เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 340 : คานส์ (6)

บทที่ 340 : คานส์ (6)

บทที่ 340 : คานส์ (6)


[แปลโดยฝีมือ...ยักษาแปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ]

[แค่ คอมเมนต์ ก็เหมือนการให้กำลังใจแล้วนะครับ รบกวน comment กันหน่อยน๊า ;-;]

[Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย]

บทที่ 340 : คานส์ (6)

แท้จริงแล้ว แดนนี่ แลนดิส ผู้กำกับมือฉมังแห่งฮอลลีวูด ไม่ได้ใส่ใจภาพยนตร์เรื่อง ‘ปลิง’ มากนัก การมาเยือนเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ครานี้ก็ราวกับถูกกดดันให้มาร่วมงาน เขาเองก็รู้สึกไม่ชอบใจนัก แต่ก็จำยอมมาตามคำร้องขอของคนรอบข้างด้วยความรู้สึกเฉยชา

นั่นคือสันดานของเขา

แม้ใจหนึ่งจะหลงใหลในการเสพภาพยนตร์จากทั่วทุกมุมโลก แต่การต้องตกอยู่ในสถานที่ซึ่งผู้คนเบียดเสียดกันนับแสนกลับทำให้เขารู้สึกวิงเวียนศีรษะ เขาเริ่มต้นเส้นทางอาชีพผู้กำกับด้วยใจรักในการสร้างสรรค์ภาพยนตร์ ทว่าชื่อเสียงที่แผ่ขยายออกไปกลับนำพาให้เขาต้องพบปะผู้คนมากหน้าหลายตาที่ล้วนเข้าหาเขาด้วยเบื้องหลังบางอย่าง ซึ่งเขาไม่ปลื้มนัก

แต่ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว ก็ควรจะทำในสิ่งที่ตนปรารถนาบ้าง นั่นคือสิ่งที่เขาคิด

ภาพยนตร์เรื่อง ‘ปลิง’ ก็เช่นกัน

มันเป็นเพียงหนึ่งในภาพยนตร์ยี่สิบเรื่องที่เข้าชิงรางวัลในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ และเป็นภาพยนตร์จากเกาหลีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น ไม่มีอะไรพิเศษไปกว่านั้น

"ผลงานของผู้กำกับอันกาบกนี่เอง"

ผู้คนมากมายที่เขาพบพานที่นี่ต่างพากันพูดคุยถึง ‘ปลิง’ อย่างออกรสออกชาติ บ้างก็ว่าคณะกรรมการคานส์ต้องการแก้ไขความผิดพลาดในอดีต บ้างก็ว่าเพื่อให้องค์ประกอบครบถ้วน หรือไม่ก็ว่าเป็นเพราะภาพยนตร์เกาหลีมีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้นเพราะมีภาพยนตร์เกาหลีเพียงเรื่องเดียว และดูเหมือนจะไม่เข้าพวกนัก

ผู้กำกับแดนนี่หัวเราะในใจ "ถึงแม้คานส์จะต้องคำนึงถึงสายตาชาวโลก แต่นี่มันคานส์นะ คงไม่โง่เลือกหนังมาฉายเพียงเพราะภาพลักษณ์ภายนอกหรอก"

เหตุผลที่เขาไม่ค่อยสนใจ ‘ปลิง’ ไม่ใช่เพราะดูแคลนผลงานจากเกาหลี หากแต่เป็นเพราะสไตล์การกำกับอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้กำกับอันกาบกนั้นไม่ค่อยถูกจริตเขานัก หลายปีก่อน ผู้กำกับแดนนี่ แลนดิสก็เคยสัมผัสผลงานของผู้กำกับอันกาบกมาแล้ว โดยรวมแล้วต้องยอมรับว่าคุณภาพอยู่ในระดับสูง แต่ถ้าถามว่าประทับใจหรือไม่ คำตอบคือไม่ หัวใจของเขายังคงนิ่งเฉยไร้ความรู้สึกสั่นไหวใด  ๆ

