- หน้าแรก
- เดิมพันชีวิตพิชิตเกมปีศาจ
- ตอนที่ 58 ตัวฉันเมื่อวาน VS ตัวป่วยจิตในวันนี้ (ตอนกลาง)
ตอนที่ 58 ตัวฉันเมื่อวาน VS ตัวป่วยจิตในวันนี้ (ตอนกลาง)
ตอนที่ 58 ตัวฉันเมื่อวาน VS ตัวป่วยจิตในวันนี้ (ตอนกลาง)
ตอนที่ 58 ตัวฉันเมื่อวาน VS ตัวป่วยจิตในวันนี้ (ตอนกลาง)
ซูอวี้หรานเอียงศีรษะเล็กน้อย ชัดเจนว่าเธอไม่เข้าใจกับพฤติกรรมของซูอี้ในตอนนี้
“นี่...คงไม่ใช่โลกแห่งความจริงใช่ไหม?”
ซูอี้เผยยิ้มกว้าง
คิ้วของซูอวี้หรานขมวดเข้าทันที
“นี่น่าจะเป็นมิติเฉพาะที่เธอพูดถึงกระมัง แน่นอนว่า...ครั้งนี้เธอคือผู้ควบคุม”
ซูอวี้หรานกลับมามีสีหน้าเย็นชาอีกครั้ง เอ่ยอย่างไร้อารมณ์ว่า “นายพูดเรื่องไร้สาระอะไรอยู่”
ซูอี้ถอยหลังสองสามก้าว เปิดประตูออก แล้วชะโงกหน้ามองไปทั้งซ้ายและขวา
“วิธีเดิมๆ ใช้หลอกฉันไม่ได้สองครั้งหรอกนะ” มุมปากของซูอี้ยกขึ้นเล็กน้อย ถึงแม้ครั้งแรกจะก็ยังไม่ถึงกับแพ้ก็เถอะ
“นายพร้อมที่จะได้รับการปลดปล่อยหรือยัง?” ซูอวี้หรานไม่สนใจว่าเขาจะพูดอะไร เพียงค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้
“ตอนที่ฉันมาถึง ฉันได้ซ่อนไอ้บางอย่างไว้ในแจกันบ้านเธอ มันหายไปไหน?”
ซูอวี้หรานชะงักฝีเท้า ดวงตาหรี่ลง
“เพื่อป้องกันหากถูกดึงเข้าสู่มิติเฉพาะทันทีที่เข้าไป ฉันจึงโรยหินเรียงเป็นรูปกลุ่มดาวเต่าดำเบื้องหน้าไว้ที่หน้าประตูบ้านเธอ กลุ่มดาวนั้นเล่า อยู่ที่ไหน?”
“ครั้งก่อนเป็นมิติจินตภาพที่ฉันเป็นผู้ควบคุม สิ่งใดที่ฉันรู้ รายละเอียดจะปรากฏครบถ้วน แต่ครั้งนี้เธอเป็นผู้ควบคุม สิ่งที่ฉันเจตนาสร้างขึ้น เธอกลับไม่รู้ เพราะฉะนั้นจึงไม่ปรากฏ”
จากนั้นซูอี้ก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า หยิบเอาการ์ดห้องพักโรงแรมและพวงกุญแจบ้านที่เพิ่งทำใหม่ออกมา
“มันยังอยู่ในกระเป๋าฉัน แสดงว่า...ก่อนที่เธอจะดึงฉันเข้ามาในมิตินี้ เธอตรวจค้นเสื้อผ้าของฉันแล้วจำลองมันกลับมาได้สมบูรณ์ แม้แต่โทรศัพท์ของฉันก็หายไป การจะตรวจสอบโทรศัพท์ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เธอน่าจะกลัวว่าฉันจะทำเครื่องหมายอะไรไว้ในนั้น ใช่หรือไม่? เพราะเหตุนี้โทรศัพท์ของฉันจึงหายไป”
“แล้วไงต่อ?” ซูอวี้หรานยังคงไร้สีหน้า
“เธอคิดจริงหรือว่าเธอจะทำอะไรในมิตินี้ก็ได้ตามใจ? หากมีคนตระหนักรู้ว่าโลกนี้ไม่ใช่ความจริง ความสามารถของเธอก็จะไร้ผลทันที ใช่หรือไม่?”
