- หน้าแรก
- ออฟฟิศติดโปร: ผมมีระบบส่องความลับรายวัน!
- บทที่ 110 : เถ้าแก่ไข่ (ฟรี)
บทที่ 110 : เถ้าแก่ไข่ (ฟรี)
บทที่ 110 : เถ้าแก่ไข่ (ฟรี)
บทที่ 110 : เถ้าแก่ไข่
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เฉินโป๋ตางัวเงีย แว่วๆ ได้ยินเสียงพิมพ์ดีดกับเสียงเคาะคีย์บอร์ด
พอลืมตาขึ้นมาถึงได้รู้ว่า ยังไม่ถึงหกโมงเลยด้วยซ้ำ ถานหย่า แฟนสาวของเขาก็มานั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานแล้ว
สองมือวางอยู่บนคอมพิวเตอร์ พิมพ์ดีดเสียงดังแปะๆๆ
เฉินโป๋ชะโงกหน้าเข้าไปดู ถึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังกรอกข้อมูลสินค้าของเล่น และก็กำลังลงขายสินค้าในตลาดมือสอง
ฉากนี้ทำเอาเฉินโป๋รู้สึกสงสารอยู่บ้าง
"ทำไมตื่นเช้าขนาดนี้ล่ะ เดี๋ยวก็ต้องไปทำงานแล้ว นอนต่ออีกหน่อยเถอะนะ" ถานหย่าเห็นเฉินโป๋ตื่นขึ้นมาแล้ว ก็กอดเขาแล้วก็จูบทีหนึ่ง
"หรือว่าเสียงพิมพ์ดีดของฉันมันปลุกเธอให้ตื่นขึ้นมาเหรอ?" น้ำเสียงของถานหย่าดูเหมือนจะมีความรู้สึกผิดอยู่บ้าง
เฉินโป๋ส่ายหน้า
"ไม่เป็นไร ฉันรีบกรอกข้อมูลพวกนี้ให้เสร็จก่อน ตอนนี้สัญญาเช่าโกดังของเล่นนั่นก็ใกล้จะหมดแล้ว พวกเราต้องรีบขายของเล่นล็อตนั้นออกไปให้หมด ไม่อย่างนั้นถ้าสัญญาหมดอายุแล้วล่ะก็.
ของเล่นพวกนั้นก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปไว้ที่ไหนแล้ว ของเล่นมากมายขนาดนั้นเอามาไว้ที่บ้านพวกเราก็ไม่เหมาะสมเหมือนกัน เธอนอนต่ออีกหน่อยเถอะนะ เธอเหนื่อยกว่า"
ถานหย่าบีบปากอีกฝ่ายอย่างใส่ใจ แล้วก็จูบที่ริมฝีปากของเฉินโป๋ จากนั้นก็ "หึหึหึ" หัวเราะอย่างมีเลศนัย
"ขอดูหน่อยสิว่า เธอเหมือนกับชื่อของเธอรึเปล่า..."
"ชื่อฉันเหรอ?" ยังไม่ทันที่เฉินโป๋จะได้ครุ่นคิด เขาก็รู้ตัวทันที เพราะมือของถานหย่ามันเริ่มจะซุกซนแล้วสิ แตะโดน "น้องชาย" ของตัวเองเข้าแล้ว.....
"อีผู้หญิงใจร้าย! งั้นฉันนอนต่ออีกหน่อยแล้วกันนะ!"
ราวกับเป็นผู้ชายที่เสียตัวไปแล้ว เฉินโป๋ใช้สองมือป้องกัน "น้องชาย" ของตัวเองอย่างสุดกำลัง จากนั้นทั้งร่างก็ขดตัวเข้าหากัน หันหลังให้ถานหย่าอย่างเด็ดเดี่ยว พยายามจะใช้ท่าทางของตัวเองเป็นการต่อต้านและขัดขืนการกระทำของถานหย่าอย่างเงียบๆ
แต่การต่อต้านและขัดขืนแบบนี้มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยสักนิด ถานหย่าไม่สนใจเขาหรอกนะ สองวันนี้เป็นช่วงไข่ตกของตัวเองพอดี เป็นช่วงที่เธอ "ชอบ" เฉินโป๋มากที่สุด
เธออยากจะดูดกลืนพลังหยางบนตัวเฉินโป๋อย่างตะกละตะกลามทุกเมื่อเชื่อวัน
"เหอะๆ ในเมื่อตื่นแล้ว งั้นแกก็ยอมรับชะตากรรมไปเสียเถอะนะ!"
