เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 216 โมเมนตัม (3)

บทที่ 216 โมเมนตัม (3)

บทที่ 216 โมเมนตัม (3)


[แปลโดยฝีมือ...ยักษาแปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ\]

[Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย]

[หลังแปลจบ คิดว่าจะมีการเกลาคำเบื้องต้น แก้คำผิด ปรับสำนวนให้สละสลวย เทียบคำต่อคำ ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนกันเสมอมานะครับ]

บทที่ 216 โมเมนตัม (3)

พัคชอลกยูร่างโตทรุดลงในท่าหมดรูป คังวูจินยังคงยืนนิ่ง จ้องมองร่างนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย สายตาทุกคู่ในโรงฝึกสตั๊นท์ต่างจับจ้องมาที่ทั้งสอง บรรยากาศเงียบสงัดราวกับถูกแช่แข็ง ทว่าแววตากึ่งเย้ยหยันของคังวูจินกลับไม่หวั่นไหว

ใบหน้าคมคายนั้นแลดูเย็นชาและสุขุมลึกล้ำ ไร้ซึ่งเค้าความหวั่นเกรงแม้แต่น้อย

"มารร้ายผู้แสนดี..." ผู้กำกับคิวบู๊พึมพำกับตัวเอง ดวงตาเบิกกว้างอย่างประหลาดใจเมื่อมองไปยังคังวูจิน ในใจพลันแน่มั่นกับความคิดหนึ่ง

"อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่วูจินจงใจทำให้เป็นแบบนี้"

ความจริงแล้ว นั่นคืออุบัติเหตุ คังวูจินได้แต่โทษตัวเองอยู่ในใจ สายตากวาดมองบั้นท้ายกลมกลึงของพัคชอลกยูที่โผล่พ้นกางเกงอย่างช่วยไม่ได้

‘บ้าเอ๊ย เกิดอะไรขึ้นเนี่ย... อ๊าาาา... ฉันควรจะดึงกางเกงขึ้นให้เขาก่อนหรือเปล่า?’ คังวูจินคร่ำครวญกับตัวเอง

ทว่าในมุมมองของผู้กำกับคิวบู๊ ความคิดนั้นกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง แน่นอนว่าเขาไม่อาจล่วงรู้ความคิดของคังวูจินได้

แต่โดยรวมแล้ว ถือว่าเป็นฉากที่ดูเป็นธรรมชาติมาก

แม้ภาพที่เห็นจะน่าตกใจ แต่ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของคังวูจินก่อนหน้านี้นั้น งดงามและไหลลื่นราวสายน้ำ แม้ทิศทางการเคลื่อนไหวของพัคชอลกยูจะผิดเพี้ยนไป แต่ท่าจบกลับลงตัวตรงตามสตอรี่บอร์ดไม่มีผิดเพี้ยน มีเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทางที่คังวูจินเป็นคนเปลี่ยนแปลง คำตอบจึงมีเพียงหนึ่งเดียว

"คุณวูจิน... ตั้งใจ?"

เขาใช้ประโยชน์จากความผิดพลาดในการเคลื่อนไหวนั่นเอง

"แม้กระทั่งการดึงกางเกงของอีกฝ่ายลงมาเพื่อสกัดกั้นการเคลื่อนไหว... นี่มันการกำกับที่เหมือนกับ 'จังยอนอู' แห่ง 'มารร้ายผู้แสนดี' ยิ่งกว่าที่เขียนเอาไว้ในบทเสียอีก"

ภาพวาดนั้นงดงามราวกับรังสรรค์โดยจิตรกรเอก ทว่าแฝงไว้ด้วยบรรยากาศอันผ่อนคลาย ช่วยลดทอนความหนักแน่นลง และขับให้ตัวร้ายที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความชั่วร้ายใน ‘มารร้ายผู้แสนดี’ ดูโดดเด่นขึ้นไปอีก

แต่สิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจ

‘ภายในช่วงเวลาสั้น ๆ เช่นนั้น เขาทำได้ยังไง…’

ทักษะการแสดงฉากแอ็คชั่นของคังวูจิน หรือจะเรียกว่าเป็นการออกแบบฉากแอ็คชั่นเอง แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ทุกกระบวนท่ากลับไร้ที่ติ มุมมองของเขากว้างไกลถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ถึงได้รังสรรค์ท่วงท่าแปลกใหม่เช่นนั้นออกมาได้ในชั่วพริบตา

