เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 52 นับถอยหลัง (2)

บทที่ 52 นับถอยหลัง (2)

บทที่ 52 นับถอยหลัง (2)


[แฟนเพจBamแปลNiyay:ลงแบบราคาถูกโคตรในmy-novel(ลงช้ากว่าThai-novel100ตอน)กับthai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นนอกจากสองเว็บนี้คือไม่ใช่ผมนะ ถ้าเจอคนอ่านก็อปดันเยอะกว่าก็ท้อเป็นนะครับ]

[ถ้าอ่านฟรีแบบเถื่อนไม่ว่าจะได้มายังไงนั้น ผมไม่ว่าเลยครับ และต่อให้ไม่มีคนอ่าน ผมก็ยังจะแปลต่อจนจบด้วย แต่ถ้าจะจ่ายเงินให้เว็บหรือคนที่copyไปขายอีกที คุณโคตรแย่เลยครับ]

[หลังแปลจบจะมีการแก้คำอ่านใหม่ตั้งแต่ต้น ดังนั้นถ้าคุณอ่านแบบเถื่อน ก็เชิญเลยครับ เพราะมันไม่มีอัพเดทให้หรอก]

บทที่ 52 นับถอยหลัง (2)

*****

ขอเปลี่ยนจากบริษัทภาพยนตร์ออลริม→เป็น บริษัทฮาร์โมนีฟิล์ม นะครับ

*****

ผู้สื่อข่าว 200 คนหรือมากกว่านั้นที่งานแถลงข่าวการประกาศการผลิต ‘ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติจิตวิทยาเสเพล' ต่างขยับนิ้วของพวกเขาอย่างบ้าคลั่ง เพราะคำประกาษกร้าวที่แสนเชื่อมั่นของนักเขียนพัคอึนมี

“นักแสดงคนนั้นจะกลายเป็นผู้ที่ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เพราะเขาจะส่งมอบการแสดงที่ไม่มีนักแสดงคนไหนทำได้”

- แต่ก แต่ก แต่ก แต่ก!

- แชะ แชะ แชะ!

นักข่าวครึ่งหนึ่งถ่ายรูปและอีกครึ่งหนึ่งพิมพ์ลงบนโน๊ตบุ๊ค

บรรยากาศเริ่มร้อนระอุ ดวงตาของผู้สื่อข่าวเปล่งประกายราวกับไฮยีน่า ในขณะนั้นเอง PD ซงมันวูที่นั่งอยู่ที่โต๊ะตัวแรกและกำลังลูบเคราแพะของเขา ก็ได้สะกิดไหล่ของนักเขียนพัคอึนมีที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขา

“เราไม่ได้ตกลงว่าจะพูดออกไปแบบนั้นไม่ใช่เหรอครับ?”

นักเขียนพัคอึนมีที่มัดผมที่ดัดยาวของเธอ ได้ตอบอย่างเงียบ ๆ ขณะที่มองไปที่นักข่าว

"ไม่รู้สิ ฉันแค่พูดไหลไปตามกระแสและมันก็กลายเป็นแบบนี้จนได้”

“ไม่เอาน่า คุณตั้งใจทำแบบนั้นแต่แรกใช่ไหม? เพื่อล่อนักข่าวสินะ? โยนกระดูกล่อให้พวกเขาและหวังว่าพวกเขาจะงับเหยื่อ”

“อืม ที่จริงฉันก็คาดเดาไว้แล้วว่ามันจะมีคำถามอะไรแบบนี้เกิดขึ้น แต่ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะถามจริง ๆ”

“ฮ่าฮ่า ช่างเถอะ ยังไงมันก็ดูได้ผลดีใช่ไหมล่ะ? ดูดวงตาของไฮยีน่าพวกนี้สิ พวกเขาดูเหมือนพร้อมที่จะกระโจนใส่ทุกข่าวทันทีเลย ต่อให้จะจริงหรือเท็จก็ไม่สนใจแล้วมั้ง”

พัคอึนมียักไหล่

“คุณคิดว่าพวกเขาสนใจความจริงเหรอ? ดูก็รู้ว่าพวกเขาจะเอาสิ่งที่ฉันพูดไปเสริมเติมแต่งเอง จนมันแทบไม่ใช่คำพูดของฉัน เพราะงั้นมันไม่สำคัญหรอกว่าพวกเขาจะเล่ารือเรื่อง  ‘รองหัวหน้าพัค’ มากแค่ไหน ถูกต้องไหมล่ะคะ?”