พูดง่าย  ๆ  คือเขามองในมุมมองของคนดูทั่วไป

แม้จะเป็นผู้กำกับแดนนี่ แลนดิสผู้ทรงอิทธิพลในฮอลลีวูด แต่เขาก็ยึดมั่นในหลักการที่ว่า เมื่อได้ชมผลงานของผู้กำกับคนอื่น เขาจะวางตัวเสมือนหนึ่งผู้ชมคนหนึ่งเสมอ อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าผู้กำกับอันกาบกที่เป็นผู้อาวุโสนั้นเป็นผู้กำกับที่ยอดเยี่ยม

"ไม่ว่าวงการใด การรักษามาตรฐานผลงานในระดับสูงไว้ได้ยาวนานหลายสิบปีเช่นนี้ ย่อมสมควรได้รับการยกย่อง"

แม้สไตล์การทำงานของทั้งคู่จะแตกต่างกัน แต่คนเก่งย่อมรู้จักคนเก่งด้วยกันเสมอ

ความรู้สึกนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในใจผู้กำกับแดนนี่ แลนดิส จวบจนรุ่งอรุณของวันที่สอง ก่อนการฉายรอบปฐมทัศน์ของ ‘ปลิง’ ภาพยนตร์เรื่องที่สามที่เข้าชิงรางวัล เขามาพร้อมกับความรู้สึกประมาณว่า "ไหน  ๆ  ก็มาถึงที่นี่แล้ว ลองดูอีกสักครั้งก็คงไม่เสียหาย" เผื่อสไตล์ของผู้กำกับอันกาบกอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

ภายใน "โรงละครลูมิแอร์" ขนาด 3000 ที่นั่ง ของ "พระราชวังเทศกาลภาพยนตร์" ผู้คนมากหน้าหลายตาต่างคลาคล่ำกันอย่างเนืองแน่น

เหล่าผู้กำกับและนักแสดงชื่อดังจากฮอลลีวูดและนานาประเทศ บุคคลสำคัญในแวดวงภาพยนตร์ รวมถึงสื่อมวลชน เสียงสนทนาจอแจของพวกเขาแว่วมาเข้าหูผู้กำกับแดนนี่ แลนดิสเป็นระยะ

"ฮ่า  ๆ  สงสัยคนแห่กันมาดูเพราะเป็นหนังเกาหลีเรื่องเดียวที่เข้าชิงรางวัลล่ะมั้ง?  "

กระแสข่าวลือเรื่องเส้นสายของคานในการเลือกภาพยนตร์เรื่องนี้ ดูเหมือนจะเป็นที่สงสัยใคร่รู้ของใครหลายคน

"ฉันก็ได้ยินเรื่องนั้นมาเหมือนกันนะ ในเมื่อหนังเข้าฉายแล้ว เราคงได้พิสูจน์กันว่าข่าวลือนี้เป็นจริงเหรอไม่ จะว่าไป ผู้กำกับอันกาบกก็เคยมีผลงานที่น่าประทับใจกับคานมาก่อนนิ"

"แน่นอน ฉันรู้ นั่นแหละที่ทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าเรื่องเส้นสายนี้อาจเป็นเรื่องจริงก็ได้"

บทสนทนาดำเนินไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นมากกว่าความคาดหวัง

"แค่เห็นโปสเตอร์ ‘ปลิง’ ฉันว่าหลายคนก็น่าจะพอเดาเนื้อเรื่องได้แล้วมั้ง"

"อืม… ถ้าให้ฉันเดา ฉันคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่ใฝ่ฝันอยากรวยจนประสบความสำเร็จ"

"จริงด้วย! ฉันเคยได้ยินมาว่าหนังเกาหลีแนวนี้ พวกแนวพลิกชีวิตเนี่ย มีเยอะมากเลย"

"ฮ่า  ๆ   ๆ  ก็ถือว่าเป็นพล็อตที่แปลกใหม่ดีนะ"

"แต่ถ้านั่นเป็นทั้งหมดที่หนังจะนำเสนอ มันก็น่าเสียดายแย่"

บางครั้ง บทสนทนาก็เปลี่ยนไปโฟกัสที่นักแสดงนำชายซึ่งปรากฏอยู่บนโปสเตอร์ ‘ปลิง’ ถึง 70%

"นักแสดงคนนี้ก็คือคนที่เดินพรมแดงมากับไมลีย์ คาร่า ตอนเปิดงานนั่นเองนี่ ถ้าจำไม่ผิด เขาชื่อคังวูจินใช่ไหม?  "