รอยยิ้มของถานหย่าราวกับปีศาจ ไม่สิ ราวกับซัคคิวบัส ขึ้นมาก็ยึดครองตำแหน่งผู้นำทันที...
ทำเอาเฉินโป๋ที่เพิ่งจะตื่นนอนแต่เช้าตรู่อยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา....
หลังจากเสร็จกิจแล้ว ถานหย่ากลัวว่าเฉินโป๋จะไปทำงานวันนี้แล้วไม่มีสมาธิ ก็เลยบังคับให้เขานอนต่ออีกหน่อย
ส่วนตัวเอง ก็รีบร้อนกรอกข้อมูลสินค้าของเล่นต่อไปอย่างขะมักเขม้น
ที่น่าสนใจก็คือ ของเล่นที่เจ้าของโรงงานของเล่นขายให้พวกเขานี้ โดยทั่วไปแล้วก็เป็นของยอดนิยมทั้งนั้น เพราะเฉินโป๋ได้ยินอีกฝ่ายพูดว่า.
สินค้าล็อตนี้เจ้าของร้านตุนไว้นานมากแล้ว เดิมทีก็เพื่อจะขายให้ได้ราคาดี..
แต่ที่บ้านเกิดเรื่องขึ้นมาหน่อย ก็เลยทำได้เพียงแค่ย้ายบ้าน ขายของทิ้งเพื่อจะเอาเงินไปใช้ที่บ้าน
พอได้ยินว่าที่บ้านอีกฝ่ายเกิดเรื่องขึ้นมา เฉินโป๋ก็ไม่อาจจะใจแข็งต่อราคาได้ เดิมทีเขายังคิดจะบวกเพิ่มอีกสองหมื่นด้วยซ้ำ เพราะยังไงของพวกนี้มันก็เป็นของที่ขายคล่องตัวอยู่แล้ว เพียงแต่เจ้าของร้านก็เป็นคนที่ซื่อสัตย์มากจริงๆ
ยังไงก็ไม่ยอมให้เฉินโป๋เพิ่มเงินให้
เพราะฉะนั้น ภายใต้เงื่อนไขที่ของเล่นล็อตนี้เป็นที่นิยมมากพออยู่แล้ว
ถานหย่าเพิ่งจะลงขายข้อมูลของเล่นเก่าพวกนี้ในแอปฯ เสียนอวี๋หรือตลาดมือสองอื่นๆ บางแห่งไปไม่นาน
หน้าต่างก็เด้งขึ้นมาทันที มีลูกค้าจำนวนมากสอบถามข้อมูลรายละเอียดของสินค้าเข้ามา
ถานหย่าก็เลยกลายเป็นฝ่ายบริการลูกค้าตัวเล็กๆ คนหนึ่ง คอยตอบข้อมูลรายละเอียดของสินค้าเหล่านี้ให้อีกฝ่ายอย่างไม่หยุดหย่อน รวมถึงข้อมูลราคาต่างๆ ด้วย
เพราะก่อนหน้านี้ถานหย่าได้ใช้เวลามากมายในการกรอกข้อมูลรายละเอียดของของเล่นเก่าเหล่านั้น
ข้อมูลทั้งหมดถูกเธอบันทึกไว้ในตารางเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นในสถานการณ์ปัจจุบัน
เธอก็สามารถจะดึงข้อมูลรายละเอียดของสินค้าเหล่านี้ออกมาทีละอย่างได้อย่างละเอียดรอบคอบ ตอบคำถามของลูกค้าเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย
คนที่สมองฉลาด มักจะไม่กลัวงานที่ต้องทำเยอะในช่วงแรก เพราะแบบนั้นจะสามารถจะนำความสะดวกสบายและความง่ายดายมาให้กับงานในช่วงหลังได้
ถ้าหากว่าตอนแรก เฉินโป๋กับถานหย่าไม่ได้ใช้เวลามากมายขนาดนั้น ในการถ่ายรูปและวิดีโอของเล่นเก่าเหล่านั้นทีละชิ้น และก็บันทึกสถานการณ์เป็นตัวอักษรไว้ล่ะก็
งั้นก็คงไม่สามารถจะตอบคำถามเหล่านี้ของพวกเขาได้อย่างคล่องแคล่วและละเอียดรอบคอบได้เลย
กระทั่งยังจะต้องไปตรวจสอบที่โกดังทีละชิ้นอีกต่างหาก
สถานะปัจจุบันแบบนี้มันสบายใจที่สุดแล้ว หลังจากที่ถานหย่าตอบกลับไปแล้ว สินค้าหลายอย่าง เช่น ลูกข่างยอดนิยมบางรุ่นของเฮอร์ริเคนสปิริต แล้วก็ภูตแสง ของเล่นแนวโทคุซัทสึเก่าๆบางอย่าง.
