เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 377 บังเหียน

บทที่ 377 บังเหียน

บทที่ 377 บังเหียน


บทที่ 377 บังเหียน

“ตอนนี้พวกเรากำลังจะประชุมกันในพื้นที่พิเศษ นายอยากจะเข้าร่วมการประชุมด้วยไหม?” เจียงเจ๋อส่งข้อความมาถาม

ปัจจุบันลู่หยางได้มอบหมายการจัดการกิลด์ส่วนใหญ่ไปให้กับเจียงเจ๋อแล้ว หน้าที่ของเขามีเพียงแค่การควบคุมทิศทางของกิลด์เท่านั้น ส่วนเรื่องการบริหารยิบ ๆ ย่อย ๆ จะเป็นหน้าที่ของเจียงเจ๋อ, ถูเฟิง, เซี่ยหยู่เว่ย, ฉิงชางและเหล่าบรรดาแกนหลักที่จะคอยแบ่งหน้าที่กันบริหารเอง

“โอเค เดี๋ยวฉันจะไปเดี๋ยวนี้เลย” ลู่หยางกล่าวด้วยรอยยิ้ม

ในพื้นที่พิเศษ

ถูเฟิงกำลังสรุปสถานการณ์ของวันนี้ให้ทุกคนได้ฟัง แต่เมื่อทุกคนได้เห็นลู่หยางปรากฏตัวขึ้นมาพวกเขาต่างก็ลุกขึ้นเพื่อต้อนรับ

“นั่งลงเถอะ ส่วนถูเฟิงก็พูดต่อได้เลยฉันแค่มีข่าวดีจะมาแจ้งให้กับทุกคน” ลู่หยางกล่าว

“ข่าวดีอะไรเหรอครับ/ค่ะ?” ทุกคนกล่าวด้วยแววตาอันเป็นประกาย

“ใจเย็น ๆ ให้ถูเฟิงพูดให้จบก่อนแล้วฉันค่อยแจ้งให้ทุกคนทราบทีเดียว” ลู่หยางตอบ

ทุกคนหน้ามุ่ยขึ้นมาเล็กน้อยแต่ก็พยายามอดทนรอฟังข่าวดีต่อไป เพราะท้ายที่สุดทุกสิ่งที่ลู่หยางบอกว่าเป็นข่าวดี มันก็มักจะเป็นข่าวดีที่ทำให้ทุกคนตื่นเต้นได้จริง ๆ

ถูเฟิงส่งเสียงกระแอมขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะพูดต่อไปว่า

“ฉันจะพยายามพูดให้จบโดยเร็วที่สุดก็แล้วกันนะ วันนี้พวกเราได้รับวีดีโอยืนยันการสังหารสมาชิกของดีวายโซล 13,200 คลิปและได้จ่ายเงินออกไป 1,320 เหรียญทอง ส่วนฝ่ายตรงข้ามจัดการกับพวกเราไปได้ 3,502 คน ซึ่งฉันก็ได้จ่ายเงินค่าช่วยเหลือไปให้กับพวกเขา 300 เหรียญทอง สิริรวมแล้ววันนี้พวกเราใช้เงินไปทั้งสิ้น 1,620 เหรียญทอง”

“ทำไมฉันรู้สึกว่าการทำสงครามแบบนี้มันไม่ค่อยคุ้มเลยนะ” ลู่หยางกล่าวพร้อมกับเผยรอยยิ้มออกมาอย่างจนใจ เพราะเงินจำนวน 1,600 กว่าเหรียญทองมันก็สามารถแปลงเป็นเงินได้เกือบ ๆ 500,000 เครดิต

“มันใช้เงินมากไปจริง ๆ ครับ” ไป๋เหลิงกล่าว

“พวกเราควรหยุดเอาไว้เท่านี้ดีไหม?” ถูเฟิงถาม

เซี่ยหยู่เว่ย, ไป๋เหลิงและทุกคนต่างก็พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย

ลู่หยางคิดอยู่สักครู่ ก่อนจะส่ายหัวและพูดว่า

“คงสถานการณ์นี้เอาไว้ก่อน หากสงครามยังคงเป็นไปแบบนี้ต่อไป โซลออฟอีเทอนิตี้จะเป็นคนที่เสียเปรียบมากกว่าพวกเราและมันก็ยังจะทำให้ศัตรูประมาทพวกเราอีกด้วย”

