- หน้าแรก
- เดิมพันชีวิตพิชิตเกมปีศาจ
- ตอนที่ 35 กลับคืนสู่รั้วมหา’ลัย กับสาวสวย?
ตอนที่ 35 กลับคืนสู่รั้วมหา’ลัย กับสาวสวย?
ตอนที่ 35 กลับคืนสู่รั้วมหา’ลัย กับสาวสวย?
ตอนที่ 35 กลับคืนสู่รั้วมหา’ลัย กับสาวสวย?
จากนั้นซูอี้ใช้เวลายี่สิบชั่วโมง รวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวกับฆาตกรโรคจิตได้ทั้งหมด
ฆาตกรรายนี้เริ่มลงมือครั้งแรกในเดือนเก้าปี 2022 จนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาแล้วแปดเดือนเต็ม
ในเมืองเดียวกันมีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้นสิบหกคน เฉลี่ยเดือนละสองคน!
เขาจะทิ้งรอยแผลเป็นรูป X ไว้บนร่างของเหยื่อทุกคน ตำรวจจึงตั้งชื่อรหัสให้เขาว่า X
เหยื่อแต่ละรายดูเหมือนจะไม่มีอะไรเหมือนกันเลย มีเพียงสิ่งเดียวที่เหมือนกันก็คือ ทุกคนอาศัยอยู่ในเหอเฉิง
สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ การลงมือในความถี่ระดับนี้ แต่ตำรวจกลับไม่มีเบาะแสใดเลย
ฆาตกรราวกับปรากฏตัวขึ้น แล้วหายไปไร้ร่องรอยในทุกที่เกิดเหตุ เว้นแต่รอย X บนร่างศพ นอกนั้นไม่มีร่องรอยอาชญากรรมหลงเหลือเลยแม้แต่น้อย
นี่…มนุษย์ธรรมดาทำได้ด้วยหรือ?
ซูอี้อดตั้งคำถามไม่ได้
เพียงแค่แปดเดือน ฆ่าคนไปสิบหกศพ! แต่ไม่ทิ้งหลักฐานแม้แต่นิดเดียวให้ตำรวจสาวถึง?
เขาจึงสรุปเนื้อหาข่าวเหล่านั้นเป็นข้อความสั้นๆ เติมลงไปในหน้าที่แปดของสมุดบันทึก
ซูอี้ยังไม่รู้ว่าความรู้สึกของการสูญเสียความทรงจำนั้นเป็นเช่นไร ถ้าหากเขาสูญเสียความทรงจำทั้งหมดที่มีจนถึงตอนนี้จริงๆ การจะตามหาฆาตกรโรคจิตคนนั้นจะยากเย็นแค่ไหน เขาไม่อาจจินตนาการได้เลย
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินวนไปทั่วห้อง เริ่มค้นหาในซอกมุมต่างๆ และในที่สุดก็มาหยุดที่ชั้นวางหนังสือ
แล้วสมุดบันทึกก่อนหน้านี้ของตัวเองเล่า?
เหตุใดสมุดบันทึกเล่มนี้ถึงไม่มีการพูดถึงมันเลย?
บนชั้นวางมีแต่หนังสือทั่วไป ในนั้นยังมีภาพถ่ายบางส่วน อย่างเช่นรูปถ่ายครอบครัว
แต่…สมุดบันทึกไปไหน?