PD ซงมันวูยิ้มกว้าง ราวกับจะตอบว่าเห็นด้วย

"ใช่เลยครับ ไม่ว่าพวกเขาจะเขียนข่าวใหญ่โตแค่ไหน มันก็คงไม่อาจเทียบกับ ‘รองหัวหน้าพัค’ ได้หรอก ตัวเขาน่ะเกิดความคาดหมายไปไกลแล้ว คุณว่าผมควรจะล่อซื้อนักข่าวพวกนี้ให้มากกว่าเดิมอีกดีไหม?"

“ถ้าจะทำงั้น เราก็ควรจะทำให้มันรัดกุมไปเลย คุณเป็นยอดฝีมือในการยุแยงตะแคงรั่วอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ คุณPDซง?”

“เรียกว่าถนัดเลยล่ะครับ”

ในไม่ช้า PD ซงมันวูก็ได้พูดคุยกับนักแสดงรยูจองมิน ฮงฮเยยอนและคนอื่นอย่างเงียบ ๆ นักแสดงที่คุ้นเคยกับสถานการณ์เช่นนี้อยู่แล้ว ย่อมเข้าใจสถานการณ์ในทันที โดยเฉพาะกับฮงฮเยยอน ผู้ที่วันนี้แต่งตัวอย่างมีสไตล์ ในเสื้อเชิ้ตตัวยาว ดวงตาของเธอเป็นประกายทันทีเมื่อได้ยินสิ่งที่PDบอกมา

จากนั้น PD ซงมันวูก็พูดกับผู้สื่อข่าว 200 คน

“ฮ่าฮ่าฮ่า แต่รบกวนทุกคนช่วยเขียนเบา ๆ เรื่องนักแสดงที่จะขโมยซีนทีนะครับ ตกลงไหม? ขอแบบเบา ๆ พอ เพราะมันอาจจะกดดันนักแสดงมากเกินไปก่อนที่จะปล่อยฉาย”

เห็นได้ชัดว่าคำพูดของเขาผ่านการปรุงแต่งมา และมันก็ได้ผลอย่างดิบดี

“คุณPD คุณก็คิดว่านักแสดงคนนั้นจะขโมยซีนครั้งใหญ่ในละครด้วยงั้นเหรอครับ!”

"คุณPD คิดเห็นว่ายังไงกับเรื่องนี้ครับ?!"

ผู้สื่อข่าวถาม PD ซงมันวูด้วยคำถามหลายสิบข้อ หลังจากเงียบไปสักพัก PD ซงมันวูก็ให้คำตอบแบบกลาง ๆ

“ผมก็ไม่ได้รู้อะไรนัก แต่การแสดงของเขาเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นครั้งแรกเลยที่ผมสาบานว่าจะดูทุกการแสดงของนักแสดงคนนี้ตลอดช่วงอาชีพกำกับของผม ทุกคนก็คิดแบบนั้นใช่ไหมครับ?”

PD ซงมันวูหันศีรษะไปทางซ้ายและขอคำตอบจากเหล่านักแสดง นักแสดงอย่างรยูจองมินและฮงฮเยยอนต่างยิ้มหรือพยักหน้าตอบมา นักข่าวหลายร้อยคนอ้าปากค้างทันที

“ว้าว ขนาดPDซงยังพูดแบบนั้นเลยงั้นเหรอ?”

แรงกระเพื่อมที่ถูกสร้างขึ้นอย่างจงใจกำลังผุดขึ้นมา

ผู้สื่อข่าวที่กำลังเหลือบมองไปรอบ ๆ ต่างก็มองปฏิกิริยาของกันและกัน พวกเขารู้สึกได้ทันที จากนั้นเอง พวกเขาจึงเริ่มถามคำถามที่คล้ายกันกับนักแสดงคนอื่น ๆ

“คุณจองมิน ระหว่างการถ่ายทำเป็นยังไงบ้างครับ?! คุณได้ร่วมฉากกับนักแสดงขโมยซีนที่ว่าไหมครับ??”

