- หน้าแรก
- ข้าคือราชาแห่งเทคโนโลยี
- บทที่ 174 บ้านใหม่ของเอไลจาห์ ( 2 )
บทที่ 174 บ้านใหม่ของเอไลจาห์ ( 2 )
บทที่ 174 บ้านใหม่ของเอไลจาห์ ( 2 )
เอไลจาห์ยืนอยู่ที่แท่นทำงาน ซึ่งมีขนาดพอๆ กับคอกพยานในศาล
คนงานทุกคนมีแท่นทำงานทรงกล่องของตัวเองอยู่รอบสายพานลำเลียง
"อรุณสวัสดิ์เพื่อน"
"อรุณสวัสดิ์วัลลี"
"โอ้... มาแล้ว เตรียมตัวให้พร้อม!!"
เอไลจาห์มองไปที่
ครืดดดดดดด!!
ขยะรีไซเคิลกำลังเคลื่อนที่มาหาพวกเขาด้วยความเร็วปานกลาง
ขณะที่ขยะเคลื่อนเข้ามาใกล้ ดวงตาของเอไลจาห์ก็กวาดสแกนอย่างรวดเร็วว่าเขาควรจะปล่อยอะไรผ่านไปหรือหยิบอะไรออก
งานของเขา รวมถึงคนงานอีก 49 คนรอบตัว... คือการทำให้แน่ใจว่ามีเพียงวัสดุที่รีไซเคิลได้เท่านั้นที่ผ่านขั้นตอนนี้ไป
เขาจะหยิบสิ่งของอย่างถุงพลาสติกและขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้อื่นๆ... แล้วโยนมันลงไปในช่องขนาดใหญ่ทางด้านขวาของ ‘แท่นทำงาน’ ของเขา
ช่องนั้นเป็นเหมือนท่อส่งผ้าขนาดใหญ่ ที่ทิ้งขยะรีไซเคิลไม่ได้จากชั้นสองลงไปยังชั้นล่าง
เมื่อถึงชั้นล่างแล้ว พวกมันจะถูกส่งไปยังแผนกขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ภายในโรงงาน
คนงานทุกคนมีช่องขนาดใหญ่เหล่านี้อยู่ข้างตัวเพื่อวัตถุประสงค์นี้
มือและตาของเอไลจาห์จดจ่ออยู่กับขยะที่เคลื่อนผ่านหน้าเขาไปอย่างรวดเร็ว
เขาคว้าถุงพลาสติกหลายใบอย่างรวดเร็ว แล้วทิ้งมันลงไปในช่อง
งานนี้ต้องอาศัยความว่องไวของมือ
แต่แน่นอนว่าชิ้นที่เขาหยิบออกไม่ทัน สุดท้ายแล้วก็จะมีคนอื่นที่อยู่ถัดไปตามสายพานลำเลียงเป็นคนจัดการ
ขณะที่เอไลจาห์ทำงาน เขาก็พูดคุยกับวัลลีเพื่อนของเขาต่อไป
"เพื่อน... อีก 2 สัปดาห์นายยังจะทำงานที่ตำแหน่งนี้อยู่รึเปล่า?" วัลลีซึ่งทำงานอยู่ฝั่งตรงข้ามของสายพานถาม
เนื่องจาก 70% ของงานในโรงงานเกี่ยวข้องกับการคัดแยกขยะ ฝ่าบาทจึงตัดสินพระทัยให้ทุกคนสามารถสลับไปทำงานในพื้นที่คัดแยกต่างๆ ภายในโรงงานได้ทุกๆ 2 สัปดาห์
ด้วยวิธีนี้ พวกเขาจะได้เรียนรู้วิธีการทำงานในพื้นที่ต่างๆ ภายในโรงงาน
"ไม่ ไม่ใช่ตำแหน่งนี้... ตารางงานของฉันบอกว่าฉันต้องไปทำงานที่แผนกแก้วในอาคารนู้น"
"อ่า!! ฉันก็เหมือนกัน!!"
"เราไม่ได้คัดแยกแก้วใช่ไหม?"
