- หน้าแรก
- ย้อนกลับไปเพื่อใช้ชีวิตให้เป็นตัวเอง
- บทที่ 238 เสี่ยวหลงลงมือทำอาหาร
บทที่ 238 เสี่ยวหลงลงมือทำอาหาร
บทที่ 238 เสี่ยวหลงลงมือทำอาหาร
หลี่หลงกลับมาจากบ้านตระกูลเหลียงและที่ริมบึงน้ำเล็กก็พบว่าเถาต้าเฉียงยังไม่ได้กลับบ้าน แต่กำลังถือแหซ้อมเหวี่ยงอยู่ที่นั่น ดูเหมือนจะฝึกทักษะการเหวี่ยงแหอยู่
หลี่หลงรู้สึกว่าตัวเองก็ไม่ได้เหวี่ยงแหมานานแล้ว จึงเดินเข้าไปลองเหวี่ยงสองสามครั้งเพื่อฝึกให้คุ้นเคยกับความรู้สึกในมือ
“พี่หลง ผมอิจฉาพี่จริงๆเลย...” เถาต้าเฉียงพูดขึ้นมาข้างๆอย่างกะทันหัน
“อิจฉาฉันเรื่องอะไร?” หลี่หลงถามขณะจัดแหให้เรียบร้อย
“อิจฉาพี่ที่มีความสามารถ หาเงินได้ แถมยังได้ภรรยาดีๆอย่างกู้เสี่ยวเซี่ยอีกด้วย” เถาต้าเฉียงพูดด้วยความจริงใจ
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ” หลี่หลงหัวเราะพลางจัดแหจนเรียบร้อย จากนั้นบิดเอวแล้วเหวี่ยงแหออกไป แหกระจายตัวในอากาศเป็นวงกลมเกือบสมบูรณ์แบบก่อนจะตกลงสู่ผิวน้ำ
รอจนแหค่อยๆจมลงไปในน้ำ หลี่หลงจึงหันไปพูดกับเถาต้าเฉียงว่า “ต้าเฉียง ตอนนี้ลองมองย้อนกลับไปดูดีๆ นายก็เป็นคนที่หลายๆคนในทีมอิจฉาเหมือนกันนะ”
“ผมเหรอ? เป็นคนที่คนอื่นอิจฉาเหรอ?” เถาต้าเฉียงถึงกับงงไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบโบกมือปฏิเสธทันที “เป็นไปไม่ได้หรอก คนอื่นไม่หัวเราะเยาะผมก็บุญแล้ว...”
“ฮ่าๆ นายดูตัวเองสิ นายไม่รู้เลยเหรอว่าตลอดครึ่งปีนี้ตัวนายเปลี่ยนไปมากแค่ไหน?
ตอนนี้บ้านนายมีรถลากล้อเลื่อนแล้ว แบบนี้ก็ติดอันดับสิบอันดับแรกของหมู่บ้านเลยไม่ใช่เหรอ? ในทีมมีบ้านที่มีรถลากล้อเลื่อนหรือรถม้าก็ไม่เกินสิบบ้านหรอก”
“นั่นก็จริง” เถาต้าเฉียงพยักหน้าเห็นด้วยเพราะเขาก็รู้ว่านี่คือความจริง
“อีกอย่างหนึ่ง ตอนนี้ในมือนายคงมีเงินสักสองหรือสามร้อยหยวนใช่ไหม? ซื้อจักรยานสักคันก็คงไม่มีปัญหาใช่ไหม? หรือถ้าไม่ซื้อจักรยาน ก็เอาเงินไปทำเฟอร์นิเจอร์ใหม่ทั้งชุดก็คงพอใช่ไหม?”