"อ้อ ใช่แล้ว นักแสดงเกาหลีคนอื่น  ๆ  ในโปสเตอร์ฉันคุ้นหน้าคุ้นตาทั้งนั้น ยกเว้นคังวูจินนี่แหละ เขาเป็นนักแสดงหน้าใหม่หรือเปล่า"

"ได้ยินมาว่าเพิ่งเดบิวต์ได้ไม่นาน"

"โชคดีชะมัด เพิ่งเดบิวต์แป๊บเดียวก็ได้มาคานแล้ว"

"ฝีมือการแสดงอาจจะยังไม่เท่าไหร่" ประโยคนี้เปรียบเสมือนการเปรยเบา  ๆ  แต่ชัดเจนว่าหมายถึงคังวูจิน

"นักแสดงคนนี้ไม่มาดูฉายรอบเช้าเหรอ" ใครคนหนึ่งถามขึ้น

"เขาเดินพรมแดงมากับไมลีย์ คาร่า เลยเป็นที่จับตามองมาก หวังว่าการแสดงของเขาจะเหนือความคาดหมายนะ"

"ฉันกลัวว่าเขาจะฝีมือแค่พอใช้ได้ แต่ได้มาคานเพราะอย่างอื่นมากกว่า"

"ก็จริง"

"ยังไงก็เถอะ เนื้อเรื่องแนวความสำเร็จของตัวเอกมันก็ค่อนข้างซ้ำซากจำเจอยู่นะ"

เสียงพูดคุยเปรียบเทียบกับภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ฉายเมื่อวานดังคลออยู่รอบข้าง ขณะที่ผู้กำกับแดนนี่ แลนดิสนั่งฟังเงียบ  ๆ  นิ้วมือเกาคางเบา  ๆ  บรรยากาศในโรงภาพยนตร์อบกอบไปด้วยความแปลกประหลาด หาก ‘ปลิง’ เป็นเรื่องราวความสำเร็จของพระเอกผู้ใฝ่ฝันอยากรวยล่ะก็

"หืม- คงไม่น่าติดตามเท่าไหร่"

เนื้อเรื่องไม่ดึงดูดใจเขาสักนิด

แล้ว ‘ปลิง’ ก็เริ่มฉาย

-♬♪

หลังจากไตเติ้ลจบลง ภาพนักแสดงชาวเกาหลี คังวูจิน ปรากฏขึ้นบนจอภาพยนตร์ขนาดมหึมา บทพูดของเขาเป็นภาษาเกาหลี พร้อมคำบรรยายภาษาฝรั่งเศสด้านล่าง และภาษาอังกฤษถัดลงมาอีกชั้น

สิบนาทีแรก บรรยากาศของผู้ชมสามพันคนยังคงนิ่งเฉย

พระเอกผู้ยากไร้ และตัวละครจากตระกูลมหาเศรษฐีที่ทยอยปรากฏตัว ผู้กำกับแดนนี่กับศีรษะล้านครึ่งหัว และผู้ชมส่วนใหญ่ต่างมีสีหน้าแบบ "ก็อย่างที่คิด" สีหน้าของแดนนี่เปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อ

"······ภาษามือ?  "

คังวูจิน หรือจะเรียกว่า "ปาร์คฮาซอง" ใน ‘ปลิง’ กำลังใช้ภาษามืออย่างคล่องแคล่ว

"หืม- ดูยังไงก็ไม่เหมือนฝึกมา"

โดยปกติแล้ว นักแสดงต้องฝึกฝนทักษะต่าง  ๆ  ตามบทบาทที่ได้รับ แต่ไม่ว่าจะฝึกฝนมากเพียงใด การทำให้ดู "เหมือนจริง" ก็เป็นเรื่องยากเสมอ แต่ภาษามือของคังวูจินบนจอกลับไม่มีเค้าลางของการฝึกฝนแม้แต่น้อย

ตรงกันข้าม

"แม้จะสังเกตได้ยาก แต่นักแสดงหญิงคนนั้นฝึกฝนมาสินะ"