เหตุผลเดียวที่ไม่อาจหาสมุดบันทึกเล่มเก่าได้ อาจเป็นเพราะเจ้าของสมุดบันทึกไม่ต้องการให้เขาเห็นบันทึกเก่าเหล่านั้น
ก็เอาเถอะ ไหนๆ นี่ก็เป็นเกมของปีศาจแล้ว ก็ถือว่าเป็นกลไกของเกมที่ปกติก็แล้วกัน
ซูอี้เปิดมือถือ เขาพบว่ารายชื่อในแอปแชทไม่มีใครที่เขารู้จักเลย และสิ่งที่แปลกยิ่งกว่านั้นคือ ประวัติการแชททั้งหมดหายไป เหลือเพียงชื่อที่บันทึกไว้เท่านั้น ทำให้เขาไม่อาจแยกแยะได้เลยว่าใครเป็นใคร
ข้างนอกยามนี้มืดสนิทดั่งหมึก เวลาไหลผ่านไปทีละนิด ซูอี้ครุ่นคิดไปพร้อมกับรอให้ “การสูญเสียความทรงจำ” ครั้งแรกบังเกิดขึ้น
ยามค่ำคืน เขาย่อมไม่อาจออกไปข้างนอกได้
ถ้าหากเจ้าของสมุดบันทึกเล่มนี้ไม่ใช่ตนเอง แล้วแบบนั้นจะไม่สูญเสียความทรงจำใช่หรือไม่?
ในระหว่างที่คิดๆ อยู่ จู่ๆ ความง่วงก็ถาโถมเข้ามา ไม่อาจข่มไว้ได้
ซูอี้รีบคลำหาขอบเตียง นอนลง แล้วก็หลับใหลไปอย่างช้าๆ
เมื่อเขาตื่นขึ้นอีกครั้ง ท้องฟ้าก็เริ่มสว่างจางๆ เขาดูเวลาที่นาฬิกาด้านขวา รู้ว่าเป็นเวลาเจ็ดโมงเช้าแล้ว
เขาเห็นสมุดบันทึกในมือ
เมื่อเปิดอ่าน เขาก็เริ่มทำความเข้าใจกับสถานการณ์ปัจจุบันใหม่อีกครั้ง
นี่สินะ ที่เรียกว่า “ความจำเสื่อม”
ทันทีที่ตื่นขึ้นมา เขารู้เพียงว่าอยู่ในเกม ส่วนอื่นๆ ไม่รู้อะไรเลย ต้องอาศัยสมุดบันทึกเพื่อรำลึกถึงเรื่องราวของเมื่อคืน แถมบางอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ก็ไม่อาจรื้อฟื้นได้เลยแม้แต่น้อย!
หัวใจของซูอี้สั่นไหวรุนแรง หากเกมนี้เป็นแบบนี้ตลอดที่พรากความทรงจำไปเรื่อยๆ เช่นนี้ ก็อันตรายเกินไปแล้ว!
เกมนี้...ยากเกินไปจริงๆ
【สหายเก่า ฉันคือผู้มาเยือนจากต่างโลก นี่คือวันแรกของฉัน】
【เนื้อหาในหน้าถัดไป โปรดเตรียมใจให้พร้อม!!! สหายเก่า ได้โปรดควบคุมสีหน้า อย่าให้ใครสังเกตเห็นความผิดปกติของคุณ】
ซูอี้เพ่งมองข้อความที่ตนเองเขียนลงในสมุดบันทึก เขารู้ดีว่านี่คือรหัสลับที่ตนเองเขียนไว้ให้ตัวเอง
วิธีจดจำแบบ “สหายเก่า” นี้ คือวิธีที่ซูอี้เคยใช้เวลาจดบันทึกหลังอ่านหนังสือในอดีต
มันทำให้เขาสามารถอธิบายซ้ำอีกครั้ง เข้าใจเนื้อหาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ส่วน “สหายเก่า” ที่ว่า หมายถึงเจ้าหมาสีเหลืองที่เขาเคยเลี้ยงในวัยเด็ก ซูอี้ชอบเล่าเรื่องราวให้มันฟัง และเมื่อมันตายไป เขาก็ใช้วิธีนี้เพื่อระลึกถึงมัน
