- หน้าแรก
- ย้อนกลับไปเพื่อใช้ชีวิตให้เป็นตัวเอง
- บทที่ 268 นี่ให้ผู้หญิงของนาย ไม่ใช่ให้นาย
บทที่ 268 นี่ให้ผู้หญิงของนาย ไม่ใช่ให้นาย
บทที่ 268 นี่ให้ผู้หญิงของนาย ไม่ใช่ให้นาย
เมื่อกลับขึ้นเขาอีกครั้ง หลี่หลงนำของไปเก็บไว้ที่ที่พักฤดูหนาวของฮาริมก่อนเป็นอย่างแรก ที่นั่นยังคงไม่มีใครอยู่ แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจนัก หลังจากขนของลงแล้ว เขาก็กลับไปที่กระท่อมของตัวเอง
หลังจากจอดจักรยานเรียบร้อย หลี่หลงเดินไปดูเนื้อแห้งที่แขวนไว้บนราวไม้ ตอนเที่ยงพระอาทิตย์ส่องแรงทำให้เนื้อเริ่มแห้งไปครึ่งหนึ่งแต่ก็มีแมลงวันบินตอมอยู่ไม่น้อย เขาจึงละลายน้ำเกลือแล้วสาดลงไปบนเนื้อ เมื่อมีเกลือแมลงวันก็ไม่สามารถตอมและวางไข่ได้
หลังจากจัดการเรื่องพวกนี้เสร็จ เขาก็หยิบปืนแล้วเดินไปที่บ่อน้ำพุร้อนอีกครั้งเผื่อว่าวันนี้จะมีสัตว์ป่ามาหากินแล้วเขาจะได้ล่าสัตว์เพิ่ม
แต่ถ้าไม่มีอะไรให้ล่าอย่างน้อยก็ลงไปแช่น้ำพุร้อนให้สบายตัวก็ยังดี ทั้งวันออกแรงจนเหงื่อชุ่ม แช่น้ำพุร้อนธรรมชาติสักหน่อยน่าจะดีต่อร่างกาย
เขาจำได้ว่าในชาติก่อน ตอนที่เขาไปเที่ยวแช่น้ำพุร้อน เคยได้ยินมาว่าน้ำที่ไหลออกมาจากแอ่งมีเพียงแค่ครึ่งเดียวที่เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติ ส่วนที่เหลือเป็นน้ำที่ผ่านการต้มหรือทำความร้อนจากหม้อต้มในโรงแรม
ชาวบ้านท้องถิ่นยังเล่าว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน ทุกคนสามารถลงไปแช่บ่อน้ำพุร้อนได้อย่างอิสระ แต่ในปัจจุบันแหล่งน้ำพุร้อนทั้งหมดถูกจับจองโดยภาคเอกชน หากคนในพื้นที่อยากแช่น้ำพุร้อนก็ต้องจ่ายเงินราคาแพง บางคนจ่ายไม่ไหวเลยไม่มีโอกาสได้แช่น้ำอีก
เมื่อเดินมาถึงบ่อน้ำพุร้อนก็ไม่เห็นว่ามีสัตว์อะไรอยู่เลย วันนี้หลี่หลงเลยไม่คิดจะซุ่มดักล่าสัตว์อีกต่อไป เขาถอดรองเท้าและเสื้อผ้าวางไว้ข้างๆ วางปืนทับไว้บนเสื้อเพื่อให้สามารถหยิบได้ง่าย จากนั้นก็ลงไปแช่น้ำ
ก้นบ่อมีเศษหินเล็กๆเพิ่มขึ้นมา หลี่หลงแช่ตัวไปก็หยิบหินพวกนั้นโยนออกไปด้านนอกไปด้วย แต่โชคร้ายที่ไม่มีหยกอยู่ในนั้น
กลับกันเขากลับเห็นก้อนหินบางก้อนมีประกายสีทองติดอยู่ นั่นคือกำมะถัน
เมื่อเห็นสิ่งนี้ หลี่หลงนึกขึ้นมาได้บางอย่าง
เขาจำได้ชัดเจนว่าแม่น้ำหม่าเคยถูกขนานนามว่า "พื้นทองใต้หยก"
ในเมื่อที่นี่มีหยกอยู่แล้ว แล้วทองคำล่ะ?
