอบ ๆ ต้นข้าววิญญาณสีแดงดูจะแห้งตายหมดแล้ว

“ข้าววิญญาณสีแดงนี้ไม่ดึงดูดความสนใจของมันเลย ขโมยผู้นี้ช่างเลือกได้ดีนัก...”

เมื่อเห็นว่าแปลงเพาะปลูกที่เหลืออยู่นั้นไม่ถูกแตะต้อง และขโมยนั่นมีความตั้งใจที่จะทำลายแค่ต้นชาชำระจิตฟางหยวนก็รู้สึกพูดไม่ออก “ข้าจะต้องติดกับดักอื่น ๆ ในทันทีและจะรออยู่ที่นี่ทั้งวันทั้งคืนดูซิว่าใครคือไอ้หัวขโมยนั่น!”

เมื่อความโมโหคลายลง ฟางหยวนก็คิดทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดและรู้สึกสนใจขึ้นมานิด ๆ จนแทบทนรอดูไม่ไหวว่าผู้ใดเป็นผู้ขโมยใบชาของเขา

...

หลังจากคำนวณความเสียหายทั้งหมดแล้วเขาก็ดำเนินชีวิตไปตามปกติ

ฟางหยวนจัดการผสมผงหรดาลแดงเข้ากับส่วนผสมอื่น ๆ ตามสัดส่วนและพักไว้ในห้องใต้ดินสามวันก็ได้ไหหั่วเย่ปริมาณมาก

สูตรนี้สืบทอดมาจากอาจารย์เวิ่นซิน เป็นปุ๋ยที่เหมาะสมกับพืชฤทธิ์ร้อนมาก

เพราะว่าข้าวหยกแดงเป็นพืชวิญญาณที่ฟางหยวนต้องรดน้ำวันละสามครั้งเพื่อให้มันเจริญเติบโต มันจึงไม่จำเป็นต้องดูดซับสารอาหารจากพืชรอบ ๆ เพื่อให้ตัวมันเองอยู่ได้แล้ว ฟางหยวนจึงเบาใจขึ้น

หลายวันผ่านไปแต่หัวขโมยปริศนายังไม่ปรากฏตัว ตรงกันข้าม การเฝ้าระวังทั้งวันทั้งคืนนั้นทำร้ายฟางหยวนนัก

กลางดึก พระจันทร์กระจ่าง

ฟางหยวนวางกับดักที่เตรียมไว้แล้วแอบซุ่มสังเกตอยู่เงียบ ๆ ในที่ลับตา

ภายในไร่ชานั้นเงียบและได้ยินเสียงจักจั่นร้องเป็นระยะ ๆ ก้องอยู่ในหุบเขา

“เป็นไปได้ไหมว่าเจ้าขโมยนั่นเห็นข้าและตัดสินใจไม่เข้ามา?”

หลังจากเฝ้าอยู่หลายชั่วยาม ฟางหยวนก็รู้สึกง่วงและเริ่มหงุดหงิด “ข้าจะเฝ้าถึงแค่คืนพรุ่งนี้และถ้าหัวขโมยนั่นไม่ปรากฏตัว ข้าจะย้ายต้นชาชำระจิตไปไว้ที่อื่นที่ปลอดภัย ส่วนเกล็ดแก้วใส ๆ นั่น น่าเสียดาย...”

เมื่อผ่านการสังเกตมาหลายวัน ฟางหยวนก็แน่ใจว่าเดาถูกว่าเกล็ดใส ๆ นั่นคือปุ๋ยสำหรับพืชวิญญาณ

ไม่เพียงแค่สภาพของต้นชาชำระจิตจะดีขึ้น กิ่งก้านที่เสียหายก็ดีขึ้น ส่วนข้าววิญญาณสีแดงที่เขาขูดเอาเกล็ดใส ๆ ส่วนหนึ่งไปโรยไว้ก็เริ่มโตขึ้นกว่าปกติ

ปุ๋ยสำหรับพืชวิญญาณโดยเฉพาะนี้กระตุ้นความสนใจของฟางหยวนนัก เขายังคิดจะปล่อยตัวขโมยไปถ้าเจ้าขโมยนั่นยอมบอกว่ามันไปเอาปุ๋ยนี่มาจากที่ไหน

“ฮ้าววว..”