"ครับ ผมได้ร่วมหลายฉากกับนักแสดงคนนั้น อืม ส่วนเรื่องที่คุณถาม ตอนที่ผมได้เห็นการแสดงของนักแสดงคนนั้น ผมรู้สึกได้รับแรงบันดาลใจให้พยายามมากยิ่งขึ้น เขาเหมือนเป็นตัวกระตุ้นให้ผมเลยล่ะครับ”

“ตัวกระตุ้น? กับรยูจองมินเนี่ยนะ??”

นักแสดงหลักทั้งหมดของ ‘ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติจิตวิทยาเสเพล‘ ต่างยกย่อง ’รองหัวหน้าพัค‘ อย่างมาก

ในเวลาหลายนาทีนี้ นักข่าวนับร้อยคนต่างเคี้ยวและฉีกเหยื่อที่ถูกโยนเข้าใส่ ด้วยเหตุนี้ การแถลงข่าวจึงเกินเวลาที่กำหนดไป มีการพูดคุยกันหลายเรื่องแล้ว ก่อนที่คำถามเกี่ยวกับรองหัวหน้าพัคจะถูกหยิบยกขึ้นมา

ดังนั้น ผู้ดูแลการแถลงข่าวจึงเริ่มกล่าวปิดท้าย

“เอาล่ะ เราเหลือเวลาอีก 30 นาทีแล้ว งั้นมาตอบคำถามสุดท้ายและจบการแถลงข่าวแล้วกันครับ”

"ทางนี้ครับ!"

“ผมขอถามคำถามครับ!”

“ได้ครับ นักข่าวที่ใส่เสื้อสีเทา!”

นักข่าวที่ได้รับเลือกลดมือลงและสบตาเข้ากับสายตาของฮงเฮยอนที่ดูยิ้มแย้ม

“คุณฮเยยอนเพิ่งปรากฏตัวใน ’เทศกาลหนังสั้นมิสอองแซง’ และพลิกโลกภาพยนตร์สั้นกลับตาลปัตรไปหมด คุณได้รับรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมในพิธี แต่รางวัลแดซังกลับถูกมอบให้กับนักแสดงที่ไม่มีใครรู้จัก คุณรู้สึกยังไงบ้างครับ?”

มันเป็นคำถามที่หยาบมาก และไม่เกี่ยวข้องกับ ‘ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติจิตวิทยาเสเพล’ เลย ขณะที่ผู้ดูแลกำลังยกมือขึ้นเพื่อส่งสัญญาณต่อ ฮงฮเยยอนก็ไม่ตอบอะไร แต่...

“คุณนักข่าว คุณคงยังไม่เคยดู ‘สำนักงานนักสืบ‘ สินะคะ? ลองไปหาดูนะคะ”

ฮงฮเยยอนตอบอย่างใจเย็นด้วยรอยยิ้มที่ดูผ่อนคลาย

“แล้วคุณจะเข้าใจเองว่าทำไมฉันถึงได้รับรางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยม ฉันยอมรับเลยว่ารางวัลแดซังควรเป็นของเขาคนนั้น คุณคงถามคำถามแบบนี้ออกมาเพราะคุณไม่รู้สินะคะ”

นักข่าวที่ถามคำถามรู้สึกงุนงงเล็กน้อย

“อ่า อ่าครับ ครับ เป็นแบบนั้นเลยครับ”

ทุกคนในทีมต่างก็ถอนหายใจพลางเอามือกุมใบหน้า

“เฮ้อ เอาอีกแล้ว”

การหยอกล้อของเธอแบบนี้ มันไม่ใช่ครั้งแรก

หลายนาทีต่อมา ในห้องประชุมของบริษัทฮาร์โมนีฟิล์ม

ใบหน้าของชเวชองกุนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ คังวูจินเต็มไปด้วยความตกตะลึง

‘...บะ-บทบาทนำ? ไม่ใช่แค่บทบาทสนับสนุน แต่เป็นบทบาทนำเลยงั้นเหรอ?!'