นี่คือความทรงจำที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา
เขารู้ดีว่ารูปแบบการเขียนเช่นนี้ เป็นผลงานของตัวเขาเองที่เข้าสู่เกม
ในสมุดบันทึกยังเขียนไว้ว่า ตนเป็นนักศึกษาภาควิชาศิลปะปีสองของมหาวิทยาลัยเหอเฉิง พ่อแม่เสียชีวิตเมื่อห้าปีก่อน ทิ้งเงินประกันชีวิตไว้ก้อนหนึ่งที่ทำให้ตนสามารถดำรงชีวิตได้จนถึงปัจจุบัน
และห้องพักที่ซูอี้อยู่นั้นก็เป็นห้องเช่า อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยมาก
หลังจากเข้าใจสถานการณ์โดยรวดเร็วแล้ว ซูอี้ก็ไม่คิดจะนั่งรอความตายอีกต่อไป
อย่างน้อยก็ต้องไปเรียนตามปกติเสียก่อน ไหนๆ ฆาตกรโรคจิตอาจจะกำลังจับตาดูเขาอยู่ และไหนๆ ตัวเขาเองก็รู้ลักษณะภายนอกของมัน แสดงว่าตามชีวิตประจำวันก็อาจมีโอกาสพบเจอมันได้
ในสมุดบันทึกมีตารางเรียน เขาจึงรู้ว่าวันนี้คือวันพุธ ช่วงเช้าไม่มีเรียน บ่ายมีเรียนวิชาประติมากรรม
เวลาเช้ายังเหลือเฟือ และมหาวิทยาลัยก็อยู่ห่างออกไปเพียงสิบนาทีเดินเท้าเท่านั้น
ซูอี้จึงตัดสินใจทำอีกเรื่องที่สำคัญเร่งด่วนก่อน นั่นคือเปลี่ยนกลอนประตู
ไม่ว่าเมื่อวานจะเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้เขาได้มาอยู่ในสถานที่ที่แปลกตาแล้ว อย่างแรกที่ต้องคำนึงก็คือความปลอดภัย
เมื่อคืนดูเหมือนตัวเองจะหลับสนิทมาก หากมีใครแอบเข้ามา ก็เท่ากับเปิดทางให้โดนจัดการตามใจชอบเลยทีเดียว
ซูอี้เลือกเดินไปยังร้านขายเครื่องมือช่างที่อยู่ห่างจากห้องพักพอสมควร ใช้เงินไปสองพันหยวนเปลี่ยนกลอนประตูแบบพรีเมียมที่ไม่เป็นระบบอัจฉริยะถึงสองชุด
ทั้งสองชุดเสริมกันเป็นระบบความปลอดภัยที่ดูภายนอกเหมือนมีแค่กลอนเดียว แต่แท้จริงแล้วเป็นกลไกหลายชั้น หากไม่มีลูกกุญแจจะเปิดมันได้ก็ไม่ต่างจากฝันไป
ระหว่างนั้น ซูอี้เกิดอาการความจำเสื่อมขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพราะง่วง แต่เพราะเกิดอาการเวียนหัวอย่างรุนแรง ลืมตาขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน หรือกำลังจะทำอะไร
【ข้อสอง หน้าสุดท้ายจะบอกตุณถึงสถานการณ์ในตอนนี้】
ดูท่าแล้ว ข้อความในหน้าสุดท้ายของสมุดบันทึกยังไงก็ต้องเตรียมไว้ให้ดี ไม่อย่างนั้นเวลาความจำหายไป จะสับสนเกินรับไหว
เมื่อถึงใกล้มหาวิทยาลัย ซูอี้แวะกินบะหมี่เนื้อชามหนึ่ง แล้วจึงเดินเข้าไปในมหาวิทยาลัย เริ่มเดินเตร่ไปมา