การถอดกางเกงเพื่อสกัดกั้นการเคลื่อนไหวอย่างนั้นน่ะหรือ…

ผู้กำกับคิวบู๊จ้องมองวูจินด้วยแววตาชื่นชมอย่างจริงใจ

‘เขาเป็นใครกันแน่… หรือจะเป็นอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะ’

หากจะพูดให้ถูกต้อง มันคือความชื่นชมที่ก่อกำเนิดจากความเข้าใจผิด

ทำไมนักแสดงถึงได้เหนือกว่าทีมงานที่ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้มาโดยตรงได้เล่า ความประหลาดใจยังคงอยู่ แต่เขาก็อดสงสัยไม่ได้ ทำไมคังวูจินถึงแสดงออกมาได้อย่างน่าทึ่งขนาดนั้น ในเมื่อเพิ่งจะได้ลองเล่นฉากแอ็คชั่นเป็นครั้งแรก

ทันใดนั้น ภาพความผิดพลาดของพัคชอลกยูก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด

อย่างแรก คือการที่เขาไม่ยอมล้มลงตามทิศทางที่กำหนดไว้ และอย่างที่สอง คือการเคลื่อนไหวที่ผิดพลาดไปเล็กน้อย แต่ชัดเจน ซึ่งหากไม่ใช่คังวูจิน ก็คงไม่มีทางสังเกตเห็นได้แน่

“หรือว่า… พัคชอลกยู ไอ้บ้านั่น!”

ในเสี้ยววินาทีนั้น ผู้กำกับคิวบู๊ก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เขาหันหลังกลับไปมองทีมสตั๊นท์ที่ยืนอยู่ด้านหลัง แววตาหวาดหวั่นของพวกเขายิ่งตอกย้ำความรู้สึกนั้นให้ชัดเจน

"ที่นี่ที่ไหน คิดจะมาทำอะไรเล่น ๆ แบบนี้งั้นเหรอ!"

เขาพุ่งตัวไปยังจุดที่ทีมสตั๊นท์ยืนรวมกลุ่มกันอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ซงมันวู PD คนดังแห่งวงการยืนนิ่งอยู่กับที่ ดวงตายังคงเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น

ซงมันวูจ้องมองคังวูจินพลางทบทวนฉากต่อสู้ที่เพิ่งผ่านพ้นไป

'เยี่ยม ยอดเยี่ยมไปเลย นั่นมันจังยอนอูชัด ๆ หรือว่าจะเป็นท่าที่วูจินออกแบบเองนะ? ไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังหรอก แต่ยังไงก็เจ๋ง คังโทเทมนี่มันน่าทึ่งจริง ๆ'

ไม่ว่าใคร แม้แต่คนดังระดับเขาก็ยังตกอยู่ในวังวนของความเข้าใจผิด ซงมันวูช่างเป็นปรมาจารย์แห่งการเข้าใจผิดโดยแท้

ขณะเดียวกัน พัคชอลกยู ชายร่างยักษ์ที่ยังคงอยู่ในท่า "OTL" ก็ขยับตัว

ตอนนี้เขาไม่ได้สนใจท่าทางน่าขันของตัวเองอีกต่อไป ความสับสนวุ่นวายในจิตใจกำลังเกาะกุมเขาไว้

'ทำไมฉันถึงทำแบบนี้ลงไป? มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?'

ความจริงแล้วพัคชอลกยูตั้งใจจะหยุดตั้งแต่การแกล้งครั้งแรกที่ได้ผลเป็นอย่างดีแล้ว การหยุดแค่ตรงนั้นถือเป็นเส้นตาย แต่ความอยากรู้อยากเห็นเพียงน้อยนิดกลับนำพาหายนะมาสู่เขา เขาแค่คิดจะบิดเอวเล็กน้อยเพื่อดูว่าคังวูจินจะมีปฏิกิริยาเช่นไร แต่แล้วจู่ ๆ กางเกงของเขาก็หลุดออก และเขาก็ลงไปนอนคว่ำอยู่ในท่า OTL โดยไม่ทันรู้ตัว

การบิดเอวนั้นเป็นเพียงการขยับตัวเล็กน้อยเท่านั้น และแน่นอนว่าเขาจงใจทำมัน

'หมายความว่าแค่ท่าทางแค่นั้น เขาก็รู้ทันฉันงั้นเหรอ?'

