- หน้าแรก
- ย้อนกลับไปเพื่อใช้ชีวิตให้เป็นตัวเอง
- บทที่ 313 ญาติก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ฉันไม่ได้ให้ทานและนายก็ไม่ใช่ขอทาน
บทที่ 313 ญาติก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ฉันไม่ได้ให้ทานและนายก็ไม่ใช่ขอทาน
บทที่ 313 ญาติก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ฉันไม่ได้ให้ทานและนายก็ไม่ใช่ขอทาน
“ประกาศสำคัญ! ฉันคือหลี่หลง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจะรับซื้อมัดกกติดต่อกันเป็นเวลายี่สิบวัน ราคาด้ามละ 1 เหมา 5 เฟิน มาตรฐานคือ ความยาว 2.5 เมตร ด้ามละสิบต้น ต้องเป็นกกขนาดใหญ่ ไม่รับกกที่เป็นเส้นเล็ก มัดด้วยลวดเหล็กเส้นเล็กสามเส้น ต้องมีคุณภาพดี ผ่านการตรวจสอบแล้วจ่ายเงินสดทันที จำไว้! รับซื้อแค่ยี่สิบวันเท่านั้น! ขอย้ำอีกครั้ง ประกาศสำคัญ…”
หลี่หลงประกาศซ้ำไป สามรอบ จากนั้นก็ปิดไมโครโฟน
“เสี่ยวหลง นายพูดได้กระชับชัดเจนดี แถมบอกไว้เลยว่ารับซื้อแค่ ยี่สิบวัน ฉันว่านะ ตอนนี้หลายคนน่าจะคว้าเคียวออกไปตัดกกกันแล้วล่ะ 1 เหมา 5 เฟินต่อด้ามนะ ช่วงยี่สิบวันนี้คงทำเงินกันได้ไม่น้อยเลย!”
“เพราะงั้นใครมาก่อนได้ก่อน ผมต้องรีบกลับไปที่คอกม้าแล้วล่ะ ไม่งั้นเดี๋ยวพอคนเริ่มเอากกมาขายผมอาจจะรับซื้อไม่ทัน!”
สิ่งที่หลี่หลงคาดการณ์ไว้ไม่ผิด เพราะพอเขากลับไปถึงคอกม้าก็พบว่ามีชาวบ้านสองครอบครัวขนด้ามกกมาส่งเรียบร้อยแล้ว
“เสี่ยวหลง ให้ราคาด้ามละ 1 เหมา 5 เฟินจริงหรือเปล่า?”
“ขอแค่ผ่านมาตรฐาน” หลี่หลงยิ้มตอบ “พี่ไช่ ขอแค่ของผ่านเกณฑ์ คุณจะส่งมากี่ด้ามผมก็รับหมดและจ่ายเงินให้เดี๋ยวนี้เลย”
“ดี ดี ดี!” พี่ไช่รีบขนมัดกกลงจากรถเข็น “ดูเลย ผ่านเกณฑ์เท่าไหร่ก็เอาไปเท่านั้น”
หลี่หลงไม่กล้าละเลยรายละเอียดเขาตรวจสอบด้ามกกทีละด้ามขณะเดียวกันหลี่อันกั๋วกับคนอื่นๆก็ออกมายืนดูด้วยความสนใจ เฉินซิงปังถามหลี่หลงจากข้างๆ
“นี่คือด้ามกกเหรอ? ต้องทำยังไง?”