“ฉันเพิ่งได้รับข่าวมาว่าบลัดไทแรนท์นำกองกำลังเร่งเก็บเลเวลกันอย่างเต็มที่ บางทีเขาอาจจะตกลงกับโซลออฟอีเทอนิตี้เพื่อโจมตีพวกเราหรือเปล่า?” ถูเฟิงกล่าว

สถานการณ์ในปัจจุบันทำให้บลัดไทแรนท์กลายเป็นกระดูกชิ้นใหญ่ที่กำลังขวางคอพวกเขาไปแล้ว เพราะเมื่ออีกฝ่ายได้รวมกิลด์ทั้ง 3 ของตัวเองกลายเป็นกิลด์เดียว พวกเขาก็ได้ครอบครองป้อมปราการถึง 3 แห่งโดยอัตโนมัติ และด้วยม้วนคัมภีร์ป้อมปราการมันก็จะทำให้สมาชิกภายในเมืองทั้ง 3 สามารถเทเลพอร์ตไปมาเพื่อเป็นกองสนับสนุนกันได้ตลอดเวลา

ขณะเดียวกันบลัดบราเธอร์เพียงกิลด์เดียวก็ยังไม่มีกำลังมากพอจะจัดการกับบลัดเติสตี้ได้ และถ้าหากจะให้บลัดเติสตี้มาจัดการกับพวกเขาก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกัน วิธีการเดียวคือโซลออฟอีเทอนิตี้และบลัดไทแรนท์จะต้องจับมือกันเพื่อรวบรวมกองกำลังมาโจมตีพวกเขาในคราวเดียว

อย่างไรก็ตามระยะห่างระหว่างกองกำลังทั้งสองก็อยู่ค่อนข้างไกลกันมาก และกิลด์ของโซลออฟอีเทอนิตี้ก็ไม่สามารถที่จะรวมเข้ากับกิลด์ของบลัดไทแรนท์ได้อีกด้วย ดังนั้นลู่หยางจึงคิดว่าอย่างน้อยพวกเขาก็ยังไม่ใช่ภัยคุกคามต่อบลัดบราเธอร์เป็นการชั่วคราว

“ไม่ต้องไปสนใจพวกเขาแล้วนำคนของเราเร่งเก็บเลเวลต่อไป ตอนนี้สมาชิกในกิลด์ของเรามีชุดอุปกรณ์ระดับทองเลเวล 30 กันกี่คนแล้ว?” ลู่หยางถาม

“16,506 คน” ถูเฟิงตอบ

ลู่หยางพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ เนื่องจากเรื่องนี้คือรากฐานอันแข็งแกร่งที่ทำให้ยังไม่มีกิลด์ไหนกล้ามาโจมตีพวกเขา เพราะทุกกิลด์ที่จะเข้ามาโจมตีจะต้องคิดให้ดี ๆ ว่าพวกเขาจะรับมือกับกองกำลังชุดทองทั้ง 16,000 กว่าคนนี้ได้ยังไง

เมื่อลู่หยางเห็นว่าไม่มีใครพูดเรื่องอะไรอีกต่อไปแล้วเขาถึงพูดขึ้นมาว่า

“เอาล่ะ ฉันขอประกาศข่าวดีเลยก็แล้วกัน ช่วงนี้ทุกคนช่วยกันเตรียมรายชื่อเอาไว้ให้ฉันด้วย ฉันน่าจะได้รับใบเปลี่ยนอาชีพมาประมาณ 60 ใบ เอาเป็นว่าฉันจะกระจายให้แม่ทัพทั้ง 6 คนคนละ 10 ใบจะได้ไม่ถือว่าเป็นการลำเอียงเข้าข้างใครคนใดคนหนึ่ง”

คำพูดของลู่หยางทำให้ฉิงชาง, เซี่ยหยู่เว่ยและแม่ทัพคนอื่น ๆ เบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น เพราะใบเปลี่ยนอาชีพจะได้รับมาจากการสังหารบอสเลเวล 30 ขึ้นไปเท่านั้น น่าเสียดายที่ในแต่ละแผนที่มีบอสอยู่เพียงแค่ตัวเดียว ดังนั้นตลอดทั้งสัปดาห์พวกเขาจึงสามารถรวบรวมใบเปลี่ยนอาชีพกันได้เพียงแค่กองทัพละประมาณ 5 ใบ