“พอแน่ แถมยังไม่ต้องใช้เยอะขนาดนั้นด้วย” เถาต้าเฉียงตอบกลับอย่างไม่ลังเลเพราะเขาก็ไม่ได้ไม่รู้อะไรเลย ในยุคนี้การสั่งทำเฟอร์นิเจอร์ชุดใหม่ทั้งชุดใช้เงินแค่ร้อยกว่าหยวนก็ถือว่าแพงมากแล้วอีกทั้งที่บ้านเขาก็มีไม้เหลืออยู่บ้าง ทำให้สามารถประหยัดไปได้อีก
“นั่นแหละ ลองคิดดู ถ้าหักเงินค่าทำเฟอร์นิเจอร์ออกแล้วหาเวลาขุดดิน ทำอิฐ แล้วใช้เงินอีกเล็กน้อยสร้างบ้าน นายก็มีเงินพอใช่ไหม? นายก็ไม่กลัวเหนื่อยอยู่แล้ว ใช่ไหม?”
“นั่น… แน่นอนอยู่แล้ว” เถาต้าเฉียงตอบอย่างมั่นใจเพราะสิ่งที่เขาไม่เคยกลัวเลยคือการทำงานหนัก
“เห็นไหม นายมีพร้อมหมดแล้ว ตอนนี้ก็แค่ขาดภรรยาสักคนใช่ไหมล่ะ” หลี่หลงหัวเราะ “ในหมู่บ้านมีหนุ่มคนไหนที่อายุเท่านายแล้วหาเงินสร้างฐานะตัวเองได้แบบนี้สักกี่คน?”
เถาต้าเฉียงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะแหะๆ อย่างเขินๆ
จริงของเขา เถาต้าเฉียงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นหนุ่มน้อยที่คนในทีมมองว่าเซ่อซ่า ตอนนี้กลับกลายมาเป็นหนุ่มที่มีอนาคตในกลุ่มวัยเดียวกัน
เมื่อคิดถึงเรื่องที่เมื่อสองสามวันก่อน มีคนมาที่บ้านเพื่อนัดดูตัว เถาต้าเฉียงก็เริ่มรู้สึกมั่นใจขึ้นในใจ
ก็ใช่ ใครจะดีกว่าใครล่ะ?
หลี่หลงดึงแหขึ้นจากน้ำ แต่โชคร้ายที่แหที่เหวี่ยงออกไปอย่างสมบูรณ์แบบนั้นกลับได้มาเพียงแค่ปลากระดี่และปลาน้ำตื้นเล็กๆ ไม่ได้ปลาใหญ่เลยสักตัว
“ช่วงนี้คนเหวี่ยงแหแถวบึงน้ำเล็กกันเยอะ ปลามันเลยไม่ค่อยเข้ามาใกล้ฝั่ง” เถาต้าเฉียงอธิบาย “ผมได้ยินมาว่าเมิ่งจื้อเฉียงกับพวกเขาก็พูดกันว่าจะลองลงตาข่ายลึกเข้าไปในบึงน้ำเหมือนที่พี่ทำ ไม่งั้นคงจับปลาไม่ได้”
จับปลาไม่ได้คงไม่ถึงขนาดนั้น เพราะบึงน้ำเล็กกว้างขนาดนี้ ถ้าไม่ได้ก็แค่เปลี่ยนจุดเหวี่ยงแหไปเรื่อยๆ แต่ที่แน่ๆคือจำนวนปลามันลดลงจริงๆ เพราะแต่ก่อนแทบไม่มีใครเหวี่ยงแหที่ริมบึงทุกวัน แม้แต่หลี่หลงเองก็แค่เหวี่ยงเล่นบ้างบางครั้ง และส่วนใหญ่จะลงอวนลึกเข้าไปในบึงน้ำเสียมากกว่า
สองคนเหวี่ยงแหอีกไม่กี่ครั้ง จากนั้นก็แบกยางรถยนต์ สะพายถุงแห และถือปลาตัวเล็ก ๆ สักสองสามกิโลกลับบ้าน
เถาต้าเฉียงวางยางรถยนต์ลงแล้วกลับบ้านของตัวเอง ส่วนหลี่หลงเปลี่ยนเสื้อผ้า ในขณะที่ตู๋ชุนฟางซึ่งเห็นลูกชายเหนื่อยก็อดไม่ได้ที่จะบ่นขึ้นมาอีก
“ดูสิ ลูกชายจะหมั้น ทั้งหมดนี่ก็ต้องจัดการเองหมดเลย ส่วนพ่อก็ว่างเหลือเกิน”
“แล้วฉันจะทำอะไรล่ะ?” หลี่ชิงเสียตอบกลับอย่างสบายๆพร้อมหัวเราะ “ลูกชายมีความสามารถ ฉันก็มีความสุขไม่พอเหรอ?”