“พี่เขย เดี๋ยวผมอธิบายให้ฟังนะ ขอผมตรวจของให้เสร็จก่อน” หลี่หลงตอบขณะตรวจสอบ
พี่ไช่ขนกกมา 27 ด้าม แต่มี 5 ด้ามที่ไม่ผ่านมาตรฐาน หลี่หลงจ่ายเงินให้ 3.3 หยวน พี่ไช่ดูพอใจมากเขาช่วยหลี่หลงขนกกที่ผ่านมาตรฐานเข้าไปเก็บในคอกม้าจากนั้นรับเงินและขนของที่ไม่ผ่านกลับไป
จากนั้นหลี่หลงก็รับซื้อด้ามกกจากชาวบ้านอีกคนคราวนี้ขนมามากกว่าเดิมมีกว่า 50 ด้าม และมีประมาณ 10 ด้ามที่ไม่ผ่านมาตรฐาน เมื่อจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อยแล้วหลี่หลงหันไปพูดกับหลี่อันกั๋ว เฉินซิงปังและอีกสองคนที่ยืนอยู่
“ด้ามกกทำจากกกที่ตัดมาจากบึงกก พอตัดมาแล้วต้องลอกใบออก ใช้คีมหนีบให้แน่นจากนั้นใช้ลวดเหล็กเส้นเล็กมัดให้เป็นด้าม แล้วก็ตัดหัวให้เรียบร้อย ความยาวต้องได้มาตรฐาน แค่นั้นก็เรียบร้อยแล้ว
เดี๋ยวอีกสักพัก ผมจะสอนพวกคุณทุกขั้นตอนตั้งแต่ลอกกกไปจนถึงมัดเป็นมัดให้ดู
ช่วงบ่ายผมจะให้พี่ชายพาพวกคุณไปลองตัดกกเองจะได้เข้าใจทั้งหมดแล้วค่อยคิดกันว่าใครอยากทำอะไร
งานนี้ปกติครอบครัวหนึ่งจะช่วยกันทำ แบ่งงานกันจะง่ายกว่าเพราะแต่ละมัดต้องผ่านหลายขั้นตอนถ้าทำคนเดียวทั้งตัดกก ลอกกก มัดกก มันจะลำบากมาก
พอพวกคุณคุ้นเคยกับกระบวนการแล้วค่อยมาคุยกันว่าจะทำยังไง จะช่วยกันทำเป็นกลุ่มก็ได้หรือจะแยกกันทำก็ได้
ถ้าทำร่วมกัน ผมจะให้เงินตามจำนวนด้ามกกที่ผลิตได้ พวกคุณก็ไปแบ่งกันเอง
แต่ถ้าทำแยกกัน ค่าแรงก็จะเป็นด้ามกกละ 1เหมา 5เฟิน ส่วนถ้าตัดกกอย่างเดียวจะได้ 1เหมาต่อหนึ่งมัด ส่วนการลอกและมัดกก จะได้ 5เฟินต่อมัด พวกคุณเลือกเอาว่าจะทำแบบไหน”
เฉินซิงปังเหลือบตาคิดอะไรบางอย่างก่อนจะยิ้มแล้วพูดขึ้น
“เสี่ยวหลง จะยุ่งยากไปทำไมกัน? พวกเราก็เป็นคนกันเองอยู่แล้ว นายเองก็ต้องรับซื้อกกเยอะขนาดนี้ทำไมไม่ให้พวกเราช่วยรับซื้อไปเลยล่ะ? นายจ่ายเงินให้พวกเราตามที่เห็นสมควรก็พอ”
หลี่อันกั๋วและหลี่จวิ้นซานต่างรู้สึกประหลาดใจที่เฉินซิงปังพูดแบบนั้นทั้งคู่หันไปมองเขาอย่างสงสัยแต่กลับเป็นหลี่จวิ้นเฟิง ที่ดวงตาเป็นประกายขึ้นมา ดูเหมือนว่าเขาจะสนใจข้อเสนอนี้ไม่น้อย
“พี่เขย แบบนี้ไม่ได้นะ” หลี่หลงส่ายหัว “พวกพี่ทำงานนี้ไม่ได้หรอก”
“ทำไมจะทำไม่ได้? ฉันเห็นเมื่อตะกี้ตอนที่นายตรวจของ แค่ดูขนาด ดูด้านในว่ามีอะไร แค่นี้ใครก็ทำได้ทั้งนั้น” เฉินซิงปังพูดเสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย รู้สึกเหมือนถูกหลี่หลงมองข้าม
“ฟังดูเหมือนง่าย แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น” หลี่หลงไม่ได้โกรธเพราะเขารู้ดีว่าญาติพวกนี้เป็นคนแบบไหนเขายิ้มแล้วอธิบายว่า “สองวันก่อน มีคนในทีมเราที่รับซื้อด้ามกกให้กับสหกรณ์การค้าเหมือนกัน เขารับซื้อในราคามัดละหนึ่งเหมาแต่พอทางสหกรณ์มาตรวจสอบจากห้าพันด้าม มีถึงหนึ่งพันด้ามที่ไม่ผ่านมาตรฐาน
“ผมไม่ได้ไม่ให้เกียรติพี่นะ ผมแค่พูดความจริง ถ้าพี่เป็นคนตรวจของ แล้วถ้ามีปัญหาขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ? พวกพี่ไม่เคยทำงานนี้มาก่อน รู้เหรอว่าแบบไหนเรียกว่าผ่าน แบบไหนเรียกว่าไม่ผ่าน?”