เมื่อถึงเที่ยงคืน เปลือกตาฟางหยวนหนักกว่าเดิมเสียอีก เขาพร้อมที่จะหลับลงเวลาใดก็ได้

“ดูเหมือนว่าคืนนี้มันจะไม่มา แล้วพรุ่งนี้เช้าข้ายังต้องตื่นมาพรวนดินให้ข้าวหยกแดงอีก ข้าควรจะไป.. เอ๋?”

ในขณะที่ฟางหยวนลุกขึ้นยืน มีประกายสีขาวผ่านตาไป

“มันมาแล้ว!”

ฟางหยวนรู้สึกมีแรงขึ้นมาทันที และไม่รู้สึกง่วงอีกต่อไปในทันที

ประกายสีขาวพุ่งไปทางสวนและเห็นกับดักที่ฟางหยวนสร้างเอาไว้ มันดูไม่สะทกสะท้านขณะค่อย ๆ เดินอ้อมกับดักไปแล้วยื่นเท้าหน้ามาดึงกิ่งไม้ออก การกระทำนี้กระตุ้นให้กับดักทำงานแต่ไม่สามารถจับตัวอะไรได้เพราะเจ้าสัตว์ประหลาดนั้นอยู่นอกระยะกับดักเรียบร้อยแล้ว

“โอ้! เป็นหนูเตียวสีขาวตัวใหญ่และแสนรู้!”

ฟางหยวนถอนหายใจเฮือกใหญ่

ไม่ผิดแน่ ตรงหน้าเขาคือหนูเตียวตัวใหญ่สีขาว มันมีดวงตาโต ขนยาว และมีอุ้งเท้าว่องไวคู่หนึ่ง หูของมันกระดิกไปมาเป็นครั้งคราวราวกับคอยฟังรอบ ๆ และขนสีขาวนั้นสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกาย

หนูเตียวธรรมดาจะมีขนาดเท่า ๆ กับแมว แต่ตัวนี้ยาวประมาณหนึ่งเมตรเท่า ๆ กับเสือดาวตัวเล็กเลยทีเดียว

“หนูเตียวขาวตัวใหญ่อะไรเช่นนี้...”

มองวิธีการเคลื่อนไหวอย่างอิสระในไร่ชาของหนูเตียวแล้วฟางหยวนก็มองมาที่อุปกรณ์ของเขาที่ดูท่าจะไม่เพียงพอ “ทำไม...วันนี้ข้าไม่ปล่อยให้มันทำอย่างที่มันต้องการไปก่อน แล้วครั้งหน้าที่มันมา ข้าคงจะเตรียมพร้อมกว่านี้!”

เขาไม่ใช่พรานผู้เชี่ยวชาญอยู่ตั้งแต่แรก แม้ว่าเขาจะเตรียมของไว้มากมายแต่เมื่อมองไปที่หนูเตียว ’ปิศาจ’ แล้วเขาก็ไม่กล้าจับมัน

“กิกี๊!”

ในขณะที่หนูเตียวขาวนั้นเข้าไปในไร่ชา ตาดำขลับของมันก็จับจ้องมาที่จุดที่ฟางหยวนซ่อนตัวอยู่ราวกับพบเขาเข้าแล้ว!

“ช่างกล้า เจ้าสัตว์ประหลาด!”

ฟางหยวนไม่มีทางเลือกนอกจากแสดงตัวออกมา “เจ้าทำลายต้นชาของข้าครั้งแรก แล้วตอนนี้ยังกล้ากลับมาเป็นครั้งที่สอง เจ้าคิดว่าข้าไม่มีตัวตนหรืออย่างไร?”

ทันทีที่กระโจนออกมาฟางหยวนก็จุดคบไฟขึ้น

ภายใต้แสงเรืองรองจากคบไฟ ฟางหยวนสามารถมองเห็นว่าหนูเตียวขาวทำราวกับฟางหยวนกำลังล้อเล่น มันไม่วิ่งหนีแต่กลับสบตากับฟางหยวน

‘โอ้ ไม่นะ ไม่ใช่ว่าสัตว์ป่าพวกนี้จะกลัวไฟกับมนุษย์หรอกรึ? นี่มันดูไม่เป็นอย่างนั้นเลยนะ?’

ลึกลงไปฟางหยวนรู้สึกเสียใจกับการกระทำของตัวเอง

เมื่อเห็นว่าหนูเตียวขาวไม่ได้คิดว่าเขากำลังจริงจังและยังคงเคี้ยวกิ่งชาชำระจิตต่อ ฟางหยวนก็ระเบิดขึ้นมาทันที “เจ้ากล้าดีอย่างไร!”