ก็ถูกต่อรองราคาไปบ้างแล้วก็ขายออกไปแล้ว
เพราะราคาที่ถานหย่าตั้งไว้ล้วนเป็นราคาที่สูงกว่าราคาในใจของตัวเอง นี่ก็เพื่อให้ลูกค้ามีช่องว่างในการต่อรองบ้าง ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองได้ของถูก
ในช่วงเวลาที่เฉินโป๋นอนหลับต่อนี้ ถานหย่าก็ขายของเล่นยอดนิยมไปได้แล้วหกเจ็ดชิ้น
ถานหย่าตอบกลับพวกเขาว่า จะจัดส่งสินค้าให้ตอนเย็นทั้งหมด เพราะยังไงพวกเขาก็ต้องทำงานครึ่งวัน
หลังจากตื่นนอนแล้ว เฉินโป๋ก็พบว่าอาหารเช้าสุดอลังการวางอยู่บนโต๊ะแล้ว
ถานหย่ากำลังเอาอาหารแมวให้เสี่ยวจวี๋กินอยู่
ทั้งสองคนนั่งยองๆ ลง ขณะที่เสี่ยวจวี๋กำลังกินข้าว ถานหย่าก็ถ่ายรูปท่าทางการกินของอีกฝ่ายไว้ด้วย แล้วก็ลูบไล้ขนปุยๆ ที่ค่อยๆ ยาวขึ้นของเสี่ยวจวี๋อย่างดี
ตอนนี้บัญชีคลิปสั้นๆ ของถานหย่า จำนวนผู้ติดตามก็มีสองหมื่นกว่าคนแล้ว ถึงแม้ตอนแรกยอดวิวจะเยอะ แต่เพราะยังไงก็เป็นบัญชีของคนธรรมดา แน่นอนว่าไม่มีทางจะดึงดูดผู้ชมได้มากเท่ากับบัญชีสัตว์เลี้ยงที่บริษัทสื่อมืออาชีพทำขึ้นมาหรอกนะ
แถมช่วงนี้ยอดวิวก็ลดลงไปเยอะมากแล้วด้วย
ถานหย่าจับเฉินโป๋ไปล้างมือที่ห้องน้ำด้วยกัน จากนั้นถานหย่าก็ครุ่นคิด:
"ที่รัก ฉันว่านะ สามารถจะโปรโมทในคลิปสั้นๆ ได้นะ กระทั่งตอนเย็นตอนที่ไปส่งของ ก็ถือโอกาสเปิดไลฟ์สด ถ่ายเสี่ยวจวี๋ แล้วก็ถ่ายของเล่นของพวกเราไปด้วยเลย ลงขายในติ๊กต็อกดูด้วย ดูสิว่าจะมีโอกาสไหม"
เฉินโป๋ตบก้นงอนๆ ของถานหย่าเบาๆ
"ธุรกิจนี้ฉันยกให้เธอจัดการทั้งหมดแล้วนะ เธอเตรียมจะทำยังไงก็ทำไปเลย!" พอเขารู้ว่า ถานหย่าเมื่อครู่เพิ่งจะขายของเล่นออกไปได้หลายออเดอร์แล้ว ก็อึ้งไปเหมือนกัน.