มีข่าวลือว่าก่อนยุคราชวงศ์ชิง ริมแม่น้ำสายนี้เคยมีเหมืองทอง ทรายริมฝั่งของแม่น้ำโม่เหอซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำสายหลัก ก็ยังมีจุดเล็กๆที่สะท้อนแสงทองให้เห็น
แต่ในชาติก่อนของหลี่หลงจนกระทั่งเขาเสียชีวิต ก็ไม่เคยได้ยินว่ามีการขุดพบเหมืองทองแถวนี้ เป็นไปได้ไหมว่าทองทั้งหมดถูกขุดไปหมดแล้วในยุคนั้น?
ขณะที่กำลังคิดเรื่องพวกนี้ หลี่หลงก็แช่น้ำต่อไปเรื่อยๆกว่าครึ่งชั่วโมงจนผิวหนังบริเวณมือและเท้าของเขาเริ่มซีดและเหี่ยวย่นเพราะแช่น้ำนานเกินไป เขาจึงลุกขึ้นจากน้ำคว้าเสื้อผ้ามาเช็ดตัวลวกๆ กำลังจะสวมเสื้อผ้าอยู่แล้วแต่ทันใดนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวมาจากแอ่งน้ำด้านหน้า!
เมื่อเงยหน้ามองไปก็เห็นหมีสีน้ำตาลตัวหนึ่งยืนสองขา มันก็กำลังมองมาที่เขาเหมือนกัน!
หลี่หลงชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบก้มตัวคว้าปืนแล้วยิงทันที!
ตอนนั้นเขาไม่ได้สนใจเลยว่าตัวเองกำลังเปลือยอยู่
เสียงปืนดังขึ้น ขณะที่หมีคำรามเสียงดังและกำลังพุ่งเข้ามาหาเขา!
ระยะห่างระหว่างพวกเขาไม่ถึงสี่สิบเมตร แต่กระสุนของหลี่หลงกลับไม่แม่นพอ มันไปโดนที่ต้นขาของหมีแทน
หมีร้องคำรามด้วยความเจ็บปวด จากนั้นมันก็หันหลังวิ่งหนีทันที!
เพราะยังไม่ได้ใส่เสื้อผ้า หลี่หลงรู้สึกไม่ถนัดและปฏิกิริยาตอบสนองต่อเหตุการณ์กะทันหันก็ทำให้เขายิงพลาด ไม่โดนอวัยวะสำคัญของหมี
เมื่อเห็นว่าหมีกำลังหนี หลี่หลงรีบยิงซ้ำอีกนัดแต่กระสุนก็พลาดเป้า คราวนี้เจ้าหมีหนีเข้าไปในป่าทึบแล้ว
หลี่หลงรีบสวมเสื้อผ้าแล้วคว้าปืนไล่ตามไป
แต่พอถึงขอบป่าเขากลับหยุดเดิน ป่าบริเวณนี้เต็มไปด้วยต้นสนหนาแน่นมีพุ่มไม้และหญ้าสูงบดบังทัศนวิสัย เขาสามารถมองเห็นได้แค่สิบกว่าเมตรเท่านั้น
เขาไม่กล้าเข้าไปต่อเพราะหากหมีซ่อนตัวรออยู่แล้วมันโผล่ออกมาตะปบเขา นั่นอาจหมายถึงจุดจบของชีวิตเขาเลยก็ได้
แต่เขาก็ยังรู้สึกเสียดาย นั่นมันหมีเลยนะ!