อย่างไรก็ตามลู่หยางกลับประกาศจะมอบใบเปลี่ยนอาชีพให้กับพวกเขาคราวเดียวถึง 10 ใบ ซึ่งมันก็จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการหาใบเปลี่ยนอาชีพให้กับลูกน้องไปได้มากพอสมควร

“หัวหน้า คุณช่วยพวกเราได้มากเลยครับ” บิทเทอร์เลิฟกล่าว

“ถ้าไม่มีพวกนาย ฉันก็ทำตัวสบาย ๆ แบบนี้ไม่ได้เหมือนกัน” ลู่หยางตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

ทุกคนต่างก็ส่งเสียงหัวเราะขึ้นมาอย่างตลกขบขัน

เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในข้อดีของลู่หยาง เพราะเขาสามารถมอบหมายงานให้กับลูกน้องได้อย่างสบายใจ ไม่ว่ามันจะมีข่าวอะไรหลุดรอดออกมาลู่หยางก็จะเชื่อแต่แม่ทัพทั้ง 6 คนนี้เท่านั้น และเขาก็จะไม่รับฟังข่าวลือใด ๆ ที่หลุดออกมาทั้งสิ้น

หลังจากคุยเล่นกันอีกสักพัก ลู่หยางก็ออกไปพักนอกเกม

“พี่ครับตอนนี้ฝั่งเผ่าอสูรเริ่มทำสงครามกันแล้ว ดูเหมือนกลุ่มทุน 4 กลุ่มกำลังแย่งชิงอำนาจเพื่อควบคุมเผ่าสัตว์อสูรทั้งหมด ตอนนี้สถานการณ์เลยค่อนข้างที่จะตึงเครียดมากเลยครับ” มู่ยี่กล่าว

ลู่หยางพอจะจำเรื่องนี้ได้อยู่เหมือนกัน ซึ่งในตอนนั้นกวางซิงกรุ๊ป, ตงเซียงกรุ๊ป, เทียนหัวกรุ๊ปและจงเทียนกรุ๊ปของลิ่วเจียได้ทำสงครามกันเพื่อแย่งชิงอำนาจในเผ่าสัตว์อสูร

สงครามได้ดำเนินกันไปอย่างยาวนาน ซึ่งในที่สุดลิ่วเจียที่ควบคุมเผ่ามนุษย์และเผ่าเอลฟ์ได้สำเร็จก็นำกองกำลังจากเผ่าอื่นเข้าไปเป็นกำลังเสริมและเอาชนะกลุ่มทุนอื่น ๆ อีก 3 กลุ่มได้สำเร็จ

“เดี๋ยวพี่ขอคิดก่อนก็แล้วกัน ว่าพี่จะจัดการกับเรื่องนี้ยังไงดี” ลู่หยางกล่าว

เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากออกกำลังกายจนเสร็จ ลู่หยางก็เข้าสู่เกม

“อาจารย์ครับ ของสำหรับพวกฮั่นเฟยเสร็จแล้วหรือยังครับ?” ลู่หยางถามหลังจากเดินทางมาหาฮั่นจง

“เสร็จแล้ว ทุกคนยอมทำงานทั้งคืนเลยนะกว่าจะสร้างสิ่งที่นายขอได้ 5 ชุด” ฮั่นจงตอบ

“เยี่ยมเลยครับ แบบนี้ตอนไปเก็บเลเวลในแผนที่เลเวลสูง ๆ พวกเราก็ไม่ต้องกลัวตายกันแล้ว” ลู่หยางกล่าว

หลังจากพูดลาจากฮั่นจงแล้วลู่หยางก็มุ่งหน้าตรงไปยังพระราชวัง

เมื่อผู้เล่นมีเลเวลจนถึง 35 ทางระบบจะเปิดฟังก์ชั่นสัตว์ขี่ให้ได้ใช้งาน ซึ่งสัตว์ขี่จะช่วยเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ให้กับผู้เล่นตั้งแต่ 50%-150% การเดินทางจากแผนที่หนึ่งไปยังอีกแผนที่หนึ่งจึงสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น โดยปกติการเดินทางจากป้อมปราการวินด์ธันเดอร์ไปยังป้อมปราการซีดราก้อนจำเป็นจะต้องใช้เวลาเดินทาง 6 ชั่วโมง แต่ถ้าหากผู้เล่นใช้สัตว์ขี่ในระหว่างการเดินทาง มันก็จะทำให้ระยะเวลาการเดินทางลดลงเหลือเฉลี่ยเพียงแค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้น

