เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 - มหาปราชญ์ผู้เสมอสวรรค์

บทที่ 1 - มหาปราชญ์ผู้เสมอสวรรค์

บทที่ 1 - มหาปราชญ์ผู้เสมอสวรรค์


บทที่ 1 [มหาปราชญ์ผู้เสมอฟ้า]

“เว่ยไห่, จ้าวื้อหง, ซุนอี้, ฉินอวี่…”

ราตรีกาล…สายฝนโปรยปรายอย่างหนักหน่วง

หยาดฝนชะล้างคราบเลือดให้ไหลลึกลงไปในตรอกซอย บนกำแพงเปรอะเปื้อนไปด้วยรอยเลือด

เสียงหนึ่งพร่ำพรรณนาถึงชื่อเหล่านั้นซ้ำไปซ้ำมา…

“ฉันแค้น! ฉันแค้น…!”

เด็กหนุ่มพิงกำแพง หอบหายใจอย่างหนักหน่วง เขาพยายามอยู่หลายครั้งกว่าจะลุกขึ้นยืนได้ในครั้งที่ห้า

ร่างกายโซซัดโซเซ ขาขวาและแขนขวาถูกทุบจนแหลกละเอียด เขาแหงนหน้ารับสายฝน ใบหน้าอาบไปด้วยเลือด

น้ำฝนและเลือดผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก

มีเพียงดวงตาใต้ปอยผมที่เปียกชื้นเท่านั้นที่ฉายแววแห่งความเกลียดชังอันเย็นเยียบจับใจ

เด็กหนุ่มผู้นี้มีนามว่า ‘ฉินเฟิง’ เมื่อสามเดือนก่อน เขายังเป็นถึงคุณชายใหญ่แห่งตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดในเมืองเจียงโจว

แต่บัดนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนไป หลังจากที่ ‘ฉินเซี่ยว’ ประธานฉินกรุ๊ป ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิต

ฉินกรุ๊ปถูกแบ่งแยกอย่างรวดเร็ว หุ้นส่วนที่เป็นของบิดาเขาถูกช่วงชิงไปในชั่วข้ามคืน ตัวเขากับมารดาถูกขับไล่ออกจากตระกูลจนสิ้นเนื้อประดาตัว

จากคุณชายใหญ่ผู้สูงส่ง ในชั่วพริบตากลับกลายเป็นสุนัขตกน้ำ สุนัขไร้บ้าน หรือบางที…อาจจะเลวร้ายยิ่งกว่าสุนัขตัวหนึ่งเสียอีก

ญาติสนิทมิตรสหายอะไรกัน สหายบัดซบนั่นอีก เมื่อยามตกทุกข์ได้ยาก ฉินเฟิงถึงได้รู้ซึ้ง

คนเหล่านั้นก็แค่หวังในเงินทองของเขาเท่านั้น

เพื่อความอยู่รอด มารดาของฉินเฟิงต้องนำเครื่องประดับของนางทยอยออกขาย ฉินเฟิงก็จำต้องออกมาทำงานหาเลี้ยงชีพ โดยได้งานเป็นพนักงานเสิร์ฟภาคค่ำในบาร์แห่งหนึ่ง

วันนี้เพราะความไม่ระวังทำเหล้าหกใส่พวกนักเลงกลุ่มหนึ่ง ขณะที่กำลังจะเอ่ยขอโทษ กลับถูกคนจำได้

ในอดีตฉินเฟิงเคยรุ่งโรจน์เพียงใด ทั่วทั้งเมืองเจียงโจวไม่ว่าวงการไหน ใครบ้างจะไม่รู้จักคุณชายฉิน

และเพราะว่ารู้จัก การทรมานฉินเฟิงจึงยิ่งเพิ่มความสะใจให้พวกมันมากขึ้น

พวกมันสั่งให้ฉินเฟิงลอดใต้หว่างขา มิเช่นนั้นจะทุบแขนขาของเขาให้หัก

แม้จะตกต่ำเพียงใด ฉินเฟิงก็ไม่อาจทำเรื่องน่าอดสูเช่นการลอดหว่างขาใครได้ ผลที่ตามมาคือฉินเฟิงต้องกลายเป็นเช่นนี้

คุณชายใหญ่ตระกูลดังผู้เคยองอาจผึ่งผาย กลับถูกนักเลงชั้นต่ำไม่กี่คนลากมาทุบตีจนแขนขาพิการในตรอกซอย

ความรู้สึกที่แตกต่างราวฟ้ากับเหวนี้ หากเป็นคนจิตใจไม่มั่นคงพอ อาจถึงขั้นเสียสติไปแล้วก็เป็นได้

“สักวันหนึ่ง ฉันจะฉีกพวกแกเป็นชิ้นๆ ทีละคน!”