หลี่เจี้ยนกั๋วกับเหลียงเยวี่ยเหมยไปทำงานในลานเก็บข้าวสาลี ส่วนหลี่ชิงเสียก็อยากไปช่วยแต่หลี่เจี้ยนกั๋วไม่ให้ไป
เรื่องงานในลานข้าวสาลี ทุกครอบครัวมักจะส่งแรงงานมาเพียงหนึ่งหรือสองคน เพราะถึงแม้ว่าครอบครัวของหลี่หลงจะมีคนเยอะ ก็ไม่ได้หมายความว่าควรส่งคนไปมากเกินกว่าที่ตกลงกันไว้ เรื่องแบบนี้ต้องอาศัยความเข้าใจและความยุติธรรม
ดังนั้น หลี่ชิงเสียจึงอยู่ที่บ้านช่วยตู๋ชุนฟางเลี้ยงหมูและดูแลสวนผักแทน ผักบางอย่างเก็บเกี่ยวได้แล้วแต่กินไม่หมด เช่น ถั่วฟักยาวและถั่วดาบ ก็ต้องนำไปตากแห้งเก็บไว้กินในฤดูหนาว
หลี่หลงเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็ยกเก้าอี้มานั่งข้างปั๊มน้ำ จากนั้นเริ่มล้างปลาไปพลางฟังพ่อแม่ถกเถียงกันไปพลาง บางครั้งก็หัวเราะออกมาเบาๆ
วิถีชีวิตของพ่อแม่ที่อยู่ด้วยกันแบบนี้ คงเป็นอย่างที่ว่า "รักแท้อยู่ที่การอยู่เป็นเพื่อนกันตอนแก่" ไม่มีคำหวานใดๆมีคนหนึ่งเริ่มเถียง อีกคนก็จะยอมให้อยู่เสมอ
เมื่อปลาตัวเล็กๆถูกล้างจนสะอาด หลี่หลงใช้น้ำจากบ่อปั๊มล้างปลาถึงสามครั้ง จากนั้นนำปลาไปวางไว้ข้างเตาไฟ แล้วออกไปหอบก้านข้าวโพดเข้ามา ตู๋ชุนฟางอยู่ที่เตาอีกด้านกำลังต้มหัวอาหารหมู ส่วนหลี่หลงอยู่ที่เตานี้กำลังเตรียมทำอาหารเย็น
"เสี่ยวหลง ลูกทำอะไร จะเตรียมตุ๋นปลาเหรอ?"