หลังจากนั้น พัคชอลกยูก็ทุ่มเทอย่างเอาจริงเอาจัง แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นร่างกายกำยำของเขาทรุดลงไปกองกับพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่าทางสุดท้ายยังคงเหมือนกับที่วาดไว้ในสตอรี่บอร์ดไม่มีผิดเพี้ยน

คังวูจินเฝ้ามองพัคชอลกยูอยู่เงียบ ๆ

‘นี่มันบทส่วนของพัคชอลกยูงั้นเหรอ?’ วูจินคิดในใจ

‘ไม่นะ แต่นี่มันแอ็คชั่นแรกเองนะ ไม่เห็นตรงกันเลย’

ถึงแม้พัคชอลกยูจะมีประสบการณ์เกือบสิบปี มีชื่อเสียงและฐานแฟนคลับที่มั่นคงจากการเป็นนักแสดงนำในผลงานหลายเรื่องของผู้กำกับคิวบู๊ แต่วินาทีนี้การกระทำของเขามันช่างดูโอ้อวดเกินไปหน่อย

ทันใดนั้นเอง มือของวูจินก็ยื่นออกไปตรงหน้าพัคชอลกยูที่นอนแผ่อยู่บนพื้น พร้อมกับเอ่ยเสียงทุ้มต่ำว่า

“ผมไม่ได้ตั้งใจ”

แม้ปากจะพูดออกไปแบบนั้น แต่ในใจเขากลับอยากจะพุ่งตัวเข้าไปดึงกางเกงของพัคชอลกยูขึ้นมาเสียเดี๋ยวนั้น

‘ตายแล้ว ขอโทษจริง ๆ กางเกง ๆ ๆ ก่อนอื่นต้องดึงกางเกงขึ้นมาก่อน’

โชคยังดีที่พัคชอลกยูลุกขึ้นยืนอย่างเงียบ ๆ แล้วจัดการกับกางเกงของตัวเอง ทว่าในขณะที่วูจินกำลังจะเอ่ยปากขอโทษอีกครั้ง เสียงตวาดดังลั่นก็ดังขึ้นขัด

“เฮ้ย พัคชอลกยู!!”

ผู้กำกับคิวบู๊ที่ยืนอยู่ท่ามกลางทีมงานตะโกนเรียกร่างยักษ์ของพัคชอลกยูด้วยสีหน้าบูดบึ้ง

“แก มานี่!!”

ดูท่าทางโกรธมาก ไม่สิ โมโหสุด ๆ เกิดอะไรขึ้น? วูจินครุ่นคิด แต่สถานการณ์กลับตึงเครียดขึ้นอย่างรวดเร็ว พัคชอลกยูถูกผู้กำกับคิวบู๊ซักไซร้ด้วยถ้อยคำรุนแรง จากนั้น PD ซงมันวู ที่ทำท่าทีสนใจก็เดินเข้าร่วมวงสนทนาด้วย

ปล่อยให้วูจินยืนงงอยู่คนเดียว

‘อะไรกันเนี่ย? เกิดอะไรขึ้น?’

เขาได้แต่ยืนนิ่ง ตัวแข็งทื่อ แม้สถานการณ์จะยังไม่คลี่คลาย ชเวซองกุน เจ้าของผมเปียเส้นนั้นก็เดินมาร่วมวงสนทนาด้วย สีหน้าไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ แปลกอยู่นะ เขาสังเกตเห็นว่าทั้งPDซงมันวู ผู้กำกับคิวบู๊ และทีมสตันท์ ยกเว้นพัคชอลกยู ต่างก้มหัวให้กับชเวซองกุนที่ทำหน้าบึ้งตึงราวกับพายุอายุมากกว่าหลายปี

ความสับสนเริ่มก่อตัวในใจ

'เดี๋ยวสิ คนที่ต้องขอโทษคือฉันไม่ใช่เหรอ'

ท่ามกลางโรงฝึกสตันท์ ทีมงานหลายสิบชีวิตที่ยืนมุงดู พากันส่งเสียงฮือฮา เขาเอียงคออย่างงงงวย PDซงมันวู ผู้กำกับคิวบู๊ และชเวซองกุน เดินเข้ามาหา จากนั้นเอง PDซงมันวู ผู้มีหนวดเคราแพะรกรุงรัง เอ่ยขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงสุภาพ

“ขอโทษด้วยนะครับ คุณวูจิน”

ตามมาด้วยผู้กำกับคิวบู๊

“ขอโทษครับ ผมดูแลลูกน้องไม่ดีเอง”

'หา? นี่มันเรื่องอะไรกัน อยู่ ๆ ก็มาขอโทษฉันทำไม?' ฉันไม่เข้าใจเอาเสียเลย ในเมื่อคนที่เป็นฝ่ายถอดกางเกงคนอื่นคือฉันแท้ ๆ ทำไม กลับกลายเป็นฝ่ายถูกขอโทษ เรื่องราวมันชักจะประหลาดขึ้นทุกที เวลาแบบนี้อยู่เงียบ ๆ คงจะดีที่สุด

“...”

ชเวซองกุนถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะหันมาพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงเบา ๆ

“ทำไมไม่สั่งสอนมันให้หนักกว่านี้อีกหน่อยล่ะ”

ฉันเกือบจะถามกลับไปว่า 'ใคร?' แต่ชเวซองกุนก็อธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ใช้เวลาประมาณห้านาที 'ล้อเล่นเหรอ เล่นตลกอะไรกับฉันเนี่ย ตรงไหน' ไหงพูดเหมือนกับว่าพัคชอลกยูจงใจแกล้งทำพลาดตั้งแต่แรก

ผู้กำกับคิวบู๊โค้งคำนับให้ฉันอีกครั้ง

“ขอโทษครับ คุณวูจิน พวกพัคชอลกยู ผมจะเปลี่ยนให้หมดเลยครับ ถ้าต้องการให้ทีมจากข้างนอกมารับช่วงต่อเลยก็ได้ครับ ความผิดผมเองครับ”

PDซงมันวู ถอนหายใจยาว ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ฉากสองคัทนั้น ถ้าไม่มีคุณวูจิน คงไม่มีใครรู้แน่ ๆ เลยครับ”

ชเวซองกุน ก็เอ่ยเสริมขึ้น

“วูจิน นายรู้ตั้งแต่แรกแล้วสินะ รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือว่ารู้มาตลอดว่ามันผิดพลาด”

“…”

บรรยากาศรอบตัวชวนให้รู้สึกเคลือบแคลง กลิ่นอายคุ้นเคยแบบนี้ทำให้วูจินเอ่ยเสียงเรียบ

“ครับ ผมพอสังเกตได้”

ไม่นานนัก ผู้กำกับคิวบู๊ก็กล่าวคำขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะรีบวิ่งกลับไปจัดการกับทีมสตั๊นท์ PD ซงมันวูซึ่งยืนอยู่ห่างออกไปมองท่าทางหมดอาลัยตายอยากของพัคชอลกยู ก่อนจะหันมาพูดกับวูจินด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แบบนั้น คุณคิดยังไงถึงจับพิรุธได้ทัน ผมเองถ้าเจอแบบนี้คงหัวเสียไปแล้ว”

“ถ้าเป็น ‘จังยอนอู’ คงเป็นแบบนั้นครับ”

“…”

PD ซงมันวูชายหนุ่มผู้มีหนวดเคราเฟิ้มเผยรอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปาก

“แล้วท่าปลดเสื้อคลุมตอนท้าย จะลองเอาไปใส่ในหนังเรื่อง ‘มารร้ายผู้แสนดี’ ดูไหมครับ?”

ขณะเดียวกัน ณ ประเทศญี่ปุ่น

สื่อญี่ปุ่นกำลังให้ความสนใจกับการโปรโมทภาพยนตร์เรื่องหนึ่งอย่างครึกโครม

『[ข่าวอย่างเป็นทางการ]「บุปผาเร้น」พร้อมเดินเครื่องถ่ายทำแล้ว』

ภาพยนตร์เรื่อง ‘บุปผาเร้น’ ที่ดูเหมือนจะเงียบหายไป กลับมาเป็นที่กล่าวถึงอีกครั้ง

เหตุผลนั้นเรียบง่ายมาก

『ผู้กำกับเคียวทาโร่ ทาโนะงูจิ ยืนยันวันเปิดกล้อง「การสังเวยอันน่าสะพรึงกลัวของคนแปลกหน้า」วันที่ 21 นี้』

“ไม่กี่วันที่ผ่านมา ทีมงาน ‘บุปผาเร้น’ เพิ่งประกาศเรื่องการเปิดกล้องอย่างเป็นทางการไปหยก ๆ” โคลินพูดขึ้น “ไม่ใช่แค่นั้น พวกเขายังปล่อยข้อมูลอื่น ๆ ออกมาเพียบเลย รวมถึงสถานที่ถ่ายทำด้วย”

『สถานที่ถ่ายทำแรกของภาพยนตร์เรื่อง “บุปผาเร้น” คือ หมู่บ้านอิเนะฟูนายะ』

กระแสของ "บุปผาเร้น" นั้นร้อนแรงอยู่ก่อนแล้ว ข่าวคราวต่าง ๆ จึงแพร่สะพัดไปทั่วทุกแขนงสื่ออย่างรวดเร็ว ชื่อของ "คังวูจิน" ก็เป็นที่จับตามองมากขึ้นเช่นกัน เพราะนอกจากจะเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับคาชิฮิกรุ๊ป บริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นแล้ว การได้รับบทในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง "บุปผาเร้น" ยิ่งทำให้เขากลับมาเป็นที่กล่าวขวัญถึงอีกครั้ง