ฉินเฟิงกัดฟันแน่นจนริมฝีปากแตก เลือดไหลรินไม่หยุด

มีเพียงความเจ็บปวดนี้เท่านั้น ที่พอจะสะกดความแค้นในใจเขาไว้ได้บ้าง

ความอัปยศอดสูตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ความเลือดเย็นของผู้คน ความเสื่อมทรามของสังคม ทั้งหมดนี้จะตราตรึงอยู่ในใจของฉินเฟิงไปตลอดกาล!

เขารู้ดีว่าอุบัติเหตุทางรถยนต์อะไรกัน พ่อของเขาต้องถูกคนพวกนั้นสังหารอย่างแน่นอน! มิเช่นนั้นจะเป็นไปได้อย่างไรที่พอพ่อของเขาสิ้นใจ คนพวกนั้นก็ราวกับเตรียมการทุกอย่างไว้แล้ว รีบเข้ายึดครองบริษัทอย่างรวดเร็ว

ฉินกรุ๊ปมีมูลค่ากว่าหมื่นล้าน การจะทำเรื่องทั้งหมดนี้ให้สำเร็จอย่างรวดเร็วได้ หากไม่มีการเตรียมการมาอย่างน้อยครึ่งปี ย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!

ความเจ็บปวดจากกระดูกแขนขาที่หักส่งผ่านมา ทำให้ฉินเฟิงยืนแทบไม่ไหว!

แต่เขาต้องออกจากตรอกนี้ไปให้ได้ ต้องรีบไปโรงพยาบาล หากแขนขาของเขาเสียหายถาวร กลายเป็นคนพิการแล้วจะไปแก้แค้นได้อย่างไร!

เขายังมีแม่ มีน้องสาว ยังต้องล้างแค้นให้พ่อ เขาจะยอมล้มลงตรงนี้ไม่ได้เด็ดขาด!

“อ๊า…อ๊า!”

ฉินเฟิงขยับขาขวาเพียงเล็กน้อย ความเจ็บปวดราวกับร่างกายจะฉีกขาดก็ทำให้เขาเผลอร้องโหยหวนออกมา

“เจ้าอยากแก้แค้น?”

ในตอนนั้นเอง เสียงแหบพร่าเล็กน้อยก็ดังขึ้น

“ใครน่ะ?!”

ฉินเฟิงหันขวับไปมองด้านหลัง นอกจากเสียงฝนที่ตกกระหน่ำและตรอกมืดมิดแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดเลย

แต่ฉินเฟิงเชื่อว่าเมื่อครู่เขาได้ยินเสียงนั้นจริงๆ!

เขาค่อยๆ หันกลับมา และในชั่วขณะนั้นเอง

“เจ้าอยากแก้แค้น?”

เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ฉินเฟิงไม่ได้หันไปอย่างร้อนรน แต่ค่อยๆ หมุนตัวกลับไป

ห่างจากตัวเขาราวสามเมตร มีร่างหนึ่งที่ห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงสีดำสนิท นอกจากดวงตาสีแดงฉานแล้ว ก็มองไม่เห็นสิ่งใดอีก…สายฝนที่โหมกระหน่ำกลับไม่อาจดับไฟนั้นได้!

“เจ้าไม่กลัวข้า?”

เสียงดังออกมาจากเงาดำนั้นอีกครั้ง เมื่อเห็นฉินเฟิงสงบนิ่งถึงเพียงนี้ ก็อดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้

ฉินเฟิงก้มหน้าลงเล็กน้อย พลันหัวเราะออกมา สายฝนสาดซัดจนร่างเปียกโชก

“ฉันอยู่ในสภาพนี้แล้ว ขนาดความตายยังไม่กลัว แล้วจะกลัวคุณไปทำไม?”

ในชั่วขณะนั้น ฉินเฟิงเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาสีแดงฉานของเงาดำ ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยว กล่าวออกมาทีละคำอย่างชัดเจน

“คุณช่วยฉันแก้แค้นได้เหรอ?”

เงาเพลิงทมิฬมองดวงตาที่เปี่ยมด้วยความแค้นของฉินเฟิง กล่าวเสียงเรียบ “หากเจ้ารับสืบทอดจากข้า เจ้าจะมีชีวิตเคียงคู่ฟ้าดิน เคียงคู่ตะวันจันทรา ท่องไปทั่วโลกสามสิบหกสวรรค์ ใครจะหยุดยั้งเจ้าได้?!”