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตนี้ที่เขาได้เจอหมีสีน้ำตาลในเทือกเขาเทียนซาน!
อย่างไรก็ตามเจ้าหมีตัวนี้แม้จะมีขนสีน้ำตาล แต่จริงๆ แล้วมันตัวไม่ใหญ่มาก พอมันยืนสองขามันยังเตี้ยกว่าตัวเขาเองเสียอีก
ชื่อเสียงของมันช่างไม่สมกับตัวจริงเอาเสียเลย
ในชาติก่อน หลี่หลงเคยดูวิดีโอสั้นที่มีหมีสีน้ำตาลตัวใหญ่ วิ่งลงมาจากเทือกเขาเทียนซานเพื่อหาอาหารริมถนน ตัวนั้นสูง สองเมตรกว่า ตัวอ้วนและมีกล้ามเนื้อแน่น ดูแล้วแค่เห็นก็น่าหวาดกลัว
แต่เจ้าหมีที่เขาเจอวันนี้ ดูเหมือนเป็นแค่ลูกหมีวัยรุ่นหรือไม่ก็เป็นเวอร์ชันย่อส่วนของตัวจริง
หลี่หลงยืนรออยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่มีเสียงหรือความเคลื่อนไหวใดๆจากป่า เขาจึงต้องล่าถอยกลับ
เขาไม่กล้าหันหลังเดินจากไปทันที เพราะกลัวว่าหมีอาจจะกระโจนออกมาจากป่าแล้วไล่ตะปบเขาจากข้างหลัง
เขาค่อยๆถอยหลังไปจนถึงแอ่งน้ำพุร้อน จากนั้นจึงหมุนตัวกลับมา
จากเหตุการณ์นี้ทำให้เขาตกใจไม่น้อย เขาเลยไม่อยากอยู่แถวนี้ต่อไปอีกแล้ว ไหนๆปืนก็ลั่นไปแล้วสัตว์ตัวอื่นๆแถวนี้คงไม่กล้าออกมาอีกวันนี้กลับไปก่อนดีกว่า
เมื่อหลี่หลงกลับมาถึงกระท่อมไม้ พระอาทิตย์ยังไม่ตกดินทั้งหมดเขาเห็นฮาริมกำลังยืนรอเขาอยู่ที่หน้ากระท่อม
“นายมาทำอะไรที่นี่? ยังขาดของอะไรอีกเหรอ?” หลี่หลงถาม
“ไม่ขาดแล้ว แค่เอาของมาส่งให้นาย”
ฮาริมยิ้มแล้วพูดว่า “ของที่พวกเราใช้พอแล้ว อันนี้เป็นของยู่ซานเจียง เขาล่าสัตว์ได้แต่เขากำลังตัดหญ้าอยู่ฝั่งโน้นเลยมาไม่ได้ เลยให้ฉันเอามาให้นาย เขาบอกว่านี่เป็นของสำหรับเมียของนาย นายต้องเก็บไว้ดีๆ”
หลี่หลงมองดูสิ่งที่ฮาริมหยิบออกมา
มันคือหนังเสือดาวหิมะ!
“อันนี้… มันมีค่ามากเกินไป…” หลี่หลงพูด “พวกนายควรเอามันไปแลกของที่จำเป็นมากกว่า ฉันยังไม่ได้แต่งงานด้วยซ้ำ ถ้าถึงเวลามีคู่แต่งงานแล้ว พวกนายให้ฉันเป็นแกะสักตัวก็พอแล้ว ว่าแต่วันนี้เธอชอบดอกบัวหิมะมากเลยนะ!”
“ฮ่าๆ ฉันบอกยู่ซานเจียงแล้วว่านายต้องมีคนที่ชอบอยู่แน่ๆ” ฮาริมหัวเราะพลางยัดหนังเสือดาวหิมะใส่มือของหลี่หลง “ให้แค่แกะตัวเดียวมันไม่คู่ควรหรอก เอาอันนี้ไปเลย!”
