เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 31: โอ้ แกกล้าพูดแบบนี้ต่อหน้านักพรตเต๋าหรอ?!

บทที่ 31: โอ้ แกกล้าพูดแบบนี้ต่อหน้านักพรตเต๋าหรอ?!

บทที่ 31: โอ้ แกกล้าพูดแบบนี้ต่อหน้านักพรตเต๋าหรอ?!  


บทที่ 31: โอ้ แกกล้าพูดแบบนี้ต่อหน้านักพรตเต๋าหรอ?!

“อะไรนะ?”

“ปู่ของฉันยังไม่ตายหรอ?”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ซูหยางก็รู้สึกมีความสุขในใจ “ใช่แล้ว ปู่ของฉันเป็นนักพรตเต๋า พลังของเขาสามารถเห็นได้จากเครื่องรางที่เขาสร้างขึ้น เขาจะตายง่ายๆ แบบนั้นได้ยังไง…”

ตอนนั้นชายชราเสียชีวิตจากอาการป่วยกะทันหัน ซูหยางยังเรียนอยู่ที่โรงเรียน และเมื่อเขาได้รับข่าวและรีบไปโรงพยาบาล ปู่ของเขาก็อยู่บนเตียงและตายแล้ว

“แต่…”

“ฉันเห็นเขาสิ้นใจบนเตียงในโรงพยาบาล และฉันก็ช่วยเขาจัดงานศพด้วยตัวเอง โดยใส่เขาลงในโลงศพและฝังเอง!”

ในขณะนี้จิตใจของซูหยางก็สับสนวุ่นวาย!

มันเป็นการตายปลอมหรือไม่?

หากเป็นการตายปลอมจริงๆ ทำไมเขาถึงไม่บอกฉัน

เขาไม่กลัวว่าจะส่งเขาไปที่เตาเผาเพื่อเผาหลังงานศพหรอ?

เขาตบหวังเว่ยอีกครั้ง

“หวังเว่ย ไอ้สารเลว แกกำลังพยายามหลอกฉันอยู่หรอ?”

“ฉันฝังปู่ตัวมือตัวเอง และฉันก็ตอกตะปูทุกตัวลงบนฝาโลงศพด้วยตัวฉันเอง!”

ซูหยางจับคอเสื้อของหวังเว่ยด้วยความโกรธและพูดว่า “ฉันเห็นโลงศพของปู่ของฉันถูกฝัง และฉันก็เป็นคนขุดกองดินเป็นคนแรก… แกขุดศพของปู่ฉันขึ้นมา แล้วตอนนี้แกยังต้องการหลอกฉันอีกหรอ?”

คำพูดเหล่านี้ถูกพูดขึ้นโดยตั้งใจ

ความรู้ของซูหยางเกี่ยวกับภูมิหลังของปู่เขานั้นเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น

หวังเว่ยจะต้องรู้บางอย่างอย่างชัดเจน

บางทีเขาอาจหลอกล่อบางสิ่งที่มีประโยชน์จากเขาได้

“ผีสาว เก็บวิญญาณของอาจารย์มันมาให้ฉัน เมื่อเรากลับไป ฉันจะเอามันไปทำเป็นผีรับใช้และกดมันไว้ภายใต้โถน้ำส้มสายชู เพื่อที่มันจะได้ไม่สามารถกลับชาติมาเกิดใหม่ได้อีก!”

ทันทีที่คำพูดเหล่านี้หลุดออกมา หวังเว่ยก็ยิ่งวิตกกังวลมากขึ้น เขาตะโกนว่า “ซูหยาง อย่าทำ! อาจารย์ของฉันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำงานให้กับนิกายลู่ซาน... ฉันไม่รู้รายละเอียดของสถานการณ์!”

“ฉันได้ยินแต่อาจารย์เฉินพูดว่าปู่ของนายชื่อซูจื่อหยวน และเขาก็เป็นผู้นำนิกายจิงหมิงเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ซึ่งควบคุมตำหนักซีซานหว่านโชว เขาเป็นปรมาจารย์ในโลกเต๋า มีระดับการฝึกฝนที่ไปถึงขอบเขตเทพแล้ว และมีอายุขัยยาวนานกว่าคนธรรมดามาก เขาไม่มีทางตายได้ง่ายๆ หรอก!”

“ปรมาจารย์ระดับสูงเช่นนี้จะไม่เน่าเปื่อยง่ายๆ เช่นนี้ด้วย หรือแม้กระทั่งหลังจากตายไปแล้ว!”

“ส่วนศพนั้น… ตอนนี้มันอยู่ที่บ้านของฉันแล้ว ตราบใดที่นายปล่อยอาจารย์ของฉันไป ฉันก็จะรีบไปเอามาให้นายโดยทันทีเลย!”

“โอ้?”