ทางด้านโอฮีรยองผู้มากประสบการณ์กลับดูเหมือนฝึกฝนมา แม้จะเป็นความแตกต่างเพียงเล็กน้อย แต่สายตาของผู้กำกับระดับปรมาจารย์อย่างแดนนี่ก็มองเห็น เพราะเขาผ่านนักแสดงมานับไม่ถ้วน ส่วนภาษามือของคังวูจินนั้นปราศจากร่องรอยของการเลียนแบบโดยสิ้นเชิง

หรือว่าเขาเลือกนักแสดงที่เชี่ยวชาญภาษามือมาแต่แรก?  ผู้กำกับแดนนี่พยักหน้าอย่างเชื่องช้า แต่ยิ่ง ‘ปลิง’ ดำเนินเรื่องราวต่อไป

...อืม?

ยิ่งการแสดงของคังวูจินทวีความเข้มข้นมากเท่าไหร่ ท่าทีของผู้กำกับแดนนี่ แลนดิสก็ยิ่งเปลี่ยนแปลงไปมากเท่านั้น จากที่เคยเท้าคางอย่างสบาย  ๆ  บัดนี้เขากลับนั่งตัวตรง ดวงตาเบิกกว้าง มือยกแว่นทรงกลมขึ้นมาเช็ดถูซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อะไรกัน?

เพราะ ‘ปลิง’ และการแสดงอันทรงพลังของคังวูจินเริ่มสะกดทุกสายตาของผู้ชมทั้ง 3000 คนเอาไว้ ‘ปลิง’ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวความสำเร็จของตัวละครธรรมดา  ๆ  อย่างที่เห็นในช่วงแรก ยิ่งเวลาผ่านไป เนื้อเรื่องยิ่งเข้มข้น ซับซ้อน และไหลบ่าไปในทิศทางที่คาดเดาไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

รวมถึงผู้กำกับแดนนี่ แลนดิส ผู้ชมระดับโลกทั้ง 3000 คนเริ่มซุบซิบพูดคุยกัน

จู่  ๆ  ก็ให้ตัวเอกเข้ามาอยู่ในบ้าน?

แน่นอนว่าในใจของพวกเขากำลังคิด

สามีกำลังจับตาดูภรรยาอยู่งั้นหรือ?

หรือว่าเขาจะใช้ตัวเอกนี้เป็นเครื่องมือเพื่อควบคุมภรรยาที่พูดไม่ได้?

เขาจะฆ่าเธอ!

ฆ่าภรรยา?  เรื่องราวมันบิดเบี้ยวไปถึงขั้นนั้นเชียวเหรอ?

ทุกคนเริ่มตกอยู่ในมนตร์เสน่ห์ของ ‘ปลิง’ อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

เรื่องราวความสำเร็จ?  ไม่สิ...นี่มันเรื่องราวที่ไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อน!!

เพราะมันเหนือความคาดหมาย เนื้อเรื่องที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร และสิ่งที่ค้ำจุนเรื่องราวทั้งหมดเอาไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ คือการแสดงอันยอดเยี่ยมของเหล่านักแสดง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

ตัวเอกกำลังนำพาหนังทั้งเรื่อง ทั้งในแง่ของการแสดงและบรรยากาศ ออร่าของเขามัน...ช่างพิเศษจริง  ๆ

ทุกอย่างมันเป็นเพราะ ปาร์คฮาซอง หรือก็คือคังวูจินนั่นเอง

ในเวลานี้ สายตาของผู้กำกับระดับฮอลลีวูดอย่างแดนนี่จับจ้องอยู่ที่

"โรคริปลีย์งั้นเหรอ?  แสดงออกมาให้เห็นได้ขนาดนี้เลยเหรอ?  " แดนนี่ แลนดิสครุ่นคิด ความสนใจทั้งหมดจดจ่ออยู่ที่คังวูจินเพียงผู้เดียว ราวกับโลกทั้งใบถูกบดบังด้วยการแสดงอันทรงพลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายทอดชีวิตของ "ปาร์คฮาซอง" นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ครอบครัวเศรษฐีจอมปลอม การแสดงของคังวูจินก็ยิ่งน่าตื่นตะลึง เกินกว่าคำบรรยายใด  ๆ  จะเอื้อมถึง มันไม่ได้ถูกเขียนไว้ในบท ไม่มีตัวละครใดเอ่ยถึงมันแม้แต่แวบเดียว