『ประเด็นร้อน! พรีเซนเตอร์โฆษณาของคาชิฮิกรุ๊ป "คังวูจิน" จะมารับบทบาทใดใน "บุปผาเร้น" 』

『 "คังวูจิน" กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งจาก "บุปผาเร้น" ภาพยนตร์ที่สร้างจากนิยายแนวเพื่อนชายรักร่วมภาควิชานิติวิทยายอดฮิตบน Netflix』

ความคิดเห็นของชาวญี่ปุ่นนั้นมีทั้งแง่บวกและแง่ลบปะปนกันไป ในด้านบวก ส่วนใหญ่จะเป็นแฟนคลับชาวญี่ปุ่นของคังวูจิน รวมถึงคนที่ตั้งตารอคอยภาพยนตร์เรื่อง "บุปผาเร้น"

- ในที่สุด "บุปผาเร้น" ก็เปิดกล้องแล้ว! คังวูจิน สู้ ๆ นะคะ!

- ไม่ต้องกังวลเลยนะ ที่เป็นนักแสดงเกาหลีคนเดียวในเรื่อง!

- อยากรู้จัง... อยากรู้มากเลยว่าคังวูจินจะรับบทอะไรใน "บุปผาเร้น" อยากดูเร็ว ๆ แล้ว...

- ไม่คิดเลยว่าฉันจะตกหลุมรักนักแสดงเกาหลี! รักนะ คังวูจิน!!

- ว้าว! หมู่บ้านอิเนะฟูนายะอยู่ใกล้บ้านฉันเลย! ถ้าไปดูเขาถ่ายทำจะได้เจอคังวูจินไหมนะ?

- "บุปผาเร้น" เข้าฉายเมื่อไหร่ ฉันจะไปดูเป็นคนแรกเลย!!!

ส่วนความคิดเห็นในแง่ลบนั้น ส่วนใหญ่มาจากแฟนพันธุ์แท้ของนิยายเรื่อง "บุปผาเร้น"

- สุดท้าย "บุปผาเร้น" ก็เลือกคังวูจินมาแสดง ไม่เห็นชอบเลยสักนิด

- ทำไมคังวูจินถึงดังขึ้นเรื่อย ๆ นะ ฉันรู้สึกแปลกอยู่คนเดียวหรือเปล่า?

- ไม่เข้าใจเลย ทั้งคังวูจิน ทั้งผู้กำกับเคียวทาโร่ แล้วยังคาชิฮิกรุ๊ปที่เลือกเขาไปเป็นพรีเซนเตอร์อีก

“เฮ้อ... ฉันชอบบุปผาเร้นมากเลยนะ แต่หนังกำลังจะพังไม่เป็นท่าแน่ ๆ เลย รู้สึกแย่ชะมัด...”

“คังวูจิน คังวูจิน น่ารำคาญจริง ๆ!”

ไม่ว่าจะหันไปทางไหน กระแสตอบรับก็ถาโถมเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ทั้งคอมเมนต์ในข่าว บนฟอรั่มออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย ต่างก็เต็มไปด้วยเรื่องราวของ ‘บุปผาเร้น’

ถ้ามองในแง่ดี มันก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดี

“ถึงฉันจะไม่ค่อยชอบคังวูจินเท่าไหร่ แต่ยอมรับเลยว่า บุปผาเร้น ดังเป็นพลุแตกมาก ไม่เคยเห็นหนังเรื่องไหนเป็นแบบนี้มาก่อน ไม่ว่าใครเล่นก็คงต้องดูสักหน่อย”

เพราะไม่เคยมีภาพยนตร์เรื่องไหนของญี่ปุ่นได้รับความนิยมถล่มทลายไปทั่วโลกขนาดนี้มาก่อน

ขณะเดียวกัน ณ นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา

ในขณะที่เกาหลีและญี่ปุ่นกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเช้า แต่ที่ลอสแอนเจลิสนั้นเป็นเวลาบ่ายคล้อย เกือบจะหกโมงเย็น รถตู้คันใหญ่สองคันกำลังแล่นอยู่บนท้องถนนโดยมีรถของปาปารัสซี่ตามมาเป็นขบวน

“บรูม!”

