- หน้าแรก
- เดิมพันชีวิตพิชิตเกมปีศาจ
- ตอนที่ 52 บุคลิกภาพซ้อน? ฉันต้องจับตัวเอง?
ตอนที่ 52 บุคลิกภาพซ้อน? ฉันต้องจับตัวเอง?
ตอนที่ 52 บุคลิกภาพซ้อน? ฉันต้องจับตัวเอง?
ตอนที่ 52 บุคลิกภาพซ้อน? ฉันต้องจับตัวเอง?
【นายอาจยังไม่รู้ว่า X คือใคร】
【เพราะฉะนั้น นายควรย้อนกลับไปอ่านสิบหน้าก่อน】
ฉันมีบุคลิกภาพซ้อน? ฉันคือ X? นี่คือปฏิกิริยาแรกของซูอี้หลังเห็นข้อความในบันทึก
ซูอี้นิ่งอึ้ง ลายมือในนั้นเหมือนของเขาทุกกระเบียดนิ้ว
แต่ชัดเจนว่า คนที่เขียนข้อความนั้นลงไป คิดว่าเขาสูญเสียความทรงจำไปแล้ว ทว่าในความเป็นจริง ครั้งนี้เขาหลบเลี่ยงช่วงเวลาแห่งการลืมได้อย่างสมบูรณ์ด้วย【ผู้ควบคุมชะตา】 เขาจึงถือความสงสัยในใจแล้วอ่านต่อ
【ไม่คิดเลยใช่หรือไม่ว่าเราจะได้พบกันในลักษณะนี้】
【ใช่แล้ว เราใช้ร่างกายเดียวกัน ฉันคือ X หมายความว่านายก็เป็น X นั่นแหละ ไม่อาจปฏิเสธได้】
【นั่นแหละคือเหตุผลที่นายสามารถควบคุมมิติจินตภาพของฉันได้ เข้าใจหรือยัง?】
【อย่าคิดจะจับฉัน นายจะยอมทิ้งชีวิตของตัวเองได้จริงหรือ? ยิ่งไปกว่านั้น นายก็ไม่จำเป็นต้องกังวลถึงการมีอยู่ของฉัน ฉันเพียงแค่ยืมเวลาของนายเล็กน้อยเพื่อสนองความต้องการของฉันเท่านั้นเอง】
【พูดตามตรง ฉันก็ถือว่ามีน้ำใจพอควรแล้ว ก็ฉันน่ะเกิดก่อนนายไม่ใช่หรือ น้องชาย】
【ฉันรู้ว่านายเข้าหาตำรวจ แต่ก็ขอร้องล่ะ อย่ากระตุ้นฉัน ฉันไม่ได้รู้สึกผิดอะไรนักหรอกกับการกลืนกินจิตสำนึกของนาย ยังไงนี่ก็เป็นครั้งที่สิบแปดแล้วไม่ใช่หรือ? ฮ่าๆ】
【เฮ้อ ตามสบายเลย จะทำเป็นไม่ใส่ใจก็ได้ หรือจะหันกลับไปใช้ชีวิตธรรมดากับแฟนสาวของนายก็แล้วแต่】
【วันนี้คือการพูดคุยครั้งแรกของเรา และก็จะเป็นครั้งสุดท้ายด้วย】
【ขอบคุณสำหรับการต้อนรับ ขนมที่นายให้รสชาติดีไม่น้อย ฉันขอตัวก่อนล่ะ น้องชายที่รัก】
หลังจากอ่านจบ ซูอี้รู้สึกสมองแข็งทื่อไปในทันที
ถ้าฆาตกรเป็นตัวเขาเอง เช่นนั้น “เกม” นี้จะจบลงอย่างไร? การเผชิญหน้าระหว่างตนเองในโลกแห่งความว่างเปล่าแบบแท้จริงกำลังเริ่มต้นแล้ว…
จะเข้ามอบตัว? หรือจะเป็นอย่างที่อีกตัวตนหนึ่งว่าไว้ การกลืนกินจิตสำนึก? ต้องกลืนกินสำนึกของ X ถึงจะผ่านด่านได้?
เขาเปิดกระเป๋าดูขนมที่หลิวหงให้เมื่อคืน ปรากฏว่าหายเกลี้ยง
ซูอี้ถอนหายใจยาว หลังจากอ่านสมุดบันทึกจบ รู้สึกเหมือนโดนอะไรบางอย่างกระแทกเข้ามา ข้อมูลประหลาดโผล่เข้ามาอย่างไร้ที่มา
เขาจำเป็นต้องเริ่มเรียบเรียงเบาะแสกระจัดกระจายเหล่านี้
ก่อนอื่น “ตัวฉันอีกคนในสมุด” บอกว่าตนคือ X ถ้าเขาเป็น X จริงๆ ก็สอดคล้องกับเหตุผลหลายข้อ ทำไมเขาถึงควบคุมมิติจินตภาพได้? ก็เพราะอีกตัวเขาเป็นเจ้าของมัน ดังนั้นเขาก็เท่ากับเป็นเจ้าของเช่นกัน
แต่ซูอี้ก็รู้สึกแปลกๆ อีกอยู่ดี การปรากฏตัวของ “อีกตัวตน” ก็เพื่อเตือนเขาว่าอย่ามายุ่งเรื่องนี้อีกอย่างนั้นหรือ?
