- หน้าแรก
- พ่อบ้าน 10x : เปลี่ยนพ่อค้าสู่มหาเศรษฐี
- บทที่ 51 โชคดีเป็นพิเศษ
บทที่ 51 โชคดีเป็นพิเศษ
บทที่ 51 โชคดีเป็นพิเศษ
จ้าวลี่อิ่งรู้สึกงุนงงเล็กน้อย
แต่ไม่นานเธอก็เริ่มปรึกษากับเฉินผิงเซิงเกี่ยวกับสถานการณ์ในวงการบันเทิงปัจจุบัน
ในตอนนี้ยังไม่ต้องพูดถึงวงการภาพยนตร์ เพราะวงการโทรทัศน์นั้นผูกพันแน่นแฟ้นกับอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างมาก
ในเวลานี้ บริษัทยักษ์ใหญ่สามแห่งบนโลกอินเทอร์เน็ตต่างก็พยายามแย่งชิงพื้นที่ในตลาดวิดีโอบนมือถือกันอย่างดุเดือด ซึ่งวิดีโอบนมือถือกลายเป็นสมรภูมิสำคัญที่ทั้งสามบริษัทต้องการครอบครอง
Tencent ลงทุนในวิดีโอเพนกวิน, Alibaba เข้าซื้อกิจการ Youku, ขณะที่ Baidu กำลังสนับสนุน iQIYI อย่างเต็มที่
แพลตฟอร์มวิดีโอที่ได้รับการสนับสนุนจากสามยักษ์ใหญ่นี้ จึงกลายเป็นกำลังหลักในการลงทุนของวงการโทรทัศน์
เมื่อก่อนการสร้างละครโทรทัศน์จะเน้นการขายให้กับสถานีโทรทัศน์ ซึ่งสถานีก็จะทำเงินจากโฆษณา
แต่ต้องย้ำว่าสถานีโทรทัศน์ไม่มีทางยอมทำธุรกิจที่ขาดทุนอย่างรุนแรง นั่นหมายความว่า พวกเขาจะไม่ยอมจ่ายค่าละครในราคาที่สูงเกินความเหมาะสม
ในทางกลับกัน แพลตฟอร์มวิดีโอที่ได้รับการสนับสนุนจาก สามบริษัทใหญ่นั้น กลับคุ้นชินกับการใช้เงินเป็นเครื่องมือ
สำหรับพวกเขา หากสามารถเอาชนะคู่แข่งอีกสองเจ้าได้ การขาดทุนปีละหลายหมื่นล้านหยวนก็ยังถือว่าเล็กน้อย
แทบไม่กระทบกับโครงสร้างหลักเลย
เพราะ BTA นั้น “มีเงิน” จริง ๆ (BTA : Baidu, Tencent, Alibaba)
ผลก็คือ ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา จำนวนตอนของละครโทรทัศน์ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ค่าตัวของดาราที่มีฐานแฟนจำนวนมากก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน
กระทั่งมีนักแสดงหญิงที่ไม่มีทักษะการแสดงแม้แต่น้อย กล้าประกาศออกมาว่าค่าตัวของเธออยู่ที่ 90 ล้านหยวน โดยไม่รู้สึกละอายเลยสักนิด
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลจากการแข่งขันของ BTA
พวกเขาไม่เพียงแต่ดันราคาค่าตัวของดาราขึ้น แต่ยังเป็นผู้ปั้นดาราที่มีฐานแฟนขึ้นมาอีกด้วย
ดาราเหล่านี้ ส่วนใหญ่ล้วนมีข้อมูลเท็จมาสร้างภาพ เช่น มีแฟนคลับนับร้อยล้านคน โพสต์ข้อความครั้งเดียวมีการรีโพสต์นับร้อยล้านครั้ง เป็นต้น
ผู้ที่ดูออกก็รู้ดีว่า ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความฮิตปลอม ๆ เท่านั้น
เป้าหมายเบื้องหลังก็คือ ปั่นราคาค่าตัว การโฆษณา และค่าจ้างอื่น ๆ
ย้อนกลับไปในช่วงปี 2000 ถึง 2010 ละครโทรทัศน์มักจะมีแค่ 20 ตอนเท่านั้น
30 ตอนก็ถือว่ายาวแล้ว
แต่ละครในปัจจุบัน กลับเริ่มต้นที่ 40 ตอน 50 ตอนกลายเป็นเรื่องธรรมดา
60 ตอนถือเป็นเรื่องปกติ 70 ตอนถึงจะเรียกว่ามาตรฐาน
หากเปรียบเทียบกับละครยุคก่อน ละครในยุคนี้ก็เต็มไปด้วย “ตอนน้ำ” ไม่มีเนื้อหาสาระ
หลายสิบตอนของละคร บางทีก็ดูไปแบบเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ไม่มีอะไรให้ติดตามเลย
ที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้ผลิตต้องการขายละครในราคาสูงขึ้น
ในอดีต ไม่มีใครกล้าคิดแบบนี้ เพราะสถานีโทรทัศน์ไม่มีวันโง่พอที่จะซื้อละครที่มีเนื้อหาน้ำ ๆ แบบนี้