เขาจับคบไฟแน่นในมือข้างหนึ่ง อีกข้างเป็นมีดเล่มใหญ่ พุ่งตรงเข้าใส่หนูเตียวขาว “อย่าแตะต้องของของข้า!”

“ซี่—”

ทันใดนั้น เขาเห็นหนูเตียวขาวหมุนตัวกลับ ขนพองฟู และทำเสียงขู่ออกมา ฟางหยวนรู้ว่าสถานการณ์ของเขาไม่ดีนักแต่ก็ยังคงตรงเข้าไปพร้อมมีดในมือ

“ฉัวะ!”

เงาสีขาวพุ่งผ่านไปฟางหยวนรู้สึกได้ถึงแรงกระแทกที่ข้อมือของเขาทำให้เขาต้องถอยหลังหลายก้าว ข้อมืออ่อนแรงลงจนทำมีดและคบไฟหล่นลง

“สัตว์ประหลาดนี่แข็งแกร่งเกินไป รวดเร็วเกินไป!”

“กิ๊กี๊”

เมื่อเห็นว่าฟางหยวนไม่สามารถทนได้แม้การจู่โจมแรก หนูเตียวขาวก็เมินไปด้านข้างก่อนจะลูบท้องตัวเอง ราวกับกำลังเลียนแบบท่าหัวเราะของมนุษย์

มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่รู้คิด มันโบกเท้าหน้าเล็ก ๆ ไปที่ฟางหยวนแล้วชี้ไปที่ต้นชาชำระจิต ราวกับกำลังบอกว่า “พืชวิญญาณต้นนี้ จากวันนี้เป็นต้นไป เป็นของข้า!”

“ไม่... ข้าไม่ยอมรับเรื่องนี้!”

ถูกสัตว์ประหลาดเยาะเย้ย ฟางหยวนรู้สึกไม่ยุติธรรม เขาพลิกตัวขึ้นจากพื้นแล้วคำราม “คอยดูอาวุธลับของข้า!”

เขาพลิกข้อมือ ห่อกระดาษเล็ก ๆ ปลิวออกจากมือของเขา

‘ฝุ่บ ฝุ่บ’

ควันระเบิดออกกลางอากาศส่งกลิ่นฉุนกึก

ฟางหยวนใจเย็นลงแต่ โดยไม่ต้องคิดซ้ำสอง เขาหมุนตัวกลับและออกวิ่ง!

แม้ว่าอาจจะสู้แพ้ แต่ก็ควรจะต้องมองหาทางหนีก่อน แล้วค่อยกลับมาจัดการกับหนูเตียวขาวนั่นทีหลัง แก้แค้นสิบปีไม่สาย

“ซี่—”

ภายในหมอกควันมีเสียงโหยหวนจากหนูเตียวขาว ฟางหยวนหยุดเท้าลง

เขาหันกลับไปและเห็นหนูเตียวขาวเดินวนอยู่รอบ ๆ ควันสีขาวราวกับมันจะกลัวควันนั่นมาก

“เอ๋?”

ฟางหยวนรู้สึกโล่งอก

เขาแค่จะใช้ควันนั่นช่วยเปิดโอกาสให้เขาหลบหนี ในห่อกระดาษนั่นเป็นแค่ของธรรมดา ๆ ไม่ใช่ของศักดิ์สิทธิ์ใด

“ข้าโปรยผงไล่สัตว์ไปตั้งมากมาย ถ้ามันใช้ได้ผลแล้วสัตว์ประหลาดนี่เข้ามาได้อย่างไร? ดูท่าจะไม่ใช่เพราะพริกไทย... น่าจะเพราะ... ผงหรดาลแดง! ฮ่าฮ่า... คอยดูเถิด!”

‘ฝุ่บ!’

เพียงแค่พลิกข้อมือข้างขวา ผงหรดาลแดงจำนวนมากก็โปรยออกไปฟุ้งไปทั่วบริเวณ

แม้ว่าหนูเตียวขาวดูจะกลัวผงหรดาลแดงจริง ๆ และไม่กล้าแม้แต่จะขยับ

แต่เมื่อควันจากผงหรดาลสลายไป มันก็หายตัวไปเหมือนกัน

จบบทที่ Chapter 7: สัตว์วิญญาณ

คัดลอกลิงก์แล้ว