ซูอี้กล่าวพลางทดสอบ เพราะเขายังไม่มีหลักฐานใดยืนยันข้อสันนิษฐานนี้ได้จริง
แต่ก็มีพื้นฐานบางอย่าง
ในเมื่อครั้งก่อน ตนสามารถต้านทานได้เมื่อรู้ความจริง เช่นนั้นครั้งนี้ แม้ไม่ใช่มิติที่ตนควบคุม ก็อาจทำได้เหมือนกัน
เพราะเขาไม่เชื่อว่าทักษะนี้จะร้ายแรงขนาดนั้น เพียงแค่ถูกดึงเข้าไปก็ถึงตาย เช่นนั้นจะเอาชนะได้อย่างไร? มันต้องมีหนทางทำลาย
เว้นแต่เขาจะโชคร้ายถึงขนาดเข้าสู่ฉากจบแบบเลือดสาดของเกมแนว Yandere ไปแล้วจริงๆ
เมื่อเห็นซูอวี้หรานยืนนิ่งเงียบ ซูอี้ก็รู้ทันทีว่าตนเดาถูกแล้ว
“บุคลิกที่สาม นายณเข้าใจไหม? บางครั้งก็เพราะนายฉลาดเกินไป เลยต้องตายอย่างน่าสังเวช” ซูอวี้หรานกล่าวเย็นชา
“อืม ช่วยอธิบายคำว่า ‘ฉลาด’ ให้ฉันฟังที” ซูอี้พยักหน้าอย่างเคร่งขรึม
ซูอวี้หรานถึงกับสะอึก
“ฉันคาดว่า มิติเฉพาะนี้ แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงความฝันหรือภาพลวงตาของคนคนหนึ่ง ที่เปิดประตูให้ผู้อื่นเข้ามาเท่านั้น” ซูอี้ใช้นิ้วชี้ประกอบเป็นท่าทางประกอบคำอธิบาย
“ไม่ว่าจะใครเป็นผู้ควบคุม ขอแค่ตระหนักรู้ว่านี่เป็นเพียงฝัน มิตินี้ก็จะไร้ซึ่งอำนาจทำลาย เพราะท้ายที่สุดแล้ว มันก็แค่ฝัน หรือสิ่งที่อยู่ในจินตนาการ แต่ถ้าหากเชื่อมั่นในฝันนี้มากเกินไป ผลลัพธ์ก็จะสะท้อนกลับมาสู่โลกจริง”
ซูอี้ยิ้มบางๆ
“ฉันทายถูกหรือไม่?”
เสียงของเขาเพิ่งจบลง
ทันใดนั้นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็สั่นไหวอย่างรุนแรง ทั้งซูอวี้หรานและเครื่องเรือนรอบข้างเริ่มบิดเบี้ยว ซูอี้ลอยขึ้นสู่ฟ้าอีกครั้ง แล้วพุ่งตกลงอย่างรวดเร็ว
…
…
อืม…ใต้หัวรู้สึกนุ่มๆ อุ่นๆ ที่คอกลับแข็งและเย็น…
ซูอี้รู้สึกตัวขึ้นมา ลืมตาในทันที
และสิ่งที่เขาเห็น ก็คือหญิงสาวผู้แสนสวยที่กำลังจ้องเขาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“นายตื่นแล้วหรือ” น้ำเสียงอ่อนหวานของเธอ กลับดังก้องในหูซูอี้ดั่งเสียงฟ้าผ่า
แม่งเอ๊ย!
ยัยบ้านี่!
เล่นมาถึงหน้าฉันแล้วเรอะ!
ซูอี้กับซูอวี้หรานประจันหน้ากัน ใบหน้าห่างกันเพียงยี่สิบเซนติเมตร
ซูอวี้หรานมือหนึ่งเสยผมดำยาวทัดหู อีกมือหนึ่งวางอยู่ที่ลำคอของซูอี้
นี่มัน…หมอนตัก?
ตัวเขานอนอยู่บนโซฟา ใช้ตักขาวเนียนอุ่นของซูอวี้หรานเป็นหมอนหนุน และที่ลำคอของเขายังถูกวางพาดด้วยมีดปอกผลไม้ที่เย็นเยียบวาววับ!
ซูอี้ไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองเคลิบเคลิ้มกับความอ่อนโยนเบื้องหน้าได้เลย จึงเปิดใช้【ร่างกายทองคำ】ทันที
แต่เพราะลำคออยู่ภายใต้การควบคุม เขาไม่กล้าขยับสุ่มสี่สุ่มห้า สุดท้ายแล้ว ที่นี่ไม่ใช่โลกจริง เขาไม่กล้ายืนยันว่า...ซูอวี้หรานจะสามารถใช้มีดนี้ทะลุผ่านการป้องกันของตนได้หรือไม่
แต่เขายังเหลือ【ปราสาททราย】อยู่ เป็นทักษะป้องกันแบบพาสซีฟที่ยังเหลือใช้งานได้อีกหนึ่งครั้ง เพื่อรักษาชีวิต!
รอยยิ้มอ่อนโยนของซูอวี้หราน ในสายตาของซูอี้นั้นช่างเหมือนสัญญาณฆาตกรรม ทำให้ขนลุกชันไปทั้งร่าง
“แล้ว…นายพร้อมแล้วหรือยัง?”