“แค่การแก้แค้นเล็กน้อย จะนับเป็นอะไรได้”

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ฉินเฟิงถึงกับงุนงงไปทั้งตัว

ชีวิตเคียงคู่ฟ้าดิน โลกสามสิบหกสวรรค์…

หมายความว่าอย่างไร?!

ถ้าคำพูดนี้ออกมาจากปากคนอื่น ฉินเฟิงคงคิดว่าคนคนนั้นสติไม่ดีเป็นแน่

แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า…สัญชาตญาณบอกฉินเฟิงว่า นี่คือเรื่องจริง!

“คุณเป็นใคร!”

ฉินเฟิงมีลางสังหรณ์…

“ฉีเทียนต้าเซิ่ง”

เสียงของเงาเพลิงทมิฬสงบนิ่งยิ่งนัก แต่กลับสร้างคลื่นลมโหมกระหน่ำในใจของฉินเฟิง!

ฉีเทียนต้าเซิ่ง!

ฉีเทียนต้าเซิ่งซุนหงอคง?! ฉินเฟิงจ้องมองเงาเพลิงทมิฬนั้นอย่างตกตะลึง พยายามมองหาร่องรอยของซุนหงอคงจากเงาร่างนั้น แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามเพียงใด ก็เห็นเพียงเปลวเพลิงสีดำสนิท ไม่อาจมองเห็นสิ่งอื่นใดได้ชัดเจน

“ฉีเทียนต้าเซิ่งเป็นพุทธะ แต่คุณดูเหมือนปีศาจมากกว่า แค่คำพูดประโยคเดียวจะให้ฉันเชื่อคุณได้ยังไง”

ฉินเฟิงใช้มือกุมกำแพงไว้ สายฝนไหลผ่านเปลือกตา ช่วงเวลาที่ผ่านมาทำให้เขากลายเป็นคนรอบคอบ ไม่เชื่อใจใครง่ายๆ อีกต่อไป

“พุทธะ?”

เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังออกมาจากเงาเพลิงทมิฬ เสียงหัวเราะนั้นดังกลบเสียงฝน ก้องกังวานไปทั่วตรอกอันเงียบสงัด เปลวเพลิงบนร่างของเงาดำพลันมอดดับลงอย่างรวดเร็ว

“หนึ่งความคิดกลายเป็นพุทธะ หนึ่งความคิดเข้าสู่แดนปีศาจ แต่พุทธะ…กลับชักนำให้ตัวข้ากลายเป็นปีศาจเสียเอง”

เกราะสีดำแดง ผ้าคลุมสีดำสนิท ใบหน้านั้นคล้ายกับซุนหงอคงในตำนานอย่างยิ่ง เพียงแต่ไม่มีห่วงทองคำบนศีรษะ

“พุทธะที่เจ้าพูดถึง เป็นเพียงหุ่นเชิดลิงในอุ้งมือของยูไล ซึ่งถูกตัดขาดจากจิตเดิมแท้ที่มหาอารามเหลยอินเท่านั้น”

ซุนหงอคงยกมือขึ้น ในฝ่ามือของเขาปรากฏเปลวเพลิงสีดำแดงลุกโชน กระบองเหล็กสีทองอร่ามโบราณปรากฏขึ้นท่ามกลางเปลวเพลิงนั้น

“กระบองสมุทรชุมนุม จะยอมรับเพียงเจ้านายที่แท้จริงของมันเท่านั้น”

ฉินเฟิงมองภาพตรงหน้า หัวใจเต้นระรัว ในยามนี้มีเพียงสองความรู้สึก

ตกตะลึง และ ยินดีอย่างบ้าคลั่ง!

นี่คือโอกาส! เขาไม่มีเวลามานั่งคิดแล้วว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้มันสมเหตุสมผลหรือไม่!

โลกใบนี้มันไม่เคยมีเหตุผลอยู่แล้ว!

เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว นั่นก็คือเหตุผล!