กระนั้น มันกลับเด่นชัดจนไม่อาจมองข้าม

คำว่า ‘โรคริปลีย์’ แล่นเข้ามาในห้วงความคิดของเขา หรือบางที มันอาจแล่นผ่านความคิดของผู้ชมทั้งสามพันคนในโรงภาพยนตร์แห่งนี้ก็เป็นได้

"สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึก การแสดงออกทางสีหน้า และจังหวะการเคลื่อนไหว นั่นคือการแสดงอย่างนั้นเหรอ?  หรือควรจะเรียกว่าอะไรดี?  "

ภาพของนักแสดงชาวเกาหลีบนจอเงินขนาดมหึมา ฉายชัดทั้งความอ่อนโยนและความดุดัน แววตาพร่าเลือนด้วยความปรารถนา ทว่าน้ำเสียงและท่าทางกลับสงบนิ่ง ราวกับผืนน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น

มันเป็นไปได้ยังไง?

'เขาเชื่ออย่างสนิทใจว่าทุกสิ่งที่เขากำลังประสบ คือโลกใบจริงของเขา' แดนนี่ แลนดิสครุ่นคิด

ไม่มีแม้แต่เค้าโครงของการ "ลอกเลียน" คังวูจินใน ‘ปลิง’ ยิ่งเรื่องราวดำเนินไป ภาพลักษณ์ในช่วงต้นก็ยิ่งจางหายไป ราวกับหมอกที่ค่อย  ๆ  สลายไปกับแสงตะวัน มันละเอียดอ่อนจนแทบจะมองไม่เห็น หากไม่ตั้งใจสังเกตอย่างถ่องแท้

มันไม่ใช่แค่ความประณีตบรรจง

'นักแสดงคนนั้น...เขาเป็นนักแสดงจริง  ๆ  หรือเปล่านะ?  ' แดนนี่ แลนดิสครุ่นคิดอย่างหนัก

บนจอ คังวูจินได้มอบ "ภาพลวงตา" ให้กับผู้กำกับแดนนี่และผู้ชม 3000 คน เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ครั้งนี้ แน่นอนว่าคลาคล่ำไปด้วยเหล่าดาราชื่อดังมากมาย ข้อมูลของพวกเขามีอยู่ทั่วทุกสารทิศ แต่คังวูจินที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงได้เพียง 2 ปีนั้น แทบจะไม่มีใครรู้จักเลยก็ว่าได้ และนั่นคือพลังของความเข้าใจผิด ใครเลยจะปักใจเชื่อได้ทันที หากได้ยินเรื่องราวสุดพลิกผันในบทบาทการแสดงของวูจิน

ไม่นานนัก…

"หรือว่า... ผู้กำกับอันกาบก... พาคนเป็น ‘โรคริปลีย์’ มาแสดงจริง  ๆ  ?  "

ความคิดของผู้กำกับแดนนี่ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งฮอลลีวูดเริ่มสับสนอลหม่าน ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ชม 3000 คนจากทั่วทุกมุมโลกที่หลั่งไหลมาชม ‘ปลิง’ รอบปฐมทัศน์ ต่างก็ครุ่นคิดไปในทิศทางเดียวกัน

"นี่เขาแสดง หรือเรื่องจริงกันแน่?  งงไปหมดแล้ว"

"ทำไมรู้สึกขนลุกแบบนี้?  นักแสดงคนนี้ช่วงแรกกับตอนนี้ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน ราวกับ...ชายหนุ่มที่สติแตกสลายไปอย่างเลือดเย็น"

"หรือว่าเขาจะเอาคนที่เป็น ‘โรคริปลีย์’ มาแสดงจริง  ๆ  ?! ถ้าไม่ใช่แบบนั้น จะแสดงได้สมจริงขนาดนี้เชียวเหรอ!"