“ก็แค่บอกกันไม่ใช่เหรอ?”
“พี่เขย พี่อย่าดื้อสิ แค่บอกไปแล้วพี่จะทำเป็นเลยเหรอ?” หลี่หลงเริ่มรู้สึกไม่พอใจขึ้นมานิดหน่อย “ถ้ามันง่ายขนาดนั้น นักเรียนทุกคนก็คงได้คะแนนเต็มร้อยกันหมดแล้ว
“ถ้าพี่ตรวจของ แล้วเกิดปัญหาขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ? คนนั้นรับซื้อไปห้าพันด้ามมีปัญหาตั้งหนึ่งพันด้ามสุดท้ายต้อง จ่ายเงินชดใช้เอง
“แต่นี่ไม่ใช่แค่ห้าพันนะ งานนี้มีตั้งสามหมื่นด้ามถ้าตรวจพลาดห้าพันด้ามแล้วตอนส่งของไปเกิดมีปัญหาต้องจ่ายค่าปรับพันหยวน พี่จ่ายไหวเหรอ? พี่จ่ายไหวไหม?” คำพูดนี้ทำให้เฉินซิงปังเงียบกริบไปทันที
สีหน้าของเขาดูไม่ค่อยดีขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก
หลี่อันกั๋วรีบเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย “เสี่ยวหลง เอาหน่า พี่เขยของนายไม่ได้หมายความแบบนั้น เขาก็แค่อยากช่วยเท่านั้นเอง
“เราก็เป็นพวกเดียวกัน ถ้าพวกเดียวกันไม่ช่วยกัน จะเรียกว่าพวกเดียวกันได้ยังไง? เห็นนายต้องตรวจของเยอะขนาดนี้ ก็คงเหนื่อยน่าดู…”
“พี่รอง พี่ก็อย่าพูดแบบนั้น ผมไม่ได้ใจแคบกับคนกันเอง ถ้าผมเป็นแบบนั้นตั้งแต่พวกพี่มาผมก็คงไม่สนใจเลยด้วยซ้ำ การหาเงินน่ะต้องออกแรงหรือใช้สมอง แต่ถ้าไม่อยากทำอะไรเลยแล้วเงินมันจะหล่นลงมาจากฟ้าให้เก็บรึไง?”
คำพูดนี้ทำให้เฉินซิงปังหงุดหงิดขึ้นมา เขาดูเหมือนจะอยากโต้กลับแต่หลี่หลงไม่สนใจและพูดต่อ
“ตอนพ่อผมมา ผมเองก็มีงานอื่นต้องทำ แล้วพ่อผมล่ะ ได้เงินมายังไง? ก็ต้องออกไปกับผมและพี่ใหญ่ตัดไม้ในภูเขากว่าจะได้เงินมาก็ต้องฟันไม้ทีละต้น พี่คิดว่าเงินมันลอยมาเองเหรอ? ถ้าอยากได้เงินก็ต้องเตรียมใจออกแรงทำงาน
ถ้าไม่อยากทำก็ได้ผมเลี้ยงพวกพี่ได้อยู่แล้ว พวกเราเป็นญาติกันผมไม่ไล่พวกพี่ไปไหนแต่เวลาคนอื่นหาเงินกันได้แล้ว ก็อย่ามาอิจฉาว่าทำไมพวกเขาได้ทำงาน แต่พวกพี่ไม่มีงานทำ”
“ทำไมคนอื่นไม่ได้งาน แต่ผมได้? ก็เพราะเวลาผมส่งของไปให้เขา เขามั่นใจว่าไม่มีปัญหาด้านคุณภาพเขาถึงเชื่อถือผมแต่ถ้าผมให้พวกพี่—ที่ไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย—มาช่วยตรวจคุณภาพ แล้วด้ามกกสามหมื่นด้ามของผมเกิดมีปัญหาล่ะ? ผมคงขาดทุนจนตายแน่ๆ!”
