- หน้าแรก
- เดิมพันชีวิตพิชิตเกมปีศาจ
- ตอนที่ 88 พบอวิ๋นหวงอีกครั้ง ช่วงเวลาแห่งความหวาดผวา!
ตอนที่ 88 พบอวิ๋นหวงอีกครั้ง ช่วงเวลาแห่งความหวาดผวา!
ตอนที่ 88 พบอวิ๋นหวงอีกครั้ง ช่วงเวลาแห่งความหวาดผวา!
ตอนที่ 88 พบอวิ๋นหวงอีกครั้ง ช่วงเวลาแห่งความหวาดผวา!
ซูอี้วิ่งออกจากห้องเรียนไป เสียงฝีเท้าที่ไล่ตามหลังมานั้นยิ่งใกล้เข้ามาทุกที แต่เขายังไม่เห็นเงาของเจ้าสิ่งนั้นเลย
เขารีบเลี้ยวตรงทางแยกสี่แยกด้านหน้า
ถ้าแสงจากตะเกียงถูกมองเห็นในเส้นตรงละก็ จบกันแน่!
ซูอี้วิ่งพลางหอบหายใจ จนมาถึงสถานที่หนึ่งที่เพดานสูงมาก ประตูหินรูปโค้งครึ่งวงกลมตั้งตระหง่านราวกับประติมากรรม
เสียงฝีเท้าหนักยังคงไล่ตามมาจากด้านหลัง
เขารีบมุดเข้าไปทันที พบว่าด้านในเหมือนจะเป็นโบสถ์
เบื้องบนมีรูปปั้นของพระคุณ ข้างๆ คือรูปปั้นกลุ่มดอกไม้หินที่เรียงสลับกันอย่างประณีต
ฝั่งตรงข้ามรูปปั้นคือแถวของเก้าอี้ยาว และประตูบานใหญ่หนึ่งบาน
ที่น่าแปลกใจคือโบสถ์แห่งนี้กลับไม่มีหน้าต่างเลยแม้แต่บานเดียว
แล้วประตูบานนั้นจะสามารถออกไปได้ไหม?
ซูอี้ไม่มีเวลาจะคิดมาก ไม่มีเวลาหยุดอยู่ตรงนั้น เขารีบเดินผ่านประตูหินโค้งข้ามไปอีกฝั่ง มุ่งหน้าเข้าสู่ทางเดินฝั่งตรงข้ามทันที
เสียงฝีเท้าจากด้านหลังไม่ลดลง ยังมีบางสิ่งตามมา เขาคิดว่าจะย้อนกลับมาตรวจดูโบสถ์อีกครั้งเมื่อปลอดภัย
ซูอี้รีบวกไปวนมาเรื่อยๆ ตามทางเดียวไม่หยุด
อย่างน้อยก็ค่อยๆ ทิ้งระยะห่างจากโบสถ์ออกไปเรื่อยๆ
ในที่สุด เสียงฝีเท้าก็หายไป
ซูอี้หอบหายใจแรงเพื่อฟื้นฟูกำลัง
แม้จะพักอยู่ เขาก็ไม่ปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์
เขานำน้ำมันจากตะเกียงอีกขวดเทเติมใส่ตะเกียงของตน แล้วก็ยัดตะเกียงเปล่าเข้าในกระเป๋าอย่างลวกๆ
“เป็นคุณนี่เอง?”
เสียงหนึ่งดังขึ้นกะทันหัน
ลมหายใจร้อนๆ เป่ารดฉันงหูของซูอี้อย่างฉับพลัน
แผ่นหลังเขาชาวาบ
ซูอี้หันหน้ากลับไป ก็เห็นใบหน้างดงามของสตรีผู้หนึ่งโผล่ออกมา
“อวิ๋นหวง?”