"แต่ว่า...ถ้าเอาคนที่เป็น ‘โรคริปลีย์’ มาแสดงจริง  ๆ  ล่ะก็... ผู้กำกับอันกาบกก็คงเสียสติไปแล้วแน่  ๆ  "

ในที่สุดทุกคนก็เข้าใจความหมายที่แท้จริงที่แฝงอยู่ในโปสเตอร์ภาพยนตร์ ‘ปลิง’ นี่ไม่ใช่เรื่องราวความสำเร็จของชายผู้หนึ่ง แต่มันคือภาพสะท้อนของ ‘โรคริปลีย์’ อย่างชัดเจน ‘ปลิง’ ได้สร้างความตกตะลึงครั้งใหญ่ให้กับเหล่าคนดังที่มาร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ตั้งแต่รอบปฐมทัศน์

เพราะหลังจากภาพยนตร์จบลงไปกว่า 5 นาที ก็ยังไม่มีผู้ใดขยับกายแม้แต่น้อย

แต่นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

กรรมการอย่างเป็นทางการ 10 คน รวมถึงบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคังวูจินอีกมากมาย มีกำหนดเข้าร่วมรอบฉายครั้งที่ 2 ในช่วงบ่าย ซึ่งรอบบ่ายนี้ก็เต็ม 3000 ที่นั่งเช่นกัน

กล่าวคือ ยังเหลืออีกหนึ่งยก

เวลาเดียวกัน

เวลา 11 นาฬิกา หลังจากรอบฉายแรกของภาพยนตร์ ‘ปลิง’ ซึ่งเริ่มต้นเวลา 9 นาฬิกาสิ้นสุดลง ในขณะที่ชื่อของปาร์คฮาซองและโรคริปลีย์ยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน คังวูจินแห่งภาพยนตร์ ‘ปลิง’ กลับนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงกว้างในห้องพักของโรงแรมระดับ 5 ดาว เขานอนนิ่งราวกับร่างไร้วิญญาณอยู่บนเตียงสีขาวผืนใหญ่

"······"

แม้ภายนอกจะดูราวกับสิ้นลมหายใจ แต่แท้จริงแล้วเขากำลังหลับสนิท เป็นผลพวงจากการทำงานอย่างหนักตั้งแต่พิธีเปิดเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จนถึงเมื่อวาน (วันที่ 1) ถึงแม้จะพยายามรักษาภาพลักษณ์ให้ดูแข็งแกร่งอยู่เสมอ แต่ความตึงเครียดจากสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยก็ทำให้ความเหนื่อยล้ารุมเร้า โชคดีที่มิติว่างเปล่าคอยช่วยเหลือ เขาจึงผ่านพ้นสองวันแรกมาได้

"อืมม..."

คังวูจินค่อย  ๆ  ลืมตาขึ้น แต่เขายังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียง เพียงแค่ส่งเสียงหาวออกมาเบา  ๆ  พร้อมกับเส้นผมที่ยุ่งเหยิง จากนั้นก็ใช้มือทั้งสองควานหาโทรศัพท์มือถือเพื่อดูเวลา

"โอ้โห... แย่แล้ว 11 โมงแล้วเหรอเนี่ย?  นานมากแล้วนะที่ไม่ได้นอนตื่นสายแบบนี้"

ความจริงแล้ว ช่วงเวลาสิบวันของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์เปรียบเสมือนวันหยุดพักผ่อนสำหรับคังวูจิน ถึงแม้จะมีตารางงานมากมายในช่วงเทศกาล รวมถึงพิธีเปิด แต่โดยรวมแล้วตารางงานก็ค่อนข้างว่างกว่าที่เกาหลี จนถึงพิธีปิดและการมอบรางวัล โดยเฉพาะวันนี้ที่เป็นวันฉายภาพยนตร์ ‘ปลิง’ ยิ่งว่างเป็นพิเศษ

"ดูซิ รอบฉายที่ 2 ของ 'ปลิง' คือ 19 นาฬิกา งั้นเตรียมตัวสัก 16 นาฬิกาก็คงทันสินะ?  "

นอกจากชเวซองกุนแล้ว ทีมของวูจินก็กำลังเคลื่อนไหวอย่างอิสระเช่นกัน พวกเขามีแผนจะท่องเที่ยวพักผ่อนอยู่ก่อนหน้าแล้ว

ไม่นานนัก วูจินที่เพิ่งตื่นจากนิทราเอื้อมมือคว้าขวดน้ำบนโต๊ะพลางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา

"สถานการณ์เป็นยังไงบ้างนะ?  " วูจินพึมพำเบา  ๆ

มีหลายสิ่งที่เขาต้องตรวจสอบ ทั้งสถานการณ์ในเกาหลี กระแสตอบรับต่อการปรากฏตัวของเขาบนพรมแดงในพิธีเปิดเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ที่สร้างความฮือฮาอย่างมาก สถานการณ์ในญี่ปุ่นที่ภาพยนตร์สองเรื่องของเขาได้เข้าชิงเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ และการฉายรอบปฐมทัศน์ของ ‘บุปผาเร้น’ ที่เพิ่งเริ่มต้น กระแสตอบรับตัวอย่างอัลบั้มใหม่ของไมลีย์ คาร่า รวมถึงความเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดียของเขาและ "ตัวตนอีกด้านของคังวูจิน"

แน่นอนว่าเขาต้องตรวจสอบข้อความที่ยังไม่ได้อ่าน ทั้งข้อความส่วนตัวและข้อความในแอปพลิเคชันแชทต่าง  ๆ  อีกด้วย

ทันใดนั้นเอง

-อืดด อืดด

เสียงสั่นไหวของโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนเตียงดังขึ้น วูจินชะงักเล็กน้อยก่อนจะเหลือบมองชื่อผู้โทรเข้า เป็นPDซงมันวูจากทีม "มารร้ายผู้แสนดี" ดูเหมือนพวกเขากลับถึงเกาหลีแล้ว วูจินเอียงศีรษะเล็กน้อย กระแอมไอเบา  ๆ  เพื่อเตรียมเสียงทุ้มนุ่มอันเป็นเอกลักษณ์ ก่อนจะกดรับสาย

"ครับ PD"

เสียงรอบข้างของPDซงมันวูค่อนข้างจอแจ น่าจะเป็นเสียงจากกองถ่าย "มารร้ายผู้แสนดี" ถึงแม้เขาจะไม่ได้อยู่ที่นั่น แต่การถ่ายทำก็ยังคงดำเนินต่อไป

"คุณวูจิน ผมต้องขออภัยที่รบกวนเวลาพักผ่อนนะครับ ช่วงนี้คุณคงยุ่งกับเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์น่าดู"

"ไม่เป็นไรครับ ว่างอยู่ครับ"

เสียงทักทายดังขึ้น พร้อมรอยยิ้มอบอุ่น

"ฮ่า  ๆ  ได้ข่าวจากนักข่าวเหมือนกัน เห็นไหม คุณวูจิน ข่าวเดินพรมแดงในพิธีเปิดทำเอาเกาหลีใต้ฮือฮาไปเลย ญี่ปุ่นก็เหมือนกันนะ"

PDซงมันวูเอ่ยทักทาย ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องราวไปในทิศทางที่ต่างออกไป

"อ่า เพราะคุณคงยุ่งมาก งั้นเข้าเรื่องเลยละกัน เรื่อง 'มารร้ายผู้แสนดี' น่ะ มีเรื่องด่วนนิดหน่อย แต่ไม่ใช่เรื่องเล็กนะครับ"

วูจินนั่งฟังคำอธิบายอย่างใจเย็น ความคิดมากมายแล่นผ่านเข้ามาในหัว

'เรื่องด่วนอะไรกัน?  แค่เปิดตัวเร็วขึ้นเนี่ยนะ?  '

เขาครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงแผ่วเบา

"ผมโอเคครับ"

ไม่กี่นาทีต่อมา วูจินก็พลันถูกความว่างเปล่ากลืนกิน สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของเขาคือกรอบสี่เหลี่ยมสีขาว อันคุ้นเคยที่บ่งบอกถึง 'มารร้ายผู้แสนดี'

-[9/บทละคร(ชื่อเรื่อง: มารร้ายผู้แสนดี) ระดับ EX]

รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของคังวูจิน

"โชคดีที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก"