อย่างไรก็ตามหากผู้เล่นต้องการที่จะมีสัตว์ขี่ พวกเขาก็จำเป็นจะต้องซื้อบังเหียนมาเพื่อทำการฝึกสัตว์เสียก่อนและบังเหียนแต่ละอันก็มีราคาสูงถึง 100 เหรียญทอง

ชายหนุ่มเดินไปยังคอกสัตว์บริเวณทางซ้ายของปราสาท ก่อนที่เขาจะได้เจอกับ NPC ผู้ดูแลที่มีชื่อว่าเกรย์

“ขอซื้อบังเหียนหน่อยครับ”

“อันละ 100 เหรียญทองครับ” เกรย์ตอบกลับอย่างสุภาพ

ลู่หยางหยิบเงินออกมาจ่าย 500 เหรียญทองพร้อมกับรับบังเหียนสีแดงเข้มมา 5 ชิ้น

“คุณสามารถใช้บังเหียนพวกนี้เพื่อฝึกสัตว์ที่คุณชอบได้ แต่การฝึกสัตว์ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ หากคุณต้องการม้าคุณก็สามารถซื้อจากผมไปได้เลย” เกรย์กล่าว

ม้าที่ถูกขายจากทางตัวเกมมีราคาอยู่ที่ 50 เหรียญทอง แต่มันกลับสามารถเพิ่มความเร็วได้เพียงแค่ 70% เท่านั้น ซึ่งลู่หยางก็มองว่ามันไม่ค่อยคุ้มค่ามากเท่าไหร่

“ผมขอลองไปจับสัตว์ป่ามาเป็นสัตว์ขี่ก่อนก็แล้วกัน” ลู่หยางตอบ

“วิธีการดีที่สุดสำหรับการจับสัตว์ป่าคือการใช้อาหารล่อพวกมันเข้าสู่กับดัก จากนั้นคุณก็ใช้น้ำยามอมเมาสัตว์เพื่อให้พวกมันมึนงงแล้วใช้บังเหียนในการควบคุมพวกมันซะ” เกรย์กล่าวแนะนำ

ลู่หยางเลือกซื้อพลั่ว, เนื้อกวาง 50 ชิ้นและน้ำหอมมอมเมาสัตว์จากเกมมาอีก 10 ขวด ซึ่งมันก็ได้ใช้เงินไปอีก 50 เหรียญทอง

หลังจากเตรียมการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วลู่หยางก็ได้ท่องคาถาเทเลพอร์ตกลับไปยังวิหารเทพอสูร จากนั้นเขาก็เดินทางผ่านวิหารเทพอสูรเพื่อกลับมายังช่องโหว่บนเพดานภายในสปิริตอะคาเดมี่อีกครั้งหนึ่ง

“พี่ลู่หยางกลับมาแล้ว” ฮั่นอิ่งพูดอย่างดีใจ

“ตอนนี้พวกเธอเลเวลเท่าไหร่กันแล้ว?” ลู่หยางถามด้วยรอยยิ้ม

“เลเวล 39 แล้วครับ” ฮั่นเฟยพูดอย่างภูมิใจ ซึ่งความจริงแล้วความเร็วในการเก็บเลเวลของพวกเขาก็อยู่ในระดับที่ไม่เลวเลย

“ดีมาก ทุกคนมาเอาของรางวัลพวกนี้ไปคนละ 1 ชุดนะ” ลู่หยางกล่าวพร้อมกับมอบแว่นตาก็อบลิน, เออีดีและโล่คลื่นเสียงให้กับทุกคน

ฮั่นอวี่หยิบแว่นตาก็อบลินขึ้นมาสวมใส่ ก่อนที่เขาจะอุทานขึ้นมาด้วยความประหลาดใจว่า

“โอ้โห! แว่นนี่มันช่วยให้ผมมองได้ไกลขึ้นเยอะเลย”

“หากมีโล่อันนี้มันก็เหมือนว่าผมมีสกิลเอาชีวิตรอดเพิ่มอีกอัน” เสี่ยวเหลียงกล่าว

“ตอนนี้หนูมีเออีดีแล้ว เดี๋ยวหนูขอทำหน้าที่แทนนักบวชก็แล้วกัน” มู่หยูกล่าวอย่างน่ารัก

“ขอบคุณนะคะพี่” ฮั่นอิ่งกล่าว

จบบทที่ บทที่ 377 บังเหียน

คัดลอกลิงก์แล้ว