"ไม่ ไม่ ไม่ใช่!!... มองขึ้นไปนั่นสิ
เมื่อขยะรีไซเคิลออกจากส่วนนี้ มันจะถูกลำเลียงขึ้นไปชั้นถัดไปและสุดท้ายจะผ่านโต๊ะเคลื่อนที่ (สายพานลำเลียง) อีกประเภทหนึ่งที่จะกรองแก้วออกไป
ฉันได้ยินมาว่าที่ชั้นนั้น คนงานจะเก็บเศษแก้วที่แตกแล้วและเก็บไว้ในภาชนะโลหะหลายใบ"
"โอ้... และจากตรงนั้น อุตสาหกรรมเล่นแร่แปรธาตุก็จะมาซื้อขวดหรือเศษแก้วพวกนี้ไปให้แผนกผลิตแก้วใช่ไหม?"
"ใช่แล้ว! ถูกต้อง!
ไม่ใช่แค่พวกเขา แต่รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย"
"นี่รู้อะไรไหม ฉันอยากไปทำงานที่แผนกอัดก้อนใจจะขาดแล้ว
อ่า!! การได้ขับเครื่องจักรพวกนั้นคงเหมือนฝันที่เป็นจริงเลย!!"
"ฮ่าๆๆ... นายลืมอะไรไปรึเปล่า? เราต้องสอบใบขับขี่ให้ผ่านก่อนนะ
อย่างน้อยนั่นคือสิ่งที่รุ่นพี่เดมอนจากแผนกอัดก้อนบอกมา"
ที่จริงแล้ว เอไลจาห์ก็อยากขับเครื่องจักรเหล่านั้นเช่นกัน
ที่แผนกอัดก้อน กระดาษแข็ง พลาสติก และอื่นๆ ทั้งหมด...จะถูกบีบอัดเป็นก้อนขนาดใหญ่และบรรทุกขึ้นรถบรรทุก
จากนั้นรถบรรทุกจะส่งไปยังโกดังเก็บของ
จากตรงนั้น รุ่นพี่เดมอนและทีมของเขาจะขับเครื่องจักรยกของเพื่อขนก้อนแต่ละก้อนลงจากรถบรรทุกและเก็บไว้ในโกดัง
และเมื่อต้องส่งก้อนเหล่านั้นออกไป พวกเขาก็ยังคงเป็นผู้รับผิดชอบในการบรรทุกขึ้นรถบรรทุกอีกครั้ง
บอกตามตรง ในสายตาของเอไลจาห์มันดูสนุกมาก เขาจึงอยากจะไปทำใบขับขี่ทันที
"วัลลี เราไปสมัครเรียนขับรถกันเถอะ!"
"ดูนายสิ!!! นึกว่าจะไม่ชวนซะแล้ว!!!
พรุ่งนี้เลิกงานแล้วเราไปสมัครกันเลย"
พวกเขายังคงพูดคุยกันขณะที่ทำงานต่อไป... และก่อนที่เอไลจาห์จะรู้ตัว ก็ถึงเวลา 17.00 น. แล้ว
ได้เวลาเลิกงาน
ขณะที่เขาและวัลลีเดินกลับไปที่เขต F พวกเขาก็เริ่มพูดคุยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตช่วงปัจจุบัน
"เอไลจาห์... ขอบคุณนะที่ชวนฉันกับครอบครัวตามพวกนายมาที่นี่!" วัลลีพูดด้วยน้ำเสียงตื้นตัน
"เพื่อนยาก นายไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก... ฉันเองก็เสี่ยงเหมือนกันที่มาที่นี่
แต่ขอบคุณสวรรค์ที่ทุกอย่างลงเอยด้วยดี
เรามีอาหารที่ดีขึ้น บ้านที่น่าทึ่ง เสื้อผ้า...และที่ดีที่สุดคือ ค่าจ้างของเราสูงกว่าที่เคยได้รับ
การมาที่นี่เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดที่เราเคยทำมาอย่างแน่นอน"
"ฉันรู้... แต่ที่ฉันขอบคุณนายไม่ใช่เพราะเรื่องนั้น" วัลลีกล่าว
วัลลีเป็นเพื่อนกับเอไลจาห์มานานตั้งแต่พวกเขาอายุ 6 ขวบ
พวกเขาเคยเป็นเพื่อนบ้านกันตอนอยู่ที่ไดเฟรัส และตอนนี้ก็ยังเป็นเพื่อนบ้านกันในเบย์มาร์ด
ในช่วงเวลาที่พวกเขาพเนจร น้องสาวของวัลลีถูกผู้ชาย 7 คนข่มขืน... และสิ่งที่วัลลีทำได้ก็มีเพียงแค่มองดูและร้องไห้
เขาและน้องสาวออกไปทำงานในทุ่งนา... และระหว่างทางก็ได้เจอกับพวกอันธพาล
พวกมันทุบตีเขา และบังคับให้เขามองดูเหตุการณ์ทั้งหมด
นับตั้งแต่วันนั้น น้องสาวของเขาก็ไม่พูดกับใครอีกเลย
เธอเปลี่ยนจากเด็กสาวอายุ 16 ที่ร่าเริง กลายเป็นคนเงียบขรึมเก็บตัว... ที่จะแอบร้องไห้เมื่ออยู่คนเดียว
วัลลีและครอบครัวไม่รู้จริงๆ ว่าจะปลอบเธออย่างไร... แม่ของเขาพยายามคุยกับเธอ แต่ก็ไม่เป็นผล
โชคดีที่น้องสาวของเขาไม่ตั้งท้องหลังจากเหตุการณ์เลวร้ายนั้น... ไม่เช่นนั้นเขามั่นใจว่าเธอคงจะฆ่าตัวตายไปแล้วจริงๆ
มีผู้ชายถึง 7 คนผลัดกันรุม แล้วใครกันล่ะที่จะเป็นพ่อของเด็ก?