ถ้า X คืออีกบุคลิกหนึ่งของเขา เช่นนั้นเขาฆ่าคนเหล่านั้นเพื่ออะไร?
อีกฝ่ายเรียกเขาว่า “น้องชาย” นั่นหมายความว่าเขาคือบุคลิกรอง แล้วตัวตนที่แท้จริงก่อนหน้านี้ของเขาเคยผ่านอะไรมากันแน่?
สรุปก็คือ…ตอนนี้ฉันต้องจับตัวเอง?
สมุดบันทึกเล่มนี้เหมือนระเบิดเวลาลูกหนึ่ง หากไม่ทำลายหน้าเหล่านี้ก็มีโอกกระเบิดทุกเมื่อ แต่ถ้าเผลอทำลาย ฉันอาจเสียความจำอีกแน่นอน ซึ่งจะกระทบกับการตัดสินใจของฉัน
ช่างมัน
เก็บไว้ก่อน อย่างไรเสียก็แค่สองสามวันเท่านั้น
ในขณะที่ซูอี้ครุ่นคิด เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นนอกประตู
ฟังจากเสียงฝีเท้าที่กระฉับกระเฉง น่าจะเป็นหลิวหงที่ได้เบาะแสสำคัญมา
“ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เจอเบาะแสสำคัญขนาดนี้!” หลิวหงตะโกนขึ้นทันทีที่ก้าวเข้าห้อง ใบหน้ามีรอยยิ้มอยู่เต็มเปี่ยม
ข้างหลังเขามีตำรวจตามมาอีกหลายคน รวมถึงโจวอี้ชิงด้วย
คนอื่นๆ ในห้องทำงานเมื่อได้ยิน ต่างก็ปรบมือขึ้นอย่างกระตือรือร้น
“มารวมกันที่นี่เร็วเข้า!” หลิวหงส่งสัญญาณให้โจวอี้ชิง แล้วเดินเข้าไปในห้องประชุมด้านในสุด
โจวอี้ชิงเข้าใจสัญญาณ แล้วก็พาซูอี้เดินตามเข้าไป
ห้องประชุมถูกจับจองจนเต็ม มีเจ้าหน้าที่อยู่ราวยี่สิบกว่าคน โจวอี้ชิงนั่งพาซูอี้ลงที่ริมฝั่งหนึ่งของโต๊ะ
“แกร๊ก” สวิตช์เครื่องฉายถูกเปิด
หลิวหงชูปากกาเลเซอร์ สีหน้าเริ่มจริงจังขึ้นเรื่อยๆ
“ที่เราสามารถหาเบาะแสได้รวดเร็วขนาดนี้ ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ในทีมสืบสวน ที่ตรวจสอบคลิปกล้องวงจรปิดนับหมื่นชั่วโมงติดต่อกันไม่หยุด ตอนนี้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เราก็พบจุดน่าสงสัยแล้ว!”
“จากการเปรียบเทียบภาพวงจรปิดของชายหนุ่มสองคน และหญิงสาวหนึ่งคน พบว่าพวกเขาทั้งสามเคยไปสถานที่เดียวกัน นั่นก็คื”
แผนที่ค่อยๆ ซูมจากมุมกว้างเข้าสู่มุมแคบ จนเห็นว่าเป็นร้านหนังสือร้านหนึ่ง
“ร้านหนังสือซานอวิ๋น จุดสำคัญไม่ใช่ร้านหนังสือแห่งนี้ แต่คือเมื่อเข้าสู่ร้านหนังสือแล้ว สามารถอ้อมเข้าไปยังโบสถ์เล็กๆ ด้านหลังได้”
“นั่นแหละคือประเด็นสำคัญ เหยื่อหมายเลขสิบแปดเคยไปเมื่อยี่สิบหกวันก่อนในช่วงเที่ยง เหยื่อหมายเลขสิบสองเคยไปในช่วงเย็นเมื่อหกสิบแปดวันก่อน ส่วนเหยื่อหมายเลขหกถึงขั้นไปเยือนที่นั่นในช่วงเวลาที่ยาวนานข้ามถึงสี่เดือน”
“ต่อมาเราตรวจสอบเหยื่อรายอื่นอีกครั้ง ก็พบว่าเหยื่อหมายเลขห้าและเก้า ก็เคยไปที่นั่นเช่นกันเมื่อหนึ่งปีก่อนและหนึ่งปีครึ่งก่อนตามลำดับ เพียงแต่ช่วงเวลานั้นนานเกินไปจึงไม่ทันสังเกต”
“นี่แหละ! คือจุดเชื่อมโยง!”