"ที่รักเก่งขนาดนี้เลยเหรอ?"
เห็นเฉินโป๋ชมตัวเอง ถานหย่าก็อดไม่ได้ที่จะแอ่นอกเชิดหน้าขึ้น
ความภาคภูมิใจผุดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
"มีหัวการค้าจริงๆ นะ ต่อไปถ้ามีโอกาสแบบนี้ ฉันต้องให้เธอได้ลองทำบ่อยๆ แล้วล่ะ!" เฉินโป๋ประคองใบหน้าของถานหย่าแล้วก็จูบอย่างหนักหน่วง
ถานหย่าทำอะไรเป็นระบบระเบียบมากจริงๆ สำหรับธุรกิจที่มีกฎเกณฑ์และมีความเป็นระบบระเบียบแบบนี้ เธอสามารถจะควบคุมได้ทั้งหมด ไม่ทำให้เฉินโป๋ต้องมาเป็นห่วงเลยสักนิด
แต่ก็ยังมีอีกปัญหาหนึ่งตามมาติดๆ
นั่นก็คือปัญหาเรื่องค่าขนส่ง
"ถ้าคิดแบบนี้แล้ว โกดังพวกเรามีของเล่นอยู่หลายพันชิ้นเลยนะ ค่าขนส่งแต่ละชิ้นอย่างน้อยๆก็สิบหยวน นี่มันก็หลายหมื่นหยวนแล้วนะ ดูท่าพวกเราควรจะไปคุยกับบริษัทขนส่งหน่อยดีกว่านะ" เฉินโป๋ครุ่นคิด
กำไรที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ได้หักราคาตลาดกับค่าไปรษณีย์ออกไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าสามารถจะลดค่าไปรษณีย์ลงได้อีกหน่อยล่ะก็ งั้นส่วนนี้ทั้งหมดก็จะกลายเป็นส่วนที่เพิ่มกำไรขึ้นมาได้
พอคิดแบบนี้แล้ว เฉินโป๋หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ ทั้งสองคนก็แบ่งงานกันทำทันที
ถานหย่าไปทำงาน ในช่วงเวลาว่างที่ไม่มีงาน ก็สามารถจะดูแลร้านค้าในแพลตฟอร์มมือสองได้
เพราะพูดตามตรงแล้ว แบบนี้ก็ถือได้แค่ว่าเป็นการขายของใช้ส่วนตัวที่ไม่ได้ใช้แล้วเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้ผิดระเบียบเรื่องการทำอาชีพเสริมของข้าราชการแต่อย่างใด
ไม่มีปัญหาอะไรมากนัก
ส่วนเฉินโป๋ ก่อนจะไปทำงาน ก็อุตส่าห์เรียกรถแท็กซี่ ไปที่โกดังของเล่น เพื่อจะหาของเล่นสองสามชิ้นที่คุณหวังหัวแห่งเมืองการค้าว่านหัวต้องการ..
และก็ถือโอกาส เจรจาเรื่อง....
ความร่วมมือเรื่องค่าขนส่งพัสดุ
ก่อนอื่นเขาก็โทรไปหลายเบอร์ เช้าวันหนึ่ง บริษัทขนส่งสามทหารเสือกับไปรษณีย์ไป่ซื่อก็มาคุยกับเขาที่หน้างานทีละเจ้า
ตามปริมาณสินค้าของเฉินโป๋ จงทง (บริษัทขนส่ง) เสนอราคาให้เขาคือ น้ำหนักเริ่มต้น 3 หยวน น้ำหนักเกินทุกกิโลกรัมเพิ่มอีก 1 หยวน
นี่สำหรับเขาแล้ว ถือว่าเหมาะสมมากจริงๆ เพราะของเล่นส่วนใหญ่ น้ำหนักก็ไม่ถึงหนึ่งกิโลกรัมอยู่แล้ว นั่นก็หมายความว่า ค่าขนส่งเมื่อเทียบกับเมื่อก่อนแล้วก็ลดลงไปเกือบจะสองในสามส่วน หรือก็คือประหยัดไปได้อย่างน้อยๆ สามสี่หมื่นหยวนเลยทีเดียว!