"ครับ หลายวันแล้วที่ไม่ได้กินปลาตุ๋น คิดถึงนิดหน่อย ผมคิดว่าตอนที่ตุ๋นไปด้วยจะทำแป้งจี่ไว้กินด้วย แบบนี้ก็เป็นมื้อเย็นแล้วล่ะครับ"
"ได้ ๆ ๆ" ตู๋ชุนฟางไม่ได้คัดค้านอะไร พูดตามตรง เธอยังไม่ค่อยชินกับการทำอาหารที่นี่อยู่ดี ในเมื่อหลี่หลงอาสาทำเองเธอก็ไม่มีปัญหาอะไร
"ก็มาที่เขตเป่ยเจียงนี่แหละ ถึงได้กินสามมื้อในวันเดียว ที่บ้านเก่าเราเคยมีที่ไหนล่ะจะกินสามมื้อ สองมื้อนั่นก็เต็มที่แล้ว ใครที่บ้านเก่ากินสามมื้อ ไม่โดนคนอื่นด่าว่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเหรอ" หลี่ชิงเสียกล่าวพลางใช้ไม้คนอาหารหมูไปด้วย พร้อมถอนหายใจออกมา
"ก็ที่นี่พื้นที่กว้างใหญ่ เก็บเกี่ยวธัญพืชได้เยอะ ของกินมีพร้อม บ้านเก่าเราจะไปมีได้ยังไงล่ะ" ตู๋ชุนฟางโต้ตอบทันทีตามนิสัย "สองมื้อที่บ้านเก่า ก็ต้องกินสลับระหว่างของแห้งกับของเหลว มีที่ไหนเหมือนที่นี่ กินข้าวขาวแป้งสาลีทุกวัน ถ้าเล่าให้ที่บ้านฟังคงไม่มีใครเชื่อหรอก"
หลี่หลงเดินกลับเข้าครัวเพื่อเริ่มนวดแป้ง เขาเอาแป้งข้าวโพดมาผสมกับแป้งสาลีเข้าด้วยกันเพราะเขาคิดว่ารสชาติจะอร่อยขึ้น เมื่อถึงตอนอบแป้งจี่จะซึมซับน้ำซุปปลาจนชุ่มรสชาตินั้นคงยอดเยี่ยมจริงๆ
สำหรับคนแก่กับเด็ก แป้งจี่ที่แช่น้ำซุปจนเนื้อนุ่มก็ย่อยง่ายด้วย
เมื่อแป้งถูกนวดจนได้ที่ หลี่หลงก็เดินไปเตรียมก่อไฟ ขณะไปที่เตาเขาเห็นตู๋ชุนฟางนั่งอยู่ตรงนั้นพร้อมใส่ก้านข้าวโพดแห้งเข้าไปในเตาไฟเตรียมเรียบร้อยแล้ว
"แม่ จะก่อไฟเหรอ?"
"แม่ทำอาหารแบบนี้ไม่เป็น แต่จะจุดไฟช่วยหน่อยไม่ได้เหรอ?" ตู๋ชุนฟางหัวเราะพลางพูด "ลูกทำ แม่ก็ดูไว้ วันไหนกลับบ้าน แม่จะลองทำบ้างให้พวกที่บ้านอิจฉาตายเลย"
หลี่หลงสังเกตว่าแม่ของเขาช่วงนี้ดูพูดมากขึ้นกว่าเดิม และท่าทางจิตใจของเธอก็ดูเหมือนจะสดชื่นขึ้นมาก
"งั้นจะกลับไปทำไมล่ะ อยู่ที่นี่ไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ?" หลี่หลงพูดพลางล้างหม้อไปด้วย "บ้านเก่าเราหน้าหนาวมันอยู่กันได้ที่ไหน ข้างในบ้านยังหนาวกว่าข้างนอกอีก ไม่มีเตา ไม่มีผนังอุ่นไฟ จะก่อไฟสักทียังไม่มีฟืน แถมเงินซื้อถ่านหินหนึ่งตันที่บ้านเก่า เอามาซื้อที่นี่ได้ตั้งหลายตัน..."
"ก็จริง" ตู๋ชุนฟางพยักหน้าแล้วหันไปพูดกับหลี่ชิงเสียว่า "ได้ยินไหม ลูกชายคนเล็กของเธอบอกว่า อยู่ที่นี่หน้าหนาวสบายกว่าไม่ดีหรือ?"