เขาเพิ่งได้ยินจากผู้กำกับควอนกีแท็กเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว ว่าเขาวางแผนที่จะเลือกคังวูจินเป็นตัวร้ายนำ แถมผู้กำกับควอนกีแท็กกำลังอธิบายตารางงานในอนาคตของตารางงานของเขาอีก

"เรื่องเงินทุน เรามีหลักประกันแล้วครับ..."

แต่ไม่มีคำพูดใดของเขาไปถึงหูชเวชองกุน ผู้ที่ตอนนี้กำลังตกตะลึงอยู่เลย เกิดอะไรขึ้นบนโลกนี้กัน?

‘อืม...คือฉันก็คิดไว้อยู่แล้วนะ ในเมื่อผู้กำกับควอนกีแท็กมาที่กองถ่ายด้วยตัวเอง ฉันก็คิดอยู่ว่าเขาคงอย่างน้อยไม่บทบาทสนับสนุน ก็บทบาทรองมา’

ทว่าบทบาทสนับสนุนเล็กน้อยมันคงไม่ได้ทำให้ชเวชองกุนอ้าปากค้างเช่นนี้ ซึ่งที่จริงแค่ได้เข้าร่วมทีมกับผู้กำกับควอนกีแท็กผู้เป็นดั่งปรมาจารย์วงการภาพยนตร์ มันก็ถือว่าดีมากพอแล้ว แต่ผู้กำกับควอนคีแทคได้ให้บทตัวร้ายนำกับคังวูจินง่าย ๆ เหมือนให้ลูกกวาดเนี่ยนะ

‘เราข้ามขั้นไปขนาดนั้นได้ยังไงกันเนี่ย?!'

มันเป็นภาพที่แม้แต่ชเวชองกุน ผู้ที่ใช้เวลากว่าทศวรรษในวงการบันเทิง มีเครือข่ายและทักษะที่โดดเด่นก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อน หน้าใหม่ที่เพิ่งเดบิวต์เมื่อสองเดือนที่แล้ว กลับกำลังได้รับบทนำจากผู้กำกับควอนกีแท็กงั้นเหรอ? นี่ไม่ใช่แค่การแหกกฎ แต่เป็นการทลายมันลงอย่างสิ้นเชิงเลย ถ้าเรื่องราวนี้แพร่กระจายไปในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ มันคงจะทำให้เกิดความปั่นป่วนอย่างมาก

ในเวลาเดียวกัน คังวูจินจะเป็นจุดสนใจ

ซึ่งหากไปถึงจุดนั้น...

-ฟึบ

ชเวชองกุนตากว้างค่อย ๆ หันศีรษะและจ้องเขม็งไปทางคังวูจินที่อยู่ข้างเขา เขาพยักหน้าอย่างใจเย็นขณะฟังคำอธิบายของผู้กำกับควอนกีแท็ก

'… ทำไมเขาถึงใจเย็นขนาดนี้ได้กัน?'

ต้นกำเนิดของความใจเย็นและกล้าหาญของเขานี้มาจากไหน? มันมาจากความภาคภูมิใจในตนเองที่สูงของเขางั้นเหรอ?

ทางวูจินดูไม่ได้รู้สึกสงสัยอะไรเลย ราวกับว่าเขาได้คาดการณ์สถานการณ์เรื่องที่จะเกิดขึ้นไว้แล้ว ในระหว่างนั้นเอง คังวูจินก็หันศีรษะไปทางขวา เขาสบตากับชเวชองกุน

เครื่องหมายอัศเจรีย์ปรากฏขึ้นในดวงตาของชเวชองกุนทันที

'อา...ฉันเข้าใจแล้ว ต่อจากนี้คงมีเหตุการณ์อะไรแบบนี้เกิดขึ้นอีกมากมาย ถ้าฉันจะต้องอยู่กับนาย ฉันก็ต้องทำตัวให้ชินกับมันเข้าไว้สินะ? ฮ่าฮ่า เข้าใจแล้ว ฉันไม่เหมือนนายสักหน่อย ฉันไม่ได้มีหัวใจแข็งเป็นเหล็กกล้านะ’