หลังจากตกลงความร่วมมือกับจุดรับส่งพัสดุของจงทงแล้ว เฉินโป๋ก็เริ่มค้นหาของในโกดังทันที.
จระเข้ทำลายล้างของชินปาคุ ของเล่นชิ้นนี้ ในเน็ตค้นหาไม่เจอเลยนะ ตลอดมาก็ได้ยินแต่ชื่อไม่เคยเห็นตัวจริงเลย
แต่ว่าก็มีของแบบนี้อยู่จริงๆ เฉินโป๋พิจารณาของเล่นรูปจระเข้ตัวนั้น ถอนหายใจ:
"ของแบบนี้เกรงว่าคงจะราคาหลายพันหรือกระทั่งเป็นหมื่นเลยนะเนี่ย"
กระทั่งในท้องตลาดก็หาไม่เจอเลย ไม่อย่างนั้น คุณหวังหัว เจ้าของเมืองการค้าว่านหัวก็คงจะไม่คิดถึงมันอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ซื้อไม่ได้สักทีหรอก
คนที่มีฐานะระดับนั้น เกรงว่าคงจะไม่ขาดเงินอยู่แล้ว เพียงแต่เพราะหาไม่เจอมาโดยตลอดเท่านั้นเอง
แต่ใครจะไปคิดว่า เฉินโป๋ดันมีพอดี
ยังมีของเล่นอื่นๆ อีกบ้าง ลูกดิ่งรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นกับตุ๊กตาบางตัว
เฉินโป๋รีบกำชับถานหย่าทันทีว่า สินค้าสองสามชิ้นนี้อย่าเพิ่งลงขายนะ เขามีธุระอื่นจะใช้
จากนั้น เรื่องที่ทำให้เฉินโป๋ปวดหัวที่สุดในตอนนี้ก็ปรากฏขึ้นมา
นั่นก็คือจะติดต่อกับอีกฝ่ายได้ยังไงกันนะ?
นี่มันไม่ใช่เหมือนกับนิยายแนวสะใจในเน็ตเสียหน่อย ที่เจ้าของกิจการระดับหลายร้อยล้าน อยากจะเจอก็เจอได้ง่ายๆ ..
เพราะฉะนั้นในสถานการณ์แบบนี้ จำเป็นต้องลองหาดูว่ามีใครรู้จักเขาบ้างไหม.
ดูสิว่าจะมีโอกาสได้คุยกันทางโทรศัพท์บ้างหรือไม่
เพราะยังไงคนรวยแบบนั้น งานยุ่งตลอดวัน จะมีเวลามาเจรจากันตัวต่อตัวได้ยังไงกัน นี่มันไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว ต่อให้ตัวเองจะเป็นคนจากบริษัทออกแบบตกแต่ง อีกฝ่ายก็คงจะไม่ให้โอกาสง่ายๆ หรอก
ถ้าจะบอกอีกฝ่ายตรงๆ เลยว่าตัวเองมีของเล่นเก่าที่เขาตามหาอย่างใจจดใจจ่ออยู่ วิธีการแบบนี้ลองคิดดูดีๆ แล้วมันก็ไม่ค่อยจะเป็นจริงเท่าไหร่เหมือนกัน
เพราะยังไงอีกฝ่ายก็อาจจะสงสัยเฉินโป๋ สงสัยว่าเขาไปรู้เรื่องนี้มาได้ยังไง
เหมือนกับแมลงวันที่บินชนหัวไปทั่ว สู้ไปขอความช่วยเหลือจากหัวหน้าของตัวเองยังจะดีกว่า
"เพราะยังไงเมืองการค้าว่านหัวมันก็เป็นโครงการประมูลงานขนาดใหญ่ขนาดนั้น ผู้บริหารบางคนในบริษัทก็คงจะต้องมีคอนเนคชั่นอยู่บ้างแหละน่า.."
