- หน้าแรก
- พ่อบ้าน 10x : เปลี่ยนพ่อค้าสู่มหาเศรษฐี
- บทที่ 34 วงการโทรทัศน์
บทที่ 34 วงการโทรทัศน์
บทที่ 34 วงการโทรทัศน์
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วก็เข้าสู่เดือนกรกฎาคม
Tengsheng Supermarket กำลังเร่งขยายสาขาในเขตสือจิ่งซาน ส่วนเฉินอันอันก็เริ่มปิดเทอมฤดูร้อนแล้ว
ซ่งเหยียนซีใช้เวลาว่างพาลูกไปเที่ยวแทบทุกวัน แน่นอนว่าในช่วงกลางวันเธอก็มักจะอยู่ที่บริษัทด้วย
เมื่อก่อนเธอยุ่งเกินกว่าจะได้ดูแลลูกอย่างใกล้ชิด ตอนนี้มีเวลาว่างแล้วก็อยากมอบวัยเด็กที่มีความสุขให้กับเธอ
อันอันนั่งอยู่บนเบาะหน้าข้างคนขับของ Bentley ในมือกอดถุงมันฝรั่งทอด เคี้ยวดังกรอบกร๊วบ ๆ
วันนี้หลิวเฟินจู่ ๆ ก็เรียกให้กลับไปกินข้าว ไม่รู้มีเรื่องอะไร
ตั้งแต่ที่ครอบครัวของเธอย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านบ้านใหม่หลังใหญ่ ญาติ ๆ ฝั่งปักกิ่งก็ดูจะกระตือรือร้นขึ้นมาทันที
วันหนึ่งลูกพี่ลูกน้องมีวันเกิดก็เรียกไปกินข้าว พอวันถัดมาญาติฝั่งพี่ชายของพ่อมีแฟนใหม่ก็เรียกไปอีก
อีกวันหนึ่งป้าคนโตกับป้าคนเล็กฝั่งพ่อไม่สบายก็ให้เธอไปเยี่ยม
ป้าใหญ่ป้าน้อยน้องเล็กพี่ใหญ่มั่วกันไปหมด
ช่วงแรกเธอก็ยังมีน้ำใจไปหาอยู่บ้าง แต่พอรู้ว่าสุดท้ายก็แค่หวังยืมเงิน ก็เลยตัดความสัมพันธ์แบบไม่ต้องเสียดาย
ตอนจนก็รังเกียจ พอรวยก็เข้ามาขอ
ไม่มีทาง!
ตอนนี้เธอขับรถสปอร์ตเปิดประทุน บุคลิกยิ่งดูเหมือนนางพญาตัวจริง
ดูจากลุคในตอนนี้ ใครจะไปนึกออกว่าเธอเคยต้องทำงานประจำตอนกลางวัน แล้วตอนกลางคืนยังต้องไปขายดอกไม้ตามตลาดนัด
คราวนี้หลิวเฟินเรียกเธอกลับมาเพราะมีเรื่องของซ่งอู่
ลูกสาวคนเล็กของเธอเพิ่งเรียนจบ และแทบไม่มีคอนเนกชันในวงการบันเทิงเลย
บทที่ได้เล่นก็ไม่มีความโดดเด่น รายได้ในแต่ละเดือนยังแทบเลี้ยงตัวไม่รอด
เมื่อเทียบกับพี่สาวที่ขับ Bentley แล้ว ต่างกันราวฟ้ากับเหว
ซ่งเหยียนซีกลับมาถึงบ้าน หลิวเฟินก็ต้อนรับด้วยน้ำชาน้ำผลไม้อย่างดี
“แม่ อย่ามาทำตัวดีผิดปกติแบบนี้สิคะ หนูไม่ชินเลย”
“เหยียนซี ตอนนั้นน้องสาวของเฉินผิงเซิงมาหา พวกเธอสองคนก็ยก Audi A4 ให้เธอหนึ่งคันใช่ไหม? ตอนนี้น้องสาวเธอก็เรียนจบแล้ว แถมทำงานไกล เวลาไปถ่ายละครยังต้องขึ้นรถเมล์ เบียดเสียดในรถไฟใต้ดิน มันเหมาะเหรอ?”