ภายในรถตู้คันแรก บริเวณเบาะหลังปรากฏร่างของไมลีย์ คาร่า ผมบลอนด์ยาวสลวยของเธอรวบไว้หลวม ๆ เผยให้เห็นใบหน้าสวยคม ขาเรียวยาวไขว้กันอย่างผ่อนคลาย ดวงตาสีฟ้าจ้องมองไปที่โทรทัศน์ ซึ่งติดตั้งอยู่ภายในรถตู้

บนหน้าจอโทรทัศน์เป็นรายการทอล์คโชว์ที่กำลังออกอากาศ

รายการนั้นคือ ‘เจมี่โชว์’ หนึ่งในสามรายการทอล์คโชว์ชื่อดังของอเมริกา ซึ่งตอนนี้ครองอันดับหนึ่งในด้านเรตติ้ง และแขกรับเชิญในวันนี้ก็คือ...

“...”

ไมลีย์กำลังจ้องมองภาพตัวเองบนหน้าจอด้วยสีหน้าเรียบเฉย ต่างจากบนโทรทัศน์โดยสิ้นเชิง เพราะเธอยิ้มแย้มอย่างเป็นธรรมชาติ ทันใดนั้น เจมี่ พิธีกรร่างท้วมของรายการก็ถามเธอเป็นภาษาอังกฤษ

[ “คังวูจิน? ฮ่าฮ่า แล้วทำไมเขาถึงเป็นมนุษย์ต่างดาวได้ล่ะ? บอกว่าเป็นนักแสดงที่น่าประทับใจไม่ใช่เหรอ? เป็นการประเมินที่แปลกจังนะ?” ]

ภายในทีวี คาร่าเปลี่ยนขาที่ไขว้กันอยู่อย่างเก๋ ๆ ก่อนจะยักไหล่เบา ๆ

[ “ก็เขา... สุดยอดเหมือนมนุษย์ต่างดาวเลยค่ะ” ]

[ “อ๋อ! หมายถึงแบบนั้นเองเหรอ? แล้วมันจะน่าประทับใจขนาดไหนกันเชียว ถึงกับบอกว่าเป็นมนุษย์ต่างดาว - ว่าแต่... คังวูจิน... ฉันที่ชอบดูซีรีส์เกาหลีแท้ ๆ ยังไม่เคยได้ยินชื่อนี้เลยสักครั้งนะคะ?” ]

[ “ก็แน่อยู่แล้วสิ เพราะเขายังไม่ใช่นักแสดงที่โด่งดังในฮอลลีวูดนี่นา” ]

[ “แล้วตรงไหนที่เหมือนมนุษย์ต่างดาวล่ะ?” ]

[ “เขาเล่นละครแบบ method acting แถมยังทำอาหาร ร้องเพลง ในระดับเทพได้อีกนะ แถมยังมีศิลปะการต่อสู้อีก ฉันเห็นกับตาเลย... สุดยอดจริง ๆ” ]

[ “โอ้โห! ยิ่งฟังก็ยิ่งอยากรู้จักเลย เดี๋ยวก่อนนะ ขอไปเสิร์ชดูหน่อย” ]

[ “ลองดูใน Youtube ก่อนสิ ตอนนี้ยอด subscribe เขาใกล้จะ 10 ล้านแล้วนะ” ]

[ “จริงเหรอเนี่ย?” ]

ไม่นานนัก รายการ 'เจมี่โชว์' ก็ฉายภาพสถานการณ์ใน Youtube ของคังวูจิน รวมถึงตำนานกวาด 8 รางวัลในงานประกาศรางวัลปลายปีของเกาหลีแบบสรุป ๆ จากนั้นทีวีก็ตัดภาพกลับมาที่ฉากในสตูดิโอ คาร่าพูดขึ้นว่า

[ “เจมี่... ที่น่าตกใจก็คือความสามารถอื่น ๆ นอกเหนือจากการแสดงของเขา ทุกอย่างมันเป็นแค่งานอดิเรกน่ะสิ แบบนี้ก็ได้เหรอ?” ]

ในตอนนั้นเอง

“คาร่า”

เสียงทุ้มเอ่ยเรียก คาร่าเงยหน้าขึ้นมองต้นเสียง ผู้จัดการส่วนตัวผมทรงสกินเฮดที่นั่งไขว้ขาอยู่ข้าง ๆ มองมาที่เธอ

“หนังเรื่องใหม่ได้กระแสตอบรับดีมากเลยนะ ไม่ใช่แค่ในยุโรป แต่ที่เกาหลีก็ขึ้นอันดับ 1 บ็อกซ์ออฟฟิศตั้งแต่เข้าฉายเลย เธอเหนื่อยมากแล้วนะ”