คังวูจิน ผู้ซึ่งกำลังมองไปที่ชเวชองกุนอย่างใจเย็นก็รู้สึกสับสนมาก

‘ไม่สิ เดี๋ยวก่อน อย่างน้อยเราควรถามผู้กำับหน่อยไหมว่าแบบนี้จะดีเหรอ? เขาถามฉันว่าตัวละครไหนน่าสนใจ? แล้วจู่ ๆ เขาก็เสนอตัวละครนั้นให้ฉันเลยเนี่ยนะ’

ณ จุดนี้เอง ชเวชองกุนได้ยกมือขึ้น ขณะที่ผู้กำกับควอนกีแท็กก็กำลังอธิบายอยู่

"คุณผู้กำกับครับ! คือว่า ผมรู้สึกขอบคุณมากสำหรับข้อเสนอของคุณ ผมจะจดจำช่วงเวลานี้ไปตลอดชีวิตเลย ฮ่าฮ่า”

“ผมเองก็คิดว่าผมจะจำช่วงเวลานี้ไว้เช่นกันครับ ก็อย่างที่คุณรู้ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมทำอะไรแบบนี้”

"ครับ ผมเองก็เช่นกัน ผมรู้สึกขอบคุณมาก แต่ผมว่า มันยังเร็วเกินไปนะครับที่จะเซ็นสัญญาวันนี้เลย"

อะไรเนี่ย? คังวูจินที่นั่งเงียบอยู่ด้านข้าง ได้แต่มองตาเบิกกว้างไปทางต้นสังกัดของเขา ชเวชองกุนเองก็สังเกตเห็นสายตาคังวูจิน เขาจึงขยิบตาขวาให้อย่างสุขุม เขากำลังส่งสัญญาณบอกว่าเข้าใจแล้ว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเขาเองเถอะ

“วันนี้ผมคิดว่าเราทำข้อตกลงด้วยวาจาไว้ก่อนครับ แล้วจากนั้นคุณผู้กำกับ วูจินและตัวผม ไว้ค่อยมาเซ็นสัญญากันในภายหลังครับ”

"หึ้ม-"

“แน่นอนว่ามันคงดีไม่น้อย หากได้คนจากบริษัทภาพยนตร์ของคุณมาเป็นพยานในข้อตกลงด้วยวาจาด้วย ซึ่งด้วยวิธีนี้ ทั้งคุณและคุณวูจินก็จะได้ยืนยันว่าตกลงร่วมงานกัน แล้วจากนั้นผมจะค่อยไปพูดคุยรายละเอียดกับบริษัทหนังเองครับ”

มันเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายมาก สัญญาการคัดเลือกนักแสดงสำหรับภาพยนตร์นั้น มีเงื่อนไขและการเจรจาต่อรองมากมาย  ทั้งในเรื่องของค่าตัวนักแสดง ความจำเป็นที่จะต้องปรับตารางงานของนักแสดงและทีมถ่ายทำ ดังนั้นจึงมักมีการทำข้อตกลงด้วยวาจาระหว่างผู้กำกับและนักแสดงก่อน

ข้อตกลงทางวาจามันก็เหมือนเป็นการยืนยันว่าจะร่วมแสดง

ยิ่งสำหรับผู้กำกับชั้นครูอย่างควอนกีแท็ก ข้อตกลงทางวาจายิ่งหมายถึงว่ามันไม่มีทางบิดพลิ้ว ซึ่งทางคังวูจินไม่รู้เรื่องอะไรพวกนี้เลย ดังนั้นเขาจึงส่งสายตาที่รุนแรงมากขึ้นมองไปยังชเวชองกุน เขาได้แต่ถามภายในใจว่า ‘ทำไม?'

ชเวชองกุนก็เข้าใจในสายตาที่คังวูจินส่งมาให้

‘อืม วูจิน ฉันเข้าใจที่นายต้องการแล้ว นายต้องการที่จะขอค่าตัวเพิ่มใช่ไหมล่ะ? ในเมื่อมันเป็นบทนำจากผู้กำกับควอนกีแท็ก นายเลยกำลังจะบอกว่าต้องคิดให้ถี่ถ้วนถูกต้องไหม?’