พูดจบฮาริมกระโดดขึ้นหลังม้า ฟาดแส้เบาๆแล้วควบม้าหายลับไป
หลี่หลงถือหนังเสือดาวหิมะอยู่ในมือ ส่ายหัวอย่างจนใจ
หนังผืนนี้ใหญ่กว่าผืนที่เขาได้มาก่อนหน้านี้อีก ทั้งยังสมบูรณ์แบบและไม่แข็งกระด้าง หลี่หลงเดาว่าน่าจะผ่านการฟอกหนังมาเรียบร้อยแล้ว
เขานำมันไปเก็บไว้ในห้องเล็ก จากนั้นก็เดินไปล้างตัวที่บ่อน้ำพุ ทำอะไรง่ายๆกินแล้วก็เตรียมตัวเข้านอน
พรุ่งนี้เช้ายังต้องไปที่บ่อน้ำพุร้อน ต้องรีบนอนแต่หัวค่ำ
แต่พอหัวถึงหมอน กลับยังนอนไม่หลับ
พวกฮาริมดีกับเขามากเกินไป
บุญคุณนี้ค่อยๆตอบแทนไปทีละน้อยก็แล้วกัน
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่หลงหยิบปืนแล้วมุ่งหน้าไปยังบ่อน้ำพุร้อน
เมื่อวานเขาเจอหมีสีน้ำตาลที่ถูกยิงบาดเจ็บ แต่มันเป็นสัตว์ที่หนังหนาเนื้อแข็งและบาดแผลไม่ได้อยู่ในจุดสำคัญ มันไม่น่าจะตาย
แต่มันก็คงไม่กลับมาอีกแล้ว เพราะมันไม่ใช่ตัวใหญ่สุดโหดที่มีสัญชาตญาณตอบโต้รุนแรงขนาดนั้น
สิ่งที่หลี่หลงกังวลก็คือเสียงปืนเมื่อคืนจะทำให้สัตว์ป่าตัวอื่นกลัว จนไม่มีตัวไหนกล้าออกมาเลยถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็ คงลำบากแน่ๆ
เมื่อใกล้ถึงแอ่งน้ำ หลี่หลงเปลี่ยนเส้นทางเล็กน้อยเดินอ้อมขึ้นไปบนเนินเขาและเข้าไปในป่า
สิ่งที่ทำให้เขาตื่นเต้นก็คือยังไม่ทันถึงแอ่งน้ำดี เขาก็ได้ยินเสียงน้ำกระเซ็นดังขึ้น
เขารีบปลดเซฟปืน 5.6 ทันที กระสุนถูกบรรจุไว้แล้ว เขาจึงพยายามควบคุมสมดุลของร่างกายอย่างระมัดระวัง ขณะที่เคลื่อนตัวไปยังแอ่งน้ำอย่างช้าๆ
เมื่อใกล้ถึงตำแหน่งที่เขาซุ่มรอดักสัตว์เมื่อสองวันก่อน หลี่หลงก็มองลงไปยังพื้นหุบเขาด้านล่างและพบว่ามีกวางป่าอยู่สามตัว!
