- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอเป็นจอมทัพพลิกโลก
- บทที่ 20 เด็ดหัวแม่ทัพ? หัตถ์แห่งผู้ควบคุม!
บทที่ 20 เด็ดหัวแม่ทัพ? หัตถ์แห่งผู้ควบคุม!
บทที่ 20 เด็ดหัวแม่ทัพ? หัตถ์แห่งผู้ควบคุม!
บทที่ 20 เด็ดหัวแม่ทัพ? หัตถ์แห่งผู้ควบคุม!
◉◉◉◉◉
“จะว่าไป พวกนายจะมัวแต่นั่งดูแบบนี้ต่อไปจริงๆ เหรอ ไอ้หมอนั่นมันจะเอาทรัพยากรของทั้งโรงเรียนไปหมดแล้วนะ” จ้าวเทาจากตระกูลจ้าวกล่าวขึ้น
“หึ จ้าวเทา ดูเหมือนว่าแกเองก็นั่งไม่ติดแล้วสินะ” ไป๋ฉางเฟิงกล่าว:
“จอมเวทภูตผีที่ชื่อเฉิงเซียวนั่นมีความสามารถพอที่จะหยิ่งผยองได้ก็จริง แต่ยังไงซะที่นี่ก็คือเมืองหลวงเวทมนตร์”
“ถ้าปล่อยให้ไอ้หมอที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้ามาแย่งชื่อเสียงของพวกเราไป ต่อไปจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนในเมืองหลวงเวทมนตร์?”
“พวกแกที่มานั่งอยู่ตรงนี้ได้ ก็แสดงว่าดูไอ้หมอนั่นไม่ขวางหูขวางตาเหมือนกัน พวกระดับกลาง อย่ามัวแต่ซ่อนตัวอยู่เลย ออกมารวมพลังกันจัดการมันให้เด็ดขาด!”
“ข้ามา เพื่อแก้แค้นให้น้องชายข้า” จวงหลีเฟิงยืนขึ้นกล่าว
“ถึงแม้จะไม่ชอบหน้าพวกตระกูลไป๋อย่างพวกแก แต่ครั้งนี้ข้าเห็นด้วยที่จะร่วมมือ” ตงฟางเวยจากตระกูลตงฟางก็เข้าร่วมการปราบปรามครั้งนี้ด้วย
จากทีมด้านหลัง ลู่อี้หลินจากตระกูลลู่เดินออกมาอย่างหยิ่งยโส:
“พูดตามตรงนะ ข้าไม่อยากจะฉวยโอกาสตอนที่คนอื่นลำบากเท่าไหร่ แต่ใครใช้ให้ไอ้หมอนั่นมันสร้างความโกรธแค้นให้ทุกคนกันล่ะ นับข้าไปด้วยคนแล้วกัน”
จ้าวเทาเริ่มสนใจขึ้นมาทันที:
“สี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงเวทมนตร์มารวมตัวกันสามตระกูลแล้ว แล้วตระกูลมู่ที่เหลือล่ะ?”
“เท่าที่ข้ารู้ ปีนี้คนที่ทะลวงสู่ระดับกลางของตระกูลมู่มีเพียงมู่หนูเจียวคนเดียว และเธอก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเฉิงเซียว” ตงฟางเวยอธิบาย
“น่าเสียดายจริงๆ... เจ้าอ้วนทางนั้นน่ะ ว่าไง ไม่คิดจะมาร่วมสนุกด้วยกันหน่อยเหรอ?” จ้าวเทาตะโกนไปยังอีกทิศทางหนึ่ง
“หึ พวกแกอย่ามาถ่วงข้าก็แล้วกัน” หลัวซ่งพูดอย่างปากแข็ง
ครั้งที่แล้วที่เขาโดนภูตผีมดยักษ์ตัวนั้นขู่จนขาสั่น ที่จริงแล้วก็มีส่วนที่เขาประมาทอยู่ด้วย
ครั้งนี้มีเพื่อนร่วมทีมระดับกลางถึงห้าคน น่าจะเอาชนะไอ้หมอนั่นได้นะ?