จะเล่นแบบสยองขวัญหรือไง! เกือบทำเขาหัวใจวายแล้ว
ซูอี้พิงตัวอยู่ที่มุมทางแยก เตรียมพร้อมที่จะหนีไปได้ทุกทิศทาง เขาส่องตะเกียงไปรอบด้าน ท่ามกลางความมืดมิด ช่วงที่เขาเร่งหายใจเมื่อครู่จึงไม่ทันสังเกตว่าอวิ๋นหวงซ่อนตัวอยู่ในเงามืด
“บอกมาว่าพบอะไรบ้าง”
เมื่อเจอผู้รอดชีวิตคนอื่น ซูอี้ก็ไม่พูดมาก รีบถามทันที เวลานั้นมีค่าพอๆ กับแสง แสงหมดก็สำรวจต่อไม่ได้
ตอนนี้มันไม่ใช่การดวลระหว่างทีมอีกต่อไปแล้ว แต่เหมือนกับถูกโยนเข้าดันเจี้ยนย่อยอีกแบบหนึ่ง
“หลังตกลงมา ฉันฟื้นที่ห้องคนเดียว แล้วก็ออกมาหาข้อมูล ระหว่างทางได้ยินเสียงกรีดร้องของทั้งผู้ชายและผูหญิง แล้วก็เสียงฝีเท้าหนักๆ”
“แต่ฉันหลีกเลี่ยงทัน แล้วก็เจอห้องนอน กับห้องทำงาน”
“ตามเบาะแสจากห้องทำงาน ถ้าฉันไม่วิเคราะห์ผิด ที่นี่น่าจะเป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า นอกนั้นไม่มีเบาะแสอะไรเพิ่มเติมเลย”
อวิ๋นหวงไม่ได้ลังเล บอกเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากตกลงมาทันที
ซูอี้พยักหน้าในใจ เขาก็เคยคาดการณ์เช่นนี้ แต่ยังขาดข้อมูลอยู่บ้าง
รวมเบาะแสทั้งหมดแล้ว ที่นี่ก็คือสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอย่างไม่ต้องสงสัย
“หลังจากฉันฟื้น ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคุณสิ่งนั้นทันที แล้วมันก็ชำแหละร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งหน้าห้องฉัน ไม่มีเสียงกรีดร้อง แสดงว่าคงตายก่อนจะถูกแยกร่างแล้ว”
ซูอี้ก็แลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเปิดเผย
“หลังจากนั้นฉันก็เดินตามทางเดิน เจอห้องเรียนสองห้อง ขนาดไม่ใหญ่นัก ดูแล้วเหมาะกับเด็กในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ผนังทางเดินก็มีภาพถ่ายหมู่ที่มัวมากๆ คงเป็นรูปของเด็กๆ กับครูในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้านี้”
“ที่น่าสนใจคือ ในห้องเรียนที่สอง ฉันเจอปากกาด้ามหนึ่งกำลังเขียนบนสมุดเอง ฉันเปิดประตูเข้าไป มันก็หยุดทันที”
“ในสมุดเต็มไปด้วยปริศนา ตอนที่มันเขียนคือโจทย์ในด่านแรกของฉัน ระเบิดหัวเราะ คุณผ่านด่านนั้นไหม?”
อวิ๋นหวงส่ายหน้า “ด่านแรกของฉันคือลูกบาศก์เศร้า”
“ลูกบาศก์? ฉันเห็นชื่อเกมนั้นในสมุดเหมือนกัน งั้นดูเหมือนว่าเกมของพวกเราทั้งหมดจะตั้งชื่อตามอารมณ์ รวมถึงด่านสอง ลูกเต๋าโกรธด้วย”
อวิ๋นหวงพยักหน้ารับ ซูอี้จึงพูดต่อ
“เพราะในสมุดมีคำตอบของเกมที่ยังไม่สมบูรณ์ ฉันจึงเติมคำตอบให้ครบ จากนั้นสมุดทั้งเล่มก็เปลี่ยนไปเหมือนย้อนเวลากลับ กลายเป็นสมุดเก่าเปรอะเปื้อนเลือดและฝุ่น”
“หน้าสุดท้ายเหมือนมีคนร้องขอความช่วยเหลือ”
【ขอร้อง! ช่วยหา……】
“แต่น่าเสียดายที่ข้อความหลังจากนั้นถูกฉีกขาด แล้วที่ปกหลังของสมุดกลับมีคราบเลือดไหลออกมา เขียนว่า 【คุณ!】【อย่าแม้แต่จะคิดหนี!】”
“จากนั้น ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของเจ้านั่นที่หน้าประตู เหมือนจะรับรู้ถึงสิ่งที่ฉันทำ”
“จากนั้น ฉันผ่านโบสถ์แห่งหนึ่ง ด้านในมีประตูบานใหญ่จริง แต่ฉันเดาว่าเปิดไม่ออกแน่ๆ”
“สุดท้ายก็มาเจอคุณพอดี”
อวิ๋นหวงนิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วถามขึ้น
“ห้องทุกห้องที่นี่ ไม่มีหน้าต่างเลยใช่ไหม?”