สองตัวกำลังแช่น้ำพุร้อนในแอ่งน้ำ อีกตัวหนึ่งยืนอยู่ริมธารด้านบนกำลังใช้เท้าหน้าสาดน้ำเล่น
กวางป่าสองตัวที่อยู่ในแอ่งน้ำเป็นตัวผู้และตัวเมีย ส่วนตัวที่ยืนอยู่ด้านบนนั้นตัวเล็กกว่าเล็กน้อย เขาไม่แน่ใจว่ามันเป็นลูกกวางที่เกิดในปีนี้ หรือเป็นกวางตัวเมียอีกตัว
หลี่หลงลังเลไปชั่วขณะ จากนั้นก็ตัดสินใจเลือกเป้าหมายเป็นกวางสองตัวที่อยู่ในแอ่งน้ำ
เพราะเมื่ออยู่ในน้ำการจะกระโจนออกมาต้องใช้เวลา ซึ่งทำให้เขามีโอกาสยิงตัวแรกเสร็จ แล้วจัดการตัวที่สองต่อได้ทันที
เขาค่อยๆย่อตัวลงต่ำ ขยับเข้าไปในตำแหน่งที่มองเห็นชัดขึ้นแล้วคุกเข่าลง ครองปืนพร้อมเล็งไปที่กวางตัวผู้ในแอ่งน้ำ
แต่ยังไม่ทันเหนี่ยวไก จู่ๆกวางตัวเล็กที่อยู่ริมธารด้านบนก็เหมือนจะได้กลิ่นบางอย่าง มันส่งเสียงร้องขึ้นมาก่อนจะวิ่งพรวดออกไปอีกฝั่งของลำธาร!
หลี่หลงลั่นไกทันที "ปัง!"
กระสุนพุ่งตรงเข้าสู่ลำคอของกวางตัวผู้
เขาไม่หยุดมือ รีบยิงซ้ำอีกนัด กระสุนทะลุเข้าที่ขาของมัน
จากนั้นเขาขยับกระบอกปืนเล็กน้อย เปลี่ยนเป้าไปที่กวางตัวเมียในแอ่งน้ำซึ่งตอนนี้ได้กระโจนขึ้นมาครึ่งตัวจากแอ่งน้ำแล้ว กำลังพยายามตะเกียกตะกายขึ้นฝั่ง!
"ปัง! ปัง!"
กระสุนสองนัดพุ่งเข้าไปที่ศีรษะของกวางตัวเมีย มันทรุดตัวลงร่างทั้งร่างตกลงไปในแอ่งน้ำทันที
แต่สิ่งที่ทำให้หลี่หลงตกใจคือ กวางตัวผู้ยังไม่ตาย!
แม้จะถูกยิงที่คอและขาแต่มันยังพุ่งทะยานออกจากแอ่งน้ำแล้ววิ่งหนีไปอีกฝั่งของลำธาร!
โธ่เว้ย! เจ้าหมอนี่มันอึดจริงๆ!
หลี่หลงรีบคว้าปืนแล้วไล่ตามไปทันที!
หลี่หลงวิ่งออกจากป่าพุ่งลงไปในหุบเขา แม้รองเท้าจะเปียกเขาก็ไม่สนใจ รีบลุยข้ามลำธารไปแต่กวางตัวผู้นั้นวิ่งเข้าไปในป่าเสียแล้ว
เขาไล่ตามเข้าไปแม้จะกังวลว่าวิ่งเข้าป่าแล้วจะตามไม่เจอแต่โชคดีที่กวางตัวนี้ได้รับบาดเจ็บทำให้มันวิ่งได้ไม่เร็ว
หลี่หลงพยายามเร่งฝีเท้า พอวิ่งผ่านต้นสนไม่กี่ต้นเขาก็เห็นมันอยู่ตรงหน้า
แต่ทันทีที่เขายกปืนขึ้น กวางตัวนั้นก็กระโจนข้ามต้นไม้อีกต้นไป
เขาจึงต้องไล่ตามไปต่ออีก
พอวิ่งไปได้ยี่สิบกว่าเมตรกวางตัวผู้ก็หมดแรง มันไม่สามารถปีนขึ้นไปบนทางลาดชันได้อีก
เมื่อเห็นหลี่หลงเข้ามาใกล้มันส่งเสียงร้องแหลมออกมา ไม่รู้ว่าเป็นเสียงข่มขู่หรือร้องขอชีวิต
แต่หลี่หลงฟังไม่ออก
เขายกปืนขึ้นเล็งไปที่มัน
ดูเหมือนว่ากวางตัวนี้จะ รู้ว่ากำลังจะถูกยิง มันพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนแต่ก่อนที่มันจะได้ขยับไปไหน "ปัง!"