พอพูดจบทุกคนก็เงียบลง
ถึงคำพูดของหลี่หลงจะฟังดูไม่ค่อยน่าฟังนักแต่มันก็เป็นความจริง
การพูดให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นยังดีกว่าปล่อยให้ปัญหามันเกิดขึ้นแล้วต้องมาตามแก้ทีหลัง ถึงจะเป็นญาติกันก็จริงแต่ถ้าอยากหาเงินก็ต้องเลือกว่าอยากออกไปหางานเองหรือจะทำตามที่เขาบอก
ถ้าเลือกทำกับเขาก็ต้องฟังคำสั่ง ถ้าทำตามที่เขาบอกเขารับรองว่าจะทำให้พวกเขามีรายได้แน่นอน แต่ถ้าอยากออกไปหาทางเองเขาก็ไม่ขวาง อย่างน้อยเขาก็ยังให้ข้าวให้น้ำกินนั่นก็ถือว่าเขาทำดีที่สุดแล้ว
แม้ว่าเฉินซิงปังจะยังมีสีหน้าขุ่นเคืองอยู่แต่เขาก็เถียงอะไรไม่ออกอีก
บรรยากาศตึงเครียดจนกระทั่งหลี่เจี้ยนกั๋วขับเกวียนมาถึง
“เสี่ยวหลง งานมาแล้วเหรอ? ฉันได้ยินเสียงประกาศทางลำโพงก็เลยรีบมานี่ นายบอกมาเลยจะให้ทำยังไง?”
“พี่ใหญ่ ผมคิดว่าให้พี่รองพวกเขาดูขั้นตอนการทำงานทั้งหมดก่อน ถ้าพวกเขาอยากทำเหมือนพี่หานช่วยกันเป็นหุ้นส่วนก็ได้ หรือถ้าอยากแยกทำเองก็ได้
ถ้าทำแยกกันก็แค่ตัดกกหนึ่งมัดได้ 1เหมา ส่วนลอกกกกับมัดรวมกันได้ 5เฟินต่อมัดแต่ถ้าไม่เคยทำงานนี้ก็ต้องลองฝึกก่อน
พี่ช่วยพาพวกเขาไปดูขั้นตอนทั้งหมดสักรอบได้ไหม?”
“ได้สิ” หลี่เจี้ยนกั๋วยิ้มตอบ “ฉันจะพาพวกเขาไปตัดกกก่อน แล้วก็จะไปตามพี่หานกับพวกเขาด้วยพวกนั้นตกลงกันไว้แล้วว่าจะทำงานนี้ เราต้องบอกพวกเขาก่อนใช่ไหม?”
“แน่นอน ห้องที่พวกเขาเคยพักฉันก็ยังเก็บไว้ให้” หลี่หลงชี้ไปที่ห้องสองห้อง “ตอนนี้ทั้งสามห้องมีเตาเผาแล้ว อากาศเริ่มหนาวขึ้นมาถ้าเสื้อเปียกตอนตัดกกกลับมาก็สามารถผึ่งให้แห้งได้เลย”
“อืม ดีเลย”
เรื่องนี้ตกลงกันเป็นที่เรียบร้อย
หลังจากพูดคุยกันเสร็จหลี่เจี้ยนกั๋วหันไปมองหลี่อันกั๋วและพวกเขา
เขาไม่ได้พูดอะไร แต่สีหน้าสื่อความหมายชัดเจนว่า “ถ้ามีอะไรจะพูดก็พูดมาเลย แต่ถ้าไม่มีก็เดินตามฉันมา”
“ตกลง เราไปดูกันว่าต้องตัดกกยังไง” หลี่อันกั๋วเป็นคนตัดสินใจ ส่วนเฉินซิงปังดูเหมือนจะอยากปฏิเสธแต่ก็พูดอะไรไม่ออก
เพิ่งมาถึงหมู่บ้านก็ขี้เกียจซะแล้ว จะมาหาเงินทำไมกันล่ะ?