หลี่ชิงเสียได้แต่หัวเราะ "เฮอะ ๆ"
หลี่หลงรู้ดีว่าพ่อของเขายังอยากกลับบ้านแน่ๆ เพราะการได้กลับบ้านพร้อมความสำเร็จในชีวิตมันเป็นเรื่องภาคภูมิใจ หลายสิ่งที่ดูเป็นเรื่องธรรมดาที่นี่ หากกลับไปบ้านเก่าแล้วสามารถเอาไปเล่าได้เป็นเรื่องใหญ่บนโต๊ะไพ่
แน่นอนคนที่มีความสามารถในตัวเอง หากมาที่นี่ก็ใช้ชีวิตได้ดีเช่นกัน เพียงแต่พวกเขาจะไม่มีสถานะของผู้บุกเบิกอีกต่อไป หากอยากมีชีวิตที่ดี ก็ต้องพยายามหนักขึ้นเป็นสองเท่า
เว้นเสียแต่พวกเขาจะมี "คนให้พึ่งพา" อย่างเช่น หลี่เจี้ยนกั๋วที่สามารถช่วยเหลือพวกเขาได้
ตู๋ชุนฟางจุดไฟ หลี่หลงใส่น้ำมันลงไปในกระทะ ขณะที่เห็นเขาใส่น้ำมันเข้าไปเยอะขนาดนั้น ตู๋ชุนฟางอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่ได้พูดออกมา เพราะปริมาณน้ำมันที่เขาใส่ลงไปนั้นเพียงพอสำหรับพ่อแม่สองคนที่บ้านเก่ากินได้ทั้งสัปดาห์
แต่ลูกชายคนเล็กของเธอหาเงินได้เยอะ วันเดียวหาเงินได้เท่ากับใช้ที่บ้านเก่าครึ่งปีแถมยังพาพ่อหาเงินด้วยจะกินยังไงก็แล้วแต่เขาเถอะ
เพื่อเอาใจหลี่เจวียนและหลี่เฉียง หลี่หลงเลยไม่ใส่พริกเยอะเกินไปแค่ใส่กระเทียมกับขิงลงไปในน้ำมันร้อนๆ พลิกสองสามครั้งจนกลิ่นหอมจากนั้นจึงใส่ปลา
น้ำมันที่ราดไว้ข้างกระทะก่อนหน้านี้ช่วยให้ปลาไม่ติดกระทะ ถึงแม้เสียงในกระทะจะดังมากก็ตาม
เมื่อทอดปลาทั้งสองด้านจนโดนน้ำมันทั่วแล้ว หลี่หลงก็ยกกาน้ำร้อนขึ้นมาเทลงไปจนเกือบเต็มครึ่งหม้อแล้วจึงหยุด
จากนั้นก็เริ่มทำแป้งจี่
เมื่อแป้งถูกแปะลงกระทะเสร็จ ฝาหม้อก็ถูกปิดลง พร้อมกับปรับไฟให้อ่อนลง ไม่นานกลิ่นหอมของปลาสดที่ต้มในหม้อก็อบอวลไปทั่วลานบ้าน
“เฮ้ ข้าวมื้อนี้ที่เสี่ยวหลงทำไม่เลวเลยนะ!” หลี่ชิงเสียกำลังขูดเศษอาหารหมูออกจากหม้อเพื่อทำความสะอาด พร้อมสูดกลิ่นหอมไปด้วย เขาพูดพร้อมหัวเราะ “เสี่ยวหลง ต้มนานหน่อยนะ ให้เปื่อยกำลังดี จะได้ทันรอเจวียนกับเฉียงเฉียงกลับมา”
“ได้เลย!” หลี่หลงซึ่งรับหน้าที่เผาไฟต่อจากแม่ของเขาลดไฟลงอีกนิด
หลี่เฉียงกลับมาถึงก่อนคนอื่นตามมาด้วยหลี่เจวียน
พอหลี่เจี้ยนกั๋วกับเหลียงเยวี่ยเหมยลากรถม้าพร้อมถังกลับมาถึงบ้าน หม้อต้มปลาก็ถูกตักใส่อ่างใบใหญ่เรียบร้อยแล้ว ส่วนแป้งที่จี่กระทะก็จัดวางอยู่ในจานใบใหญ่ หลี่เจวียนกับหลี่เฉียงต่างถือแป้งคนละชิ้นแล้วเริ่มกินกันก่อน