น่าจะได้... หลัวซ่งคิดในใจ
“ตระกูลจ้าว, ตระกูลตงฟาง, ตระกูลลู่, ตระกูลไป๋, ตระกูลจวง, แล้วยังมีผู้เชี่ยวชาญระดับกลางอีกคน! สุดยอด นี่มันทีมรวมดาราชัดๆ!”
“ดูเหมือนว่าเหล่าลูกหลานตระกูลใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่นักเรียนใหม่จะนั่งไม่ติดกันแล้ว ถึงขนาดยอมลดตัวลงมารวมทีมเพื่อปราบเฉิงเซียว!”
“เกือบไปแล้ว เกือบไปแล้ว ขอแค่เอาชนะอีกยี่สิบคนเฉิงเซียวก็จะได้ทรัพยากรของทุกภาควิชาไปหมดแล้ว โชคดีที่มีลูกหลานตระกูลใหญ่พวกนี้ยื่นมือเข้ามา”
“...”
การที่ลูกหลานตระกูลใหญ่ทั้งหกคนนี้ร่วมมือกันเพื่อปราบเฉิงเซียว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับเหล่านักเรียนใหม่เป็นอย่างมาก
ลูกหลานตระกูลใหญ่หกคนที่ได้รับการสนับสนุนจากทรัพยากรมากมายขนาดนี้ จะสู้กับแม่ทัพแค่ตัวเดียวไม่ได้เชียวเหรอ?
เกรงว่าคงจะถล่มภูตผีระดับแม่ทัพตัวนั้นจนไม่เหลือซาก
เหล่าหัวหน้าภาควิชาเมื่อเห็นภาพนี้ ก็อดที่จะถอนหายใจอย่างโล่งอกไม่ได้
ในที่สุดเรื่องวุ่นวายนี้ก็จะจบลงเสียที ถ้าหากเฉิงเซียวได้ทรัพยากรของทุกภาควิชาไปจริงๆ ผลกระทบที่ตามมาคงจะไม่ใช่เรื่องเล็ก...
“พวกจอมเวทระดับกลางกลุ่มนั้นถึงกับร่วมมือกัน ดูเหมือนว่าจะกลัวจริงๆ แล้วสินะ พี่มู่ ไม่ไปร่วมสนุกกับเขาหน่อยเหรอคะ?” อ้ายถูถูถามอย่างไม่กลัวเรื่องใหญ่
“มีฉันหรือไม่มีฉัน ผลลัพธ์ก็เหมือนกัน” มู่หนูเจียวส่ายหน้า
“ไม่จริงน่า? พี่มู่ ไอ้หมอนั่นมันน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอ? ทำให้พี่ไม่มีความอยากจะท้าทายเลยสักนิด?” อ้ายถูถูกล่าวอย่างประหลาดใจ
“ถ้าเป็นการท้าทายจริงๆ การรวมทีมปราบแบบนี้ก็ไม่มีความหมายอะไร” มู่หนูเจียวกล่าว:
“ดูต่อไปเถอะ แล้วเธอจะรู้คำตอบเอง”
อ้ายถูถูเบะปาก:
“ทำเป็นลึกลับ ฉันล่ะอยากจะเห็นจริงๆ ว่าเฉิงเซียวที่ทำให้พี่หลงจนหัวปักหัวปำคนนี้ จะรับมือกับคุณชายตระกูลใหญ่พวกนั้นยังไง”
เย่ซินเซี่ยไม่ได้เข้าร่วมวงสนทนาของทั้งสองสาว เมื่อเห็นศัตรูที่เฉิงเซียวต้องเผชิญหน้า เธอก็ไม่เคยรู้สึกกังวลเลย
เพราะเธอรู้ว่า พี่เฉิงเซียวของเธอน่ะ... ไร้เทียมทาน...