โดยทั่วไปแล้ว โครงการที่เกินสิบล้านก็ถือว่าเป็นโครงการที่ใหญ่มากแล้ว
ล้วนแต่เป็นผู้บริหารระดับสูงหรือกระทั่งผู้ถือหุ้นของบริษัทที่จะเข้าไปลองเชิงและแทรกแซง ถ้าสถานการณ์ไม่ดี คว้ามาไม่ได้ล่ะก็
โอกาสถึงจะมาถึงพนักงานขายระดับล่างๆ
โครงการหัวเม่าเทคโนโลยีเมื่อก่อนหน้านี้ก็เป็นแบบนั้นแหละ คนทั้งบริษัทจวี้เซิงบนล่างก็ลองกันไปหมดแล้ว ไม่เคยคิดเลยว่าเฉินโป๋จะคว้ามาได้ เพราะฉะนั้นคนในบริษัทถึงได้ประหลาดใจกันมาก
เพราะฉะนั้น เฉินโป๋คิดว่าผู้บริหารของบริษัทน่าจะรู้สถานการณ์ของโครงการนี้ดีอยู่แล้ว
ดังนั้น เขาก็กลับไปบริษัท รีบวิ่งไปยังห้องทำงานของโหวเจี้ยนเซินทันที
สองสามนาทีต่อมา โหวเจี้ยนเซินก็รินน้ำชาให้เฉินโป๋แก้วหนึ่ง พลางครุ่นคิดไปพลาง ดวงตามองเพดาน: "ดูเหมือนจะเคยได้ยินชื่อโครงการนี้อยู่บ้างนะ เมืองการค้าว่านหัว ใช่ที่อยู่ในเขตหนานซารึเปล่านะ? เจ้าของชื่อ..."
"หวังหัวครับ" เฉินโป๋เตือนความจำเบาๆ
"ใช่แล้ว เขานั่นแหละ โครงการนี้น่ะ..." โหวเจี้ยนเซินถูกเฉินโป๋เตือนความจำแบบนี้ ก็พลันนึกขึ้นมาได้ทันที
จากนั้น เขาก็พูดว่า: "นี่ดูเหมือนจะเป็นลูกค้าของผู้ถือหุ้นคนหนึ่งของพวกเราจวี้เซิง เถ้าแก่ไข่ตันฮั่วเค่อน่ะ เขาดูเหมือนจะกำลังติดต่อกับอีกฝ่ายอยู่..."
ตันฮั่วเค่อ เฉินโป๋สำหรับผู้ถือหุ้นคนนี้ก็ค่อนข้างจะคุ้นเคยดีอยู่แล้ว เป็นลูกครึ่งจีน-อังกฤษ ปกติแล้วอัธยาศัยดีมาก ถึงแม้จะไม่ค่อยจะปรากฏตัวที่บริษัทเท่าไหร่ แต่คนบนล่างก็รู้ดีว่าชื่อเล่นเถ้าแก่ไข่นี่เอาไว้เรียกเขานั่นแหละ
เพราะเขาชอบเล่นเกม World of Warcraft แล้วก็ชอบตัวละครอิลลิแดนด้วย แถมเขาก็ยังแซ่ตันอีกต่างหาก ทุกคนก็เลยเรียกเขาว่าเถ้าแก่ไข่ ตันฮั่วเค่อก็ชอบชื่อเล่นนี้มากเหมือนกัน
"หัวหน้าโหวครับ ไม่ทราบว่าจะรบกวนช่วยผมติดต่อหน่อยได้ไหมครับ พอดีผมมีเรื่องเกี่ยวกับโครงการนี้อยากจะแจ้งให้ทราบหน่อยครับ" ก็เพราะเถ้าแก่ไข่เป็นคนคุยง่าย ถ้าเป็นคนอื่นในบริษัท เฉินโป๋คงจะไม่กล้าจะพูดตรงๆ แบบนี้แน่ๆ
โหวเจี้ยนเซินพยักหน้า: "ฉันจะช่วยแจ้งผู้จัดการติงให้ ผู้จัดการติงค่อยไปบอกเถ้าแก่ไข่อีกที ตำแหน่งหน้าที่มันจะสับสนกันไม่ได้นะ" ติงหานหลังจากได้รับโทรศัพท์แล้ว พอได้ยินว่าเป็นเฉินโป๋ต้องการจะพบเถ้าแก่ไข่ ก็รีบจัดการให้เขาทันที
เพราะยังไง..