แม้ว่าเขาจะอยากทำงานที่สบายและใช้สมองหาเงินมากกว่าลงแรงแต่ตอนนี้ยังมองไม่เห็นโอกาสนั้นก็ต้องลำบากไปก่อน ค่อยดูสถานการณ์ทีหลัง
หลี่หลงแจกถุงมือผ้าฝ้ายให้ทุกคนเพื่อป้องกันไม่ให้มือเป็นแผลจากการตัดกก
จากนั้นหลี่เจี้ยนกั๋วก็พาทุกคนขึ้นเกวียนพร้อมเครื่องมือตัดกกแล้วมุ่งหน้าไปยังบึงกก
ระหว่างทางพวกเขาเห็นชาวบ้านมากมาย ส่วนใหญ่เดินเท้าและถือเครื่องมือตัดกกตรงไปทางเดียวกัน
ตอนนี้ในทีมส่วนใหญ่ตามบ้านไม่มีม้าหรือล่อซึ่งเป็นสัตว์ใช้งานขนาดใหญ่แต่ยังมีเกวียนไม้อยู่มาก ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็ใช้แรงคนลากไปเอง บางคนที่มีสายสัมพันธ์ดีก็ขอยืมสัตว์ใช้งานจากคนอื่นแต่ถ้าสนิทกันไม่มากก็อาจต้องเช่าหรือใช้ของแลกเปลี่ยน
หลังจากเสียงประกาศจากลำโพงดังขึ้นคนในหมู่บ้านรู้กันทั่วว่ามีโอกาสหาเงินทุกคนจึงดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
หลี่อันกั๋วและพวกเขาตอนแรกยังรู้สึกกังวลเพราะไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อนแต่เมื่อเห็นว่าผู้คนบนถนนต่างมีรอยยิ้มและดูมีความสุขก็ใจชื้นขึ้นมาหน่อย
ถ้าทุกคนดูดีใจขนาดนี้ แสดงว่างานตัดกกก็คงไม่ได้หนักมากใช่ไหม?
หลี่เจี้ยนกั๋วพาทุกคนมาถึงบึงกก เขาพาพวกเขาเดินเข้าไปด้านในหาพื้นที่ที่ค่อนข้างแห้งแล้วหยุดลงจากนั้นเขาหันมาพูดกับพวกที่ลงจากเกวียนแล้ว
“รอบนอกนี่เป็นกกเส้นเล็ก ดูนะฉันจะตัดออกเพื่อเปิดทาง แล้วข้างในจะเป็นกกต้นสูงที่เราต้องใช้
เสี่ยวหลงบอกไว้แล้วว่ามัดกกต้องมีความสูงอย่างน้อย 2.5 เมตร เพราะงั้นต้องตัดจากโคนต้นเวลาตัดกกหนึ่งกำใหญ่ๆมัดหนึ่งทำด้ามกกได้ประมาณสองด้าม”
เขาพูดไปพลางสาธิตวิธีตัดกกอย่างคล่องแคล่ว กวาดเคียวลงไปอย่างรวดเร็วทำให้กกต้นเล็กๆด้านหน้าหายไปและเผยให้เห็นกกต้นสูงที่อยู่ด้านใน
“ตรงนี้มีน้ำอยู่บ้างแต่ตอนนี้ยังไม่หนาวมาก ถ้ารองเท้าเปียกกลับไปก็เอาไปผึ่งข้างเตาให้แห้งได้ ถ้าอยากหาเงินก็ต้องลำบากกันหน่อย” หลี่เจี้ยนกั๋วบอกไปตามตรง
หลี่อันกั๋วและพวกเขาเห็นแล้วดูเหมือนจะไม่ยากจึงลองขอเข้ามาลองทำดู
“ถ้าใครถามว่าพวกนายเป็นใคร ให้บอกไปว่าฉันพามาเอง” หลี่เจี้ยนกั๋วกำชับ “ถ้ามีใครกล้ามาก่อเรื่อง ก็ไม่ต้องกลัวอะไร ฉันกับเสี่ยวหลงยังพอมีอิทธิพลในทีมนี้อยู่
พวกนายแค่ตัดกกไปเรื่อยๆ ตัดหนึ่งกำก็มัดเป็นหนึ่งมัดพอมัดเสร็จหามออกไปวางไว้ข้างนอกเดี๋ยวตอนฉันเอาเกวียนมาก็จะขนไปเอง”
“แล้วพี่ใหญ่จะไปไหน?” หลี่อันกั๋วถาม
“ฉันจะไปตามพวกทหารเก่าในกองพันดูว่าพวกเขาอยากทำงานนี้ไหม ถ้าพวกเขาสนใจจะได้พามาด้วย งานนี้มีเยอะยิ่งหาคนเยอะได้ยิ่งดี”
หลี่เจี้ยนกั๋วเดินแยกออกไป ส่วนหลี่อันกั๋วและคนอื่นๆก็เริ่มลงมือหัดตัดกกกันทันที
(จบบท)