…………………………
จอมเวทระดับกลางหกคนรวมทีมกันขึ้นเวทีเพื่อปราบปราม ทำให้บนอัฒจันทร์เกิดเสียงโห่ร้องอย่างกึกก้อง
ราวกับว่าได้ยกย่องจอมเวทระดับกลางทั้งหกคนนี้ให้เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ที่จะไปปราบจอมมารผู้ยืนหยัดอย่างไม่สั่นคลอน!
“ระดับกลางหกคน... น่าจะถือว่าเป็นพลังรบที่แข็งแกร่งที่สุดที่นักเรียนใหม่ทั้งหมดจะรวบรวมได้แล้วสินะ?” สีหน้าของเฉิงเซียวไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก เขาเอ่ยถาม:
“อิกริด รับมือไหวรึเปล่า?”
“ทูลฝ่าบาท ไม่มีปัญหาพ่ะย่ะค่ะ!”
บนชุดเกราะสีดำของอิกริด ปรากฏรอยร้าวขึ้นหลายแห่งแล้ว
แต่นั่นก็ไม่ได้ส่งผลต่อพลังรบของอิกริด ทหารเงาไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด แต่สามารถรับรู้ถึงสภาพของตัวเองได้...
“ข้ายอมรับว่าเจ้ามีดีพอที่จะหยิ่งผยองได้ แต่ก็คงจะหยุดอยู่แค่นี้แหละ!”
ลู่อี้หลินพูดด้วยน้ำเสียงที่สูงส่ง รอบตัวของเขาปรากฏแผนผังดาวสีทองอร่ามขึ้นแล้ว
“จะมัวเสียเวลาพูดกับมันทำไม ลงมือ!” ตงฟางเวยร่ายเวทมนตร์ระดับกลางเสร็จเร็วกว่า:
“หมัดเพลิง—ถล่มสวรรค์!”
เวทมนตร์ธาตุไฟกับธาตุแสงมีจุดร่วมกันอย่างหนึ่ง นั่นก็คือสามารถขับไล่ความมืดได้!
เมื่อขับไล่ไอแห่งความตายออกไป การเคลื่อนไหวของอิกริดก็จะถูกเปิดโปงโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถซ่อนตัวเพื่อ ‘ลอบสังหาร’ ทีละคนได้อีก!
ตอนนี้อิกริดมีความสามารถระดับแม่ทัพ ความเร็วที่ระเบิดออกมา สามารถหลบหมัดเพลิงได้อย่างสบายๆ
แต่ทันทีที่อิกริดกำลังจะเคลื่อนไหว พื้นดินใต้ฝ่าเท้ากลับเคลื่อนไหว ทำให้ความเร็วของอิกริดช้าลงไปหลายส่วน
“คลื่นปฐพี—เชื่องช้า!” หลัวซ่งมองเห็นโอกาส ใช้เวทมนตร์ระดับต้นของธาตุดินได้อย่างถูกจังหวะ
แค่ช้าลงไปไม่กี่ส่วน ก็เพียงพอที่จะทำให้หมัดเพลิงโจมตีโดนตัวอิกริดได้
เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ อิกริดก็ชักดาบยาวเล่มมหึมาที่เอวออกมา ฟันเข้าใส่หมัดเพลิงที่ร้อนระอุนั้น
ความมืดกับเปลวไฟปะทะกัน อย่างแรกแข็งแกร่งกว่าอย่างเห็นได้ชัด ถึงกับดับหมัดเพลิงลงได้อย่างซึ่งๆ หน้า!