แค่ความคิดที่ว่ามีผู้ชายทั้งหมดนั่นอยู่บนตัวเธอ ก็มากพอที่จะทำให้เธอเป็นบ้าได้แล้ว
วัลลีไม่รู้ว่าเป็นเพราะบรรพบุรุษของพวกเขาที่ช่วยเธอให้รอดพ้นจากชะตากรรมอันเลวร้าย... หรือเป็นเพราะมดลูกของเธอที่เป็นหมันกันแน่ (*วัลลีเอ๊ย มันเรียกว่าช่วงปลอดภัยในรอบการตกไข่ของเธอ...พ่อคุณเอ๊ย)
วัลลีและครอบครัวเป็นห่วงเธอมาก... ให้ตายสิ เธอไม่ยอมพูดกับใครเลย!!
แต่เมื่อเธอมาที่เบย์มาร์ด มันก็เหมือนกับปาฏิหาริย์
เธอเริ่มยิ้มให้พวกเขา
ตอนนี้น้องสาวของเขาทำงานอยู่ที่อุตสาหกรรมสิ่งทอ
เนื่องจากการข่มขืนไม่ใช่เรื่องแปลกในทวีปนี้ เขาจึงอธิบายสถานการณ์ของเธอให้หัวหน้าโซเฟียฟัง
เขาได้ยินมาว่าหลังจากนั้น ทุกคนที่ทำงานก็คอยพูดเรื่องตลกกับเธอและทำให้เธอยิ้มได้บ้าง
แม้ว่าเธอยังไม่ยอมพูด แต่สภาพของเธอก็มีความคืบหน้าที่เห็นได้ชัด
ที่บ้าน เธอยิ้มให้พวกเขา และถึงกับทำท่าทางเพื่อบอกว่าเธออยากจะทำอาหารให้พวกเขา
"ฉัน... ฉัน...ฉันดีใจที่เรามาที่นี่
เธอดูมีความสุขมากที่นี่
แล้วนายล่ะ นายยังอยากจะแต่งงานกับเธออยู่ไหม?" วัลลีถามขณะที่พยายามกลั้นน้ำตา
เขากลัวการปฏิเสธของเอไลจาห์... เขารู้ดีว่าน้องสาวของเขาห่วงใยเอไลจาห์มากเพียงใด แล้วเขาจะไม่กลัวได้อย่างไร?
ผู้ชายคนไหนจะอยากอยู่กับผู้หญิงที่แปดเปื้อน?
เขาจะไม่โทษเอไลจาห์หากจะถอนหมั้น... แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ มันคงจะทำให้เขาเจ็บปวดใจมาก
"นายพูดบ้าอะไรของนายวะ?
นายรู้ไหมว่าฉันรักเธอมากแค่ไหน?
นายคิดจริงๆ เหรอว่าฉันจะโทษเธอในเรื่องที่ไม่ใช่ความผิดของเธอ?
ฉันไม่มีวันเปลี่ยนใจเรื่องที่จะแต่งงานกับเธอเด็ดขาด!!"
วัลลีมองเอไลจาห์แล้วพยักหน้าอย่างแรง
"ดีมาก!!... ฉันรู้ว่าฉันพึ่งนายได้เสมอ
เพื่อนยาก เรามาใช้ชีวิตจากพรที่เราได้รับให้ดีที่สุดกันเถอะ
มาทำให้เบย์มาร์ดเป็นบ้านของเรากัน"