“คนเยอะกินข้าวก็คึกคักดีจริงๆ” หลี่ชิงเสียพูดด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง ขณะที่ทุกคนในครอบครัวนั่งล้อมโต๊ะกินข้าวอยู่กลางลานบ้าน “อยู่บ้านเก่า ฉันกับแม่เธอกินกันแค่สองคน มันไม่มีอารมณ์จะกินอะไรเลย แต่ที่นี่ ตอนเย็นฉันกินแป้งได้ตั้งสองแผ่น”
“ปลาตัวเล็กนี่ก็รสชาติดีนะ” ตู๋ชุนฟางกล่าวเสริม เธอไม่ค่อยชอบกินปลาเพราะเกลียดการแยกก้าง หลี่หลงเลยบอกเธอไปว่า ให้ใส่ปลาตัวเล็กลงปากเคี้ยวทั้งตัวเลย เคี้ยวเอารสชาติแล้วคายส่วนที่เหลือทิ้งไป
ยังไงปลาก็มีเยอะอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องเสียของ
วิธีนี้ทำให้รสชาติออกมาดีจริงๆ แต่เนื้อปลากลับมีน้อยไปหน่อย
“พรุ่งนี้น่าจะจับปลาคาร์พตัวใหญ่ได้นะ” เหลียงเยวี่ยเหมยยังคงกังวลเรื่องปลาที่ต้องใช้ในพิธีหมั้น เพราะเนื้อสัตว์มีครบแล้ว ของอื่นๆก็ซื้อกลับมาหมดเหลือแค่ปลาเท่านั้นที่ยังขาดอยู่
“ถ้าจับไม่ได้ก็ลงอวนเพิ่มอีกสิ” หลี่หลงพูดพร้อมหัวเราะ “ลงอวนแปดชุด ผมไม่เชื่อว่าจะจับปลาคาร์พตัวใหญ่ไม่ได้”
เช้าวันต่อมาเถาต้าเฉียงมาหาหลี่หลงแต่เช้าตรู่ทั้งสองคนช่วยกันแบกยางรถยนต์มุ่งหน้าไปที่บึงน้ำเล็ก
ระหว่างทางหลี่ชิงเสียตามมาด้านหลัง
“พ่อ ลุกมาเช้าขนาดนี้ทำไมเหรอ?” หลี่หลงสงสัย “นอนไม่หลับเหรอ?”
“นอนไม่หลับจริงๆ” หลี่ชิงเสียตอบ “ฉันอยากมาดูว่าวันนี้จะมีปลาคาร์พไหม”
หลี่หลงหัวเราะ
เมื่อมาถึงบึงน้ำเล็ก หลี่หลงเอายางรถลงน้ำจากนั้นก็นั่งบนยางเพื่อลงไปเก็บอวน ส่วนหลี่ชิงเสียยืนอยู่ริมฝั่งมองดูด้วยท่าทางใจจดใจจ่อ
ในบางครั้งพอหลี่หลงดึงอวนขึ้นมาก็เห็นว่ามีปลาติดอยู่บ้าง แต่ไม่รู้ว่ามีปลาที่ต้องการหรือเปล่า
ขณะที่เมิ่งจื้อเฉียงมาที่บึงเพื่อดึงอวนขึ้น เขาเห็นเถาต้าเฉียงกับหลี่ชิงเสียกำลังจ้องมองไปในบึงเขาเลยหันไปมองด้วย ก็เห็นหลี่หลงนั่งอยู่บนยางรถ ดึงอวนขึ้นมาจากน้ำ
เมิ่งจื้อเฉียงซึ่งมีสายตาดี มองเห็นได้ชัดว่ามีปลาติดอวนของหลี่หลงไม่หยุด ทำให้เขารู้สึกหลากหลายอารมณ์
“เมื่อไหร่ฉันจะหายางรถยนต์มาลงน้ำจับปลาแบบนี้ได้บ้างนะ?”