คาร่าลูบผมบลอนด์ยาวสลวยของเธอไปด้านหลังอย่างไม่ใส่ใจ

“ก็ของแบบนี้ต้องรักษามาตรฐานไว้ให้ได้สิ”

“ไม่ต้องห่วงหรอก ทั้งนักวิจารณ์และเว็บไซต์รีวิวหนังก็ให้คะแนนดีกันทั้งนั้น”

“อืม...” คาร่าครางรับในลำคอ สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่หน้าจอทีวี

"แล้ว คาร่า ทำไม 'เจมี่ โชว์' ถึงพูดถึง คังวูจิน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เตรียมตัวล่วงหน้า? แถมยังให้เวลาแอร์ไทม์กับเขามากขนาดนั้น"

ดวงตาสีฟ้าคู่สวยของคาร่าสบตากับผู้จัดการเพียงชั่วครู่ ก่อนจะตอบอย่างไม่ยี่หระ

"ก็ 'เจมี่ โชว์' แม้จะโด่งดังในฮอลลีวูด แต่ที่เกาหลีก็คงไม่ใช่ข่าวใหญ่อะไรหรอกมั้ง"

"คงงั้น แต่ในเกาหลี คังวูจินดังมาก ๆ นะ"

ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีนู้ดของคาร่ายกยิ้ม "ฉันแค่ลงมือทำก่อนจะยื่นข้อเสนองาน ถ้าทำขนาดนี้ต่อไป ถ้าได้ร่วมงานกับเขาจริง ๆ ก็คงไม่มีปัญหาอะไรแล้วใช่ไหมล่ะ?"

"······เธอคิดอะไรอยู่"

"ตอนที่บินจากเกาหลีมา ฉันบอกนายแล้วไงว่าอยากร่วมงานกับคังวูจิน ให้ได้"

ดวงตาสีฟ้าคู่สวยจ้องมองไปที่ทีวีอีกครั้ง คาร่า กล่าวต่อ

"อีกไม่นาน ติดต่อเขาไป เสนองาน Featuring กับเล่น MV ให้ฉัน"

ซุปเปอร์สตาร์ระดับโลกมียอดผู้ติดตามหลายพันล้านคนทั่วโลกบนโซเชียลมีเดีย ข้อเสนอของเธอค่อนข้างน่าทึ่งมาก แต่คาร่ากลับพูดออกมาได้อย่างง่ายดาย

และดูมั่นใจมากเสียด้วย

"แน่นอน ต้องเป็นหลังจากที่ฉันถ่ายหนังเรื่องนี้เสร็จแล้ว ถือซะว่าเป็นงานเพลงในอัลบั้มใหม่ของฉัน"

เช้าวันต่อมา ณ ที่แห่งหนึ่งในเกาหลี

ห้องประชุมขนาดใหญ่ของบริษัทภาพยนตร์แห่งหนึ่ง ผู้คนที่นั่งล้อมโต๊ะประชุมรูปตัวยูล้วนมีสีหน้าเคร่งเครียด ทุกคนดูอายุมากแล้ว แต่ทุกคนดูมีอำนาจ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฮีตเตอร์ที่เปิดอยู่หรือเปล่า แต่บรรยากาศในห้องช่างอึดอัดจริง ๆ

สายตากวาดมองไปรอบ ๆ ก็พบชายชราหน้าคุ้นเคยนั่งอยู่บนเก้าอี้หัวโต๊ะใกล้กับทางเข้า

"โอเค คนต่อไป"

ผู้กำกับอันกาบก บุรุษผมสั้นสีดอกเลา ใบหน้าเรียงรายไปด้วยริ้วรอยแห่งวัย ทว่ากลับมีรัศมีแห่งความผ่อนคลายแผ่ออกมา ท่าทางองอาจบ่งบอกถึงบารมี เพียงส่งสัญญาณ เหล่าทีมงานที่ประชุมกันอยู่ก็พร้อมใจกันวางแท็บเล็ตและเอกสารลง

ข้อมูลมากมายผุดขึ้นบนหน้าจอราวกับดอกเห็ด

สถานที่ถ่ายทำ กำหนดการคัดเลือกนักแสดง การเตรียมงานสร้าง การติดต่อประสานงาน อุปกรณ์ประกอบฉาก อุปกรณ์บันทึกภาพ สตอรี่บอร์ด กำหนดการถ่ายทำ และอื่น ๆ อีกมากมาย บ่งบอกว่าการประชุมเตรียมงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง 'ปลิง' ใกล้เข้ามาแล้ว แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก หากแต่เป็นครั้งที่สองแล้ว