ซูอวี้หรานยิ้มละไม ดวงตาโค้งงอเผยความรักและความอ่อนโยนออกมาทั้งหมด
“ยังไม่พร้อม...ไ
ขณะที่ซูอี้กำลังเตรียมใช้【ร่างกายทองคำ】เพื่อเสี่ยงชนสู้ให้รู้แล้วรู้รอด ประตูก็พลันมีเสียงกริ่งดังขึ้น
“ติ๊งต่อง... ติ๊งต่อง…”
ใบหน้าของซูอวี้หรานเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบในทันที ศีรษะหันขวับไปมองประตู แล้วหันกลับมาจ้องตาซูอี้นิ่ง ๆ ราวกับกำลังตัดสินใจว่าจะฟันคอเขาก่อนดีหรือไม่
“ติ๊งต่อง... ติ๊งต่อง…”
เสียงกริ่งประตูนั่นยังคงดังไม่หยุด
“เปิดประตู!”
เมื่อซูอวี้หรานได้ยินเช่นนั้น เธอเอื้อมมือมาลูบแก้มซูอี้เบา ๆ แล้วกระซิบถามเสียงนุ่ม
“นายใช่ไหม?”
ซูอี้ไม่ได้ตอบตรง ๆ แต่ในใจเขารู้แน่ชัดแล้ว เสียงนั้นคือเสียงของหัวหน้าหลิว หรือหลิวหง!
แต่ทำไมเขาถึงโผล่มาเวลานี้ได้?
ซูอี้ขบคิดอยู่ชั่วครู่ หรือว่าจะเป็นเพราะเมื่อวาน?
สีหน้าหม่นของซูอวี้หรานแปรเปลี่ยนกลับมาเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนในทันใด เธอโยนมีดปอกผลไม้ในมือลงข้างกายอย่างไม่ใส่ใจ
“นายทับฉันจนขาชาไปหมดแล้ว…” ซูอวี้หรานหันศีรษะไปทางอื่นแล้วเอ่ยเสียงแผ่วอย่างออดอ้อน
ซูอี้มองเธอด้วยแววตาแปลกประหลาด ไม่พูดจาการแสดงระดับออสการ์ของซูอวี้หรานนี่มันเกินต้านจริง ๆ
ยัยบ้านี่ น่ากลัวเกินไปแล้ว! ใครกันจะชอบแบบนี้ได้!
“ยังไม่ลุกอีกหรือ?” ซูอวี้หรานกล่าวเสียงหวานพลางค้อนเบา ๆ
“แค่ก…” ซูอี้กระแอมเบา ๆ แล้วลุกขึ้น นำมีดผลไม้นั้นแอบซ่อนไว้ในมือทันที
ซูอวี้หรานที่สูญเสียความทรงจำไปแล้ว ก็เดินไปยังประตูอย่างช้า ๆ
ซูอี้จับตาดูท่าทางของซูอวี้หราน และพบว่าขาของเธอชาจริง
นั่นอาจแสดงให้เห็นว่า ร่างกายของเธอในโลกจริงนี้ ไม่ได้มีพลังเหนือมนุษย์อย่างในมิติจินตภาพก่อนหน้า ที่นั่นอาจเป็นแค่ภาพฝันที่เธอมอบพลังให้ตนเอง
ไม่สิ! อย่าชะล่าใจ เธอคือยอดนักแสดง อะไรก็เป็นไปได้ เราห้ามประมาทเป็นอันขาด!
ซูอี้ก้าวเข้าไปใกล้ประตูด้วยเช่นกัน
เมื่อประตูเปิดออก
ซูอี้ก็เห็นหลิวหงและโจวอี้ชิง ยืนอยู่ในชุดลำลอง ทั้งคู่กำลังมองตนกับซูอวี้หรานอย่างจับตา
“มาทันเวลาพอดีใช่ไหม?” หลิวหงงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“อีกนิดเดียวก็จะไม่ทันแล้วไ ซูอี้พยักหน้า
ส่วนซูอวี้หรานก็แสร้งทำท่าทางออดอ้อนพิงข้างเขา
หลิวหงล้วงกระเป๋าหยิบสมุดเล่มเล็กออกมายื่นให้ซูอี้
แต่ทันใดนั้นเอง แววตาของซูอวี้หรานกลับแข็งทื่อไปขณะจ้องมองสมุดเล่มนั้น
“นี่ไง ที่คุณขอไว้” หลิวหงเอ่ย
“ไม่ใช่คุณบอกว่าชวนผมไปกินข้าววันนี้หรือ? โทรหาก็ไม่รับ ยังบอกให้ผมมาก่อนบ่ายโมง บอกว่ามีเบาะแสจะให้?” หลิวหงส่ายหน้าอย่างงุนงง
ซูอี้รับสมุดมาถือไว้ และเมื่อเขาเห็นว่ามันคือสมุดเล่มเล็กที่มีรหัสล็อกอยู่
เขาก็เข้าใจทุกอย่างในทันที
นี่ต้องเป็น “ตัวฉันเมื่อวาน”...
ทิ้งเบาะแสไว้ให้ “ตัวฉันวันนี้”!
………………….