ดวงตาของซูหยางกะพริบ

แสดงว่าชื่อจริงของปู่ก็คือซูจื่อหยวน

ดูเหมือนว่าการคาดเดาของเขาจะถูกต้อง ซูกวงฮุ่ยเป็นเพียงชื่อปลอมที่ใช้เพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริงของเขา

ผู้นำนิกายจิงหมิง ปรมาจารย์ขอบเขตเทพ ผู้ควบคุมตำหนักซีซานหว่านโชว…

ชื่อใดชื่อหนึ่งเหล่านี้สามารถทำให้เขามีคุณสมบัติเป็น “บอส” ในโลกยุทธ์ได้ และไม่ต้องพูดถึงเมื่อทั้งสามอย่างรวมกันเป็นหนึ่งเดียว

“ซูหยาง!”

“บางทีปู่ของนายอาจจะยังไม่ตายจริงๆ ก็ได้!”

เสียงของผีสาวดังไปถึงหูของซูหยาง “การสามารถฝึกฝนวิชาเต๋าให้ถึงขอบเขตเทพได้หมายความว่าพวกเขาแทบจะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บใดๆ เลย พวกเขาจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้สองถึงสามร้อยปีโดยไม่มีปัญหาใดๆ และจะไม่ตายง่ายๆ เช่นนั้น”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ซูหยางก็ส่งสัญญาณให้ผีสาวปลดพันธนาการของหวังเว่ย

หวังเว่ยล้มลงกับพื้น ไอออกมาเป็นเลือด

เขาหันไปมองอาจารย์ของเขา ซึ่งผีสาวกำลังเล่นกับเขาราวกับลูกบอล ก่อนจะเข้าไปในห้องและหยิบกระเป๋าเดินทางสีดำออกมา

เขาวางมันลงบนพื้น

เปิดซิปกระเป๋าเดินทาง

สิ่งแรกที่ปรากฏขึ้นคือกะโหลกศีรษะสีขาว

ซูหยางอยากจะกระโจนลงไปและตะโกนว่า “ปู่!” แต่เมื่อพิจารณาว่าชายชราอาจจะไม่ตาย… และกองกระดูกสีขาวก็ดูน่าขนลุกอยู่พอควร เขาจึงรีบรูดซิปกระเป๋าเดินทาง

“นายปล่อยอาจารย์ของฉันไปได้รึยัง?”

เขาหันไปมองผีสาว แต่ผีสาวมองไปที่ซูหยาง

ซูหยางรับกระเป๋าเดินทางมาและพูดด้วยรอยยิ้ม “ไม่ต้องกังวล… ฉันยังมีคำถามอีกสองสามข้อที่อยากจะถามนาย ไอ้เฉินกับไอ้หลินนั่นเป็นใครกันแน่ และทำไมพวกมันถึงต้องการแย่งผนึกชำระล้างสูงสุด!”

“คุณหลินและอาจารย์ของฉันเป็นผู้อาวุโสของนิกายลู่ซาน พวกเขากำลังตามหานายเพื่อขโมยตราชำระล้างสูงสุด... เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการแย่งชิงอำนาจระหว่างนิกายจิงหมิงของนายกับนิกายลู่ซาน นายควรจะรู้เรื่องนี้มากกว่าที่ฉันรู้นะ”

หวังเว่ยเหลือบมองซูหยาง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย

ใครในโลกยุทธ์บ้างที่ไม่รู้ว่านิกายลู่ซานและนิกายจิงหมิงมีต้นกำเนิดเดียวกัน?

นายกำลังถามฉันซึ่งเป็นคนนอกที่เพิ่งเข้าร่วมนิกายลู่ซานได้ยังไม่ถึง 24 ชั่วโมงเกี่ยวกับกิจการของครอบครัวนายเองหรอ?

ซูหยาง: “..”

ฉันไม่รู้เหี้ยอะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องนี้!

ฉันเพิ่งรู้เกี่ยวกับนิกายจิงหมิงและนิกายลู่ซานจากกูเกิ้ล!

“มีคนกี่คนในนิกายลู่ซาน?”

“พวกเขามีแผนอะไร?”

“แล้วพวกเขาแย่งชิงอำนาจกันไปทำไม?”

หวังเว่ยส่ายหัวและกล่าว “โลกยุทธ์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเราไม่มีการติดต่อกับโลกยุทธ์ทางใต้มากนัก… การแย่งชิงอำนาจระหว่างนิกายลู่ซานและนิกายจิงหมิงเกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว และฉันก็เคยได้ยินอาจารย์ของฉันพูดถึงเรื่องนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น”

เขาไม่รู้เรื่องนี้เลย

แล้วทำไมต้องเสียเวลาถามด้วยล่ะ!