แม้ว่าพวกเขาจะเข้าใจคลาดเคลื่อนกัน แต่ดูเหมือนชเวชองกุนจะได้รับคำตอบจากสายตาของคังวูจินแล้ว

"แบบนั้นเองสินะ วูจิน กระทั่งในเรื่องสำนักงานนักสืบ นายยังได้รับค่าตัวมากมา ยแถมเมื่อนายเซ็นสัญญากับฉัน มันก็มีทั้งเงื่อนไขและเงินเพิ่มเติมในสัญญาอีก สายตาที่นายส่งมานี้ นายกำลังแนะนำให้ฉันชะลอสัญญาจนกว่าเรื่อง ‘ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติจิตวิทยาเสเพล’ จะออกฉายตอนแรกสินะ?’

โลกบันเทิงสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในชั่วข้ามคืน แม้ว่าจะไม่มีใครรู้จักคุณเมื่อวานนี้ แต่ถ้าคุณกลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมา ค่าตัวก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างมาก ชเวชองกุนคิดว่าคังวูจินต้องการเช่นนั้น

‘นายได้กลายมาเป็นเพรชเม็ดงามในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ด้วย ‘ เทศกาลหนังสั้นมิสอองแซง’ แต่ตอนนี้คนทั่วไปยังไม่ได้รู้จักนายขนาดนั้น หากเราทำสัญญาไปเลย เราอาจต้องมารู้สึกเสียดายทีหลัง’

กล่าวโดยสรุปคือ พวกเขาจะรอ ‘ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติจิตวิทยาเสเพล’ ออกฉายเพื่อเพิ่มค่าตัว ชเวชองกุนส่งยิ้มอย่างมั่นใจให้กับคังวูจินที่มองมาที่เขาอย่างเฉยเมย ราวกับจะบอกว่าไม่ต้องกังวล

‘ฉันจะจัดการให้นายเอง’

จากนั้น ผู้กำกับควอนกีแท็กค่อย ๆ พยักหน้าพร้อมกับมองไปที่ชเวชองกุน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

“อืม ผมเข้าใจแล้ว ผมเข้าใจดีถึงสิ่งที่คุณต้องการจะสื่อ สงสัยผมคงรีบร้อนเกินไปจนลืมนึกถึงเรื่อบางอย่างไป ฉันคงใจร้อนมาก เพราะอยากได้ตัวคุณวูจิน”

“ผมเข้าใจดีเลยครับ คุณผู้กำกับ”

“งั้นเรามาทำสัญญาด้วยวาจากันก่อน ด้วยการเข้าร่วมกับทีมผู้ผลิตของบริษัทภาพยนตร์แล้วกัน”

"ได้ครับ"

ผู้อำนวยการควอนกีแท็กหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาและโทรหาทีมผู้ผลิตที่เตรียมพร้อมอยู่ ส่วนทางชเวชองกุนก็ถามผู้กำกับควอนกีแท็กต่ออีกว่า

“คือว่าคุณผู้กำกับ ขอโทษนะครับ แต่คุณวางแผนที่จะเปิดเผยต่อสื่อเกี่ยวกับงานต่อไปเมื่อไหร่ครับ? คุณบอกว่ามันยังเป็นความลับอยู่ในตอนนี้ใช่ไหมครับ?”

"ใช่ครับ ผมจะเอาไปออกข่าวก็ต่อเมื่อนักแสดงนำได้ถูกคัดเลือกหมดแล้ว อาจภายในเดือนนี้ครับ”

"เดือนนี้ ถ้างั้นหากเรื่องได้รับการยืนยันแล้ว ช่วยพยายามประชาสัมพันธ์เพิ่มได้ไหมครับ? ว่าวูจินได้เข้าร่วมทีมกับงานของคุณผู้กำกับ"

รอยยิ้มของผู้กำกับควอนกีแท็กยิ้มกว้างขึ้น เขารู้แล้วว่าทางชเวชองกุนต้องการอะไร

“ได้อยู่แล้วครับ ทำไมจะไม่ได้กันล่ะ?”