หลิวเฟินก็ไม่คิดจะปิดบังอะไรกับลูกสาวอีก เพราะต่างก็เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว
ซ่งเหยียนซีขมวดคิ้ว “แม่เรียกหนูกลับมาเพราะเรื่องนี้เหรอ?”
“ถ้าเรื่องนี้ยังไม่เรียกว่าประเด็นใหญ่ จะให้เรียกว่าอะไรล่ะ?”
หลิวเฟินพูดจริงจัง “แม่กับพ่อไม่เคยขออะไรจากลูกเลยนะ ลูกก็มีน้องสาวคนเดียว จะปล่อยให้ไม่เหลียวแลเลยมันจะใช่เหรอ?”
“หนูจะช่วยก็ได้ ถ้าอยากได้รถ ก็ต้องให้เธอไปขอโทษเฉินผิงเซิงก่อน”
แม้จะเคยผิดใจกัน แต่ซ่งเหยียนซีก็มีน้องสาวคนเดียว จะให้ไม่ช่วยเลยก็คงไม่ใช่ตัวเธอ
แต่เธอก็มีหลักการของตัวเอง เพราะซ่งอู่เคยทำเกินไปจริง ๆ
ทุกเทศกาลที่โทรมา ก็มีแต่จะยุให้หย่าร้าง
ไม่ก็พูดให้เฉินผิงเซิงไปจากเธอ บอกว่าไม่คู่ควรกับพี่สาวของตัวเอง
ถ้าเธอให้รถไปเฉย ๆ โดยที่อีกฝ่ายไม่ต้องทำอะไรเลย ถึงสามีจะไม่พูดอะไร แต่ในใจคงรู้สึกไม่ดีแน่นอน
หลิวเฟินจึงดึงซ่งอู่มาขอโทษ เธอเองก็ไม่ได้เย่อหยิ่งเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
วงการบันเทิงทำให้เธอเห็นโลกแห่งความจริงอย่างชัดเจน
ถึงเรียนจบแล้วก็เถอะ สุดท้ายก็ยังได้แค่เป็นตัวประกอบ
วันละสองร้อยหยวน ต้องทำงานหนักแทบตายถึงจะได้เงินแค่นั้น
“พี่ หนูผิดเองแหละ แต่ที่ผ่านมาหนูก็ทำไปเพราะหวังดี ตอนนั้นพี่เขยก็แค่คนขายทุเรียนริมถนน หนูก็แค่อยากให้พี่ได้เจอคนที่ดีกว่า”
ซ่งอู่ยอมรับว่าเธอเคยไม่ดีต่อเฉินผิงเซิง
แต่ลึก ๆ แล้วเธอก็ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรเลย
“ทั้งวันเธอก็เอาแต่จับผิดคนโน้นคนนี้อยู่ได้”
ซ่งเหยียนซีว่า “ลองมองดูดี ๆ สิ คนที่สร้างตัวมาจากศูนย์ ตอนเริ่มต้นใคร ๆ ก็เหมือนเฉินผิงเซิง ต้องทำงานหนักสุดชีวิต ขยันทุกทางเพื่อหาเงินให้ได้ พอถึงจุดหนึ่งมีโอกาสก็พลิกชีวิตขึ้นมาได้ทั้งนั้น”
ซ่งอู่ฟังแล้วก็เริ่มคิดตาม เธอเองตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็เคยพูดแรง ๆ มามาก แต่ก็ไม่เคยว่าร้ายเฉินผิงเซิงว่าไม่ขยัน
เพราะเขาทำงานหนักจริง ๆ
แล้วเธอก็นึกอะไรบางอย่างออก
“พี่ หนูมีเรื่องจะบอก ก่อนหน้านี้พี่เขยเคยลงทุนทำละครเรื่องหนึ่งไม่ใช่เหรอ? ที่เลือกจ้าวลี่อิ่งมาเป็นนางเอกน่ะ”
“ตอนนี้ละครเรื่องนั้นถ่ายเสร็จแล้วนะ ได้ยินว่าผู้บริหารหลายช่องของสถานีท้องถิ่นที่ได้ดู ต่างก็ชมกันไม่ขาดปาก กำลังแย่งกันเสนอราคาซื้อสิทธิ์เลยล่ะ ดูท่าคราวนี้พี่เขยน่าจะได้กำไรก้อนโตแน่ ๆ”
“จริงเหรอ?”