ซูหยางมองไปที่หวังเว่ย เปลวไฟระยิบระยับที่ปลายนิ้วของเขา

ใบหน้าของหวังเว่ยเปลี่ยนไปอย่างมาก และเขาก็ถอยกลับไปหลายก้าวด้วยความเหลือเชื่อ “นายจะฆ่าฉันหรอ”

“แม้ว่ากระดูกเหล่านั้นจะไม่ใช่ของปู่ฉัน แต่การที่แกกล้าขุดหลุมฝังศพของปู่ฉันก็ยังคงเป็นเรื่องจริง… แกและอาจารย์ของแกทำงานให้กับนิกายลู่ซาน ขโมยสิ่งของที่ปู่ฉันทิ้งไว้ ถ้าไม่ใช่เพราะราชาผีในบ้านของฉัน พวกแกก็คงประสบความสำเร็จไปแล้ว และฉันก็อาจจะตายไปแล้วด้วย!”

“นอกจากนี้ แกยังติดตามนักพรตเต๋าจากนิกายลู่ซานเป็นอาจารย์ของแก และอาจารย์ของแกก็ตายเพราะฉัน ถ้าฉันไม่ฆ่าแกตอนนี้ แกจะเอากระเช้าปีใหม่มาไหว้ฉันต่อไหมล่ะ?”

“ตอนนี้ แกยังอยากมีชีวิตต่ออยู่อีกไหม?”

ซูหยางกล่าวอย่างเย็นชา “แม้ว่าฉันจะเป็นนักพรตเต๋ามือใหม่ แต่ฉันก็ยังเข้าใจแนวคิดของการตัดวัชพืชไม่ถอนราก”

ด้วยการโบกมือ ลูกไฟในมือของเขาก็บินออกไปหาหวังเว่ย!

วูบ!

ทันทีที่ลูกไฟถูกขว้างออกไป มันก็ขยายตัวขึ้นอย่างกะทันหัน กลายเป็นลูกไฟขนาดเท่าอ่างล้างหน้า!

นักพรตเต๋ามือใหม่!

ทักษะการควบคุมไฟแบบนี้เป็นสิ่งที่นักพรตเต๋ามือใหม่จะทำได้หรอ?!

หวังเว่ยสาปแช่งเงียบๆ หันหลังกลับเพื่อพยายามหลบหนี

น่าเสียดาย

มันสายเกินไปแล้ว!

ผีสาวชี้มือหยกของเธอขึ้นไปในอากาศ ทำให้หวังเว่ยหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น

ปัง!

ลูกไฟพุ่งเข้าใส่เขา ระเบิดทันทีและเผาเสื้อผ้าและเนื้อของเขา

“อ๊ากกกก!!!”

“ซูหยาง!”

“ฉันจะไม่ปล่อยแกไปแม้ว่าฉันจะกลายเป็นผีแล้วก็ตาม!”

“ฉันสาบาน… ฉันสาบานเลยว่าฉันจะกลายเป็นผีร้ายและคลานออกมาจากยมโลกเพื่อมาแก้แค้นแก!”

หวังเว่ยส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด

แต่ลานบ้านก็ถูกพลังหยินของผีสาวห่อหุ้มไว้แล้ว และเสียงกรีดร้องของเขาก็ไม่สามารถเปล่งออกมาได้ ซูหยางไม่ถือเอาภัยคุกคามระดับต่ำนี้มาพิจารณาอย่างจริงจัง!

เมื่อพิจารณาว่าชายคนนี้มีความเคียดแค้นและมีพลังชั่วร้ายที่แข็งแกร่งเช่นนี้ มันก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่เขาจะกลายเป็นผีร้ายจริงๆ หลังจากตาย

ดังนั้นเขาจึงพูดอย่างเบาๆ ว่า “หวังเว่ย โอ้ หวังเว่ยน้อย แกกล้าพูดคำเช่นนี้ต่อหน้านักพรตเต๋าอย่างฉันจริงๆ หรอ… วางใจได้ ฉันจะจัดพิธีให้กับแกเพื่อช่วยแกพ้นทุกข์ไปแน่ และจะทำให้แน่ใจว่าวิญญาณของแกจะได้ไปยังยมโลกโดยไม่มีโอกาสกลับมาแก้แค้น”

...

ในขณะเดียวกัน เมืองหวู่ ร้านจัดงานศพ

บนเตียงของซูหยาง หม่าหลงค่อยๆ ลืมตาขึ้น

เขาตื่นขึ้นเพราะเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

“ฉันเป็นใคร”

“ฉันอยู่ที่ไหน”

เขายังคงมึนงงและดูเหมือนจะลืมเรื่อง “การเผชิญหน้ากับผี” ก่อนหน้านี้ไปแล้ว เขารับสายโทรศัพท์ และหลังจากฟังเสียงจากปลายสาย เขาก็ลุกขึ้นจากเตียงโดยทันที

“อะไรนะ”

“ฉันประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์หรอ”

...

*มึงเป็นคนยังไงวะเอาวิญญาณผีไปสะกดไว้ใต้โถน้ำส้มสายชู 555

จบบทที่ บทที่ 31: โอ้ แกกล้าพูดแบบนี้ต่อหน้านักพรตเต๋าหรอ?!

คัดลอกลิงก์แล้ว