“ถึงกับใช้พลังแห่งความมืดที่รุนแรงกว่าของตัวเองมาลบล้างหมัดเพลิงของข้า!” ตงฟางเวยทำหน้าตกตะลึง
พลังแห่งไฟมีผลกดข่มพลังแห่งความมืดอยู่ แต่อีกฝ่ายกลับใช้พลังแห่งความมืดมาดับหมัดเพลิงของเขาได้
นี่หมายความได้เพียงอย่างเดียวว่า ทั้งสองฝ่ายอยู่คนละระดับกันโดยสิ้นเชิง อีกฝ่ายแข็งแกร่งพอที่จะเพิกเฉยต่อการกดข่มทางธาตุในระดับเดียวกันได้!
ฟิ้ว!
อิกริดสัมผัสได้ถึงอานุภาพของธาตุไฟระดับกลางอย่างชัดเจน เขาจึงระเบิดความเร็วออกมาอย่างสุดขีด พุ่งตรงไปยังตงฟางเวย!
ถึงแม้หมัดเพลิงจะไม่ถึงตายสำหรับอิกริด แต่ถ้าหากโดนเข้าไปจริงๆ ก็จะได้รับบาดเจ็บไม่น้อย
อิกริดคิดจะจัดการจอมเวทสายทำลายล้างคนนี้ก่อน...
“พรแห่งแสง—โล่ศักดิ์สิทธิ์!”
ลู่อี้หลินร่ายเวทมนตร์ระดับกลางของธาตุแสงเสร็จสิ้น กางม่านพลังงานแสงสีทองออกมาขวางหน้าตงฟางเวย
“แบบนี้ค่อยน่าสนใจหน่อย” ในแววตาของอิกริดส่องประกายสีขาวประหลาด เจตจำนงรบถูกกระตุ้นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
ในฐานะทหารเงา พลังงานธาตุแสงก็มีผลกดข่มอิกริดเช่นกัน
แต่อิกริดไม่ได้หลีกเลี่ยง เขากำหมัดขวา แล้วต่อยตรงไปยังม่านพลังงานแสง
ปัง!!!
โล่ศักดิ์สิทธิ์แตกสลายในทันที ลู่อี้หลินกับตงฟางเวยก็ถูกแรงกระแทกจนถอยหลังไปสิบกว่าเมตร
ทันใดนั้น อิกริดราวกับสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เขาไม่ได้ฉวยโอกาสไล่ตาม แต่หันกลับไปมองยังทิศทางที่เฉิงเซียวยืนอยู่
ในไอแห่งความตายสีดำทางด้านขวาของเฉิงเซียว เงาสายหนึ่งก็รวมตัวกันเป็นร่างคนในทันที
“ภูตผีระดับแม่ทัพของแกน่ากลัวก็จริง แต่ภูตผีจะปรากฏตัวได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในที่ที่มีไอแห่งความตายเท่านั้น บังเอิญว่าธาตุที่สองของข้าคือธาตุเงา!”
จ้าวเทาหัวเราะเยาะ: “เงาหลบสามารถเคลื่อนที่ไปมาในเงาที่เกิดจากไอแห่งความตายได้อย่างอิสระ อาณาเขตที่แกสร้างขึ้น ก็สามารถเป็นประโยชน์กับข้าได้เช่นกัน”
“เฉิงเซียว แกเก่งมากก็จริง แต่ก็คงจะหยุดอยู่แค่นี้แหละ!”
สีหน้าตื่นตระหนกที่จ้าวเทาคาดหวังไว้ไม่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฉิงเซียว
เฉิงเซียวยังคงทำหน้าตาเฉยเมย ราวกับคาดเดาไว้แล้วว่าเขาจะปรากฏตัวออกมา
ขณะที่จ้าวเทากำลังสงสัย เขาก็มองเห็นดวงตาสีม่วงเข้มล้ำลึกของเฉิงเซียว ส่องประกายสีเงินขึ้นมา
ในม่านหมอกแห่งความตาย ยังคงมีเสียงที่แฝงรอยยิ้มดังสะท้อนออกมา:
“หัตถ์แห่งผู้ควบคุม...”
◉◉◉◉◉