"ขอบคุณครับ"

ชเวชองกุนที่ก้มศีรษะเดินเข้ามาหาคังวูจิน ภายนอกวูจินยังคงไม่แสดงออกอะไร แต่ข้างในเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดอะไรขึ้น จากนั้นชเวชองกุนก็กระซิบกับเขา

“อย่างน้อยสองเท่า หรืออาจจะมากกว่า ฉันทำให้ค่าตัวของนายมีค่ามากขึ้นแล้วนะ งั้นเรามาชะลอสัญญากันก่อนเถอะ ดูจากท่าทางของผู้กำกับแล้ว บางทีเราอาจจะทำได้แน่ ดูสิ เขาทำเหมือนนายเป็นหลานรักเขาเลยนะ เห็นไหม?”

ไหงอยู่ดี ๆ มาพูดเรื่องค่าตัวกันเนี่ย? วูจินคิดไม่ออกเลย ไม่ว่าเขาจะคิดมากแค่ไหนก็ไม่รู้ว่าเรื่องทั้งหมดมันเป็นยังไงกันแน่ แต่ในเมื่อค่าตัวจู่ ๆ ก็จะได้เพิ่ม เขาย่อมไม่คิดปฏิเสธอยู่แล้ว

"...ครับ ผมเข้าใจแล้วครับ"

"แล้วก็ ลองนึกดูสิว่าถ้าเราทำประชาสัมพันธ์สักหน่อยมันจะบ้าคลั่งได้มากขนาดไหน ตอนนี้นายมาแรงมากอยู่แล้วหลังจากได้รับรางวัลการแสดงที่ ‘เทศกาลหนังสั้นมิสอองแซง’ ใช่ไหมล่ะ? น้ำถูกกวนไปแล้ว นายเปรียบเสมือนเพรชอันมีค่าในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ หาก ‘ผู้เชี่ยวชาญจิตวิทยาเสเพล' กลายเป็นที่นิยมเหมือกัน แล้วพอมีข่าวว่านายได้เข้าร่วมงานกำกับของผู้กำกับควอนกีแท็กในฐานะนักแสดงนำ คิดดูสิว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น?"

ชเวชองกุนยิ้มออกมา

“ไม่สิ นายไม่ใช่แค่เพรชในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แต่นายคือระเบิดนิวเคลียร์ในวงการบันเทิงเลยต่างหาก”

วันรุ่งขึ้น 9 โมงเช้าที่โรงแรมหรูในกรุงโซล

มันเป็นห้องสวีทที่ดูกว้างขวาง ชายผมหงอกสวมเสื้อคลุมอาบน้ำ ยืนอยู่ริมหน้าต่างที่มองเห็นกรุงโซล เขากำลังจิบกาแฟขณะมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเงียบ ๆ

เขาคือผู้กำกับชาวญี่ปุ่น เคียวทาโร่ ทาโนกุจิ

"...หืม"

แม้ว่า ‘เทศกาลหนังสั้นมิสอองแซง’ จะสิ้นสุดลงเมื่อสองวันก่อนในวันที่ 7 แต่ผู้กำกับเคียวทาโร่ก็ยังคงอยู่ในเกาหลี มันเป็นสิ่งที่เขากระทำโดยสมัครใจ ซึ่งทีมของเขาที่มากับเขาก็อยู่ในเกาหลีเช่นกัน

-ฟึบ...

ผู้กำกับเคียวทาโร่ที่กำลังมองออกไปนอกหน้าต่าง ได้นั่งลงบนโซฟาหรูหรา บทที่เขาเพิ่งอ่านกระจายอยู่บนโต๊ะตรงหน้า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้กำกับเคียวทาโร่ได้อ่านบทหลายบทสำหรับงานชิ้นต่อไปของเขาแล้ว

แต่ว่า

"ไม่ได้เลย"

เขาพึมพำเบา ๆ เป็นภาษาญี่ปุ่นและปิดบทที่อ่านอยู่ เขาไม่มีสมาธิเลยสักนิดเดียว อันที่จริง จิตใจของเขายังคงเต็มไปด้วยนักแสดงที่เขาเพิ่งรู้จักหนึ่งที่มาจากเกาหลี

คนผู้นั้นคือคังวูจิน

เขาได้เห็นเพียงแวบเดียวของการแสดงของอีกฝ่าย แต่มันก็ดีมากและมันกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นจนมันแทบระเบิดออกมา

“...ภาษาญี่ปุ่นนั้นดูชำนาญมาก ดูเหมือนว่าเขาอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นเลย แต่น้ำเสียงของการแสดงไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่นเลยสักนิด หรือเขาอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นตอนที่เขายังเด็กแล้วย้ายไปเกาหลีกัน?”