เฉินโป๋ก็คือแม่สื่อของเขากับหลี่สงนะ!
พูดอีกอย่างก็คือ เป็นผู้มีพระคุณของพวกเขา เฉินโป๋มีเรื่อง ติงหานย่อมจะไม่ปฏิเสธความช่วยเหลืออย่างแน่นอน
เพราะฉะนั้น ที่ห้องทำงานของเขา ติงหานก็กดโทรศัพท์หาตันฮั่วเค่อเป็นการส่วนตัว
"เถ้าแก่ไข่ครับ เฉินโป๋จากแผนกขาย พนักงานขายที่ช่วยบริษัททำเงินได้มากที่สุดในช่วงนี้ เฉินโป๋น่ะครับ เขามีเรื่องบางอย่างอยากจะเรียนให้ท่านทราบครับ"
ปลายสาย: "อ้อ อ้อ ผมรู้แล้วเขาน่ะ เฉินโป๋ใช่ไหม เด็กหนุ่มคนนั้นที่ช่วงนี้ปิดดีลโครงการใหญ่ๆ ให้บริษัทได้หลายโครงการเลย ตอนแรกก็ทำงานออกแบบมาก่อนใช่ไหม เอาโทรศัพท์ให้เขาสิ"
"เถ้าแก่ไข่สวัสดีครับ" เฉินโป๋รับโทรศัพท์
"อ้าวๆๆ เฉินโป๋สวัสดี ได้ยินว่าแกมีธุระกับฉันเหรอ?"
เฉินโป๋อธิบายตามความเป็นจริง: "ผมได้ยินมาว่าท่านช่วงนี้กำลังติดต่อโครงการเมืองการค้าว่านหัวที่เขตหนานซาอยู่ใช่ไหมครับ?" ตันฮั่วเค่อบ่นพึมพำ: "เรื่องที่ฉันคุยกับเจ้าของร้านหวังหัวคนนั้นไม่ลงตัว แกก็ได้ยินมาแล้วเหรอ?" เฉินโป๋ไม่ได้พูดอะไร เพราะเขาไม่ได้รู้เรื่องนี้
ตันฮั่วเค่อพูดต่อทันที: "ไม่รู้ทำไมนะ แผนงานที่พวกเราเสนอไปให้เขาเขาก็ไม่พอใจสักที แถมยังบอกว่าต่อให้พวกเราจะยื่นประมูล คะแนนก็คงจะไม่สูงเท่าไหร่หรอก เพราะยังไงช่วงการให้คะแนนมันก็มีคะแนนความพึงพอใจส่วนตัวของเจ้าของร้านคนนั้นอยู่ด้วย ถ้าเขาไม่ชอบ คะแนนก็ย่อมจะไม่สูงอย่างแน่นอน
จริงสิ แกโทรมาหาฉัน ต้องเป็นเพราะเรื่องโครงการนี้แน่ๆ อยากจะลองดูใช่ไหมล่ะ?" เฉินโป๋พยักหน้า: "เถ้าแก่ไข่ครับ ผมอยากจะลองดูหน่อยครับ"
ไม่เคยคิดเลยว่าเฉินโป๋จะไม่ต้องพูดอะไรมาก อีกฝ่ายก็ให้เบอร์โทรศัพท์กับตัวเองโดยตรงเลย
"เด็กหนุ่มไปลองดูสิ ถึงแม้โครงการนี้ลูกค้าจะเรื่องมากและอารมณ์แปรปรวนมากก็จริง แต่ฉันว่าแกน่าจะทำได้นะ"
เถ้าแก่ไข่ก็ไม่ได้ซักถามว่าเฉินโป๋มีความมั่นใจอะไรมาจากไหน จึงวางสายโทรศัพท์ไปเลยทันที...