ซ่งเหยียนซีแปลกใจไม่น้อย เรื่องนี้ถือเป็นของขวัญที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน
ก่อนหน้านี้เธอยังนึกว่าเฉินผิงเซิงแค่ลองเสี่ยงไปงั้น ๆ ไม่คิดว่าจะประสบความสำเร็จจริง ๆ
เธอจำได้ลาง ๆ ว่าเขาลงทุนไป 5 ล้านหยวน
“พี่เขยเธอลงทุนไป 5 ล้าน เรื่องวงการบันเทิงเราก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก แล้วถ้าละครเรื่องนี้ได้ออกอากาศช่องดาวเทียม เธอว่าบ้านเราจะได้กำไรประมาณเท่าไหร่?”
ซ่งอู่คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ “ยังไงก็ได้กำไรขั้นต่ำสิบล้านแน่นอน แล้วก็ต้องดูเรตติ้งหลังออกอากาศด้วย ถ้าได้เรตติ้งอันดับหนึ่งของปีจากช่องท้องถิ่น อาจทำกำไรได้สิบเท่า แต่ถึงจะไม่ได้ที่หนึ่ง แค่ติดท็อปเท็นก็น่าจะทำกำไรประมาณยี่สิบล้านแล้ว”
“ทำกำไรได้ขนาดนั้นเลยเหรอ?”
ซ่งเหยียนซีตกใจจริง ๆ ไม่น่าแปลกใจเลยที่สามีของเธอมีเงินอยู่ตลอด
ที่แท้ก็ได้ผลตอบแทนจากที่อื่นมานี่เอง
“พี่เขยถือว่าลงทุนได้แม่นจริง ๆ ที่สำคัญคือจ้าวลี่อิ่งก็แสดงเก่งมาก หลังจากละครนี้ เธอก็น่าจะได้บทเด่นในงานโปรดักชันใหญ่ แม้จะไม่ใช่ตัวเอก แต่ก็มีบทบาทสำคัญแน่นอน”
ซ่งอู่พูดด้วยความอิจฉาอย่างแท้จริง ถ้าได้เข้าร่วมโปรดักชันใหญ่ ต่อให้เป็นแค่ตัวประกอบเล็ก ๆ ก็ยังดีกว่าตอนนี้เยอะ
“เดี๋ยวฉันจะกลับไปถามเขาดู เธอเองถ้ามีเวลาก็ไปขอโทษพี่เขยเธอสักหน่อย เขาไม่ใช่คนใจแคบหรอก”
ซ่งเหยียนซีก็มีน้องสาวคนเดียว จะปล่อยปละละเลยไปเลยก็คงไม่เหมาะ
“ไม่ต้องรู้สึกฝืนใจหรอก ลองคิดดูบ้างสิว่าเมื่อก่อนเธอพูดแรงกับเขาแค่ไหน มีอะไรที่เธอยอมก้มหัวไม่ได้อีก?”