ที่น่าสังเกตก็คือ การตั้งราคาขายละครโทรทัศน์นั้นคิดเป็นตอน เช่นเดียวกับค่าตัวของนักแสดง
จ้าวลี่อิ่งอธิบายว่า “พี่เฉิน ตลอดสองปีที่ผ่านมา วงการโทรทัศน์มีปัญหาแบบนี้อยู่ตลอด ผู้ชมส่วนใหญ่ก็บ่นกันเยอะมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเงินทุนรายใหญ่จากการแข่งขันของสามบริษัทยักษ์ใหญ่ได้”
พูดกันตามตรง ถ้าไม่ใช่เพราะการแข่งขันอย่างดุเดือดของสามบริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดวิดีโอบนมือถือ วงการโทรทัศน์ก็คงไม่ต้องตกอยู่ในความวุ่นวายที่ถูกครอบงำโดยดาราที่มีฐานแฟนขนาดใหญ่อย่างทุกวันนี้
ผู้ที่เสียผลประโยชน์มากที่สุด ก็คือกลุ่มผู้ชมละครโทรทัศน์นั่นเอง
เฉินผิงเซิงพยักหน้า “หมายความว่า ถ้าพวกเราสามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นี้ได้ บริษัทของเราก็จะดังระเบิดใช่ไหม?”
“แน่นอนสิคะ การยึดมั่นในคุณภาพเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้ในระยะยาว”
จ้าวลี่อิ่งยังยกตัวอย่างเสริมว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระแสของเกาหลีฮิตมาก
วงการบันเทิงของเกาหลีนั้นมีชื่อเสียงไปทั่วโลก
แม้ว่าจะมีข้อจำกัดเรื่องการเซ็นเซอร์และเนื้อหา แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือแนวทางการผลิตละครของเกาหลี
ที่นั่นให้ความสำคัญกับนักเขียนบทเป็นอันดับแรก เพื่อรับประกันคุณภาพของเนื้อเรื่อง นักเขียนบทมีสิทธิ์เลือกนักแสดงได้อย่างอิสระ
ยังสามารถเปลี่ยนผู้กำกับได้โดยตรงอีกด้วย ซึ่งสิ่งนี้ในประเทศเรานั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย
เพราะในประเทศ ผู้มีอำนาจสูงสุดในกองถ่ายคือนักลงทุน
แม้พวกเขาจะไม่มีความรู้เลย ก็สามารถเลือกนักแสดงนำหญิงได้ตามใจ
ที่เกินเลยยิ่งกว่านั้นก็คือ นักแสดงหญิงบางคนพอไปถึงกองถ่ายก็สามารถสั่งให้คนเขียนบทเปลี่ยนบทได้ตามใจอีกเช่นกัน
นี่ทำให้คนเขียนบทไม่สามารถรับประกันความสมบูรณ์และคุณภาพของบทละครได้เลย
เพราะในกองถ่าย พวกเขาคือผู้ที่มีอำนาจน้อยที่สุด
บทละครดี ๆ มากมาย มักจะถูกเปลี่ยนจนเสียโฉมเพราะนักแสดงที่ได้รับการหนุนหลังจากทุน
เฉินผิงเซิงเองก็เคยลงทุนในละครมาแล้วสองเรื่อง แม้จะเป็นแค่โปรเจกต์เล็ก ๆ
จุดที่ดีที่สุดคือ เขาไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเขียนบทเลย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่หายากมาก
จ้าวลี่อิ่งจึงเตือนเขาไว้ว่า หากอยากสร้างละครที่ดีจริง ๆ ตำแหน่งของนักเขียนบทคือหัวใจสำคัญ
เรียกได้ว่าเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของละครเลยก็ว่าได้
นี่คือเหตุผลว่าทำไมบทบาทของนักเขียนบทในวงการเกาหลีจึงทรงพลัง และทำให้ละครของพวกเขาน่าดู
ถ้านำละครจากประเทศเรามาเปรียบเทียบกับของฝั่งเกาหลี จะเห็นถึงช่องว่างอย่างชัดเจน
ของฝั่งโน้น ส่วนใหญ่มีแค่สิบกว่าตอนถึงยี่สิบตอน
ทุกตอนมีเนื้อหาน่าสนใจ ในขณะที่ของบ้านเรามักจะมีแค่ช่วงต้นเท่านั้นที่น่าดู กลางเรื่องเต็มไปด้วยฉากยืดเยื้อ
จนกระทั่งตัวประกอบที่ไม่สำคัญเริ่มแย่งซีน
ถึงขั้นเหมือนยัดเยียดอะไรบางอย่างให้ผู้ชมแบบไม่เต็มใจ
เฉินผิงเซิงพูดคุยกับเธอตลอดทั้งช่วงเช้า ก็พอจะเข้าใจภาพรวมของวงการละครในตอนนี้อยู่บ้าง
ในใจก็เริ่มมีแนวคิดบางอย่างแล้ว
“พอถ่าย ‘ตำนานลู่เจิน’ เสร็จ เธอมีแผนต่อไปหรือยัง?”