การดักปลาจากริมฝั่งในตอนนี้ ได้ปลาน้อยมาก
แต่ปัญหาคือ ยางรถยนต์ขนาดใหญ่นี้ ไม่ใช่แค่มีเงินแล้วจะหาซื้อได้ง่ายๆ
เมิ่งจื้อเฉียงเคยไปถามหาในทีมรถบรรทุกมาแล้วแต่พอคนในทีมได้ยินว่าเขามาจากที่ไหนก็ปฏิเสธอย่างไม่ลังเล
ในตอนแรกเมิ่งจื้อเฉียงยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้แต่ภายหลังก็รู้ว่าเป็นเพราะกู้เอ้อเหมาทำเรื่องเสียหายจนทำให้ชื่อเสียงของทีมเสียหาย
พอรู้แบบนี้เมิ่งจื้อเฉียงก็โมโหมาก
ครั้งก่อนที่หลี่เจี้ยนกั๋วมีเรื่องชกต่อยกับคนในครอบครัวกู้ เมิ่งจื้อเฉียงยังคิดว่าหลี่เจี้ยนกั๋วออกจะรุนแรงเกินไปด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้พอมองย้อนกลับไปกลับคิดว่าชกยังเบาไปเสียด้วยซ้ำ!
ขณะที่หลี่หลงพายยางกลับมาทางฝั่ง หลี่ชิงเสียก็ตะโกนถามออกมาอย่างอดไม่ไหวว่า
“เสี่ยวหลง ได้หรือเปล่า?”
เขาไม่ได้บอกว่าได้อะไร แต่เมิ่งจื้อเฉียงซึ่งกำลังเก็บอวนอยู่ห่างออกไปห้าสิบเมตรก็เงี่ยหูฟังทันที
กำลังถามถึงอะไรนะ?
“ได้! ได้สิ!” เสียงของหลี่หลงเต็มไปด้วยความดีใจ “ได้พอแล้ว!”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!” หลี่ชิงเสียหัวเราะอย่างมีความสุข เมื่อเห็นหลี่หลงพายยางใกล้เข้าฝั่งจึงเดินเข้าไปใกล้ริมบึงเพื่อช่วยดึงเขาขึ้นมา
เถาต้าเฉียงรีบตามไปทันทีและเป็นคนช่วยดึงหลี่หลงขึ้นมาก่อน จากนั้นจึงช่วยดึงยางที่เต็มไปด้วยปลาและอวนขึ้นฝั่ง
ทั้งสามคนช่วยกันแบกปลากลับบ้านคนละชุด
หลี่เจี้ยนกั๋วปูพลาสติกไว้รอเรียบร้อยแล้ว เมื่อหลี่หลงกลับมาถึงเขาเททั้งปลาและอวนลงบนพลาสติกและทันทีที่เห็นก็ต้องร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น
“โฮ้! ปลาตัวนี้อย่างน้อยต้องหนักสักสี่ถึงห้ากิโลกรัมแน่!”
“น่าจะประมาณนั้น”
“สวยมาก!” หลี่เจี้ยนกั๋วเอ่ยชม “มีปลาตัวนี้ก็เพียงพอแล้ว”
“ยังมีตัวเล็กกว่านี้อีกตัว ก็สวยเหมือนกัน” หลี่หลงเริ่มเลือกปลา “หัวกับหางดูดีมาก แถมหนวดก็ยาว”
“วันนี้ฉันจะเอาทั้งปลาและเนื้อไปส่งให้” หลี่เจี้ยนกั๋วบอกทันที “เราไม่ถือพิธีรีตองอะไรมากมายแต่ส่งปลาที่มีชีวิตไปมันเป็นมงคล!”