ด้วยเหตุนี้ การตัดสินใจในส่วนสำคัญ ๆ จึงเสร็จสิ้นไปมากแล้ว

ทันใดนั้น อังกาบก ผู้กำกับภาพยนตร์ ลูบคางที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัยอย่างครุ่นคิด ก่อนจะวางแท็บเล็ตลงบนโต๊ะ แล้วเอ่ยกับผู้ดูแลฝ่ายคัดตัวนักแสดงและทีมงานฝ่ายผลิตที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ว่า

"แก้ไขบอร์ดคัดเลือกนักแสดงเรียบร้อยแล้วหรือยัง"

"เรียบร้อยแล้วครับ/ค่ะ ผู้กำกับ"

สิ้นเสียง คาสติ้งไดเร็กเตอร์แตะหน้าจอแท็บเล็ตสองสามครั้ง คนอื่น ๆ เห็นดังนั้นก็ทำตาม ไม่นานนักใบหน้าของนักแสดงที่คุ้นเคยสองคนก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอแท็บเล็ตของทุกคน

- ซิมฮันโฮ

- คังวูจิน

นักแสดงทั้งสองได้รับการยืนยันให้รับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง 'ปลิง' เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนรายชื่อนักแสดงคนอื่น ๆ ที่เรียงรายอยู่ด้านล่าง ล้วนแล้วแต่เป็นนักแสดงระดับนำ นักแสดงสมทบ นักแสดงรับเชิญ และอื่น ๆ อีกมากมาย จู่ ๆ ทีมงานฝ่ายผลิตคนหนึ่งก็พึมพำออกมาอย่างลืมตัว

"ว้าว นี่มันรายชื่อนักแสดงหรือเนี่ย ไม่อยากจะเชื่อเลย"

นักแสดงทุกคนล้วนเป็นนักแสดงระดับท็อป หรือไม่ก็เกรด A ขึ้นไปทั้งนั้น พูดง่าย ๆ ก็คือ ทุกคนต่างก็เคยรับบทนำในผลงานต่าง ๆ มาแล้วทั้งสิ้น เมื่อเห็นภาพนี้ เหล่าทีมงานระดับหัวหน้าต่างก็รู้สึกแปลกใจขึ้นมา

‘······นักแสดงระดับมหึมาพวกนี้เป็นแคนดิเดตกันหมดเลย แล้วยังมีคังวูจินที่คอนเฟิร์มบทนำอีก จะมีวันนี้วันที่ได้เห็นภาพแบบนี้ได้ยังไงกัน’

"ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการแสดงหรอก แค่นักแสดงปีแรกได้ขึ้นแท่นเป็นนักแสดงนำในผลงานของผู้กำกับอันกาบกเนี่ย... ฮ่า ๆ จะเรียกว่าแปลกหรือพิเศษดี"

ระหว่างนั้น ผู้กำกับอันกาบกก็พยักหน้าช้า ๆ อย่างมีเลศนัย

"ตกลงกันแล้วเหรอว่าจะให้นักแสดงทั้งหมดมาออดิชั่น" เสียงทุ้มเอ่ยถาม

"ครับ ผู้กำกับ แต่ว่า... ตั้งใจจะให้ทุกคนมาออดิชั่นกันจริง ๆ เหรอครับ" ผู้ดูแลฝ่ายคัดตัวนักแสดงถามกลับอย่างแปลกใจ

"ไม่หรอก ไม่มีทางหรอก บทสำคัญแค่ไม่กี่บทเอง ที่ปล่อยข่าวไปทางค่ายว่าต้องมาออดิชั่นน่ะ เพราะฉันอยากรู้นี่แหละว่านักแสดงพวกนั้นจะยอมลดตัวลงมาไหม?" ผู้กำกับอันกาบกเผยความนัย

"อ่า อย่างนี้นี่เอง" ผู้ดูแลฝ่ายคัดตัวนักแสดงพยักหน้าเข้าใจ

"ซิมฮันโฮว่าไงบ้างเรื่องออดิชั่น"

"เขาบอกว่าถ้าเป็นคำขอร้องของคุณผู้กำกับล่ะก็ เขายินดีมาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการให้ครับ" ผู้ดูแลฝ่ายคัดตัวนักแสดงรายงาน

"อืม"

ผู้กำกับอันกาบกครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากถามขึ้น

"แล้วถ้าตอนนั้นมีวูจินไปนั่งข้าง ๆ ซิมฮันโฮด้วยจะเป็นไงนะ?"

-จบ-

ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_

จบบทที่ บทที่ 216 โมเมนตัม (3)

คัดลอกลิงก์แล้ว