“มีสิคะ มีแน่นอน”
จ้าวลี่อิ่งกล่าวว่า “ตอนนี้ละครแนวย้อนยุคแฟนตาซีโรแมนซ์กำลังเป็นที่นิยมมาก ฉันเห็นนิยายเรื่องหนึ่งในอินเทอร์เน็ต เป็นเรื่องราวความรักต้องห้ามระหว่างอาจารย์กับศิษย์ เนื้อเรื่องกินใจมาก ถ้าสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างซื่อตรง น่าจะดึงดูดคนดูได้แน่นอน”
“มีชื่อเรื่องไหม เดี๋ยวฉันลองดู”
“มีค่ะ ชื่อเรื่องว่า ‘ตำนานรักนิรันดร์’”
เฉินผิงเซิงพยักหน้า เขารับหนังสือจากเธอมา แล้วตั้งใจจะใช้ระบบวิเคราะห์ของตัวเองดู
ต้องบอกไว้ก่อนว่า ฟังก์ชันวิเคราะห์การลงทุนในวงการบันเทิงของเขานั้นมีข้อจำกัด
โดยประมาณแล้วจะใช้ได้เพียงวันละครั้งเท่านั้น และในวงการละครมีสุภาษิตว่า “สิบลงทุนเก้าขาดทุน”
ละครดี ๆ จริง ๆ นั้นเป็นทรัพยากรที่หายากมาก
ดังนั้นการใช้ระบบแต่ละครั้งจึงถือว่ามีค่าอย่างยิ่ง
“วิเคราะห์เป้าหมาย: ตำนานรักนิรันดร์”
“กำลังวิเคราะห์เป้าหมาย: กรุณารอสักครู่”
หนึ่งวินาที สองวินาที สามวินาทีผ่านไป
ปรากฏหน้าต่างสีทองขึ้นเบื้องหน้าอีกครั้ง
“การวิเคราะห์เป้าหมายเสร็จสิ้น”
“ชื่อเรื่อง: ตำนานรักนิรันดร์”
“ระยะเวลาถ่ายทำ: หนึ่งปี”
“เงินลงทุนรวม: หนึ่งร้อยล้านหยวน”
“อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน: 1,000% ไม่มีขีดจำกัด เป็นละครระดับมหากาพย์”
อะไรนะ?
นี่มันดวงมหาเฮงโดยแท้
นี่มันสายตาเลือกโปรเจกต์ระดับเทพชัด ๆ
หนึ่งพันเปอร์เซ็นต์ หมายถึงผลตอบแทนสิบเท่าจากเงินลงทุน!
ที่สำคัญที่สุดคือข้างหลังยังบอกว่า “ไม่มีขีดจำกัด” กับ “ละครระดับมหากาพย์”
สองคำนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน
อาจจะผลักดันให้เธอก้าวขึ้นสู่ระดับดาราหญิงแถวหน้าได้เลย?
ถึงขั้นเป็นระดับเดียวกับหยางมี่?
และยังสามารถพา Tengying Entertainment ขึ้นสู่บริษัทบันเทิงระดับแนวหน้าได้ด้วย?
เฉินผิงเซิงไม่สงสัยเลยแม้แต่นิดเดียวว่า ‘ตำนานรักนิรันดร์’ จะสามารถทำทั้งหมดนั้นได้
อะไรคือละครระดับมหากาพย์?
‘ไซอิ๋ว’ เวอร์ชั่นปี 1986, ‘องค์หญิงกำมะลอ’ ปี 1998, ‘คังซีราชันย์’ และ ‘ตำนานรักจิ๋นซี’ เป็นต้น
พวกนี้คือผลงานที่ไม่มีใครสามารถทำลายสถิติได้ในยุคของตน
และตอนนี้ เขาเพิ่งก่อตั้ง Tengying Entertainment ได้ไม่นาน ก็มีโอกาสลงทุนในละครระดับนี้แล้ว
นี่มันโชคชะตาชัด ๆ
ไม่ได้! จะดีใจจนหัวใจวายไปก่อนก็ไม่ใช่เรื่อง
ต้องตั้งสติก่อน
(จบบท)