ซ่งอู่พยักหน้า แม่เธอยังยอมขอโทษแล้ว ถ้าเธอยังดื้ออยู่ก็ไม่มีความหมายอะไรอีก
ที่สำคัญคือพี่เขยเธอประสบความสำเร็จจริง ๆ แล้ว ตอนนี้ถึงกับลงทุนในวงการบันเทิงได้เลย
ชีวิตของพี่สาวเธอน่ะ ใครเห็นก็ต้องอิจฉาทั้งนั้น
ญาติหลายคนก็เปลี่ยนความคิดไปหมดแล้ว ถ้าจะหาแฟน ก็ต้องหาแบบเฉินผิงเซิง
ตอนจนเขาสู้สุดชีวิต ตอนรวยเขาก็ให้ทุกอย่าง
สำหรับผู้หญิงแล้ว ได้สามีแบบนี้ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว
ดีกว่าพวกลูกคนรวยที่ไม่เอาไหนหลายเท่า
…
กลับมาที่บริษัท ก็พบว่าหยางเจี้ยนเฉิงกับจ้าวลี่อิ่งมาพอดี
ทั้งสองมาด้วยกัน คนหนึ่งคุยเรื่องความคืบหน้าของการลงทุนเดิม อีกคนคุยเรื่องแผนงานต่อไป
หยางเจี้ยนเฉิงกำลังขึ้นแท่นเป็นผู้กำกับเต็มตัว ละครเรื่องแรกถือว่าประสบความสำเร็จ
ตอนนี้แค่รอให้จบขั้นตอนการประมูลขายสิทธิ์ เฉินผิงเซิงก็จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนแล้ว ซึ่งจากการประเมินของหยางเจี้ยนเฉิง
น่าจะขายได้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้าน และอาจถึง 50 ล้านด้วยซ้ำ
เขาลงทุนไป 5 ล้าน ได้ถือหุ้น 40% ดังนั้นคาดว่าจะได้คืนประมาณ 12–20 ล้านหยวน
“ผมเพิ่งได้รับบทหนึ่งมา เป็นเรื่องของ ‘ลู่เจิน’ คุณหนูใหญ่ของตระกูลขุนนางในยุคโบราณ”
“จากการหลบหนีการตามล่า สุดท้ายจำต้องเข้าวัง จากสาวใช้ในวังไต่เต้าจนเป็นขุนนางหญิงระดับสูงที่ได้รับการโปรดปรานจากฮ่องเต้เสี้ยวจาว เป็นเรื่องแนวผู้หญิงเก่งที่กำลังฮิตเลยครับ”
หยางเจี้ยนเฉิงยื่นบทให้เฉินผิงเซิง ปัจจุบันแนวละคร “นางเอกเก่ง” กำลังเป็นกระแส
แต่ละครแนวนี้ต้นทุนสูงกว่าละครรักใส ๆ มาก
ตามการประเมินแล้ว ต้นทุนไม่น่าต่ำกว่า 30 ล้านหยวน
ข้อดีของเฉินผิงเซิงคือเขาไม่เคยแทรกแซงด้านการสร้างบทหรือการถ่ายทำเลย
เขาเป็นนักลงทุนที่ “ลงแต่เงิน” เท่านั้น
ซึ่งสำหรับหยางเจี้ยนเฉิงแล้ว แบบนี้แหละคือนักลงทุนในฝัน มีโอกาสก็อยากร่วมงานต่อ
“ได้ เดี๋ยวผมขอเวลาคิดสักสองสามวัน แต่ถ้าจะให้ผมลงทุน ขออย่างเดียว ต้องให้ลี่อิ่งแสดงเป็นลู่เจิน”
เมื่อเทียบกับผลกำไรในตอนนี้ เขาให้ความสำคัญกับ “มูลค่าในอนาคตของจ้าวลี่อิ่ง” มากกว่า
ถ้าเขาสามารถผลักดันให้เธอกลายเป็นนักแสดงแถวหน้าได้สำเร็จ
ต่อให้เป็นตลาดผลไม้ทั้งหมดในปักกิ่ง ก็ไม่มีใครสู้เขาได้อีกแน่นอน
ต่อไปถ้าขยายไปทำการลงทุนอื่น ๆ ก็จะยิ่งได้เปรียบ
นั่นแหละคือผลตอบแทนระยะยาวที่แท้จริง
ช่วงนี้จ้าวลี่อิ่งยุ่งกับการถ่ายทำมาตลอด ยังไม่มีโอกาสมานั่งคุยกันจริงจัง วันนี้เห็นเขาพัฒนาไปไกล เธอก็ยินดีจากใจจริง
ทั้งสองคุยกันอยู่นานกว่าจะลากลับ
ตอนนี้เธอได้เป็นนางเอกแล้ว แน่นอนว่าไม่ได้อยู่ห้องเช่าแบบเมื่อก่อนอีก ตอนนี้เธอได้ย้ายไปอยู่ใกล้ ๆ เหิงเตี้ยน นานแล้ว (เหิงเตี้ยน : นครภาพยนตร์ขนาดใหญ่ของประเทศจีน มีฉากจำลองเมืองโบราณมากมาย)
(จบบท)