หลี่หลงหัวเราะเบาๆ
“แล้วปลาที่เหลือจะทำยังไง?” ตู๋ชุนฟางถามเมื่อเห็นว่ามีปลามากมาย
“ขายสิ” หลี่หลงตอบขณะเลือกปลา “เดี๋ยวฉันจะออกไปขายปลาอีกที อวนแปดชุดนี้ มีปลาอย่างน้อยหกถึงเจ็ดสิบกิโลกรัม กินเองก็คงไม่หมด ขายไปดีกว่า”
“ตกลง” หลี่เจี้ยนกั๋วไม่มีความเห็นคัดค้านอะไร เก็บปลาไว้ก็มีแต่เสียของสู้เอาไปขายแล้วได้เงินกลับมาดีกว่า “ตอนบ่ายไม่ต้องลงอวนแล้ว พรุ่งนี้ต้องไปงานหมั้น ต้องเตรียมตัวให้เรียบร้อยหน่อย”
หลังจากเลือกปลาจนเสร็จ หลี่หลงก็เปลี่ยนเสื้อผ้า ขณะที่หลี่เจี้ยนกั๋วแยกปลาอย่างคล่องแคล่วใส่ถุงสองใบ วางไว้บนจักรยานแล้วคลุมด้วยกระสอบ หลี่เจวียนที่สะพายกระเป๋านักเรียนอยู่ข้างๆมองอย่างตื่นเต้น
หลี่หลงปั่นจักรยานออกจากหมู่บ้าน ระหว่างทางก็แวะส่งหลี่เจวียนที่โรงเรียนประถมจากนั้นเขาก็มุ่งหน้าไปที่อำเภอและไปที่บ้านใหญ่เพื่อเอาของ ก่อนจะไปยังซื่อเฉิง
หลี่หลงไม่ได้ขายปลามานานแล้วจนรู้สึกว่าคอเริ่มคันๆเพราะไม่ได้ตะโกนขายของ
เมื่อมาถึงถนนเก่าในซื่อเฉิง ความคึกคักยังเหมือนเดิมแต่เมื่อหลี่หลงไปถึงก็พบว่าไม่มีที่ว่างเหลือเลย
เขาไม่รีบร้อนอะไร ตั้งขาตั้งจักรยานตรงมุมถนนฝั่งตรงข้าม วางกะละมังแล้วเทปลาลงไป
เมื่อทุกอย่างพร้อม หลี่หลงก็เริ่มตะโกนขายปลาเสียงดัง
ทันทีที่เขาเริ่มตะโกน ก็มีคนจำนวนมากเดินมาหาเขาอย่างรวดเร็ว
“หนุ่มน้อย ทำไมหลายวันนี้ไม่มาขายปลาเลย เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?”
“นั่นสิ ปลาของนายอร่อยนะ ฉันยังคิดว่าจะซื้อไปต้มอีกในอีกสองวัน ทำไมถึงหยุดขายล่ะ?”
“หรือว่าที่บ้านมีเรื่องอะไร? แต่ตอนนี้มาขายได้ก็ดีแล้ว... เอ๊ะ แล้วทำไมไม่มีปลาหมอ?”
“มีปลากินก็ดีแล้ว ดูสิ ปลาตะเพียนนี่สวยมาก แถมยังมีชีวิตอยู่เลย เอามาสองหยวน เดี๋ยวฉันจะเอาไปต้มซุปที่บ้าน...”
หลี่หลงเองก็ไม่คาดคิดว่าหลังจากไม่ได้มาขายปลาอยู่หลายวัน ลูกค้ากลุ่มเดิมยังรอคอยเขาอยู่
นี่ถือเป็นเรื่องดีมากเพราะการมีลูกค้าประจำคือสิ่งสำคัญ!
(จบบท)
*สวัสดีปีใหม่นะคะ ต้องขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่เข้ามาอ่านจนถึงตอนนี้ ต้องอภัยที่บางครั้งลงช้า แต่สัญญาว่าจะไม่ทิ้งเรื่องนี้แน่นอนค่ะ☺️*