“ใช่” ซูอี้ตอบ
“งั้นที่นี่ก็เหมือนกับคำใบ้ในเกมเป๊ะ มันคือกรงขัง” อวิ๋นหวงพูดพลางถอนหายใจเบาๆ
ซูอี้ลูบจมูก “ตอนนี้ข้อความในสมุดว่า【ขอร้อง! ช่วยหา……】คือเบาะแสเดียวที่เรามี ดังนั้นเป้าหมายของพวกเราคือการ ‘หา’ บางสิ่งให้เจอ”
“แน่นอนอยู่แล้ว” อวิ๋นหวงค่อยๆ ลุกขึ้นจากท่านั่งยอง รอยผ่าเสื้อชั้นนอกของกี่เพ้าเผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนยาวที่โผล่มาตรงหน้าซูอี้
“คุณมาถึงได้จังหวะพอดี ตะเกียงของฉันไม่มีน้ำมันแล้ว เราคงต้องร่วมทางกัน”
“ได้เลย”
มีคนร่วมทางมากขึ้นก็ยิ่งปลอดภัยขึ้น ถูกแล้ว
ซูอี้ลุกขึ้นเช่นกัน แล้วส่งสัญญาณถามอวิ๋นหวงว่ามาจากทางไหน
ให้อวิ๋นหวงเลือกเส้นทางใหม่อีกครั้ง โดยซูอี้เป็นคนนำอยู่ด้านหน้า
เฮอะ พอมีสองคนใจก็กล้ากว่าตอนอยู่คนเดียวมาก ซูอี้เปิดประตูห้องข้างหน้าโดยไม่ลังเล
ดูเหมือนจะเป็นห้องทำงานแบบที่อวิ๋นหวงบอกไว้ก่อนหน้านี้
“ลองเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานดู” อวิ๋นหวงเตือน
ซูอี้เปิดลิ้นชักที่เต็มไปด้วยฝุ่น พบสมุดเล่มเล็กสีเหลืองอยู่หลายเล่ม
เมื่อเปิดดู เป็นรายชื่อบุคคล แต่ละชื่อมีตัวเลขระหว่างแปดสิบสองถึงสองร้อยยี่สิบอยู่ด้านหลัง
ยิ่งเปิดไปด้านหลัง ตัวเลขก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
คนที่ได้คะแนนสูงสุดมีแซ่เซียว ชื่อด้านหลังเลอะจนมองไม่ชัด ตัวเลขหลังชื่อคือค่าสูงสุดที่สองร้อยยี่สิบ
ก่อนหน้านั้นมีอีกหกคนที่ได้หนึ่งร้อยเก้าสิบเก้า
นี่มันคะแนนอะไรกัน?
“ค่าตัวเลขพวกนี้...น่าจะหมายถึงไอคิว” ซูอี้คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ย
“ตัวเลขส่วนใหญ่อยู่ระหว่างเก้าสิบถึงหนึ่งร้อยยี่สิบห้า คนที่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบห้ามีน้อยมาก บวกกับเมื่อครู่ในสมุดที่เจอมีปริศนา แล้วพวกเราก็ต้องผ่านเกมในสองด่านแรกที่ล้วนเกี่ยวกับปัญญา ดูเหมือนจะสอดคล้องกัน”
“ถ้าเช่นนั้น ณ ตอนนี้ ค่าที่สมเหตุสมผลที่สุดน่าจะคือระดับสติปัญญา”
อวิ๋นหวงพยักหน้า ดวงตาคู่งามเหลือบมองซูอี้อย่างประหลาดใจ ไม่นึกว่าคุณหนุ่มคนนี้จะหัวไวขนาดนี้ เข้าใจความหมายของตัวเลขได้ในพริบตา
ซูอี้และอวิ๋นหวงช่วยกันสำรวจรอบห้องอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่พบอะไรเพิ่มเติม จึงเตรียมจะไปห้องถัดไป
“กรี๊ด!!”
จู่ๆ
เสียงกรีดร้องของหญิงสาวดังแหลมสูงพุ่งขึ้นมา!
ทำลายความเงียบในทันที!
“ตึง! ตึง!”
“ช่วยด้วย!”
เสียงนั้นอยู่ใกล้มาก!
อีกไม่นานคงถึงหน้าห้อง!
ซูอี้กับอวิ๋นหวงสบตากันเพียงแวบเดียว ก็ตกลงใจพร้อมกันอย่างมีสัญชาตญาณ รีบหลบเข้าไปในตู้เสื้อผ้าภายในห้องทำงาน
ซูอี้ไม่ได้ดับตะเกียง เพราะรู้ดีว่าแสงจากในตู้จะไม่เล็ดลอดออกไป อีกทั้งแสงไฟตอนนี้มีค่ายิ่ง เขาเหลือไม้ขีดไฟแค่ก้านเดียว จึงไม่กล้าดับแสงโดยไม่จำเป็น
มือข้างหนึ่งของซูอี้จับที่แกนดึงไส้ตะเกียงไว้แน่น หากมีใครเปิดประตูเข้ามา เขาจะได้ดับไฟได้ทันทีเพื่อไม่ให้ถูกพบ
“ปัง!”
ประตูห้องถูกพังเข้ามาแล้ว!
ซูอี้รีบดึงมือกลับ ดับไฟในทันใด เขามองลอดรอยแยกของบานตู้ เห็นแสงสว่างจางๆ เคลื่อนไหวจากสว่างเป็นมืด
นั่นคงเป็นแสงจากตะเกียงของหญิงสาวที่ถูกไล่ล่า
“แค่ก...ไม่...”
เสียงสตรีอ่อนแรงดังขึ้นเบาๆ
ซูอี้รู้ได้ทันที ว่าหญิงสาวคนนั้นคงถูกเจ้าสิ่งนั้นโจมตีแล้วถูกเหวี่ยงเข้ามาในห้องที่พวกเขาอยู่
ซวยสุดๆ!
“ตึง! ฉัวะ!”
เสียงฟันฉับใหญ่ดั่งฟ้าผ่า ดังสนั่นอยู่ตรงหน้าตู้เสื้อผ้า
ในตู้ที่แคบมืด ซูอี้กับอวิ๋นหวงกลั้นหายใจโดยไม่ได้นัดหมาย
……………….