ทว่าคังวูจิน นักแสดงคนนี้ดูเหมือนจะไม่ได้รับการยอมรับมากนัก เพราะมีคนจำนวนน้อยมากที่รู้จักเขาใน ‘เทศกาลหนังสั้นมิสอองแซง’ และแม้แต่ผู้สื่อข่าวเกาหลีก็ปฏิบัติต่อคังวูจินอย่างไม่คุ้นเคย

“การแสดงของเขาดีกว่านักแสดงที่มีประสบการณ์หลายสิบปี แต่ชื่อเสียงของเขาคงอยู่ระดับล่าง ไม่มีข่าวลือว่าเขาทำงานอะไรเป็นพิเศษ เขาดูไม่ได้เป็นเด็กเส้นด้วยสิ อุปสรรคสำหรับการแสดงในเกาหลีสูงขนาดนั้นเลยเหรอ?”

ผู้กำกับเคียวทาโร่ไม่เข้าใจเลยสักนิดเดียว แค่มองดูทักษะการแสดงของเขา ก็รู้ได้เลยว่าเขาต้องเด่นดังแน่ โชคดีที่ทักษะของเขาได้รับการพิสูจน์ที่ ‘เทศกาลหนังสั้นมิสอองแซง’ แล้ว แต่มันก็ยังเป็นเทศกาลหนังสั้นที่ไม่ใช่กระแสหลัก

“ช่างน่าเสียดายอะไรขนาดนี้ การปล่อยให้นักแสดงระดับนี้ไปเฉย ๆ มันย่อมเป็นการเสียเปล่าไม่ใช่หรือไง?”

เสียเปล่าเกินไปแล้ว มันเป็นการเสียเปล่ามากที่จะทิ้งนักแสดงอย่างคังวูจินไป

“มันไม่สมเหตุสมผลเลยที่นักแสดงมีความสามารถเช่นนี้ต้องมาดิ้นรนในหนังสั้น ในสายตาของผม เขาเป็นนักแสดงที่ควรมีส่วนร่วมในการพัฒนาโลกการแสดงใบนี้ ต่อให้จะเป็นเกาหลีหรือญี่ปุ่นก็ตาม”

เมื่อมาถึงจุดนี้เอง ผู้กำกับเคียวทาโร่ก็ได้ตัดสินใจแล้ว เขาตัดสินใจที่จะแนะนำนักแสดงโนเนมคนนี้ ให้ไปมีชื่อเสียงระดับโลกทั้งในเกาหลีและญี่ปุ่น ดูเหมือนผู้กำกับเคียวทาโร่จะมีความทะเยอทะยานของตัวเองมากในฐานะผู้กำกับ เขาต้องการทำงานร่วมกับนักแสดงคนนี้ ผู้ซึ่งยังคงเป็นอัญมณีที่ยังไม่ได้เจียระไน

‘ถ้าได้เขาไป คงทำให้นักแสดงในญี่ปุ่นตื่นกันสักที เกาหลีมีนักแสดงที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ แต่กลับอยู่แค่หนังสั้นเนี่ยนะ’

หลังจากตัดสินใจด้วยตัวเองและตัดสินใจแล้ว เขาก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา

“มาคุยกันในห้องของผมตอนนี้เลย ผมคิดว่าผมคงต้องอยู่ที่เกาหลีอีกสักสองสามวัน”

เขาโทรหาทีมของเขาที่อยู่อีกห้องหนึ่ง

*****

ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:BamแปลNiyay , ลงแบบราคาถูกแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับ หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิก กระซิก ;-;

จบบทที่ บทที่ 52 นับถอยหลัง (2)

คัดลอกลิงก์แล้ว