“ตำรวจนอกเครื่องแบบทั้งหมด ปิดล้อมพื้นที่ จากนั้นฉันจะเข้าไปตรวจสอบเอง ระหว่างนั้นให้พวกคุณสืบถามเรื่องของโบสถ์นี้ให้ดี! เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย เตรียมออกเดินทาง!”
หลิวหงตัดสินใจเด็ดขาด พูดเพียงไม่กี่คำก็สั่งการให้ทีมปฏิบัติทันที
“ผมคิดว่าเราควรปิดกล้องวงจรปิดบริเวณนี้ก่อน หากสุดท้ายเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับ X แต่ X กลับมีความสามารถในการเจาะระบบกล้องวงจรปิด เช่นนั้นเราก็จะเสียเปรียบ ที่สำคัญเหยื่อทุกคนที่วิเคราะห์มาก็ล้วนเคยเข้าไปในสถานที่นั้นทั้งสิ้น ควรรอบคอบไว้ก่อน” ซูอี้พิจารณาแล้วกล่าว
“ตกลง กล้องวงจรปิดรอบข้างให้รายงานว่ากำลังอยู่ในช่วงซ่อมบำรุง ออกเดินทาง!” หลิวหงไม่ได้โกรธที่ซูอี้ขัดขึ้นมากลางคัน กลับพยักหน้าเห็นด้วย ลอบตำหนิตนเองที่วู่วามเกินไป คิดไม่รอบด้าน
ตำรวจหลายคนก็เห็นด้วยกับสิ่งที่ซูอี้กล่าว ล้วนแต่พยักหน้าตามๆ กัน
คนร้ายที่พวกคุณตามหาก็อาจจะอยู่ตรงหน้านี่แหละ! ซูอี้รีบเดินไปขวางหลิวหงก่อนที่อีกฝ่ายจะออกจากห้องประชุม
“ผมขอดูกล้องวงจรปิดได้ไหม ผมมีแนวคิดบางอย่างที่ยังไม่สมบูรณ์ดี”ซูอี้กล่าว
“ได้ ให้เสี่ยวโจวพาคุณไป ใช้ตำแหน่งที่หนึ่งถึงสิบได้ตามสะดวก” หลิวหงพินิจพิจารณาเล็กน้อยก่อนตอบ
“ขอบคุณ ลำบากแล้ว”
หลิวหงเตรียมพร้อมออกปฏิบัติการ ขณะที่ซูอี้ก็เดินตามโจวอี้ชิงไปยังห้องควบคุมกล้องวงจรปิด
ห้องนั้นกว้างขวางมาก จอแสดงผลก็มีจำนวนมาก มีตำรวจอยู่ประมาณสามสิบคน กำลังนั่งควบคุมและเฝ้าดูกล้องวงจรปิดกันอย่างไม่หยุดมือ
หน่วยเฉพาะกิจที่เคลื่อนพลมาใช้กำลังขนาดนี้เลยหรือ ซูอี้อดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่ง ก่อนจะถูกโจวอี้ชิงพาไปยังบริเวณตำแหน่งที่หนึ่งถึงสิบ ซึ่งมีตำรวจสามคนกำลังนั่งควบคุมกล้องอยู่ ตาจ้องไม่กะพริบ
ซูอี้ย่อมให้ความสนใจกับคดีเมื่อวานมากกว่า อยากรู้ว่าจะพบเบาะแสอะไรที่เกี่ยวข้องกับตนเองหรือไม่ ทว่าหลังจากสอบถามตำรวจแล้วกลับไม่ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์เลย
จะทำอย่างไรดี หากตนเองคือ X จริงๆ เช่นนั้นจะล่อบุคลิกอีกคนออกมาเผชิญหน้ากับตนเองได้อย่างไร จำได้ว่า X เคยพูดไว้ว่า “นี่คือบทสนทนาครั้งสุดท้ายของเรา” หมายความว่าไม่ว่าจะอย่างไร เขาก็ไม่คิดจะพูดคุยกับตนอีกต่อไป
เช่นนั้นตนจะทำภารกิจให้สำเร็จ คว้าชัยชนะได้อย่างไรกัน เพียงแค่ได้อ่านข้อความในบันทึก ซูอี้ก็รู้สึกราวกับเจอทางตัน
จะมัวกลัวแล้วไม่กล้าทำก็ไม่ได้! ตนเองต้องหาจุดเชื่อมโยงผ่านข้อจำกัดของความสามารถพิเศษ
ซูอี้อยู่ในห้องควบคุมกล้องอยู่นานมาก ตรวจสอบกล้องวงจรปิดมากมาย ระหว่างนั้นยังรับโทรศัพท์จากซูอวี้หรานที่โทรมาถามไถ่ และถือโอกาสนั้นกินข้าวกล่องไปด้วย จนกระทั่งหลิวหงมาถึง
เมื่อเห็นใบหน้าของหลิวหงเคร่งเครียด ซูอี้ก็รู้ทันทีว่า ต้องเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นแน่ ไม่ก็แผนการในครั้งนี้ไม่พบเบาะแสแม้แต่น้อย
ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ดูท่าว่าก็ไม่น่าใช่ข่าวดีเลย
……………….