กระสุนเจาะเข้าที่ศีรษะของมันทำให้มันล้มลงแน่นิ่ง
หลี่หลงเองก็หอบหนัก การไล่ล่าครั้งนี้แม้ระยะทางจะไม่ไกลมากแต่การวิ่งขึ้นลงภูเขาก็เป็นภาระหนักสำหรับหัวใจไม่น้อย
หลังจากพักหายใจอยู่ไม่กี่นาทีเขาก็แบกกวางตัวผู้ลงไปที่แอ่งน้ำ
ศพของกวางตัวเมียทำให้น้ำในแอ่งกลายเป็นสีแดงฉานจากเลือด
เขาเดินเข้าไปในป่าหยิบกระสอบมาจับกวางทั้งสองตัวใส่ลงไปจากนั้นแขวนปืนไว้ที่หน้าอกแล้วแบกกระสอบออกเดินกลับไปยังที่พัก
เมื่อเดินมาถึงกระท่อมไม้ พระอาทิตย์เพิ่งโผล่ขึ้นมาได้แค่ครึ่งเดียว
เขานำกวางตัวเมียไปเก็บไว้ในห้องเล็ก จากนั้นนำกวางตัวผู้วางไว้บนจักรยานแล้วปั่นไปหาฮาริม
พวกเขาเดินทางมาที่นี่ โดยไม่มีของกินติดตัวมามากนักและก็ไม่ได้สามารถกินแค่ขนมปังนานทุกวัน อีกทั้งพวกเขาไม่ได้ต้อนวัวนมมาด้วย มากสุดก็มีแค่นมแห้งติดตัวมา
ดังนั้นหลี่หลงคิดว่า เนื้อกวางตัวผู้ตัวนี้มีเยอะควรทิ้งไว้ให้พวกเขาได้กิน
พวกเขามีความจริงใจต่อเขา เขาเองก็ไม่ควรตระหนี่ใช่ไหมล่ะ?
หลี่หลงเดาไว้ไม่ผิด ขณะที่เขามาถึงฮาริมกำลังช่วยหนุ่มอีกคนหนึ่งเตรียมอาหารเช้าอยู่ เมื่อเห็นหลี่หลงปั่นจักรยานมา พวกเขาก็ดูแปลกใจเล็กน้อย
“เมื่อกี้ฉันล่ากวางป่าได้สองตัว ตัวหนึ่งให้พวกนายอีกตัวฉันเก็บไว้” หลี่หลงพูดพลางยกกวางตัวผู้ลงจากจักรยานแล้ววางมันลงตรงหน้าที่พักฤดูหนาวของพวกเขา “พวกนายจัดการกันเองละกัน ฉันต้องรีบกลับไปจัดการของฉันบ้าง”
พูดจบเขาก็รีบหันหลังกลับทันทีโดยไม่รอให้ฮาริมพูดอะไรเลย
วันนี้เขาไม่มีแผนจะทำอะไรอย่างอื่น นอกจากจัดการเนื้อสัตว์เหล่านี้
เมื่อกลับถึงกระท่อมไม้ หลี่หลงพบว่ามีกลุ่มแมลงวันเริ่มบินตอมรอบๆกวางตัวเมียแล้ว
เขารู้ดีว่าถ้าเขากลับมาช้ากว่านี้ มีหวังจะเจอหนอนแมลงวันเต็มไปหมดแน่!
ต้องรีบจัดการแล้ว!
เขาแบกกวางตัวเมียไปที่บ่อน้ำพุก่อนที่มันจะเริ่มแข็งตัวมากเกินไป รีบล้างทำความสะอาดอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงลอกหนังและควักเครื่องในออก
โชคดีที่มันง่ายกว่าหมูป่ามาก
ที่สำคัญ เนื้อของมันอร่อยกว่าด้วย!
(จบบท)