ราวหนึ่งชั่วโมงให้หลัง เวลาประมาณบ่ายโมง ณ โรงแรมห้าดาวหรูหราที่ตั้งอยู่ห่างจาก 'พระราชวังเทศกาลภาพยนตร์' สถานที่จัดงานหลักของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์เพียง 10 นาที ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ที่พักของคังวูจิน ภายในโรงแรมมีร้านอาหารขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่มารับประทานอาหารกลางวัน ส่วนใหญ่เป็นแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์

ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้น

"ผู้กำกับคนนั้นชวนเธอทานมื้อเที่ยงด้วยจริงเหรอ?  "

"จริงสิ ฉันก็ตกใจเหมือนกันตอนรับโทรศัพท์"

ใกล้ทางเข้าร้านอาหาร โต๊ะสี่ที่นั่งปรากฏร่างคุ้นเคยสองร่าง คือโจเซฟ เฟลตันและผู้ดูแลฝ่ายคัดตัวนักแสดงเมแกน สโตน ทั้งสองนั่งเคียงข้างกัน ไม่ได้นั่งประจันหน้า บทสนทนาและท่าทางราวกับกำลังรอคอยใครสักคน

ในขณะนั้นเอง

-กึก

ชายชราชาวต่างชาติสวมแว่นทรงกลมเดินเข้ามาในร้านอาหาร คุณคนนี้คือผู้กำกับฮอลลีวูดชื่อดัง แดนนี่ แลนดิส ศีรษะล้านเลี่ยนครึ่งหนึ่งของเขาทันทีที่ก้าวเข้ามาในร้าน สายตาก็ปะทะเข้ากับโจเซฟและเมแกน

"······"

แดนนี่เดินตรงไปยังทั้งสองโดยไม่เอ่ยวาจา โจเซฟและเมแกนหันมาสบตากัน ก่อนจะยื่นมือออกไป แดนนี่รับการทักทายด้วยการจับมือ แล้วทรุดตัวลงนั่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"เมื่อเช้าผมดู ‘ปลิง’ น่ะ คังวูจินเขากำลังป่วยเป็นโรคริปลีย์อยู่หรือเปล่า?  หรือว่าผู้กำกับอันกาบกจงใจเลือกเขามารับบทนี้?  "

คำถามตรงไปตรงมาทำให้โจเซฟแสดงสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย เมแกนเองก็เช่นกัน อันที่จริงโจเซฟยังไม่ได้ดู ‘ปลิง’ เขาจะไปดูรอบ 19.00 น. แต่เมื่อนึกย้อนไปถึงตอนที่เห็นคังวูจินในกองถ่าย ‘ปลิง’ และอาการของโรคริปลีย์ที่คังวูจินแสดงออกมา โจเซฟจึงเผยยิ้มมั่นใจ

"ไม่มีทางหรอกครับ คังวูจินเป็นนักแสดง ทุกสิ่งที่ผู้กำกับเห็นคือการแสดงของเขาทั้งหมด"

แดนนี่หยุดคิดครู่หนึ่ง แล้วลูบหน้าผากโล่งเตียนของตน

"······การแสดง งั้นเหรอ?  แน่ใจนะ?  "

"ผมเอาทุกอย่างเป็นประกันได้เลยครับ"

"เฮ้อ นั่นสินะ บทบาทที่ถ่ายทอดออกมานั่น...ราวกับตัวตนที่แท้จริง โลกใบนี้ช่างน่าอัศจรรย์ มองภายนอกแทบไม่เห็นวี่แววของคนอายุมาก แต่กลับเปี่ยมล้นไปด้วยพลังอย่างเหลือเชื่อ น่าทึ่งจริง  ๆ  หรือว่าเขาจะเป็นนักแสดงตั้งแต่เด็กกันนะ?  "

โจเซฟสบตากับเมแกนแวบหนึ่ง รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า

"ไม่ใช่หรอกครับ คังวูจินเพิ่งเดบิวต์ได้สองปีเองครับ"

ทันใดนั้น แดนนี่ แลนดิส ผู้กำกับมือฉมังแห่งฮอลลีวูดก็ขมวดคิ้วแน่น เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคลือบแคลง

"···เดบิวต์แค่สองปีงั้นเหรอ?? กำลังล้อผมเล่นอยู่ใช่ไหม?  "

ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_

จบบทที่ บทที่ 340 : คานส์ (6)

คัดลอกลิงก์แล้ว