“คุณคือ ‘จิตเดิมแท้’ ที่ถูกตัดขาดออกมาสินะ”

ฉินเฟิงมองดวงตาของซุนหงอคง แล้วพูดต่อจากประโยคของเขา

หลังจากพูดจบ ซุนหงอคงก็ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก นั่นถือเป็นการยอมรับโดยปริยาย

“ทำไมถึงเลือกฉัน”

ฉินเฟิงมองกระบองสมุทรชุมนุมในมือของซุนหงอคง ดวงตาเต็มไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า

“เพราะไม่มีทางเลือก และเจ้า…ก็ไม่มีทางเลือกเช่นกัน”

ซุนหงอคงกำมือแน่น กระบองสมุทรชุมนุมก็หายวับไป

“ข้าถูกขับออกจากร่างทอง ไร้กาย ไร้วิญญาณ เหลือเพียงจิตสำนึกหนึ่งเดียว ถูกเหล่าเซียนและพุทธะไล่ล่าไปทั่วโลกสามสิบหกสวรรค์ บัดนี้ข้ามาถึงทางตันแล้ว บังเอิญว่าความแค้นของเจ้าสอดคล้องกับข้าพอดี นี่คือวาสนาระหว่างเรา”

ซุนหงอคงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ยกมือขึ้นแตะที่หน้าผากของฉินเฟิงทันที ทั้งร่างกลายเป็นเปลวเพลิงสีดำมืดมิด พุ่งเข้าไปในระหว่างคิ้วของฉินเฟิง

ฉินเฟิงรู้สึกเพียงว่าในหัวเกิดเสียงระเบิดดังสนั่น สติสัมปชัญญะเลือนลาง ในขณะนั้นเสียงของซุนหงอคงก็ดังขึ้น

“เจ้าต้องรับปากข้าสองเรื่อง”

“หนึ่ง เมื่อเจ้าบรรลุความสำเร็จ จงบดขยี้ภูเขาหลิงซาน ให้มหาอารามเหลยอินนั่นสูญสิ้นไปจากฟ้าดิน ให้โลกนี้ไม่มีพุทธะที่น่ารังเกียจอีกต่อไป”

“สอง ณ โลกสวรรค์ชั้นที่เจ็ดแดนชิวหลาน ริมทะเลไร้สิ้นสุด มีบุปผาเจ็ดกลีบสีม่วงอยู่ต้นหนึ่ง…”

ความวิงเวียนที่ยากจะต้านทานถาโถมเข้ามา เสียงสุดท้ายของซุนหงอคงแฝงไว้ด้วยความเศร้าสร้อยและโศกเศร้าที่มิอาจบรรยายได้ “ช่วยข้าบอกนางสักคำว่า ชาตินี้ไร้วาสนา ชาติหน้าไร้ซึ่งบุพเพ ทุกสิ่งเป็นเพราะข้า ให้นางมิต้องรออีกต่อไป”

“จงให้สัตย์สาบานในใจ แล้วเจ้าจะได้รับมรดกทั้งหมดของข้า! หากวันใดเจ้าผิดคำสาบาน ร่างจะสลายวิญญาณจะดับสิ้น”

สายฝนยังคงโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย!

ดวงตาที่แดงก่ำของฉินเฟิงฉายแววเด็ดเดี่ยว “ฉัน, ฉินเฟิง, ขอให้สัตย์สาบาน!”

สิ้นคำพูดนั้น ข้อมูลมหาศาลราวกับมหาสมุทรก็ปรากฏขึ้นในหัวของฉินเฟิง

ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ฉายชัดขึ้นในสมองของเขา…

โลกสามสิบหกสวรรค์!

นำทัพอสูรนับล้าน บุกทำลายสวรรค์ ต่อกรกับกองทัพสวรรค์ สังหารเหล่าเซียนและพุทธะ!

ยี่สิบเจ็ดในสามสิบหกสวรรค์ ล้วนอยู่ภายใต้ธงของมหาปราชญ์!

เปลวเพลิงอันไร้ที่สิ้นสุดบนเขาฮัวกั่ว!

ซากศพกองเป็นภูเขาเลากาในแม่น้ำจ้าอเย่!

และยังมีสตรีผู้หนึ่งที่งดงามราวกับเทพธิดา พร้อมรอยยิ้มที่สามารถล่มเมืองได้

มีรัก มีแค้น มีเยื่อใย มีชิงชัง

ทั้งหมดนี้คืออดีตของซุนหงอคง ซึ่งแตกต่างจากซุนหงอคงในตำนานที่ฉินเฟิงเคยรู้จักโดยสิ้นเชิง!

สายฝนเริ่มซาเม็ดลง แต่ยังคงหยดแหมะๆ

ฉินเฟิงจมดิ่งลงไปในห้วงความคิดนั้นอย่างสมบูรณ์

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 1 - มหาปราชญ์ผู้เสมอสวรรค์

คัดลอกลิงก์แล้ว