เส้นทางภายในมหาวิทยาลัยดูเหมือนจะเลือนรางจากความทรงจำ ซูอี้พอจะรู้รางๆ ว่าห้องเรียนที่เขาจะไปอยู่ทางไหน
มหาวิทยาลัยเหอเฉิงนั้นใหญ่โตพอตัว ไม่นานเขาก็มาถึงตึกเรียนที่อบอวลด้วยกลิ่นอายของศิลปะ
ดูเหมือนที่นี่จะเป็นอาคารเรียนของภาควิชาศิลปะ
ซูอี้หยิบสมุดบันทึกขึ้นมาจดอะไรเล็กน้อย พร้อมวาดแผนที่เส้นทางเล็กๆ กำกับไว้ด้วย
เขาเดินไปดูแผนผังห้องเรียนที่ชั้นหนึ่ง พบว่าห้องเรียนประติมากรรมนั้นอยู่ที่ชั้นห้า
ซูอี้เดินขึ้นบันไดไปยังชั้นห้า แต่กลับพบว่ามีห้องเรียนประติมากรรมอยู่ถึงสามห้อง และแต่ละห้องก็มีนักศึกษานั่งอยู่บ้างแล้ว
นี่...เขาควรจะเข้าห้องไหนกันแน่ ในสมุดบันทึกเขียนไว้แค่ว่าเขาเป็นนักศึกษาชั้นปีที่สอง สาขาศิลปะ
แต่ถ้าเขาถามออกไปตรงๆ ว่าห้องนี้คือห้องศิลปะปีสองหรือไม่ แล้วดันเจอเพื่อนร่วมชั้นที่รู้จักเขาเข้า แบบนั้นจะไม่ยิ่งดูประหลาดหรือ? ก็เขาเรียนในห้องนี้มาปีกว่าแล้วนะ
แบบนี้มันจะไม่เว่อร์ไปหน่อยหรือ?
“ซูอี้?” ทันใดนั้น ขณะที่ซูอี้กำลังยืนลังเลอยู่ เสียงอ่อนหวานเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“เป็นอะไรไป ยืนเหม่ออยู่หน้าประตู ไม่ใช่ว่าลืมเอางานมาส่งอีกแล้วนะ?”
ซูอี้หันไปมอง คนที่เรียกเขาไว้คือสาวงามคนหนึ่ง รูปร่างสูงเพรียว
เสื้อไหมพรมสีชมพูอ่อนคลุมเสื้อเชิ้ตสีขาว กระโปรงสั้นสีเทา ถุงเท้ายาวสีขาวถึงเข่า ดูสดใสร่าเริงอย่างยิ่ง
ทันทีที่ซูอี้เห็นเธอ เขาก็รู้สึกตะลึง ใจรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด รู้สึกชอบเธอมาก อยากจะพูดคุยด้วยทันที
นี่เป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยมีมาก่อนเลย…หรือว่าเธอคือคนที่เจ้าของร่างนี้ชอบ?
“จริงๆ ด้วย” หญิงสาวหัวเราะน้อยๆ แล้วชี้ไปที่มือของซูอี้ซึ่งว่างเปล่า
“ลืมเอางานปั้นจากอาทิตย์ที่แล้วมาส่งใช่ไหมล่ะ?” พูดพลางก็เขย่าถุงในมือให้ดู
“ตอนออกมารีบเไปหน่อย เลยลืมไปสนิทเลย!” ซูอี้ก็หัวเราะตอบกลับ แล้วเดินตามเธอเข้าไปในห้องเรียนที่อยู่เบื้องหน้า
เคราะห์ดีที่มีคนช่วยกู้สถานการณ์ไว้ได้ ซูอี้สังเกตว่าสาวคนนั้นไม่ได้ไปนั่งกับคนรู้จัก แต่นั่งในที่ที่ค่อนข้างว่าง
พูดมากก็ผิดมาก สังเกตสถานการณ์ก่อนดีกว่า แล้วค่อยหาทางแยกตัว
“จะไปไหนน่ะ ซูอี้? มานี่สิ”
ซูอี้ที่กำลังจะเดินไปนั่งแถวหลังเพื่อแยกตัว ก็ถูกเสียงของเธอเรียกเอาไว้จนหยุดฝีเท้า
.
…………….